ไทยปะทะกัมพูชา

ทบ.แจง! พื้นที่บ้านหนองจานอยู่ในเขตไทย

กองทัพบก (ทบ.) ออกมาชี้แจงประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ “บ้านหนองจาน” ยืนยันว่าเป็นเขตแดนของประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้เคยอนุญาตให้ชาวกัมพูชาเข้ามาลี้ภัยอาศัยอยู่ชั่วคราว แต่กลับพบว่ามีการขยายชุมชน ซึ่งเป็นการละเมิด MOU43 ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะประท้วง แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเพิกเฉย กองทัพบกกล่าวว่า การแสดงน้ำใจต่อเพื่อนบ้านในอดีตไม่ควรถูกนำมาบิดเบือนเพื่อทำลายความน่าเชื่อถืออย่างไม่เป็นธรรม ย้ำว่าการติดตั้งรั้วลวดหนามไม่ใช่การกำหนดแนวเขตแดน แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่กำลังพล

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 13.19 น. กองทัพบกได้ชี้แจงกรณีที่ชาวกัมพูชาออกมาเรียกร้องเกี่ยวกับการวางรั้วลวดหนามของทหารไทยบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว โดยอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของตนเอง พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า แท้จริงแล้วพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย บริเวณบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นรอยต่อชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างหลักเขตแดนที่ 46 และ 47 โดยมีประเด็นปัญหาหลักๆ 2 ส่วนคือ:

  1. พื้นที่อ้างสิทธิ์ที่ทั้งไทยและกัมพูชายังตกลงเรื่องที่ตั้งหลักเขตแดนไม่ได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าตำแหน่งหลักเขตในปัจจุบันมีการเคลื่อนย้ายเข้าไปในฝั่งของตนเอง จึงต้องใช้กลไกทวิภาคี เช่น JBC เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว
  2. ในอดีต ช่วงสงครามภายในกัมพูชาปี 2520 รัฐบาลไทยได้ให้ชาวกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยชั่วคราว ด้วยหลักมนุษยธรรม แต่เมื่อสถานการณ์ปกติ พบว่ามีชาวกัมพูชาบางส่วนไม่กลับประเทศ และยังอาศัยอยู่ในประเทศไทย

ทั้งนี้ การติดตั้งรั้วลวดหนามในบริเวณต่างๆ ไม่ใช่การวางแนวเขตแดน แต่เป็นการวางเครื่องกีดขวางเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กำลังพล โดยเฉพาะการป้องกันการลักลอบใช้อาวุธทุ่นระเบิดทำร้ายฝ่ายไทย และเสริมความมั่นคงให้แก่ที่ตั้งกำลังของหน่วยทหารเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงในพื้นที่อ้างสิทธิ์ โดยสนับสนุนให้ประชาชนสร้างถิ่นฐานถาวร ทั้งในและนอกพื้นที่อ้างสิทธิ์ในฝั่งไทย ซึ่งกองทัพบก โดยกองกำลังบูรพา ได้ประท้วงร้องเรียนฝ่ายกัมพูชาในเวทีต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน แต่ฝ่ายกัมพูชากลับนิ่งเฉย ไม่มีการชี้แจงหรือแก้ไขใดๆ ยืนยันว่าไทยแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีมาตลอด

ทบ. แจงปมพื้นที่บ้านหนองจาน ยันอยู่ในเขตไทย

โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า ปัจจุบันฝ่ายกัมพูชามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ พยายามใช้ประชาชนรุกล้ำอธิปไตยไทยในบริเวณดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับทหารโดยตรง ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการวางแผนอย่างเป็นระบบ และคอยดูว่าหากไทยดำเนินการใดๆ ก็จะนำไปบิดเบือนทำลายความน่าเชื่อถือ เพื่อขอความเห็นใจจากสังคมโลก

