ไทย กัมพูชา

“ภูมิธรรม” ชี้ คำสั่งหยุดยิงไม่ตรงข้อเท็จจริง

ปมคำสั่งหยุดยิง “ภูมิธรรม” แจงไม่ตรงข้อเท็จจริง เผยมติ สมช. ให้กองทัพมีอำนาจเต็มตัดสินใจเชิงยุทธวิธีเพื่อป้องกันประเทศตามสถานการณ์โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากฝ่ายการเมือง ย้ำจุดยืนปกป้องอธิปไตยไทย

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึง “คำสั่งหยุดยิง” ในช่วงระหว่างเหตุการณ์ที่มีการปะทะกันระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชา ทำให้เกิดคำถามคาดเดาไปต่างๆ นานา และสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม ในฐานะผู้เคยปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านความมั่นคง และประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตนเห็นว่าควรนำข้อเท็จจริงจากช่วงเวลานั้นมาอธิบายให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจนดังนี้

นายภูมิธรรม ระบุว่า หลังจากเกิดเหตุความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลในขณะนั้นได้เรียกประชุม สมช. เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ที่ประชุมได้มีการหารืออย่างรอบคอบ และมีมติสำคัญคือ “มอบอำนาจให้กองทัพสามารถตัดสินใจได้ตามหลัก Rules Of Engagement (ROE)” ซึ่งหมายความว่า กองทัพไทยมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจเชิงยุทธวิธีเพื่อป้องกันประเทศตามสถานการณ์ในพื้นที่ โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากฝ่ายการเมือง

ประการต่อมา การปฏิบัติการป้องกันประเทศในครั้งนั้นมี 2 ระดับที่ชัดเจน คือ ระดับนโยบาย (รัฐบาล) กำหนดกรอบยุทธศาสตร์และแนวทางทางการเมือง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และระดับปฏิบัติ (กองทัพ) เป็นผู้ดำเนินการตามหลักยุทธวิธีและ ROE ที่ได้รับมอบอำนาจเต็มจาก สมช. ดังนั้น ความเชื่อที่ว่า “มีคำสั่งหยุดยิงจากฝ่ายการเมือง” ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะในห้วงเวลานั้นกองทัพได้รับอำนาจในการปฏิบัติอย่างอิสระภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาสากล

ตลอดช่วงสถานการณ์ มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง สมช. กระทรวงกลาโหม และกองทัพภาคที่เกี่ยวข้อง โดย สมช. ทำหน้าที่ “กำหนดทิศทางและเป็นศูนย์รวมข้อมูล” ให้รัฐบาลใช้ตัดสินใจในเชิงนโยบาย ในขณะที่หน่วยปฏิบัติได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายและเสรีในการปฏิบัติหน้าที่ ผ่านกลไกของกฎอัยการศึกเฉพาะพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลทางกฎหมายภายหลัง ทั้งนี้ ในกระบวนการขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวในข้างต้น รัฐบาลในขณะนั้นมีหลักการสำคัญ โดยยึดมั่นในสันติวิธีตามหลักสากลและการเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศ แต่จะไม่ยอมให้ใครละเมิดแผ่นดินไทยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และทุกการตัดสินใจอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและกลไกความมั่นคงของรัฐ

“ที่ผ่านมา ในช่วงที่ผมเป็น รมว.กลาโหม ได้ทำงานประสานกับผู้นำเหล่าทัพต่างๆ อย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีการหารือและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบคอบ ผมเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพของผู้นำเหล่าทัพทุกท่าน ทำให้ภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศผ่านไปด้วยความราบรื่น และอำนวยประโยชน์ให้ประเทศอย่างสูงสุด โดยยึดหลักความรับผิดชอบ โปร่งใส และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกการตัดสินใจในช่วงเวลานั้นมีจุดยืนเพียงหนึ่งเดียวคือ ปกป้องอธิปไตยของไทยด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และหลีกเลี่ยงความรุนแรง เพื่อลดความสูญเสียของกำลังพลและพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนให้ได้มากที่สุด”

“ภูมิธรรม” ชี้ คำสั่งหยุดยิงไม่ตรงข้อเท็จจริง

จากกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ออกมาอธิบายถึงประเด็น “คำสั่งหยุดยิง” ที่เกิดขึ้นในช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา สิ่งที่น่าสนใจคือการเน้นย้ำถึงอำนาจการตัดสินใจของกองทัพที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล โดยมีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นผู้กำกับดูแลและให้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจในเชิงนโยบาย การอธิบายนี้ช่วยคลายความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น และแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนในการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารในช่วงเวลาดังกล่าว

ความสำคัญของการทำความเข้าใจเรื่อง “คำสั่งหยุดยิง”

การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง “คำสั่งหยุดยิง” ถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการดำเนินการทางทหาร การที่ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยลดความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้น และช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลและกองทัพ

นอกจากนี้ การที่นายภูมิธรรมอดีตรองนายกรัฐมนตรีและผู้ที่มีบทบาทสำคัญในด้านความมั่นคง ได้ออกมาให้ข้อมูลด้วยตนเอง ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบของรัฐบาลในการจัดการกับสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ การที่ข้อมูลถูกเปิดเผยอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมในการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล

โดยสรุปแล้ว การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง “คำสั่งหยุดยิง” ไม่เพียงแต่ช่วยคลายความเข้าใจผิดและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยของไทยและการรักษาความมั่นคงของประเทศ

การที่รัฐบาลในขณะนั้นมอบอำนาจให้กองทัพสามารถตัดสินใจได้ตามสถานการณ์จริง ถือเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ และในปัจจุบันการที่เราได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้เรามั่นใจในการทำงานของกองทัพและรัฐบาลที่มุ่งมั่นปกป้องประเทศชาติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ คำสั่งหยุดยิงไม่ตรงข้อเท็จจริง กองทัพได้รับอำนาจปฏิบัติอย่างอิสระ

ฮุน เซนย้ำ! ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยหาเสียง

สมเด็จฯ ฮุน เซน ย้ำอีกครั้งว่า กัมพูชาไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่านชายแดน พร้อมอ้างว่าไทยใช้เรื่องนี้หาเสียงสำหรับการเลือกตั้ง

ประเด็นเรื่องด่านชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ย้ำว่ากัมพูชาไม่เคยร้องขอให้ประเทศไทยเปิดด่านพรมแดน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การที่ผู้นำระดับสูงของไทยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อใช้ในการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ฮุน เซน กล่าวว่า “นับตั้งแต่มีการลงนามในแถลงการณ์ร่วมระหว่างกัมพูชาและไทย โดยนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นผู้ดำเนินการ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ในฐานะทูตสันติภาพ”

“เราได้สังเกตเห็นความคืบหน้าที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งรวมถึงการจัดการประชุมคณะกรรมการร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) รวมถึงการถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่พิพาทในเบื้องต้น ภายใต้การดูแลของทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) นี่เป็นก้าวสำคัญในการลดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ”

ฮุน เซน กล่าวต่อไปว่า แม้จะชื่นชมความคืบหน้า แต่ก็จำเป็นต้องแจ้งให้ประชาชนชาวกัมพูชาทราบ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเปิดจุดผ่านแดนระหว่างกัมพูชาและไทย

“การที่ผู้นำไทยบางคนหยิบยกประเด็นการเปิดจุดผ่านแดนขึ้นมาพูดซ้ำ ๆ อาจเป็นประเด็นในการหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งในประเทศไทย”

ฮุน เซน ชี้ว่า การกล่าวถึงเรื่องการเปิดด่านชายแดนซ้ำ ๆ โดยผู้นำไทย รวมถึงนายกรัฐมนตรี สร้างความสับสนให้กับประชาชนชาวกัมพูชาและไทย ทำให้บางคนเชื่อว่ากัมพูชาได้ร้องขอให้ไทยเปิดจุดผ่านแดน

“ผมไม่ต้องการให้ประชาชนกัมพูชาเข้านอนด้วยข้อมูลที่ผิด ๆ นี้ สำหรับสาธารณชนชาวไทย นี่เป็นเรื่องภายในประเทศที่อาจถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการเลือกตั้ง โดยการเปิดจุดผ่านแดนอาจถูกใช้เป็นประเด็นในการรณรงค์หาเสียง”

ฮุน เซน ย้ำว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยปิดพรมแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว กัมพูชาไม่เคยร้องขอให้ประเทศไทยเปิดพรมแดนเลย หากประเทศไทยต้องการปิดต่อไปอีก 100 ปี หรือ 500 ปี นั่นก็เป็นการตัดสินใจของพวกเขา

การปิดพรมแดนไม่ได้ทำให้กัมพูชาล่มสลาย แต่กลับสร้างโอกาสให้สินค้าภายในประเทศเติบโตขึ้นมาทดแทนสินค้าไทย กระตุ้นการผลิตในท้องถิ่น

ฮุน เซน กล่าวว่า ได้สื่อสารกับมิตรประเทศว่า การที่ประเทศไทยปิดพรมแดนกับกัมพูชา ไม่เพียงตัดความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ยังขัดขวางอาเซียนและเอเชียโดยรวม แล้วถนนอาเซียน, ทางรถไฟอาเซียน และทางหลวงเอเชียล่ะ?

ฮุน เซน หวังว่าสารนี้จะไปถึงผู้นำไทยและประชาชนชาวไทย และทำให้ชัดเจนว่ากัมพูชาไม่ได้ร้องขอให้มีการเปิดจุดผ่านแดน

ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง

จากประเด็นดังกล่าว ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการที่ประเด็นชายแดนอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้

ทำไมฮุน เซน ถึงต้องออกมาเน้นย้ำเรื่อง "ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง" ในเวลานี้?

