ไทย กัมพูชา

นายกฯ เร่งเยียวยาคนชายแดน ถก UNGA ก่อนแถลงนโยบาย?

“อนุทิน” เร่งประสานสำนักงบฯ-ปกครอง เยียวยาประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา ลั่น ทหารอดไม่ได้ หน่วยไหนขาดอาหารขอให้บอกมา จ่อคุย ก.ต่างประเทศ บินประชุม UNGA ก่อนแถลงนโยบาย ทำได้หรือไม่

วันที่ 21 กันยายน 2566 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ จ.ศรีสะเกษ ถึงเรื่องเงินเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เป็นหน้าที่ของตน ซึ่งที่ค้างมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วยังส่งไปไม่ถึง เมื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตนได้เร่งและสั่งการไปยังว่าที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้กำกับดูแลสำนักงบประมาณให้เร่งประสานงานกับฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย และจังหวัด นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน ให้ครบทั้งหมด รายครัวเรือน รวมถึงปั๊มน้ำมัน และสถานที่อื่นตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ แม้สถานการณ์ชายแดนสงบ แต่ทหารบางที่ต้องออกไปซื้ออาหารด้วยตัวเอง ใช้เงินตัวเองนั้น นายอนุทิน ระบุว่า เราสนับสนุนทุกหนทาง ถ้าเป็นปัญหาเช่นนั้นจริงขอให้บอกมา ทหารอดไม่ได้

ส่วนการเดินทางไปประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่สหรัฐอเมริกา นายอนุทิน ระบุว่า เดี๋ยวจะมีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งต้องเช็กระเบียบว่าถ้ายังไม่แถลงนโยบายของรัฐบาล เราไปปฏิบัติหน้าที่ต่างประเทศได้หรือไม่ แต่จริงๆ การไปประชุมสมัชชาใหญ่ที่ UN ในวันที่ 26 กันยายนนี้ ส่วนตัวก็ควรจะไปในฐานะที่เราเป็นประเทศไทย และประเทศกัมพูชาก็ร้องเรียนไว้เยอะ จึงต้องถือโอกาสชี้แจงให้เข้าใจว่าประเทศไทยเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ เมื่อถามย้ำว่าเป็นการเพิ่มพื้นที่ของประเทศเราในเวทีโลกใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ทำความเข้าใจให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้ไปทำในสิ่งที่ผิดกติกา

สำหรับกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะมีเสียงสะท้อนจากพรรคประชาชนให้ นายอนุทิน ไปคุยกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นายอนุทิน ถึงกับร้องฮึยก่อนกล่าวว่า ประสานงานได้ อยู่ที่ทางพวกเรา ซึ่งเห็น สส. บอกว่าภายในต้นเดือนมีเริ่มดำเนินการแล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่มีหรอก ไม่มีให้ไปคุยกับใคร ถ้ารัฐธรรมนูญร่างที่ยกขึ้นมามีเหตุผล ทุกคนไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรีคนเดียวที่จะไปคุยกับใคร ต้องช่วยกัน ขอให้ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรง การที่นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน จึงถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาของประชาชนในพื้นที่

ความสำคัญของการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทำให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ การที่รัฐบาลเร่งดำเนินการในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่ชายแดน

นอกจากเรื่องการเยียวยาแล้ว ประเด็นการเดินทางไปประชุม UNGA ก่อนการแถลงนโยบายก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ การที่นายกฯ จะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการบริหารประเทศ

การที่ประเทศไทยจะใช้เวที UNGA ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาคมโลก และเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญและส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

การที่นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน และพิจารณาการเข้าร่วมประชุม UNGA อย่างรอบคอบ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาต่างๆ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมีต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและพัฒนาพื้นที่ชายแดน รวมถึงแนวทางการดำเนินงานในเวทีโลก เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับนานาประเทศ

โดยรวมแล้ว การที่นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในปัญหาของประชาชนและความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ รัฐบาลชุดใหม่มีความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและดำเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทยต่อไป

ที่มา – นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน จ่อคุย กต. บินประชุม UNGA ก่อนแถลงนโยบายได้หรือไม่