ทำไมต้องชี้แจงเรื่องพื้นที่บ้านหนองจาน

การชี้แจงนี้มีความสำคัญเพื่อให้ประชาคมโลกเข้าใจข้อเท็จจริงว่า การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของไทยและการแสดงน้ำใจต่อเพื่อนบ้านในอดีต ไม่ควรถูกนำไปบิดเบือนเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของไทยอย่างไม่เป็นธรรม ทางกองทัพบกจึงขอความร่วมมือในการสื่อสารข้อเท็จจริงนี้ต่อไปยังสาธารณชน

ประเด็นบ้านหนองจาน เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองจาน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการปัญหาชายแดนและความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

แม้ว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนจะมีความซับซ้อน แต่ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – ทบ. แจงปมพื้นที่บ้านหนองจาน ยันอยู่ในเขตไทย ชาวกัมพูชามาขยายชุมชน ละเมิด MOU 43

ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด: ภารกิจเซาท์ซูดาน

พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานในพิธีส่งกำลังพลผลัดใหม่ 273 นาย ไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพที่เซาท์ซูดาน พร้อมยันระดมหลายหน่วยงานเก็บกู้วัตถุระเบิด ตรวจสอบแล้วกว่า 800 จุด เดินหน้าจนกว่าจะปลอดภัยทั้งหมด

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ณ กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานในพิธีส่งกำลังพล กองร้อยทหารช่าง เฉพาะกิจไทย/เซาท์ซูดาน ผลัดที่ 6 จำนวน 273 นาย เพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน (United Nations Mission in South Sudan : UNMISS) ซึ่งเป็นการผลัดเปลี่ยนจากผลัดที่ 5 ที่ปฏิบัติภารกิจตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567

สำหรับกำลังพลผลัดที่ 6 มีจำนวน 273 นาย ประกอบด้วย กำลังพลจากกองทัพไทย จำนวน 17 นาย, จากกองทัพบก 256 นาย รวมทั้งมีทหารหญิงร่วมปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 28 นาย ซึ่งมีกำหนดการเดินทางในวันที่ 20 สิงหาคม 2568 จำนวน 137 นาย และเดินทางในวันที่ 7 กันยายน 2568 อีกจำนวน 136 นาย

ที่ผ่านมากำลังกองร้อยทหารช่างของไทย ได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติและองค์การต่างๆ ทั้งการปฏิบัติงานด้านวิศวกรรม และการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปช่วยพัฒนาชุมชนในพื้นที่ ควบคู่กับภารกิจทางยุทธวิธี จนทำให้ไทยได้รับเกียรติให้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพอย่างต่อเนื่อง ถือได้ว่าเป็นบทบาท เกียรติภูมิ และความภาคภูมิใจของประเทศไทยในเวทีโลก รวมทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ให้กับกำลังพลของกองทัพไทยในการปฏิบัติงานร่วมกับกองกำลังชาติต่างๆ อันจะเป็นการพัฒนาศักยภาพของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไปสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากลต่อไป

ทั้งนี้ กำลังพลทุกนายจะต้องผ่านการตรวจความพร้อมและสัมภาระตามมาตรฐานของสหประชาชาติก่อนออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง สู่กรุงจูบา เมืองหลวงของสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน เพื่อเริ่มภารกิจรักษาสันติภาพต่อไป นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้รับมอบจาก บริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาวุธของไทย ที่ร่วมสนับสนุนรถเกราะลำเลียงพลจำนวน 4 คัน และรถเกราะพยาบาล 1 คัน เพื่อใช้ในภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในสาธารณรัฐเซาท์ซูดานด้วย

ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังเปิดเผยถึงการปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิด ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด โดยยืนยันว่าไม่ได้มีเพียงชุด TMAC (ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ) เท่านั้นที่เข้าปฏิบัติงาน แต่ยังมีหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดของตำรวจตระเวนชายแดน รวมถึงผู้นำท้องถิ่นอย่างกำนันและผู้ใหญ่บ้านร่วมช่วยกันค้นหาและเก็บกู้ด้วย ปัจจุบันมีกำลังพลปฏิบัติงานรวม 15 ชุดในพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก คือ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ โดยสามารถตรวจสอบไปแล้วกว่า 800 จุด และจะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าพื้นที่จะปลอดภัยทั้งหมด

ขณะเดียวกัน พล.อ.ทรงวิทย์ ย้ำด้วยว่า เครื่อง TMAC ยังคงถูกบรรจุอยู่ในราชการทหารสนาม แต่ได้มีการเสริมกำลังจากพื้นที่ต่างๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนแนวหน้า เพื่อให้การเก็บกู้วัตถุระเบิดเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด.