การออกมาแถลงการณ์ของฮุน เซนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของกัมพูชาต่อการที่ประเด็นชายแดนอาจถูกนำไปใช้ในเกมการเมืองภายในของประเทศไทย การที่ผู้นำไทยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในช่วงใกล้การเลือกตั้ง อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนทั้งสองประเทศ และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

นอกจากนี้ ฮุน เซน ยังต้องการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า กัมพูชาไม่ได้เป็นฝ่ายที่ต้องการให้มีการเปิดด่านพรมแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว การตัดสินใจอยู่ที่ประเทศไทย และกัมพูชาสามารถปรับตัวได้กับการปิดพรมแดน

สำหรับประเทศไทย การพิจารณาเรื่องการเปิดด่านพรมแดน ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ และหลีกเลี่ยงการนำประเด็นนี้มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง การสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้ง จะไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว

ประเด็นที่ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง นี้สะท้อนให้เห็นว่า การเมืองภายในประเทศมักส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสมอ การทำความเข้าใจบริบทและเหตุผลของแต่ละฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้อย่างยั่งยืน

ถึงแม้ว่าการปิดด่านพรมแดนอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยว แต่การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าในระยะยาว การพูดคุยและการเจรจาอย่างเปิดอก จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกันได้

ที่มา – ฮุน เซน ย้ำอีก ไม่เคยขอให้ไทยเปิดด่าน อ้างไทยใช้เรื่องด่านเพื่อหาเสียง

ไทย-กัมพูชา ถอนอาวุธหนัก 3 เฟส ไม่เสียศักดิ์ศรี

“บิ๊กเล็ก” ชี้ไทย-กัมพูชาดีเดย์ถอนอาวุธตั้งแต่ 26 ต.ค. วางไทม์ไลน์ 6 สัปดาห์ 3 เฟส รอทัพภาค 2 ถกกัมพูชา พร้อมกำหนดกรอบ AOT ทำงาน 3 เดือน บรรลุ 3 เรื่อง ลั่น ไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า หากนับเวลาตั้งแต่มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) วันที่ 23 ตุลาคม 2568 และต่อมาวันที่ 26 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามปฏิญญาเพื่อนำไปสู่สันติภาพ ช่วงค่ำของวันเดียวกันมีการเริ่มถอนอาวุธ ซึ่งอาวุธของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาที่ถอนออกมาไม่เหมือนกัน ขณะนี้กองทัพภาคที่ 2 อยู่ระหว่างการพูดคุยในรายละเอียดกับกัมพูชา จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากระทรวงกลาโหมยึดมั่นในอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ จะไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรีอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าไทยมีการถอนอาวุธในช่วงค่ำวันที่ 26 ตุลาคม ใช่หรือไม่เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า ใช่ ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงจรวด BM 21 ที่ไทยคาดหวังให้กัมพูชาถอนออกไปเนื่องจากเป็นอาวุธที่อันตรายนั้น พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ถือเป็นสิ่งที่อยากให้กัมพูชาได้ดำเนินการถอน ซึ่งตามแผนการปฏิบัติการ ได้กำหนดกรอบเวลาเอาไว้ 6 สัปดาห์ ประมาณ 1 เดือนครึ่ง หรืออาจจะมากกว่านั้น และกัมพูชาก็เห็นพ้อง ซึ่งจะมีอยู่ 3 เฟส คือเริ่มทันทีในคืนวันที่ 26 ตุลาคม ส่วนเฟสที่ 2 จะเริ่มภายใน 3 สัปดาห์ และเฟสที่ 3 คือสัปดาห์ที่ 6 ซึ่งจะมีการแบ่งการถอนอาวุธเป็นลอต ขณะที่แต่ละลอตจะถอนอาวุธอะไรบ้างนั้นอยู่ระหว่างการพูดคุย และต้องถอนพร้อมกันไม่ว่าจะเป็นเฟสไหนก็ตาม

ในส่วนของประเด็นการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ใช้กรอบการทำงานระยะเวลาเท่าใด พล.อ.ณัฐพล เผยว่า ประมาณ 3 เดือน และสามารถต่อได้อีก คาดว่าในห้วงเวลาดังกล่าวสามารถเห็นผลได้ใน 3 เรื่อง ทั้งถอนอาวุธหนัก เก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน ในส่วนของบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 รวมถึงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ด้วย ซึ่งขณะนี้ทำอยู่ ซึ่งจะเริ่มทำแผนการดำเนินการส่งไปยังกัมพูชา

พร้อมกันนี้ รมว.กลาโหม ย้ำว่าเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาถือเป็นวันดีเดย์ อาวุธอะไรที่เริ่มถอนได้ก็ให้ถอน แม้จะเล็กน้อยแต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้น เราติดตามความคืบหน้าไป ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ขอนายกรัฐมนตรีตั้งคณะทำงานในเรื่องนี้ โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน และมีหน่วยงานกระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกระทรวงมหาดไทยร่วมขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนสบายใจ

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า เรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด หากอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายใดให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อถามในช่วงท้ายจะมั่นใจได้อย่างไรว่าฝ่ายกัมพูชาจะเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ปราสาทตาควาย และพื้นที่โดยรอบ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า คณะ AOT ต้องลงไปดูในพื้นที่ปราสาทตาควายว่ามีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจริงหรือไม่ โดยเบื้องต้นเริ่ม 13 พื้นที่.