ฮุน มาเนต วอน “อันวาร์” ช่วยลดตึงเครียดชายแดน

ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา หลังสถานการณ์บริเวณชายแดนมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ติดต่อไปยังผู้นำมาเลเซียเพื่อขอความช่วยเหลือ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว แจ้งว่าได้มีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปัจจุบัน เกี่ยวกับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงบริเวณหมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย

เนื้อหาในโพสต์ระบุว่า ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การปะทะกันระหว่างทหารไทยและพลเรือนกัมพูชา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน

“สถานการณ์ในวันนี้ยังคงน่ากังวลอย่างยิ่ง ผมจึงได้ขอให้ ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาโดยด่วน เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างทหารไทยและพลเรือนกัมพูชา โดยขอให้รักษาสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่ให้มีการดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้สถานการณ์บานปลายหรือขยายขอบเขตความขัดแย้งออกไป และรอการแก้ไขปัญหาชายแดนจากคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) ในอนาคต” ฮุน มาเนต กล่าว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังได้กล่าวถึงการประชุมพิเศษของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างกัมพูชาและไทย

ฮุน มาเนต ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยใช้กลไกของอาเซียนเป็นช่องทางหลักในการดำเนินการ

ทำไม ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน ถึงสำคัญ?

การที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากประธานอาเซียน แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การแทรกแซงของอาเซียนอาจเป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดและนำไปสู่การเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีมาอย่างยาวนาน การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันจากทั้งสองฝ่าย การเจรจาและการใช้กลไกทางการทูตเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ควรจับตา:

  • ท่าทีของรัฐบาลไทยต่อข้อเสนอของฮุน มาเนต
  • การดำเนินการของอาเซียนในการแก้ไขปัญหานี้
  • ผลการประชุมของคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) ในอนาคต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด ความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี แต่ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนั้น ยังคงต้องรอดูกันต่อไป

ที่มา – ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน

ฮุน เซน ปัดข่าวเตรียมยึดทรัพย์ ทักษิณ จริงหรือ?

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อมีข่าวลือเกี่ยวกับการเตรียมยึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ในประเทศกัมพูชา ล่าสุด สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวแล้ว โดยยืนยันว่าไม่มีการเตรียมการที่จะยึดทรัพย์ ทักษิณ แต่อย่างใด และยังเน้นย้ำว่าทั้งคุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีทรัพย์สินในกัมพูชา

ฮุน เซน ยัน ไม่มีการเตรียมยึดทรัพย์ ทักษิณ ในกัมพูชา

สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 เพื่อชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าท่านได้เห็นรายงานข่าวเกี่ยวกับการถือครองทรัพย์สินของ ฯพณฯ ทักษิณในกัมพูชา และการเตรียมอายัดทรัพย์สินเหล่านั้น ซึ่งไม่เป็นความจริง

“ถึงแม้ว่าผมกับ ฯพณฯ ทักษิณจะมีปัญหากันมาก่อน แต่ผมต้องรับผิดชอบในการรักษาไว้ซึ่งความสุจริตและเกียรติของ ฯพณฯ ทักษิณ” สมเด็จฯ ฮุน เซน กล่าว

นอกจากนี้ ท่านยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทั้ง ฯพณฯ ทักษิณ และคุณยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ถือครองทรัพย์สินหรือแหล่งเงินได้ใดๆ ในกัมพูชา”

เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ยกตัวอย่างว่า เมื่อครั้งที่ ฯพณฯ ทักษิณ และคุณยิ่งลักษณ์ เดินทางมาเยือนกัมพูชา พวกท่านใช้รถยนต์ส่วนตัวของท่านเสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคุณทักษิณไม่ได้มีทรัพย์สินใดๆ ในกัมพูชา

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็น ยึดทรัพย์ ทักษิณ

สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ท่านไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับธุรกิจใดๆ กับ ฯพณฯ ทักษิณ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนตัวหรือของครอบครัว

ท่านยังได้กล่าวว่า หากข้อมูลดังกล่าวมีต้นตอมาจากกัมพูชา ท่านขอให้ยุติเรื่องนี้ในทันที เนื่องจากประเทศกัมพูชาต้องรักษาศักดิ์ศรีและหลีกเลี่ยงการสร้างหรือเผยแพร่เรื่องราวที่เป็นเท็จและทำให้เข้าใจผิด

“แต่หากเรื่องนี้มีต้นตอมาจากประเทศไทย ก็ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางการไทยในการจัดการ” สมเด็จฯ ฮุน เซน ระบุทิ้งท้าย

สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศมักจะมีความซับซ้อน และข่าวลือต่างๆ ก็สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว การที่ผู้นำประเทศออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความกระจ่างในประเด็นที่ละเอียดอ่อน

จากคำยืนยันของสมเด็จฯ ฮุน เซน ทำให้เราทราบว่าข่าวลือเรื่องการเตรียมยึดทรัพย์ ทักษิณ ในกัมพูชานั้นไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก็ยังคงเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย และอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคต

ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จฯ ฮุน เซน และ ฯพณฯ ทักษิณ จะเคยมีช่วงเวลาที่ตึงเครียด แต่การออกมาปกป้องเกียรติยศและความสุจริตของอีกฝ่าย ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล

การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรอบด้าน และไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลือหรือข้อมูลที่บิดเบือน

โดยสรุปแล้ว ข่าวเรื่องการเตรียมยึดทรัพย์ ทักษิณ ในกัมพูชาไม่เป็นความจริง และทั้งคุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีทรัพย์สินใดๆ ในประเทศกัมพูชา

ที่มา – “ฮุน เซน” ปัดข่าวเตรียมยึดทรัพย์ “ทักษิณ” ลั่นไม่มีทรัพย์สินในกัมพูชา

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาเหลือ 4.8% เศรษฐกิจจะรอดไหม

IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ตัวเลขจีดีพีปีนี้จะโตแค่ 4.8% เตือนรัฐบาลเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572 สถานการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาส่อแววไม่สดใส เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

วันที่ 4 กันยายน 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ปี 2568 เหลือขยายตัวเพียงแค่ 4.8% จากปีก่อนพุ่งถึง 6% เหตุมาจากปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และยอดเงินโอนแรงงานหด พร้อมเตือนรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ เดินหน้าปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572

โดย ไอเอ็มเอฟ ออกแถลงหลังเสร็จสิ้นภารกิจหารือกับทางการกัมพูชา ภาคเอกชน และองค์กรพัฒนา ระบุว่า สาเหตุหลักมาจาก ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก ข้อพิพาทชายแดนกับไทย และปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาต่างแดนที่ลดลง แม้ช่วงต้นปี 2568 เศรษฐกิจยังขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเสื้อผ้า ผลิตผลเกษตร และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ IMF เตือนว่า หากข้อพิพาทชายแดนปะทุรุนแรงขึ้นกว่าที่คาด จะกดดันการส่งออก การท่องเที่ยว และการเติบโตมากขึ้น ขณะที่ในประเทศยังเผชิญปัญหาหนี้เอกชนสูง หนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์พุ่งเกิน 7% อาจกระทบเสถียรภาพการเงินครัวเรือนและธุรกิจ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังกัมพูชาเพิ่งประกาศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมว่า ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2568 ลงเหลือ 5.0% จากที่เคยประเมินไว้ 6.3%

นอกจากนี้ IMF ออกคำแนะนำต่อรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต พร้อมปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจ ด้วยการ ปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม IMF ชี้ว่าหากกัมพูชาสามารถดูดซับแรงงานที่กลับจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มการบริโภคและบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน

ขณะเดียวกันแนะนำให้มีการลงทุนใน ทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะต้องใช้นโยบายการคลังอย่าง เฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน แต่ยังคงวินัยการคลัง

ในส่วนของระยะกลาง ควรมีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ เช่น ลดการยกเว้นภาษีจำนวนมาก และบังคับใช้กฎหมายภาษีอย่างจริงจัง เพื่อเปิดพื้นที่งบประมาณสำหรับการใช้จ่ายด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน.