ภารกิจ ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด ในพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก

การที่ ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน โดยมีการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชน เพื่อให้การเก็บกู้วัตถุระเบิดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและไม่ย่อท้อจนกว่าพื้นที่ทั้งหมดจะปลอดภัย แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความใส่ใจของกองทัพต่อความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

การที่กองทัพไทยได้รับความไว้วางใจจากสหประชาชาติให้ปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพในเซาท์ซูดานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของกำลังพลไทยในการปฏิบัติงานในระดับสากล การได้รับการสนับสนุนรถเกราะจากบริษัทผลิตอาวุธของไทยยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและการสนับสนุนจากภาคเอกชนในการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพไทยให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด พร้อมส่งกำลังพลผลัดใหม่ปฏิบัติภารกิจเซาท์ซูดาน

“ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

“ธนกร” ห่วงทหารชายแดนไทย-กัมพูชา ฝาก สธ. ผนึกกองทัพส่งทีมจิตแพทย์ดูแลหลังเหตุปะทะ ขอครอบครัว-ชุมชนช่วยซัพพอร์ตจิตใจ ชื่นชมทุกนายกล้าหาญเสียสละปกป้องอธิปไตย

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า ภายหลังเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาหลายวัน เกิดการสูญเสียชีวิตเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือน และได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างบาดแผลผลกระทบในความรู้สึกและจิตใจต่อบุคคลในครอบครัวผู้สูญเสีย ทั้งทหารและประชาชนทั่วไปทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงอย่างมาก จำเป็นที่ทั้งครอบครัว ชุมชน ต้องช่วยกันให้กำลังใจ สนับสนุนให้ความช่วยเหลือทุกด้านในทันที โดยเฉพาะด้านจิตใจ

ทั้งนี้ ตนขอฝากทางกระทรวงสาธารณสุข ช่วยส่งทีมจิตแพทย์ทุกระดับ เร่งลงพื้นที่สำรวจและประเมินสภาพจิตใจของประชาชนทั้ง 7 จังหวัดชายแดนที่รับผลกระทบ ร่วมกับกองทัพบกที่ได้ส่งทหารเหล่าแพทย์ทีม M-MCATT ไปดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบอย่างต่อเนื่องแล้ว

“ขอให้ทั้งกระทรวงสาธารณสุขร่วมกันกับทีมแพทย์จากกองทัพบกลงไปดูแลทั้งกำลังพลและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุสู้รบให้เกิดความทั่วถึง เพราะหลังการปะทะนอกจากความสูญเสียทางกายแล้ว สิ่งสำคัญมากไม่แพ้กันคือบาดแผลทางจิตใจที่เกิดขึ้นกับทั้งพี่น้องคนไทย กลุ่มเปราะบาง เด็ก คนชรา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทีมแพทย์และทหารกล้าทุกนายเสียสละปกป้องอธิปไตย ทำเพื่อประเทศมาโดยตลอด หลังการสู้รบรัฐบาลและทุกหน่วยงานต้องเร่งเข้าไปดูแลทุกด้านทันที”

“ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าปกป้องชาติ ฝาก สธ. ร่วม ทบ. ส่งทีมแพทย์ดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อจิตใจของทั้งทหารและประชาชนในพื้นที่ การได้รับการดูแลช่วยเหลือด้านจิตใจอย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้น

ความสำคัญของการดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

เหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ มักทิ้งบาดแผลในใจให้กับผู้ที่ประสบเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม การดูแลจิตใจจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญในการฟื้นฟูสภาพจิตใจและช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

