ไทยปะทะกัมพูชา

ทบทวนปล่อยทหารกัมพูชา หลัง UAV ล้ำแดน!

กองทัพบกเตรียมพิจารณาทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) หรือโดรน จำนวนมากบินล้ำอธิปไตยไทย การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและมาตรการลดระดับความตึงเครียดบริเวณชายแดน

จ่อทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา หลัง UAV ล้ำแดนกว่า 250 ลำ

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนที่น่ากังวล โดยระบุว่าคืนวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) บินจากฝั่งกัมพูชาล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยไทยเป็นจำนวนมากถึง 250 ลำ การรุกล้ำนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่สำคัญตามแนวชายแดน ได้แก่ ช่องบก ช่องอานม้า เขาสัตตะโสม ซำแต โดนตวล ช่องกร่าง ปราสาทตาเมือนธม และช่องสายตะกู

จำนวน UAV ที่ล้ำเข้ามาในน่านฟ้าไทยอย่างหนาแน่นเช่นนี้ ถือเป็นการกระทำที่ยั่วยุและละเมิดมาตรการลดระดับความตึงเครียดตามข้อตกลง GBC (General Border Committee) ที่ทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ก่อนหน้านี้ การกระทำดังกล่าวขัดแย้งกับถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ที่ได้ตกลงกันไว้ในการประชุม GBC เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งเน้นย้ำถึงความร่วมมือในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

โฆษกกองทัพบกเน้นย้ำว่า พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงท่าทีที่เป็นปรปักษ์จากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคง ความปลอดภัยของกำลังพลไทย และประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การรุกล้ำอธิปไตยโดยอากาศยานไร้คนขับจำนวนมากเช่นนี้ สร้างความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กองทัพบกเตรียมทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพบกอาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาทบทวนการดำเนินการเกี่ยวกับการปล่อยตัวกำลังพลฝ่ายกัมพูชา จำนวน 18 นาย ที่ถูกควบคุมตัวไว้ก่อนหน้านี้ การตัดสินใจดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ล่าสุด และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินการใดๆ จะเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ

กองทัพบกขอยืนยันว่าประเทศไทยยังคงยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี และให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านกลไกการเจรจาและข้อตกลงที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม หากยังคงมีการละเมิดข้อตกลงและอธิปไตยของประเทศอย่างต่อเนื่อง กองทัพบกก็มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ

สถานการณ์ทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชานี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และความสำคัญของการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน การใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ในการสอดแนมหรือการรุกล้ำอธิปไตย ถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ต้องมีการเฝ้าระวังและรับมืออย่างเหมาะสม

การตอบสนองของกองทัพบกไทยต่อสถานการณ์นี้ จะเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของชาติเป็นสำคัญ การตัดสินใจใดๆ จะต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และโอกาสในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อย่างไรก็ตาม การปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ถือเป็นหน้าที่หลักที่กองทัพบกจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค

การตัดสินใจทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ที่มา – จ่อทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังพบอากาศยานไร้คนขับ ล้ำอธิปไตยไทยกว่า 250 ลำ

ผู้อพยพ จ.สระแก้ว กลับที่พัก 31 ธ.ค.นี้

ข่าวดีสำหรับผู้อพยพ จ.สระแก้ว! กองกำลังบูรพาแจ้งให้ทราบว่า ประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่สามารถเดินทางกลับเข้าที่พักอาศัยได้ ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ยกเว้น 4 หมู่บ้านในพื้นที่ชายแดน

ตามที่กองทัพภาคที่ 1 ได้โพสต์ประกาศเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 20.20 น. ระบุว่า กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) และจังหวัดสระแก้วได้หารือร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางการให้ประชาชนใน 4 อำเภอชายแดนของจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นผู้อพยพ จ.สระแก้ว ได้กลับเข้าสู่ที่พักอาศัยของตนเอง หลังจากสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลายลง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและบริบทของพื้นที่เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ กำหนดการให้ผู้อพยพ จ.สระแก้ว สามารถเดินทางกลับที่พักได้ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ผู้อพยพ จ.สระแก้ว กลับเข้าที่พักได้ 31 ธ.ค. เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อยกเว้นสำหรับ 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านคลองแผง, บ้านตาพระยา, บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน ซึ่งยังไม่อนุญาตให้ประชาชนเดินทางกลับเข้าพื้นที่ในทันที เนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) จะต้องเข้าตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยเสียก่อน เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะมีการแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวทราบอีกครั้งหนึ่ง

รายละเอียดสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการกลับเข้าที่พักของผู้อพยพ

  • วันเริ่มต้นการกลับเข้าที่พัก: 31 ธันวาคม 2568
  • พื้นที่ที่ยังไม่อนุญาตให้กลับ: บ้านคลองแผง, บ้านตาพระยา, บ้านหนองหญ้าแก้ว, บ้านหนองจาน
  • เหตุผลที่ยังไม่อนุญาต: เพื่อความปลอดภัยในการเข้าตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ของชุด EOD
  • การติดตามข้อมูลข่าวสาร: ขอให้ติดตามข่าวสารและการประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน ขอความร่วมมือประชาชนรับฟังข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำจากส่วนราชการอย่างใกล้ชิด และขอให้เดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยความระมัดระวัง

สถานการณ์ชายแดนยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ท่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนการเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัย ขอให้ทุกท่านเดินทางกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ

ที่มา – ผู้อพยพ จ.สระแก้ว กลับเข้าที่พักได้ 31 ธ.ค. เป็นต้นไป ยกเว้น 4 หมู่บ้านชายแดน

ปิดศูนย์แถลงข่าวฯ สู่ “ศูนย์ข่าวต้านเฟกนิวส์-ข่าวยั่วยุ”

การปิดศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และส่งไม้ต่อให้ “ศูนย์ข่าวต้านเฟกนิวส์-ข่าวยั่วยุ” เป็นไปตามข้อ 15 ใน joint statement เพื่อตอบโต้ข่าวสารที่มีการบิดเบือนที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากศูนย์อำนวยการร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ททบ.5 ว่า ศูนย์อำนวยการร่วมฯ ได้ปรับรูปแบบการแถลงข่าว โดยเปลี่ยนจากการรายงานสถานการณ์เป็นการตอบคำถามและข้อสงสัยที่เกิดขึ้นหลังจากการลงนามใน joint statement (JS) ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

การปิดศูนย์แถลงข่าวที่ ททบ.5 ในครั้งนี้ถือเป็นการแถลงข่าวครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะมีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานข่าวข้อมูล หรือมีเดียเซ็นเตอร์ ตามข้อ 15 ของ JS โดยมีเป้าหมายเพื่อรับช่วงต่อในการชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบโต้ข่าวสารที่มีการบิดเบือนต่างๆ อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแถลงข่าวในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยผู้ร่วมรายการได้เปลี่ยนจากเครื่องแบบสนามทางทหารมาเป็นชุดสูทสากล ซึ่งเป็นการลดระดับความตึงเครียดจากสถานการณ์หลังจากการลงนามข้อตกลงหยุดยิง พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ฯ กล่าวถึงภารกิจสำคัญของศูนย์ฯ ว่า

ภารกิจหลักของ “ศูนย์ข่าวต้านเฟกนิวส์-ข่าวยั่วยุ”

ภารกิจหลักของศูนย์ฯ คือการพิจารณาข่าวที่อาจมีลักษณะยั่วยุ หรือส่งผลกระทบในเชิงนัยสำคัญต่อความขัดแย้ง โดยจะทำการติดต่อประสานงานเพื่อตรวจสอบว่าข่าวดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ หากทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือเป็น “เฟกนิวส์” ทางศูนย์ฯ จะดำเนินการแจ้งให้ประชาชนทราบอย่างทันท่วงที การดำเนินการนี้จะอาศัยเครื่องมือและวิธีการตรวจสอบที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่เผยแพร่นั้นถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

สำหรับ “ศูนย์ข่าวต้านเฟกนิวส์-ข่าวยั่วยุ” ที่จะถูกจัดตั้งขึ้นใหม่นั้น ทางศูนย์ฯ กำลังดำเนินการหาสถานที่ทำการที่เหมาะสม เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านจากศูนย์อำนวยการฯ แห่งเดิมเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ โดยจะมีการประชุมเสมือนจริง (virtual meeting) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อตอบคำถามและข้อสงสัยต่างๆ ของประชาชนผ่านรูปแบบ QA (Question and Answer) ที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้

นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังสามารถสอบถามหรือเชิญเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ไปตอบข้อสงสัยต่างๆ ได้โดยตรง โครงสร้างการทำงานของศูนย์ฯ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็ววัน ซึ่งภารกิจทั้งหมดนี้เป็นไปตามแถลงการณ์ข้อ 15 และขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว รอเพียงคำสั่งที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น

“ศูนย์ข่าวต้านเฟกนิวส์-ข่าวยั่วยุ” กับอนาคตของการสื่อสาร

การเกิดขึ้นของ “ศูนย์ข่าวต้านเฟกนิวส์-ข่าวยั่วยุ” ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการกับปัญหาข่าวปลอมและข้อมูลที่บิดเบือน ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็วและโปร่งใส จะช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากข่าวปลอม และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

การดำเนินงานของศูนย์ฯ ไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการตรวจสอบข้อมูลและการรับข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจและดำเนินการต่างๆ ได้อย่างมีเหตุผลและรอบคอบ

การปรับตัวเข้ากับภูมิทัศน์ข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง การมี “ศูนย์ข่าวต้านเฟกนิวส์-ข่าวยั่วยุ” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และส่งเสริมการสื่อสารที่ถูกต้องและโปร่งใส การดำเนินการดังกล่าวนำไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีขึ้นและความไว้วางใจของสาธารณชน

ที่มา – ปิดศูนย์แถลงข่าวฯ สู้รบ ส่งไม้ต่อ “ศูนย์ข่าวต้านเฟกนิวส์- ข่าวยั่วยุ”

ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือ

ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา ศรชล.ภาค 1 มอบหมาย ศรชล.จ.ตราด กำกับดูแลน่านน้ำอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ตรวจเข้มเรือลากจูง พ่วงสินค้า และเรือพาณิชย์ รวมกว่า 30 ลำ สกัดการลำเลียงพลังงาน-ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา

วันที่ 28 ธ.ค. 2568 ศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 ได้มอบหมายให้ศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดตราด ปฏิบัติการตามมติของทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการกำกับดูแลน่านน้ำอ่าวไทยฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าพลังงาน และยุทธภัณฑ์ไปยังประเทศกัมพูชา ทาง ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา จึงได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราสินค้าต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในทะเลอ่าวไทย

โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย หมวดเรือลาดตระเวนชายแดน สถานีตำรวจน้ำแหลมงอบ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาตราด ด่านศุลกากรจังหวัดตราด และสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตราด ห้วงระหว่างวันที่ 24–28 ธ.ค. 68 ได้เข้าตรวจสอบกลุ่มเรือยนต์ลากจูง พร้อมเรือพ่วงสินค้าที่เดินทางออกจากท่าเรือแหลมฉบัง และจอดทิ้งสมอบริเวณพื้นที่เกาะช้างใต้ จังหวัดตราด

จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มเรือดังกล่าวเป็นเรือลากจูง และเรือพ่วงรับสินค้าจากกรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 28 ลำ แยกเป็นเรือลากจูง 5 ลำ และเรือพ่วงสินค้า 23 ลำ โดยทั้งหมดจอดพักรอในพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ต่อมาเมื่อวันที่ 27–28 ธ.ค. 68 ศรชล.จ.ตราด ได้เข้าตรวจสอบเพิ่มเติม เรือลากจูงและเรือพ่วงขนสินค้าอีก 5 ลำ ซึ่งเดินทางมาจากอำเภอศรีราชา โดยระหว่างเดินเรือมาถึงบริเวณใกล้เกาะกูด ลูกเรือได้รับทราบสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา จึงตัดสินใจจอดเรือทิ้งสมอเพื่อความปลอดภัย

โดยมีการเริ่มจอด ณ บริเวณอ่าวบางเบ้า ต.เกาะช้างใต้ อ.เกาะช้าง จว.ตราด ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 68 เป็นต้นมา และยังไม่มีความประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศกัมพูชา ในห้วงเวลานี้ จะรอจนกว่าการสู้รบจะสงบหรือนำเรือกลับ ทั้งนี้ได้ชี้แจงปัญหาและสถานการณ์ของความขัดแย้งแนวชายแดน และพื้นที่เสี่ยงอันตรายให้มีความระมัดระวัง เพราะอาจหลงเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงได้

ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา

สถานการณ์ล่าสุด: ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงทางทะเลและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ชายแดนทางทะเล การทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคที่มีต่อการเดินเรือและการขนส่งสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการและลูกเรือต้องมีความระมัดระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

การตัดสินใจของลูกเรือที่จอดเรือทิ้งสมอเพื่อความปลอดภัยเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อให้พวกเขาเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัยเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง

การที่ ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา เป็นการดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ที่มา – ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก ตรวจสกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา

ทร. พร้อมปกป้องอธิปไตยไทยเต็มขีดความสามารถ

กองทัพเรือ ขานรับผลเจรจา GBC แต่ยังคงความพร้อมปกป้องอธิปไตยไทยเต็มขีดความสามารถ ยืนยันปฏิบัติตามผลการเจรจา GBC และให้ความมั่นใจว่าจะคงความพร้อมปกป้องอธิปไตยชายแดนไทยอย่างเต็มขีดความสามารถ

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่ฝ่ายไทยและกัมพูชาได้มีการเจรจาในกรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) และมีข้อตกลงร่วมกันในการดำเนินมาตรการหยุดยิงภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เวลา 12.00 น. รวมถึงการลดระดับความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนนั้น

กองทัพเรือได้รับทราบผลการเจรจาดังกล่าว และพร้อมปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลไทยอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักการลดการเผชิญหน้าเพื่อรักษาเสถียรภาพ ความปลอดภัยของประชาชน และสันติภาพในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญ

ในขณะเดียวกัน พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้สั่งการให้มีการวางกำลัง การควบคุมพื้นที่ และการรักษาความมั่นคงในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างรัดกุม พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันและตรวจสอบการกระทำใด ๆ ที่อาจเป็นการละเมิดข้อตกลงหรือกระทบต่ออธิปไตยของประเทศไทย

กองทัพเรือเน้นย้ำว่า มาตรการหยุดยิงดังกล่าว ไม่ใช่การลดความพร้อมทางทหาร แต่เป็นการบริหารสถานการณ์ตามกรอบการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยกองทัพเรือยังดำรงความพร้อม ทั้งกำลังรบและกำลังสนับสนุนไว้ในพื้นที่ตามเดิม เพื่อเตรียมรับสถานการณ์หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการละเมิดข้อตกลงเกิดขึ้น

พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ฝากถึงประชาชน ขอให้เชื่อมั่นว่ากำลังพลกองทัพเรือทุกนายจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ และพร้อมปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติอย่างถึงที่สุด

ทร. ขานรับผลเจรจา GBC แต่ยังคงความพร้อมปกป้องอธิปไตยไทยเต็มขีดความสามารถ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การที่กองทัพเรือแสดงท่าทีที่ชัดเจนในการปฏิบัติตามผลการเจรจา GBC ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การเตรียมพร้อมในการปกป้องอธิปไตยไทยเต็มขีดความสามารถก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

ความสำคัญของการเตรียมพร้อมปกป้องอธิปไตยไทยเต็มขีดความสามารถ

  • การปกป้องอธิปไตยไทยเต็มขีดความสามารถเป็นหน้าที่หลักของกองทัพเรือ
  • การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งสำคัญเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน
  • การแสดงศักยภาพทางทหารช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

การที่กองทัพเรือยังคงความพร้อมทั้งกำลังรบและกำลังสนับสนุน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงของประเทศ แม้ว่าจะมีการเจรจาและข้อตกลงเกิดขึ้น การเตรียมพร้อมอยู่เสมอเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

การปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพเรือไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องอธิปไตยไทยเต็มขีดความสามารถเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการช่วยเหลือประชาชนในยามที่เกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ การมีกองทัพที่เข้มแข็งและพร้อมปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นหลักประกันความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ

การที่ผู้บัญชาการทหารเรือออกมาให้ความมั่นใจแก่ประชาชน ถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในกองทัพ การสื่อสารที่ชัดเจนและต่อเนื่องจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงบทบาทและภารกิจของกองทัพเรือได้ดียิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่กองทัพเรือขานรับผลการเจรจา GBC พร้อมทั้งยังคงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยไทยเต็มขีดความสามารถ จึงเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ทร. ขานรับผลเจรจา GBC แต่ยังคงความพร้อมปกป้องอธิปไตยไทยเต็มขีดความสามารถ