ไทย-กัมพูชา ถอนอาวุธหนัก 3 เฟส ไม่เสียศักดิ์ศรี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจากการประกาศแผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติไทย

การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และการลงนามปฏิญญาเพื่อสันติภาพ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศ

รายละเอียดแผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส

แผนการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส มีกรอบเวลาดำเนินการ 6 สัปดาห์ หรือประมาณ 1 เดือนครึ่ง โดยแบ่งออกเป็น:

  • เฟสที่ 1: เริ่มทันทีในคืนวันที่ 26 ตุลาคม
  • เฟสที่ 2: เริ่มภายใน 3 สัปดาห์
  • เฟสที่ 3: เริ่มในสัปดาห์ที่ 6

การถอนอาวุธในแต่ละเฟสจะมีการแบ่งเป็นลอต ซึ่งรายละเอียดของอาวุธที่จะถูกถอนในแต่ละลอตนั้น อยู่ระหว่างการพูดคุยและตกลงร่วมกันระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ของไทยและฝ่ายกัมพูชา

บทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT)

คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) จะมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและยืนยันการถอนอาวุธหนัก 3 เฟส รวมถึงการเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน โดยมีกรอบการทำงานประมาณ 3 เดือน และสามารถต่ออายุได้หากจำเป็น

นอกจากนี้ AOT จะเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ปราสาทตาควาย เพื่อยืนยันว่ามีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจริงตามที่ได้ตกลงกันไว้

การดำเนินการทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยยึดมั่นในหลักการอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ การถอนอาวุธหนัก 3 เฟส จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำถึงการไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

ที่มา – รมว.กลาโหม ชี้ไทย-กัมพูชาวางไทม์ไลน์ถอนอาวุธ 3 เฟส ลั่น ไม่ยอมให้ไทยเสียศักดิ์ศรี

บิ๊กเล็กรีบตอบ? อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา

“บิ๊กเล็ก” ชิ่งตอบดราม่า “อนุทิน” พูดไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชา ช่วงเดินทางร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่ประเทศมาเลเซีย บอก รอถามตอนนายกฯ กลับมา

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่ประเทศมาเลเซียว่า ส่วนที่กัมพูชารุกล้ำเราก็มี และต้องยอมรับว่าส่วนที่ประเทศไทยไปรุกล้ำพื้นที่เขาก็มี โดย พล.อ.ณัฐพล หลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “รอถามตอนนายกรัฐมนตรีกลับมา” จากนั้นเดินขึ้นตึกบัญชาการ 1 เพื่อเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที

บิ๊กเล็กรีบตอบ? อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา

สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและสังคมออนไลน์ หลายฝ่ายแสดงความคิดเห็นแตกต่างกันไป บางส่วนเห็นด้วยกับสิ่งที่นายอนุทินกล่าว เนื่องจากเป็นการยอมรับความจริงว่าปัญหาการรุกล้ำชายแดนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและต้องได้รับการแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่าคำพูดดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความขัดแย้ง

การที่ พล.อ.ณัฐพล ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์มากยิ่งขึ้น หลายคนตั้งคำถามว่ารัฐบาลกำลังพยายามปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่างหรือไม่ และเหตุใดจึงไม่พร้อมที่จะชี้แจงเรื่องนี้ให้ประชาชนได้รับทราบ

ทำไมเรื่อง อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา ถึงเป็นประเด็น?

ประเด็นการรุกล้ำชายแดนระหว่างประเทศ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้ ดังนั้น การที่รัฐบาลยังไม่พร้อมที่จะให้ข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่ากังวล

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การกล่าวถึงการรุกล้ำอาจกระทบความสัมพันธ์
  • ข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณา: ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
  • ความโปร่งใส: รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์

การหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามสำคัญเช่นนี้ อาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล และอาจถูกมองว่ารัฐบาลกำลังพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะต้องแสดงความโปร่งใสและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด

ในขณะที่รอความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี สิ่งที่ประชาชนทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูลและการโฆษณาชวนเชื่อ นอกจากนี้ การแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และเคารพซึ่งกันและกัน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สังคมไทยก้าวข้ามความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันได้

การที่ พล.อ.ณัฐพล เลือกที่จะไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับกรณี อนุทินพูดไทยรุกล้ำกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์และความจำเป็นในการจัดการอย่างระมัดระวัง หวังว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีกลับมา จะมีความชัดเจนและข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ชิ่งตอบดราม่า “อนุทิน” พูดไทยรุกล้ำกัมพูชา บอก รอถามนายกฯ