  • การพูดคุยและระบายความรู้สึก: การเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้พูดคุยและระบายความรู้สึกออกมา จะช่วยให้พวกเขาสามารถจัดการกับอารมณ์และความเครียดที่เกิดขึ้นได้
  • การให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้อง: การให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะช่วยลดความวิตกกังวลและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้
  • การสนับสนุนทางสังคม: การได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียวและได้รับการดูแล
  • การเข้าถึงบริการทางจิตเวช: ในกรณีที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมีอาการรุนแรง ควรได้รับการประเมินและรักษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช

นายธนกรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกองทัพบก ในการส่งทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชลงพื้นที่ เพื่อให้การดูแลสามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือจากครอบครัวและชุมชนในการให้กำลังใจและสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

การดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้สังคมกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง การสนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมที่สงบสุขและมีความเอื้ออาทร

การที่นายธนกรออกมาแสดงความห่วงใยและกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ เราหวังว่าการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของนายธนกร จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบและช่วยให้พวกเขากลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้โดยเร็ววัน “ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าปกป้องชาติ ฝาก สธ. ร่วม ทบ. ส่งทีมแพทย์ดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

ที่มา – “ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าปกป้องชาติ ฝาก สธ. ร่วม ทบ. ส่งทีมแพทย์ดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

แพทย์ทหารดูแล! กำลังพลแนวหน้าชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่รัฐบาลและกองทัพให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการดูแลขวัญและกำลังใจของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ แพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติ เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

แพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติ

จากรายงานของโฆษกรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังตามแนวชายแดนและเสริมความแข็งแกร่งด้วยรั้วลวดหนาม เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการที่รัฐบาลและกองทัพให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักหน่วง การส่งแพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความเอาใจใส่ที่รัฐบาลมีต่อทหารกล้าเหล่านี้

M-MCATT คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ?

M-MCATT หรือ Military Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team คือทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤตของกองทัพบก ทีมนี้ประกอบด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถประเมินและให้การรักษาผู้ที่มีภาวะเครียดหรือวิตกกังวลอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่

การมี M-MCATT และการส่งทีมแพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความกดดันต่างๆ มากมาย ทั้งจากภัยคุกคามจากภายนอก และความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว การได้รับการดูแลด้านสุขภาพจิตอย่างเหมาะสมจะช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับความเครียดและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากทีม M-MCATT แล้ว โรงพยาบาลทหารในพื้นที่ยังได้ส่งทีมแพทย์ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพร่างกายของกำลังพลตามฐานปฏิบัติการต่างๆ อีกด้วย การดูแลสุขภาพทั้งกายและใจอย่างครบวงจรนี้จะช่วยให้ทหารมีสุขภาพแข็งแรงและพร้อมที่จะปกป้องประเทศชาติ

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกำลังพลแนวหน้าแสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรบุคคล การลงทุนในการดูแลสุขภาพของทหารคือการลงทุนในความมั่นคงของชาติ เพราะทหารที่มีสุขภาพดีทั้งกายและใจย่อมสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ

  • การตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำ
  • การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต
  • การจัดกิจกรรมสันทนาการเพื่อผ่อนคลายความเครียด
  • การให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ

รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและช่วยเหลือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พวกเขามีขวัญและกำลังใจที่ดีในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การแพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามทั้งหมด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การสนับสนุนและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพราะพวกเขากำลังปกป้องความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติ

ที่มา – แพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติ

กองทัพไทยย้ำ! ทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 67 กัมพูชายังมี

กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก โดยยืนยันว่าทุ่นระเบิดที่พบเป็นของใหม่ทั้งหมด และพื้นที่ดังกล่าวเคยได้รับการกวาดล้างไปแล้ว 100%

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ออกมาแถลงถึงกรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่กำลังพลไทย 5 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน ผลการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ยืนยันว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ของใหม่ สภาพสมบูรณ์ พร้อมใช้งาน และมีการอำพรางอย่างมิดชิด ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหาย

ที่สำคัญคือ ทุ่นระเบิดที่พบไม่ใช่ทุ่นเก่าตามที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง แต่เป็นทุ่นใหม่ที่มีตัวอักษรคมชัด สปริง เข็มแทงชนวน และชิ้นส่วนภายในอยู่ในสภาพใหม่สมบูรณ์ ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลที่เผยแพร่ออกมา