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350 สร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัว

ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ และ ผบ.มทบ.25 ร่วมลงพื้นที่เพื่อเตรียมสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของ “พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา” เพื่อสานฝันสุดท้ายและตอบแทนความเสียสละของ “วีรบุรุษเนิน 350” ผู้กล้าที่ได้อุทิศตนเพื่อชาติ

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 จิตอาสา และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 37 หมู่ 5 ตำบลห้วยติ๊กชู อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจครอบครัวของ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ผู้ซึ่งเสียสละชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ บริเวณ “เนิน 350” การลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อเตรียมความพร้อมในการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของวีรบุรุษผู้กล้า

การสร้างบ้านหลังใหม่นี้ถือเป็นความตั้งใจที่จะตอบแทนความกล้าหาญและความเสียสละของพลทหาร ภานุพัฒน์ และครอบครัว เพื่อให้พวกเขามีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย

นางสาว พิชญ์สินี เสาร์สา มารดาของพลทหาร ภานุพัฒน์ และสมาชิกในครอบครัว ได้ร่วมกันเลือกแบบบ้านที่เหมาะสม และรับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการก่อสร้าง รวมถึงระยะเวลาในการก่อสร้าง โดยเน้นย้ำถึงความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และการใช้ประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่ การสร้างบ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การมอบที่อยู่อาศัย แต่เป็นการส่งมอบความขอบคุณจากประชาชนชาวไทยทุกคนต่อความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของวีรบุรุษผู้กล้า

โครงการนี้เป็นความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ที่ต้องการร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อสังคม และเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350

การดำเนินการสร้างบ้านให้ครอบครัวของพลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความสามัคคี และน้ำใจของคนไทย ที่พร้อมจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350: ความเสียสละที่ควรจดจำ

ความเสียสละของพลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา จะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักชาติ และการทำเพื่อส่วนรวม

โครงการสานฝันวีรบุรุษเนิน 350 เป็นมากกว่าการสร้างบ้าน เพราะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย และเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของคนในชุมชน

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350 นี้แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความสามัคคีของคนในสังคม ที่พร้อมจะร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อตอบแทนคุณงามความดีของผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ

การสร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัวพลทหาร ภานุพัฒน์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างที่อยู่อาศัย แต่เป็นการเติมเต็มความหวังและอนาคตให้กับครอบครัวที่ต้องสูญเสียเสาหลักไปอย่างไม่มีวันกลับ นี่คือการแสดงความขอบคุณอย่างแท้จริงต่อวีรบุรุษผู้กล้า

ที่มา – สานฝันวีรบุรุษเนิน 350 ลงพื้นที่เตรียมสร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัว “พลทหาร ภานุพัฒน์”

ถึงเส้นตายหยุดยิง 12.00 น. กันทรลักษ์ยังปะทะ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด: ถึงเส้นตายหยุดยิง 12.00 น. หลายพื้นที่เริ่มเงียบสงบ แต่ที่ กันทรลักษ์ ยังคงมีการปะทะเกิดขึ้น

ถึงเส้นตายหยุดยิง 12.00 น. หลายแนวชายแดนเริ่มเงียบสงบ กันทรลักษ์ ยังคงมีปะทะ

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) วาระพิเศษ ครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ตรงข้ามบ้านโอคอม อำเภอสลักกาว จังหวัดไพลิน ประเทศกัมพูชา เพื่อหารือเรื่องการยุติการสู้รบ ผลจากการประชุมคือการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข

เงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงคือ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้หยุดยิงทันที โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 12.00 น. (เวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ข้อตกลงนี้ครอบคลุมอาวุธทุกชนิด รวมถึงการโจมตีพลเรือน เป้าหมายและโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือน ตลอดจนเป้าหมายทางทหารของแต่ละฝ่าย ทั้งสองฝ่ายต้องหลีกเลี่ยงการโจมตีที่ไม่ได้มาจากการยั่วยุ ให้ทหารประจำการอยู่ในที่ตั้งปัจจุบัน ห้ามเคลื่อนไหวหรือลาดตระเวนเข้าไปในฝั่งตรงข้าม และห้ามเพิ่มกำลังทหารตามแนวชายแดนเพื่อป้องกันการเพิ่มความตึงเครียด

สถานการณ์ล่าสุด: ถึงเส้นตายหยุดยิง 12.00 น.