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และประชาชนชาวกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามคือ รัฐบาลกัมพูชาจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้หลุดพ้นจากสถานะประเทศยากจนได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

การที่ IMF ออกมาเตือนถึงปัญหาคอร์รัปชัน และความจำเป็นในการปฏิรูปเศรษฐกิจ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า กัมพูชาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง หากต้องการที่จะพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

อะไรคือสาเหตุที่ IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชา?

สาเหตุหลักๆ ที่ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ได้แก่:

  • ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก
  • ข้อพิพาทชายแดนกับไทย
  • ปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาในต่างแดนที่ลดลง
  • ปัญหาหนี้เอกชนสูงและหนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการส่งออก การท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง

รัฐบาลกัมพูชาต้องทำอย่างไร?

IMF ได้แนะนำให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งดำเนินการดังนี้:

  1. ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต
  2. ปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจด้วยการปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส
  3. ลงทุนในทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน
  4. ใช้นโยบายการคลังอย่างเฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน
  5. มีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ

การดำเนินการตามคำแนะนำเหล่านี้ จะช่วยให้กัมพูชาสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนอีกครั้ง การที่ IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน เป็นสิ่งที่รัฐบาลกัมพูชาต้องตระหนักและเร่งแก้ไขโดยด่วน

การที่ IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่กัมพูชาต้องเผชิญ การปฏิรูปเศรษฐกิจและการปราบปรามคอร์รัปชันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หากกัมพูชาต้องการที่จะหลุดพ้นจากสถานะประเทศยากจนและสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับประชาชน

ที่มา – IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

ฮุน มาเนต เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทย เลิกใช้กำลัง

“ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา พบหารือเลขาธิการยูเอ็น ระหว่างร่วมประชุม SCO ที่จีน ขอให้ยูเอ็นกดดันไทยใช้สันติวิธี หลีกเลี่ยงใช้กำลังแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่

วันที่ 1 กันยายน 2568 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พบหารือนายอันโตนิโอ กูเตรืเรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ระหว่างร่วมประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Summit) ที่จีน โดยผู้นำกัมพูชาได้ขอให้ยูเอ็นกดดันไทยใช้สันติวิธี หลีกเลี่ยงใช้กำลังแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่

ฮุน มาเนต เปิดเผยว่า เลขาธิการยูเอ็นติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา–ไทยอย่างใกล้ชิด และยินดีที่สองฝ่ายสามารถบรรลุหยุดยิงได้ตั้งแต่คืนวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศกลับสู่ความสัมพันธ์ปกติโดยเร็ว

โดยเลขาธิการยูเอ็น ยังเห็นชอบข้อเสนอให้กดดันทั้ง “สองฝ่าย” หลีกเลี่ยงการใช้กำลังในพื้นที่ที่ยังมีข้อพิพาท โดยเฉพาะบริเวณที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ และให้หันมาแก้ไขปัญหาผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) บนพื้นฐานข้อตกลง ทวิภาคี สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง และกฎหมายระหว่างประเทศ

ในโอกาสเดียวกัน ฮุน มาเนต ยังได้เข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งประกาศสนับสนุนกลไกหยุดยิงของอาเซียนที่มาเลเซียดำเนินการอยู่ และเรียกร้องให้เร่งตั้ง “คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน” (ASEAN Observer Team – AOT) พร้อมย้ำเช่นเดียวกันว่าทั้งสองประเทศไม่ควรใช้กำลังจัดการข้อพิพาท โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีพลเรือน

ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่นายกฯ ฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา ได้เข้าพบเลขาธิการยูเอ็นและเรียกร้องให้ ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี ถือเป็นการยกระดับปัญหาขึ้นสู่เวทีระหว่างประเทศอย่างชัดเจน แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงไปแล้ว แต่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ

การที่เลขาธิการยูเอ็นเห็นชอบข้อเสนอให้กดดันทั้งสองฝ่ายให้หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และหันมาแก้ไขปัญหาผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) ถือเป็นสัญญาณที่ดี และเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ?