กัมพูชาเริ่มถอนอาวุธหนักออกจากเขาพระวิหาร

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความคืบหน้าล่าสุด! สื่อกัมพูชารายงานว่า กองทัพกัมพูชาได้เริ่ม ถอนอาวุธหนักออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว โดยมีผู้สังเกตการณ์จากอาเซียน (AOT) เข้าร่วมสังเกตการณ์ในกระบวนการนี้ด้วย การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดความตึงเครียดและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศ

กัมพูชาเริ่มถอนอาวุธหนักออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว

ตามรายงานจากสำนักข่าว TVK ของกัมพูชา เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 26 ตุลาคม 2568 กองทัพกัมพูชาได้เริ่มดำเนินการ ถอนอาวุธหนักออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว โดยมีทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เข้าร่วมตรวจสอบและสังเกตการณ์เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลง

สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ยังได้โพสต์วิดีโอสดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นภาพการถอนกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ พร้อมข้อความที่ระบุถึงการปรับกำลังยุทโธปกรณ์และอาวุธหนักในระยะแรก โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เป็นสักขีพยาน

การตัดสินใจ ถอนอาวุธหนักออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันในการประชุมอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมเป็นสักขีพยานในข้อตกลงดังกล่าว

ทำไมการถอนอาวุธหนักออกจากเขาพระวิหารถึงสำคัญ

  • ลดความตึงเครียด: การลดจำนวนอาวุธหนักในพื้นที่ชายแดนช่วยลดโอกาสของการเผชิญหน้าและการกระทบกระทั่ง
  • สร้างความไว้ใจ: การดำเนินการตามข้อตกลงร่วมกันแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
  • ส่งเสริมความร่วมมือ: การลดความตึงเครียดจะช่วยเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันในด้านอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว
  • เสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค: ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การถอนอาวุธในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ แต่มันเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายที่จะหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกันด้วยเหตุผล และสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น หวังว่าการเริ่มต้นที่ดีนี้จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไปในอนาคต

การ ถอนอาวุธหนักออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงและดำเนินการตามข้อตกลงร่วมกันได้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในระยะยาว การมีผู้สังเกตการณ์จากอาเซียน (AOT) เข้าร่วมในกระบวนการนี้ ยังช่วยสร้างความโปร่งใสและความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

แน่นอนว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาแข็งแกร่งและยั่งยืน แต่การถอนอาวุธในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และหวังว่ามันจะเป็นแรงผลักดันให้ทั้งสองประเทศร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – สื่อกัมพูชาเผย กองทัพเริ่มถอนอาวุธหนัก ออกจากแนวรบเขาพระวิหารแล้ว

อนุทิน-ฮุน มาเนต ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

“อนุทิน-ฮุน มาเนต” ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา ยึดข้อตกลง ให้คำมั่นลดตึงเครียด ถอนอาวุธหนัก เก็บกู้ทุ่นระเบิด ฟื้นฟูเชื่อมั่น หากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งสองฝ่ายจะยอมรับการสิ้นสุดเป็นปรปักษ์

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมี ดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน

ต่อมา กระทรวงการต่างประเทศ เผยถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย มีเนื้อหาว่า พวกเรา นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และโดยมีประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นสักขีพยาน ได้พบกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ขอประกาศ ดังนี้

1. พวกเรายืนยันความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ตามที่ได้ประกาศไว้ ณ เมืองปุตราจายา มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 และย้ำความมุ่งมั่นอย่างหนักแน่น ในการละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลัง การแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ และการเคารพต่อเขตแดนระหว่างประเทศ และต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรือง ในภูมิภาค บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันต่อเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน และอัตลักษณ์แห่งชาติของแต่ละประเทศ

2. พวกเรายืนยันความมุ่งมั่นอย่างหนักแน่นในการยึดมั่นและดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้บรรลุร่วมกัน ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป

3. พวกเราได้ลงนามในเอกสารขอบเขตการจัดตั้งกลไกผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ซึ่งจะประกอบด้วยบุคลากรจากรัฐสมาชิกอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงหยุดยิงได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ พวกเราเรียกร้องให้รัฐสมาชิกอาเซียนให้การสนับสนุนอย่างเหมาะสม เพื่อให้ AOT ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจให้บรรลุวัตถุประสงค์

4. นอกจากนี้ พวกเราได้ให้คำมั่นที่จะลดความตึงเครียด และฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ ร่วมกันระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ เพื่อบรรลุและสนับสนุนเป้าหมายเหล่านี้ พวกเราได้ตกลงในขั้นตอนดังต่อไปนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อตกลงหยุดยิงจะได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ และเพื่อฟื้นฟูสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน :

  • ดำเนินการลดความตึงเครียดทางการทหารภายใต้การสังเกตการณ์และการยืนยันตรวจสอบโดย AOT ซึ่งรวมถึงการถอนอาวุธและยุทโธปกรณ์หนักและทำลายล้างสูงออกจากแนวชายแดน และนำกลับไปยังที่ตั้งปกติของหน่วยทหารแต่ละประเทศ ในบริบทดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะมอบหมายให้คณะทำงานของแต่ละฝ่ายร่วมกันหารือเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปเรื่องการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ปฏิบัติได้และเป็นขั้นตอน ภายใต้การสังเกตการณ์โดยคณะผู้สังเกตการณ์การหยุดยิงชั่วคราว (IOT) และหลังจากนั้นโดย AOT ตามที่กำหนดในเอกสารขอบเขตการจัดตั้ง
  • ละเว้นการเผยแพร่หรือส่งเสริมการใช้ข้อมูลเท็จ การกล่าวอ้าง การกล่าวหา และวาทกรรมที่สร้างความเสียหาย ไม่ว่าจะผ่านช่องทางที่เป็นทางการของรัฐบาลหรือช่องทางไม่เป็นทางการ เพื่อลดความตึงเครียด บรรเทาความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการหารืออย่างสันติ
  • เห็นพ้องที่จะดำเนินมาตรการสร้างความเชื่อมั่นโดยทันทีและเต็มรูปแบบเพื่อฟื้นฟูและรักษาความเชื่อมั่น ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และสันติภาพตามแนวชายแดน และเพื่อแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติ ด้วยความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และร่วมมือเพื่อนำไปสู่การฟื้นฟู ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ
  • ประสานงานและดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดนตามที่ได้ตกลงกันในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป เพื่อปกป้องชีวิตของพลเรือนและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างสองประเทศ
  • ยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนและการจัดทำหลักเขตแดน ผ่านสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลัง หรือการกระทำที่เป็นการยั่วยุใดๆ และตระหนักว่า คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นกลไกทวิภาคีสำหรับการทำงานร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดนอย่างสันติ โดยให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละกลไก โดยให้มีการประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในระดับท้องถิ่น เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ให้เป็นไปโดยสันติซึ่งรวมถึงประเด็นการรุกล้ำพื้นที่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ตามแนวทางของผลการหารือในการประชุม JBC ตลอดจนจะยุติกิจกรรมทุกประเภท ที่เป็นการขยายขอบเขตข้อพิพาทและเพิ่มความตึงเครียดมากขึ้น

5. เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรการข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับว่าเป็นการสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์ที่ดำเนินอยู่ นอกจากนี้เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการส่งเสริมความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ไทยจะดำเนินการปล่อยเชลยศึกโดยพลัน

6. พวกเราตกลงที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือ การแบ่งปันข้อมูล และการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของการตรวจสอบควบคุมตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อพลเมืองของเราทั้งสองประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ

7. พวกเราตระหนักถึงความจำเป็นในการวางแนวทางเพื่ออนาคตที่สดใสที่ไม่ยึดติดกับความขัดแย้งในอดีต รัฐบาลทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ โดยเคารพในกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาและความตกลงที่มีอยู่สภาวการณ์ต่างๆ ได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้ทั้งสองประเทศมองไปข้างหน้า และเริ่มต้นพัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนบ้าน ตามเจตนารมณ์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการในกฎบัตรอาเซียนเกี่ยวกับการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติ ซึ่งจะเป็นการปูทางไปสู่บทใหม่ของสันติภาพ และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

8. พวกเราแสดงความเชื่อมั่นว่า การหารือครั้งนี้ ซึ่งมีประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย เข้าร่วมและให้การสนับสนุน เป็นรากฐานที่มั่นคงต่อความเคารพซึ่งกันและกันและการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค พวกเรารับทราบด้วยความขอบคุณอย่างยิ่งต่อบทบาทสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ในการเสริมสร้างการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เป็นประโยชน์ระหว่าง ราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย.

การลงนามในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา การแก้ไขข้อพิพาทและการลดความตึงเครียดจะนำมาซึ่งเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองแก่ทั้งสองประเทศ หวังว่าการดำเนินการตามข้อตกลงนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดผลเป็นรูปธรรม

อนุทิน-ฮุน มาเนต ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

ความสำคัญของการลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

การลงนามใน “อนุทิน-ฮุน มาเนต ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา” เป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมา และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต การลงนามในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักคือการลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน การถอนอาวุธหนัก และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

ข้อตกลงนี้ยังครอบคลุมถึงการดำเนินการในด้านต่างๆ เช่น การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนอย่างสันติวิธี การเพิ่มพูนความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงให้กับทั้งสองประเทศ

การมีส่วนร่วมของนานาชาติ โดยเฉพาะการสนับสนุนจากอาเซียนและประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้การลงนามในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ การสนับสนุนจากนานาชาติแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และความมุ่งมั่นของประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

แน่นอนว่าการลงนามใน “อนุทิน-ฮุน มาเนต ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างสันติภาพและความร่วมมือที่ยั่งยืน ความท้าทายที่สำคัญคือการดำเนินการตามข้อตกลงอย่างจริงจังและต่อเนื่อง การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และการแก้ไขปัญหาที่ยังคงค้างคาอยู่ การดำเนินการเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือและความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – เปิดถ้อยแถลง “อนุทิน-ฮุน มาเนต” ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา มุ่งแก้ไขข้อพิพาท-ลดตึงเครียด