พื้นที่กวาดล้างแล้ว 100%

พล.ต.วิทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่ช่องบกและช่องอานม้าซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุนั้น TMAC ได้ทำการกวาดล้างทุ่นระเบิดไปแล้ว 100% และมีการรายงานต่อที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวาทุกปี โดยไม่เคยพบทุ่น PMN-2 ในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่เคยมีทุ่นชนิดนี้อยู่ในครอบครอง และได้ทำลายทุ่นระเบิดคงคลังทั้งหมดตั้งแต่ปี 2546 โดยไม่มี PMN-2 อยู่ในบัญชีแม้แต่ลูกเดียว

ในทางตรงกันข้าม เอกสารรายงานต่ออนุสัญญาออตตาวา ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2024 ระบุชัดเจนว่า กัมพูชายังคงครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และชนิดอื่นๆ รวมกว่า 3,700 ลูก โดยอ้างว่าเก็บไว้เพื่อการฝึกตามมาตรา 3 ของอนุสัญญาฯ แต่การลักลอบนำทุ่น PMN-2 มาวางในเขตอธิปไตยของไทย ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาอย่างร้ายแรง และเอาผิดได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ดังนั้น กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก จึงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญและมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา และความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ต้องตกเป็นเหยื่อของทุ่นระเบิด

กองทัพไทย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ขอยืนยันว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ตรวจสอบได้ ยืนยันชัดเจนว่าทุ่นระเบิดที่ทำให้กำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บ เป็นทุ่นระเบิดใหม่ชนิด PMN-2 ที่ฝ่ายกัมพูชาลักลอบนำมาวางในพื้นที่ชายแดนไทย ไม่ใช่ทุ่นเก่าตามที่มีการกล่าวอ้าง เหตุการณ์นี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาและเป็นการกระทบต่ออธิปไตยของประเทศไทยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก ทำให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาความมั่นคงและปลอดภัยในพื้นที่ดังกล่าว การร่วมมือกันระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ แฉปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก

กองทัพบก ดูแลกำลังพลชายแดนหลังสู้รบ

“กองทัพบก” ส่งทหารเหล่าแพทย์ทีม M-MCATT ดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ เสริมสร้างความพร้อมในทุกมิติ

วันที่ 17 ส.ค. 2568 ด้วยความห่วงใยสุขภาพของกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่สู้รบ โดยเฉพาะในกองทัพภาคที่ 2 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้กรมแพทย์ทหารบก และโรงพยาบาลทหารในพื้นที่ ส่งทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต หรือ M-MCATT (Military Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team) ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพร่างกายและประเมินสภาพจิตใจของกำลังพลในฐานปฏิบัติการต่างๆ ตั้งแต่หลังมีข้อตกลงหยุดยิงที่ผ่านมา เพื่อดูแลและคลายความกังวลใจ รวมทั้งประเมินอาการหรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อกำลังพล เพื่อให้สามารถแก้ไขและเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

กองทัพบก ดูแลกำลังพลชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ

การดำเนินงานของทีม M-MCATT ถือเป็นหนึ่งในมาตรการดูแลกำลังพลด้านการแพทย์ของกองทัพบก ที่ครอบคลุมใน 3 ระยะหลักของการปฏิบัติการทางทหาร ได้แก่

1. ระยะ Pre-deployment : การเตรียมความพร้อมก่อนลงพื้นที่

ก่อนที่กำลังพลจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ ทีมสายแพทย์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เริ่มจากการตรวจคัดกรองสุขภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกนายมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาดและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมเวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ และชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อให้หน่วยสามารถดูแลรักษาเบื้องต้นได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