ความขัดแย้งชายแดนไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การใช้กำลังทหารไม่เคยเป็นทางออกที่ยั่งยืน และมักจะนำมาซึ่งความสูญเสียและความเสียหายต่อทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจาและการทูตต่างหาก คือหนทางที่จะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองที่แท้จริง

  • การที่ ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี แสดงให้เห็นถึงความกังวลของกัมพูชาต่อสถานการณ์ชายแดน
  • การที่ยูเอ็นตอบรับข้อเสนอของกัมพูชาเป็นการส่งสัญญาณว่านานาชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
  • การแก้ไขปัญหาผ่านกลไก JBC เป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย

การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน สนับสนุนกลไกหยุดยิงของอาเซียนและเรียกร้องให้เร่งตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะใช้โอกาสนี้ในการหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงจัง และร่วมกันแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศ การที่ ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่ใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์

โฆษก กต.กัมพูชา แถลงโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ย้ำชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว แต่กลับตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นาย ชุม สอนรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา แถลงผลการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชา–ไทย โดยกล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยที่อ้างว่ากัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ในพื้นที่ชายแดน

โฆษกกต.กัมพูชาเผยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม เวลาประมาณ 14.20 น. ทหารไทยพยายามรื้อถอนลวดหนามใน หมู่บ้านเสร็งกัง ตำบลโอเบยจอน อำเภอโอจรอว์ (O Chrov district) จังหวัดบันทายมีชัย (Banteay Meanchey) ตรงข้ามกับ บ้านหนองจันทร์ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ของไทย แต่ถูกชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กัมพูชาในพื้นที่แสร็งกังขัดขวางอย่างหนัก จนฝ่ายไทยต้องเก็บลวดหนามกลับไป

นายชุม กล่าวย้ำว่า ข้อกล่าวหานี้ไม่มีมูลความจริง พลเรือนกัมพูชาได้อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน และแท้จริงแล้วคือผู้ตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย ทั้งการติดตั้งลวดหนามและสิ่งกีดขวางที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบ้านเรือนและที่ทำกินได้

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้มีการส่งหนังสือทูตไปยังกระทรวงการต่างประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เพื่อประท้วงการล่วงล้ำพื้นที่ชายแดนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ พร้อมกันนี้ได้ย้ำจุดยืนของรัฐบาลว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นหาทางออกข้อพิพาทชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสันติ ในมิตรภาพ และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันหลักการว่าเขตแดนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการใช้กำลัง

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์

ประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจในขณะนี้คือข้อโต้แย้งจากกัมพูชาที่ยืนยันว่าไม่เคยมีการใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ตามที่ไทยกล่าวอ้าง แต่กลับชี้ว่าชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนนั้นอาศัยอยู่มานานแล้วและกลับกลายเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของทหารไทยเอง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อทหารไทยพยายามที่จะรื้อถอนลวดหนามในพื้นที่หมู่บ้านเสร็งกัง แต่ได้รับการขัดขวางจากชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กัมพูชาในพื้นที่ ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันและเป็นที่มาของข้อกล่าวหาที่กัมพูชาออกมาปฏิเสธในครั้งนี้

กัมพูชายืนยันจุดยืน: ไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาย้ำว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูลความจริง และชาวกัมพูชาในพื้นที่นั้นเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของทหารไทยเอง โดยเฉพาะการติดตั้งลวดหนามและสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ที่ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงบ้านเรือนและที่ทำกินได้ตามปกติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องได้รับการแก้ไขด้วยความรอบคอบและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจบานปลายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

รัฐบาลกัมพูชาได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี และย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท การเคารพซึ่งกันและกันและความเข้าใจในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชา

การกล่าวหาว่า กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ นั้นเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดน และความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา การใช้ความรุนแรงหรือการกล่าวหาซึ่งกันและกัน จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืนและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

การที่ กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ทำให้เห็นว่าการสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความเข้าใจผิด และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