“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

นายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอาเซียนในการสร้างเสถียรภาพและป้องกันความขัดแย้งในภูมิภาค

วันนี้ (26 ตุลาคม) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ร่วมลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” อย่างเป็นทางการ ที่จัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์

การลงนามครั้งนี้ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากมี นายกรัฐมนตรีดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ข้อตกลงสันติภาพนี้มีขึ้นเพื่อตอกย้ำความเข้าใจเรื่องการหยุดยิงที่บรรลุข้อตกลงกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากการเจรจาระดับสูง โดยนายอันวาร์เป็นเจ้าภาพที่เมืองปุตราจายา ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดนร่วมของทั้งสองประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังกำหนดให้มีการจัดตั้ง ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน อย่างเป็นทางการ เพื่อติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงและป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะขึ้นใหม่ในเขตชายแดน ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการป้องกันความขัดแย้งภายใต้การเป็นประธานของมาเลเซีย ประจำปี 2025

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า องค์ประกอบสำคัญของข้อตกลงหยุดยิงนี้ รวมถึงการที่ไทยและกัมพูชาจะต้องถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ตลอดจนการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดหรือทุ่นระเบิดในพื้นที่ด้วย

ประเทศไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเหนือพรมแดนยาว 817 กิโลเมตรมาเป็นเวลานาน และความตึงเครียดได้ปะทุเป็นความขัดแย้งทางทหารเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา การหยุดยิงที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของอาเซียนที่ช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์ขยายวงกว้าง และรับประกันความปลอดภัยของพลเรือนหลายพันคน

รัฐมนตรีโมฮาหมัดกล่าวว่า แม้จะมีการหยุดยิงตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม แต่ยังคงมีการละเมิดข้อตกลงเล็กน้อย เช่น “การใช้หนังสติ๊ก” ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืน ดังนั้น อาเซียนจึงหวังว่าการลงนามครั้งนี้จะสามารถรักษาข้อตกลงหยุดยิงไว้ได้อย่างมั่นคง และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศดำเนินการเจรจาต่อไปเพื่อบรรลุข้อยุติอย่างสันติในประเด็นการปักปันเขตแดน.

“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

การลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสอง การที่ผู้นำระดับสูงจากทั้งมาเลเซียและสหรัฐอเมริกามาร่วมเป็นสักขีพยานแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของนานาชาติต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การมีส่วนร่วมของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันเพื่อสันติภาพ การจัดตั้งทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยป้องกันการปะทะกันในอนาคต และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทำไม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ถึงสำคัญ?

“ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงนามในข้อตกลง แต่เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในระยะยาว การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงที่จะถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนและการร่วมมือกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับประชาชน

นอกจากนี้ “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยการเจรจาและประนีประนอม การที่อาเซียนเข้ามามีบทบาทในการเป็นคนกลางช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถหาทางออกที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง

การลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี หากทั้งสองประเทศสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้อย่างเคร่งครัด ก็จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในระยะยาว และส่งผลดีต่อการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ

เราหวังว่าการลงนามในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชา

ที่มา – “อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

ทรัมป์ลั่น ลงนาม ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงมาเลเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความ ระบุว่ากำลังเดินทางไปลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มาเลเซีย และจะลงนามทันทีที่เดินทางถึง

เมื่อ 25 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (ในขณะนั้น) โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่าจะเดินทางไปลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เขาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย และย้ำว่า จะลงนามทันทีที่เดินทางไปถึงมาเลเซีย

“ผมกำลังเดินทางไปมาเลเซีย ซึ่งเป็นที่ที่ผมจะลงนามในข้อตกลงสันติภาพครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งผมภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้ไกล่เกลี่ย น่าเศร้าที่สมเด็จพระพันปีหลวงของประเทศไทยเสด็จสวรรคต ผมขอแสดงความเสียใจต่อปวงชนชาวไทยผู้ยิ่งใหญ่ทุกคน” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ผมจะเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีที่น่าชื่นชมของพวกเขาเมื่อเราเดินทางถึง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกท่านสำหรับเหตุการณ์สำคัญนี้ เราจะลงนามในข้อตกลงสันติภาพทันทีที่เดินทางถึง แล้วพบกันเร็ว ๆ นี้!”

ทรัมป์ลั่น จะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงมาเลเซีย

ข่าวนี้สร้างความฮือฮาอย่างมากในโลกออนไลน์ หลายคนตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้และรายละเอียดของข้อตกลงสันติภาพดังกล่าว เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม หรือมีความขัดแย้งรุนแรงที่ต้องมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม การประกาศของทรัมป์ก็จุดประกายความสนใจในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และบทบาทของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศต่างๆ

ทำไมทรัมป์ถึงประกาศเรื่องการลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา?