2. ระยะ Deployment : การดูแลระหว่างปฏิบัติภารกิจ

หน้าที่ของทหารเหล่าแพทย์ยิ่งทวีความสำคัญ โดยมีการจัดตั้งหน่วยพยาบาลสนามและจุดบริการทางการแพทย์ใกล้พื้นที่ปฏิบัติการ รวมถึงการจัดทีมดูแลสุขภาพจิต (M-MCATT) ที่ทำหน้าที่ค้นหา เฝ้าระวัง และให้การช่วยเหลือกำลังพลที่เผชิญความเครียดหรือมีภาวะเสี่ยงทางจิตใจ มุ่งเน้นทั้งการสังเกตอาการ ประเมินความรุนแรง ให้คำปรึกษาและบำบัดเบื้องต้น ตลอดจนการส่งต่อเพื่อการรักษาที่เหมาะสม นอกเหนือจากการดูแลจาก “กองทัพบก” โดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยทั่วไป การเฝ้าระวังโรคระบาด และการจัดระบบส่งกลับผู้บาดเจ็บในกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ลดการสูญเสียกำลังพล อีกทั้งยังมีภารกิจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนและเสริมสร้างความมั่นคงจากภายใน

3. ระยะ Post-deployment : การดูแลหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

การดูแลกำลังพลยังคงดำเนินต่อ โดยเฉพาะในกรณีที่มีกำลังพลบาดเจ็บหรือสูญเสีย ทีม M-MCATT จะเข้าไปดูแลสภาพจิตใจทั้งผู้ป่วยและครอบครัว พร้อมทั้งมีการตรวจสุขภาพซ้ำเพื่อประเมินผลกระทบจากการอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และดำเนินการฟื้นฟูทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อป้องกันภาวะเครียดหรือบาดแผลทางใจจากประสบการณ์ภารกิจที่ผ่านมา

สำหรับการทำงาน ทีม M-MCATT จะลงพื้นที่ประเมินกำลังพลในฐานปฏิบัติการต่างๆ โดยผลการประเมินแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเขียว (เสี่ยงต่ำ), กลุ่มเหลือง (เสี่ยงปานกลาง) และกลุ่มแดง (เสี่ยงสูง) ซึ่งหากพบกำลังพลอยู่ในกลุ่มแดง ทีมแพทย์จะส่งตัวเข้าสู่กระบวนการรักษาและเยียวยาสภาพจิตใจในทันที เพื่อฟื้นฟูสุขภาพของกำลังพลให้กลับมาปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้ กองทัพบกให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพจิตใจของกำลังพลทุกระดับ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของภารกิจ โดยทีม M-MCATT จะลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลกำลังพลผู้เสียสละในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ด้วยความเข้มแข็งรอบด้านอย่างเต็มที่และดีที่สุด การดูแลจาก “กองทัพบก” ในครั้งนี้แสดงให้ถึงความห่วงใยกำลังพลอย่างแท้จริง

ที่มา – “กองทัพบก” ส่งทีมแพทย์ M-MCATT ดูแลกำลังพลชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ

ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยเชิญ “ไมเคิล” มาไทย ฉะไร้ประโยชน์

จากกรณีที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยเชิญ “ไมเคิล อัลฟาโร” มาประเทศไทยฟรี เพื่อให้เห็นความจริงอีกด้านเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ภายหลังได้เบรกเรื่องดังกล่าว ล่าสุด ประชาชนชาวบุรีรัมย์ส่วนใหญ่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเชิญ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ เพราะมองว่าไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยเชิญ “ไมเคิล” มาไทย ฉะไร้ประโยชน์

นางสำเรียน โยงรัมย์ แม่ค้าขายลูกชิ้นในตัวเมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า เธอไม่ต้องการให้ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ เพราะไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้าข้างประเทศไทยหรือไม่ และอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับต่างประเทศให้ทันต่อสถานการณ์

นายณรงค์เดช ปุลา ชาวอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การเชิญ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ เพราะขนาดลงพื้นที่ในกัมพูชายังให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ หากรัฐบาลต้องการเชิญสื่อต่างประเทศ ควรเชิญสำนักข่าวที่น่าเชื่อถืออย่าง CNN จะเป็นประโยชน์มากกว่า