สี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา เยือนปักกิ่ง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมด้วยภริยา ให้การต้อนรับและพบปะกับพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา และพระมหาวีรกษัตรีย์นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดา ในโอกาสเสด็จเยือนกรุงปักกิ่งของจีน ซึ่งการต้อนรับครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ไชน่าเดลีรายงานว่า นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และนางเผิง ลี่หยวน ภริยา ได้พบปะกับพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชา และพระมหาวีรกษัตรีย์ นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดาแห่งกัมพูชา ณ กรุงปักกิ่งของจีน การพบปะครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างจีนและกัมพูชาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

โดยนายสี จิ้นผิง ได้ต้อนรับทั้งสองพระองค์ในการเดินทางเยือนจีนอีกครั้ง พร้อมเชิญพระบาทสมเด็จพระบรมนาถฯ เข้าร่วมงานเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและให้เกียรติอย่างสูงต่อพระมหากษัตริย์กัมพูชา

ขณะเดียวกัน ผู้นำจีนกล่าวย้อนถึงการเดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมาและการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ได้รับจากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถฯ และประชาชนชาวกัมพูชา โดยเขาระบุว่า ความสัมพันธ์จีน-กัมพูชาได้ผ่านบททดสอบของความผันผวนระหว่างประเทศ และทั้งสองฝ่ายได้สร้างมิตรภาพอันแข็งแกร่งผ่านทุกข์สุขร่วมกัน ซึ่งกลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าของประชาชนสองประเทศและควรค่าแก่การทะนุถนอมไว้อย่างยิ่ง

พร้อมกันนี้กล่าวว่า ยามเผชิญกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความวุ่นวาย จีนและกัมพูชาควรยืนหยัดเคียงข้างกัน สานต่อมิตรภาพดั้งเดิม เสริมสร้างความสามัคคีและความร่วมมือ เร่งสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่มีอนาคตร่วมกันและยั่งยืนในทุกสถานการณ์ในยุคใหม่ พร้อมนำพาประโยชน์มาสู่ประชาชนสองประเทศมากขึ้น

นายสี จิ้นผิง ยังระบุว่า จีนสนับสนุนประชาชนชาวกัมพูชาในการเดินตามวิถีทางการพัฒนาอันเหมาะสมกับเงื่อนไขของประเทศ ตลอดจนบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาว

ทางด้านกษัตริย์กัมพูชา ระบุว่ารู้สึกยินดีที่ได้เดินทางเยือนจีนอีกครั้งและได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก โดยกัมพูชามองความสัมพันธ์ทวิภาคีจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์อยู่เสมอ และยินดีจะสืบสานมิตรภาพดั้งเดิมและร่วมสร้างประชาคมกัมพูชา-จีน ที่มีอนาคตร่วมกันในทุกสถานการณ์ในยุคใหม่

สี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง

การพบปะและการต้อนรับอย่างอบอุ่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่จีนให้ความสัมพันธ์กับกัมพูชา ความสัมพันธ์อันดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอีกด้วย

ทำไมการต้อนรับกษัตริย์กัมพูชาของ สี จิ้นผิง จึงมีความสำคัญ?

การสี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่งนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายมิติ ดังนี้:

  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี: การพบปะระดับสูงนี้เป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในด้านต่างๆ
  • ยืนยันมิตรภาพอันยาวนาน: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชามีมายาวนาน และการต้อนรับอย่างอบอุ่นนี้เป็นการยืนยันถึงมิตรภาพที่มั่นคงและยั่งยืน
  • หารือประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคและโลก: การพบปะหารือระหว่างผู้นำเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาค
  • ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ: ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งจะนำไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการลงทุน การค้า และการท่องเที่ยว

การที่สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการต้อนรับกษัตริย์กัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

โดยรวมแล้ว การเยือนกรุงปักกิ่งของกษัตริย์กัมพูชาและการต้อนรับจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคในระยะยาว

ที่มา – “สี จิ้นผิง” ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง

ชาวกัมพูชาหนุนเปลี่ยนชื่อทางหลวงเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์”