เหตุผลที่ทรัมป์ออกมาประกาศเรื่องนี้ยังคงเป็นที่สงสัย แต่มีความเป็นไปได้หลายอย่าง:

  • ความต้องการที่จะสร้างผลงาน: ทรัมป์อาจต้องการสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำที่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศได้
  • ความเข้าใจผิด: อาจมีความเข้าใจผิดในการสื่อสารเกี่ยวกับสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา
  • การสร้างกระแส: การประกาศดังกล่าวอาจเป็นเพียงการสร้างกระแสความสนใจให้กับตัวเองและแพลตฟอร์ม Truth Social

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร การประกาศของทรัมป์ได้จุดประเด็นการถกเถียงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา และบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวที่มาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ

การที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ออกมากล่าวถึงการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เพราะสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นต้องมีการลงนามข้อตกลงดังกล่าว การกระทำนี้อาจมีนัยยะทางการเมือง หรือเป็นความเข้าใจผิดส่วนตัวก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ข่าวสารในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และง่ายต่อการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น ผู้บริโภคข่าวสารจึงควรพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ และตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลนั้นๆ

สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้าที่ดีต่อกัน มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และความร่วมมือในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การที่ทรัมป์กล่าวว่าจะมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพ จึงเป็นเรื่องที่น่าสงสัย และต้องติดตามข้อมูลเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิดต่อไป

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการวิเคราะห์ข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และไม่หลงเชื่อข้อมูลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน เพราะในยุคที่ข้อมูลท่วมท้น การแยกแยะข่าวจริงออกจากข่าวปลอมเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่ง

การประกาศของทรัมป์เรื่องการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา อาจเป็นเพียงข่าวลือ หรือความเข้าใจผิด แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่สอนให้เรารู้จักการคิดวิเคราะห์ข้อมูล และไม่ด่วนสรุปจนกว่าจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ทรัมป์ลั่น จะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ทันทีที่เดินทางถึงมาเลเซีย ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องนี้ มาร่วมกันติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริง

ที่มา – ทรัมป์ลั่น จะลงนามข้อตกลงสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงมาเลเซีย

อนุทินบินมาเลเซีย ร่วมลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

นายกฯ เตรียมบินมาเลเซียเพื่อหารือกับ “โดนัลด์ ทรัมป์” กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนเข้าร่วมพิธีลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชาในวันพรุ่งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เวลา 16.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในเวลา 18.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ซึ่งประกอบด้วย พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี จะเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานทหารซูบัง (Subang Air Base) มาเลเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง

นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางถึงท่าอากาศยานทหารซูบัง (Subang Air Base) มาเลเซีย ในเวลา 21.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง โดยมี ดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน (Dato’ Seri Mohamed Khaled bin Nordin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของมาเลเซีย ในฐานะผู้แทนรัฐบาลมาเลเซีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

สำหรับภารกิจในวันพรุ่งนี้ (26 ตุลาคม 2568) นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพิธีมอบรางวัลอาเซียน (ASEAN Prize) และพิธีลงนามเอกสารรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ โดยจะใช้โอกาสนี้กล่าวแสดงความยินดี พร้อมย้ำบทบาทของประเทศไทย ร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน ในการผลักดันอาเซียนให้คงไว้ซึ่งความเป็นเอกภาพ ความมั่นคง และความร่วมมือที่ครอบคลุม เพื่อให้ภูมิภาคก้าวสู่ความสงบสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบหารือกับ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ (The Honorable Donald J. Trump) เพื่อกระชับความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนเข้าร่วมพิธีลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา “Joint Declaration between the Prime Minister of Kingdom of Thailand and the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia on the outcomes of their meeting in Kuala Lumpur, Malaysia” โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามดังกล่าว ซึ่งจะมีการแถลงข่าวภายหลังพิธีดังกล่าว

ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันเดียวกัน

อนุทินเตรียมร่วมพิธีลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

การเดินทางไปมาเลเซียของนายอนุทินในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่แข็งขันของไทยในเวทีอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การที่นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสหารือกับผู้นำระดับโลกอย่างประธานาธิบดีทรัมป์ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ไทยได้แสดงศักยภาพและสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ความสำคัญของการลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

การลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชาครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ รวมถึงภูมิภาคโดยรวม การยุติความขัดแย้งและความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด จะนำมาซึ่งโอกาสทางการค้า การลงทุน และการพัฒนาในด้านต่างๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประเทศในภูมิภาคสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และหันมาร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมได้

การที่ไทยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกระบวนการสันติภาพ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงและความรุ่งเรืองให้กับประเทศและภูมิภาค การเดินทางไปมาเลเซียของนายอนุทินในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าติดตามและให้ความสนใจอย่างยิ่ง

คาดการณ์ได้ว่าการหารือและความร่วมมือต่างๆ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง อย่าลืมติดตามข่าวสารและให้กำลังใจรัฐบาลในการดำเนินงานเพื่อประเทศชาติของเราต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” บินไปมาเลเซียแล้ว เตรียมร่วมพิธีลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา พรุ่งนี้

Scroll to top