ล่าสุด เมื่อเวลา 12.05 น. มีรายงานว่าในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ เสียงปืนได้เงียบลงแล้ว ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 11.55 น. ยังคงได้ยินเสียงปืนใหญ่ตอบโต้กันในพื้นที่ใกล้ปราสาทตาควายและเนิน 350 แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีเสียงปืนใหญ่ตอบโต้กันอีก อย่างไรก็ตาม บริเวณแนวชายแดนกันทรลักษ์ สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง แม้จะเลยเวลาถึงเส้นตายหยุดยิง 12.00 น. ไปแล้วก็ตาม

สถานการณ์ที่กันทรลักษ์ยังคงน่าเป็นห่วง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การปะทะที่เกิดขึ้นแม้จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงแล้ว แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความจำเป็นในการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชายแดน

การที่หลายพื้นที่ชายแดนเริ่มเงียบสงบหลังเส้นตายหยุดยิง ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่การปะทะที่ยังคงมีอยู่ที่กันทรลักษ์เน้นย้ำถึงความท้าทายในการบังคับใช้ข้อตกลงอย่างเต็มที่ การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและนำมาซึ่งความสงบสุขที่แท้จริง

การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอาศัยความอดทนและความมุ่งมั่นในการเจรจาเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ การให้ความสำคัญกับการลดความตึงเครียดและการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นก้าวสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคงและมั่งคั่งสำหรับประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน

ที่มา – ถึงเส้นตายหยุดยิง 12.00 น. หลายแนวชายแดนเริ่มเงียบสงบ กันทรลักษ์ ยังคงมีปะทะ

GBC ไทย-กัมพูชา คาดลงนาม**ตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข**

การประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาดเสร็จสิ้นแล้ว โดยคาดว่าจะมีการลงนามในตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข และติดตามผลภายใน 72 ชั่วโมง รอการแถลงอย่างเป็นทางการ

GBC ไทย-กัมพูชา คาดลงนามตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ GBC วาระพิเศษ ครั้งที่ 3 ได้จัดขึ้นที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งตรงข้ามกับบ้านโอคอม อำเภอสลักกาว จังหวัดไพลิน ประเทศกัมพูชา การประชุมครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหารือเกี่ยวกับการยุติการสู้รบ และคาดว่าจะนำไปสู่การลงนามในตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข

ความเคลื่อนไหวในวันนี้เริ่มต้นตั้งแต่เวลา 09.35 น. ที่อาคารทำการของชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 4 พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธาน GBC ฝ่ายไทย และพลเอกเตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ในฐานะประธาน GBC ฝ่ายกัมพูชา ได้หารือกันแบบ FourEyes (2 ต่อ 2) เป็นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะสิ้นสุดในเวลา 10.05 น.

จากนั้น ประธาน GBC ของทั้งสองประเทศได้เดินทางไปยังเต็นท์ชั่วคราวที่ตั้งอยู่กึ่งกลางจุดผ่านแดน เพื่อเข้าร่วมการประชุม GBC แบบเต็มคณะและลงนามในผลการประชุม หลังจากเสร็จสิ้นการลงนามและแลกเปลี่ยนเอกสารเรียบร้อย ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 นาที (สิ้นสุดเวลา 10.20 น.) ไม่มีการแถลงผลการลงนามในบริเวณดังกล่าว แต่ทั้งสองฝ่ายจะแยกย้ายกันไปแถลงในส่วนของตนเอง โดยประธาน GBC ฝ่ายไทยเดินทางไปแถลงที่โรงแรมชาเทรียม ซึ่งอยู่ห่างจากจุดผ่านแดนบ้านผักกาดประมาณ 40 กิโลเมตร