ข้อเสนอให้เปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 ในกัมพูชาเป็น “ถนนโดนัลด์ ทรัมป์” กำลังได้รับแรงสนับสนุนอย่างมากจากประชาชนชาวกัมพูชา เพื่อแสดงความขอบคุณต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีบทบาทในการช่วยยุติข้อพิพาทชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เรื่องนี้กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์

เว็บไซต์แคมโบเดียเนส (Cambodianess) รายงานว่าแนวคิดริเริ่มในการเปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 เป็นเกียรติแก่โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น เกิดขึ้นจากความรู้สึกขอบคุณที่ทรัมป์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา แม้ว่าข้อเสนอนี้จะมาจากภาคประชาชนและไม่ได้มาจากรัฐบาลโดยตรง แต่ก็เกิดขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ได้เสนอชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ได้รับการพิจารณารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ทางหลวงหมายเลข 4 เป็นเส้นทางสำคัญ มีระยะทางประมาณ 230 กิโลเมตร เชื่อมต่อกรุงพนมเปญกับเมืองสีหนุวิลล์ ถนนสายนี้สร้างขึ้นด้วยเงินช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาจำนวน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปี พ.ศ. 2502 การเปลี่ยนชื่อเป็น “ถนนโดนัลด์ ทรัมป์” จึงมีความหมายมากกว่าแค่การเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการแสดงออกถึงความขอบคุณอย่างจริงใจ

ชาวกัมพูชาหนุนเปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 เป็น “โดนัลด์ ทรัมป์” จริงหรือ?

นายคิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งราชบัณฑิตยสภากัมพูชา ได้ให้ความเห็นว่าแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกขอบคุณของชาวกัมพูชาต่อการที่ผู้นำสหรัฐฯ เข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามขึ้น และยังเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสหรัฐฯ และกัมพูชา โดยเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องผลประโยชน์และอธิปไตย

นางทุม ชิตา นักข่าวท้องถิ่นวัย 47 ปี มองว่าการเปลี่ยนชื่อถนนไม่เพียงแต่เป็นการรักษาความสงบสุขเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย เธอเชื่อว่าการมีชื่อของประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะสามารถดึงดูดนักลงทุนชาวอเมริกันให้เข้ามาลงทุนในกัมพูชามากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ นอกจากนี้ เธอยังหวังว่าหากถนนได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็จะช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น

เสียงสะท้อนจากประชาชนต่อการเปลี่ยนชื่อทางหลวง

นายซก ซาโรเอิน คนขับรถบรรทุกวัย 49 ปี กล่าวว่าเขาสนับสนุนการเปลี่ยนชื่อถนนอย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่านายทรัมป์สมควรได้รับเกียรติสำหรับการช่วยหยุดยั้งสงครามระหว่างกัมพูชาและไทย เขาหวังว่าหลังจากเปลี่ยนชื่อถนนแล้ว สหรัฐฯ จะเข้ามาช่วยขยายถนนให้กว้างขึ้น

นายยิม คิมเซ วัย 48 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ริมถนนทางหลวงหมายเลข 4 กล่าวว่าคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ยินดีกับการเปลี่ยนชื่อถนน และรู้สึกขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือที่ได้รับ

นายคิน เพีย ยังกล่าวเสริมว่า การตั้งชื่อถนนตามบุคคลสำคัญชาวต่างชาติไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในกัมพูชา เพราะในอดีตก็เคยมีการตั้งชื่อถนนตามผู้นำต่างชาติ เช่น ถนนสี จิ้นผิง, ถนนสหพันธรัฐรัสเซีย และถนนชาร์ลส์ เดอ โกล นอกจากนี้ ในกรุงพนมเปญยังมีการตั้งชื่อถนนตามชาวต่างชาติที่เสียสละเพื่อกัมพูชา เช่น นายคริสโตเฟอร์ โฮวส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บกู้ระเบิดชาวอังกฤษ

  • ความสำคัญของทางหลวงหมายเลข 4: เส้นทางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อเมืองหลวงกับเมืองท่า
  • ความคาดหวังต่อสหรัฐฯ: หวังว่าจะได้รับการสนับสนุนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  • ความรู้สึกของชาวกัมพูชา: ขอบคุณและซาบซึ้งในความช่วยเหลือ