ชาวบ้านหวั่น! กลัวอดใจไม่ไหว หาก “ไมเคิล” มาไทย

นายณรงค์เดชยังแสดงความกังวลเรื่องความปลอดภัยของไมเคิล หากเดินทางมายัง 7 จังหวัดตามคำเชิญของรัฐบาล เพราะกลัวว่าชาวบ้านจะอดใจไม่ไหว เนื่องจากก่อนหน้านี้ไมเคิลได้ไลฟ์สดให้ร้ายประเทศไทย อาจนำไปสู่การทำร้ายร่างกายได้

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนชาวบุรีรัมย์ต่อการกระทำของไมเคิล อัลฟาโร ที่เคยให้ข้อมูลที่เป็นลบเกี่ยวกับประเทศไทย การเชิญบุคคลดังกล่าวมายังประเทศไทยจึงถูกมองว่าไม่เป็นประโยชน์และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น

ความเห็นของประชาชนชาวบุรีรัมย์ยังแสดงให้เห็นถึงความต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเทศไทยและสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “ไมเคิล อัลฟาโร” ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการเชิญบุคคลต่างชาติเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะบุคคลที่มีความคิดเห็นหรือประวัติที่อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สื่อมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารข้อมูลสู่สาธารณชน ต้องมีความระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นกลาง เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคม

การแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยของชาวบุรีรัมย์ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประชาชนมีความตื่นตัวและพร้อมที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรให้ความใส่ใจ

การตัดสินใจใดๆ ของรัฐบาลควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและความรู้สึกของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความสามัคคีในสังคม

ในท้ายที่สุด การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

ที่มา – ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยเชิญ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ กลัวจะอดใจไม่ไหว

แรงงานกัมพูชาเปิดใจ ถูกผลักดันกลับประเทศแต่ไร้งาน

เรื่องราวสุดสะเทือนใจของแรงงานกัมพูชาเปิดใจถึงความยากลำบากหลังถูกผลักดันกลับประเทศ แต่กลับเผชิญกับปัญหาแรงงานกัมพูชาเปิดใจว่าไม่มีงานทำและไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ทำให้พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตลอบข้ามแดนกลับมายังประเทศไทยอีกครั้งเพื่อหาเลี้ยงชีพ

แรงงานกัมพูชาเปิดใจ ถูกผลักดันกลับประเทศแต่ไร้งาน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 กองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และกองร้อยทหารพรานที่ 1202 ได้ทำการจับกุมแรงงานชาวกัมพูชาวัย 19 ปี ขณะลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทย บริเวณช่องทางธรรมชาติใกล้บ้านป่าไร่ใหม่ ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

จากการสอบสวนผ่านล่าม ทราบว่าแรงงานรายนี้เคยทำงานเป็นลูกจ้างขายปลาในตลาดโรงเกลือ อำเภออรัญประเทศ แต่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาถูกกดดันให้เดินทางกลับประเทศตามนโยบายของรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องการให้แรงงานคืนสู่ภูมิลำเนา อย่างไรก็ตาม ชีวิตความเป็นอยู่หลังกลับไปยังบ้านเกิดกลับไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง

ชีวิตที่ไร้งานและไร้การช่วยเหลือ

“อยู่ฝั่งกัมพูชาไม่มีงานทำ รัฐบาลไม่ได้ช่วยอะไรเลย” คือคำพูดที่แรงงานกัมพูชาเปิดใจด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง ชีวิตหลังกลับไปบ้านเกิดเต็มไปด้วยความยากลำบาก เขาไม่มีงานทำ ขาดรายได้ และไม่ได้รับการช่วยเหลือใด ๆ จากรัฐบาลกัมพูชา ทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเสี่ยงชีวิตลอบกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อหาเลี้ยงชีพและครอบครัว

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนงานและการสนับสนุนจากภาครัฐในประเทศกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต และบีบบังคับให้ต้องตัดสินใจเสี่ยงอันตรายเพื่อแสวงหาโอกาสในต่างแดน

การลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและมีความเสี่ยงสูง แต่สำหรับแรงงานชาวกัมพูชาเหล่านี้ มันอาจเป็นหนทางเดียวที่พวกเขามองเห็นว่าจะสามารถช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดได้ การที่รัฐบาลกัมพูชาไม่สามารถจัดหางานและให้ความช่วยเหลือที่เพียงพอแก่ประชาชนของตนเองได้ ทำให้เกิดปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานและการแสวงหาโอกาสในต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เรื่องราวนี้เป็นการเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาปากท้องและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังและต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อความอยู่รอด นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแก่ประชาชนของตนเองอย่างจริงจัง เพื่อให้พวกเขาสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นในประเทศของตนเอง

ปัญหาแรงงานกัมพูชาเปิดใจถึงความยากจนและการถูกทอดทิ้ง สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

ที่มา – แรงงานกัมพูชาเปิดใจ ถูกผลักดันกลับประเทศแต่ไร้งาน-รัฐบาลไม่ช่วย ต้องลอบเข้าไทยอีกครั้ง

เขยไทยแฉ! กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน

เรื่องราวสุดระทึก! หนุ่มดัตช์เขยไทย พร้อมภรรยา เข้าพบทูตประจำชาติ เล่าความจริงเหตุการณ์ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน ที่เกิดขึ้นกับตนเองและชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา จังหวัดศรีสะเกษ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก นำคณะทูตานุทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด จำนวน 33 ประเทศ 1 องค์กร 2 องค์การระหว่างประเทศ รวมถึงสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อสังเกตการณ์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกฝังโดยฝ่ายกัมพูชา

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อชี้ให้ประชาคมโลกได้เห็นความจริงด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของไทยที่แสดงให้เห็นว่า กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา คณะฯ ได้พบปะพูดคุยกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเหยียบทุ่นระเบิด ก่อนเข้าห้องประชุมเพื่อรับฟังการบรรยายสรุป

ในขณะเดียวกัน นางพิศมัย อังคณา พร้อมด้วย มิสเตอร์รูจ ชาวเนเธอร์แลนด์ แฟนหนุ่ม ได้เดินทางมารอพบกับทูตประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อบอกเล่าความจริงที่เกิดขึ้นกับตนเองและคนในพื้นที่ โดยนางพิศมัยและมิสเตอร์รูจได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี และได้เผชิญกับเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันแรก (24 กรกฎาคม 2568) ทั้งคู่ต้อง หนีตายหัวซุกหัวซุน จากจรวดที่ทหารกัมพูชายิงเข้ามายังฝั่งไทยในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

เขยไทยแฉ! กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน

นางพิศมัยกล่าวว่า หลังจากทราบข่าวว่าท่านทูตเนเธอร์แลนด์จะเดินทางมายังจังหวัดศรีสะเกษ ตนจึงปรึกษาแฟนและตัดสินใจเดินทางมาพบท่านทูต เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งสิ่งที่ตนเองได้ประสบพบเจอ และสิ่งที่ชาวไทยต้องเผชิญจากการกระทำของกัมพูชาที่มีต่อประเทศไทย เเละต้องการให้ท่านทูตทราบว่า มีประชากรของประเทศตนเองอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย

ทำไมเขยไทยถึงต้องแฉ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน?

เหตุผลที่นางพิศมัยเเละเเฟนหนุ่มชาวดัตช์ ตัดสินใจเข้าพบท่านทูต ก็เพื่อต้องการให้ท่านทูตได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่เเท้จริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายเเดน เเละผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งชาวไทยเเเละชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม นางพิศมัยได้มีโอกาสพบปะกับทูตประจำชาติเนเธอร์แลนด์ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทางทูตก็ได้ส่งยิ้มและโบกมือทักทาย

เหตุการณ์ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน เป็นเรื่องที่กระทบจิตใจผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างมาก การที่นางพิศมัยและมิสเตอร์รูจออกมาเล่าเรื่องราว ทำให้สังคมได้รับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง และอาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อไปได้

เรื่องราวของนางพิศมัยและมิสเตอร์รูจ เป็นอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และผลกระทบที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพื่อให้เกิดความสงบสุขและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้อีก

ที่มา – หนุ่มดัตช์ เขยไทย บุกพบทูตประจำชาติ แฉกัมพูชาโจมตีไทย ต้องหนีตายหัวซุกหัวซุน

Scroll to top