ในขณะนี้ รายละเอียดของการลงนามโดยประธาน GBC ทั้งสองฝ่ายยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีรายงานว่าเป็นการลงนามในตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข โดยมีระยะเวลาติดตามผล 72 ชั่วโมง นอกจากนี้ ทีมสังเกตการณ์ของอาเซียนได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การลงนามในข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้ด้วย

การประชุม GBC ไทย-กัมพูชา

ในช่วงสามวันที่ผ่านมา (24-26 ธันวาคม) พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานเลขานุการ GBC ฝ่ายไทย และ พล.ต.แญม โบราเดน ประธานเลขานุการคณะกรรมการ GBC ฝ่ายกัมพูชา ได้หารือและเสนอร่างแก้ไขข้อตกลง ซึ่งมีการแก้ไขไปมาจนได้ฉบับที่ 6 เป็นฉบับสุดท้าย

มีรายงานว่าร่างฉบับที่ 6 นี้มีข้อตกลงเกี่ยวกับการหยุดยิงและติดตามผลเป็นระยะเวลา 72 ชั่วโมง โดยที่ข้อตกลงทั้งหมดจะยังคงอยู่ในกรอบของปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม เป็นสักขีพยาน

สาระสำคัญของปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์

สำหรับปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ 4 ข้อ ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม มีดังนี้

  • ถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดน
  • เก็บกู้วัตถุระเบิด
  • ร่วมมือกันปราบปรามสแกมเมอร์
  • หาแนวทางบริหารพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันเพื่อป้องกันปัญหา

การลงนามข้อตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไขนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา การติดตามผลในระยะเวลา 72 ชั่วโมง จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าข้อตกลงนี้จะสามารถนำไปสู่การหยุดยิงอย่างถาวรได้หรือไม่

ที่มา – ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา คาดลงนามตกลงหยุดยิงอย่างมีเงื่อนไข ติดตามผล 72 ชั่วโมง

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ 19 ทหารกรณีพิเศษ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ทหารที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทั้งในเวลาเหตุฉุกเฉินและในเวลาปกติ สร้างความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติแก่ครอบครัวผู้เสียสละ

พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการพระราชทานยศให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำนวน 19 นาย ดังนี้

รายชื่อทหารที่ได้รับพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษ

กองบัญชาการกองทัพไทย

  • นาวาเอกไอศูรย์ วิวัฒน์เจน เป็น พลเรือตรี (ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2567)

กองทัพบก

  • ร้อยเอกจุลพงษ์ ทัพมีชัย เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2567)

กองทัพเรือ

  • นาวาเอกธวัช เจริญสุขสวัสดิ์ เป็น พลเรือตรี (ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2566)
  • เรือโทสัญชัย ผลจันทร์ เป็น นาวาตรี (ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2566)
  • พันจ่าเอกสุภาพ คำปรีชา เป็น เรือโท (ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2565)

นอกจากนี้ ยังมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีอีกฉบับหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการพระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกองทัพบกที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาเหตุฉุกเฉิน จำนวน 14 นาย ได้แก่

  • จ่าสิบเอกธวัชชัย บุสภา เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกอโณทัย ป้องแก้ว เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกอภิรมย์ ทรงพุฒิ เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกจิรายุ สิงห์อัน เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกนพพล บุญเลิศ เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกกฤษฎา น้อยโคตร เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกจิรายุส อินทุมาน เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกอัมรินทร์ ผาสุข เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • สิบโทศราวุฒิ นามสวัสดิ์ เป็น ร้อยเอก (ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารวรัญชิต ยวงสุวรรณ เป็น ร้อยตรี (ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารญาณพัฒน์ โคตรสาขา เป็น ร้อยตรี (ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารสิรวิชญ์ ภิญโญสุข (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)

การพระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ในครั้งนี้ ถือเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและแสดงความขอบคุณต่อความเสียสละของทหารกล้าที่ได้อุทิศตนเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ถือเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน

การเสียสละของทหารทั้ง 19 นาย เป็นสิ่งที่ควรจดจำและยกย่องอย่างยิ่ง พวกเขาได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน เราควรระลึกถึงคุณงามความดีของพวกเขาและนำมาเป็นแบบอย่างในการทำความดีเพื่อสังคมต่อไป

ที่มา – พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเวลาเหตุฉุกเฉิน

Scroll to top