เรื่องราวการสนับสนุนให้เปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 เป็น “ถนนโดนัลด์ ทรัมป์” สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความขอบคุณเท่านั้น แต่อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา ไทย และสหรัฐอเมริกาในอนาคต การที่ ชาวกัมพูชาหนุนเปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 เป็น “โดนัลด์ ทรัมป์” แสดงให้เห็นถึงความคาดหวังถึงความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในการพัฒนาประเทศ

ที่มา – ชาวกัมพูชาหนุนเปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 เป็น “โดนัลด์ ทรัมป์”

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย ฮุนเซนรักษาการ

สมเด็จนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา เสด็จฯ กรุงปักกิ่ง ของจีน เข้ารับการตรวจพระพลานามัยตามปกติ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐระหว่างที่พระองค์ไม่ประทับในราชอาณาจักร

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักพระราชวังกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์สำคัญว่า สมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชา จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อทรงเข้ารับการตรวจพระพลานามัยตามกำหนดการเป็นประจำทุกปี ซึ่งถือเป็นกิจวัตรที่ทรงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง

แถลงการณ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ให้ทำหน้าที่ รักษาการประมุขแห่งรัฐ แทนพระองค์ ในระหว่างที่พระองค์มิได้ประทับอยู่ในราชอาณาจักรกัมพูชา การมอบหมายหน้าที่สำคัญนี้แสดงให้เห็นถึงความไว้วางพระราชหฤทัยที่ทรงมีต่อสมเด็จฮุน เซน และความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน

ในสารที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานถึงประชาชนชาวกัมพูชา พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำรัสถวายพระพรแด่ผู้นำทางศาสนาพุทธและพระสงฆ์ทุกรูป พร้อมทั้งแสดงความรักและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งต่อพสกนิกรชาวกัมพูชาทุกคน พระองค์ทรงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศชาติจะยังคงดำรงไว้ซึ่งสันติสุข ความเจริญรุ่งเรือง และความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ภายใต้ร่มพระบารมีแห่งพระพุทธศาสนา

การเสด็จพระราชดำเนินไปตรวจพระพลานามัยในต่างประเทศเป็นประจำ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สมเด็จพระนโรดม สีหมุนี ทรงยึดมั่นมาโดยตลอด เพื่อให้มั่นพระทัยว่าพระองค์ทรงมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนได้อย่างเต็มที่ ครั้งล่าสุดที่พระองค์เสด็จฯ ไปทรงตรวจพระพลานามัย คือเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งในครั้งนั้น สมเด็จพระราชชนนี นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระราชชนนีเจ้า ได้เสด็จฯ ไปพร้อมกับพระองค์ด้วย

กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย

การที่ กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย เป็นประจำ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในสุขภาพของพระองค์เอง เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศกัมพูชาและจีนอีกด้วย

ทำไมกษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัยบ่อย?

เหตุผลหลักที่ กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย เป็นประจำนั้น เนื่องมาจากการที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อให้สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นการติดตามอาการและป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

  • การตรวจสุขภาพเป็นประจำช่วยให้ค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
  • การรักษาสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำประเทศ
  • ความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัมพูชาและจีนเอื้อต่อการตรวจสุขภาพ

การแต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการประมุขแห่งรัฐในระหว่างที่พระองค์ไม่อยู่ ถือเป็นการดำเนินการที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และเป็นไปเพื่อให้การบริหารประเทศดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและราบรื่น สมเด็จฮุน เซน ทรงมีประสบการณ์ทางการเมืองอย่างยาวนาน และเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ทำให้พระองค์สามารถปฏิบัติหน้าที่รักษาการประมุขแห่งรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์ กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯจีนตรวจพระพลานามัย ในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จฮุน เซน ให้เป็นผู้รักษาการประมุขแห่งรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมและความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ที่มา – กษัตริย์สีหมุนีเสด็จฯ จีนตรวจพระพลานามัย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งฮุนเซน รักษาการประมุขแห่งรัฐแทนพระองค์

Scroll to top