ไฟไหม้

ไฟไหม้โกดังรถหรูนนทบุรี! วอด 50 คัน

เกิดเหตุการณ์น่าเศร้า เมื่อไฟไหม้โกดังเก็บรถหรู-ซูเปอร์คาร์ ย่านนนทบุรี ทำให้รถยนต์สุดหรูเสียหายไปกว่า 50 คัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 190 ล้านบาท เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตกตะลึงและเสียใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ที่รักรถยนต์เป็นอย่างมาก

เหตุการณ์ ไฟไหม้โกดังเก็บรถหรู-ซูเปอร์คาร์ ย่านนนทบุรี เกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.00 น. ของวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชัยพฤกษ์ ได้รับแจ้งเหตุ และรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมประสานงานกับหน่วยงานดับเพลิงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อควบคุมสถานการณ์

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบว่าไฟกำลังโหมกระหน่ำโกดังเก็บรถยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้วัดใหญ่สว่างอารมณ์ ถนนราชพฤกษ์ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากหลายพื้นที่ได้ระดมรถน้ำจำนวนมากเพื่อฉีดสกัดไฟอย่างเร่งด่วน ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ารถยนต์หรูและรถยนต์ไฟฟ้าที่จอดเรียงรายอยู่ภายในโกดังถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมดประมาณ 50 คัน ซึ่งประกอบไปด้วยรถยนต์ปอร์เช่ 5 คัน และรถยนต์ไฟฟ้าเทสลาอีก 45 คัน รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 190 ล้านบาท นอกจากนี้ รถดับเพลิงของเทศบาลตำบลอ้อมเกร็ดก็ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ ไฟไหม้โกดังเก็บรถหรู-ซูเปอร์คาร์ ย่านนนทบุรี ไปด้วย 1 คัน

ไฟไหม้โกดังเก็บรถหรู-ซูเปอร์คาร์ ย่านนนทบุรี

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าโกดังดังกล่าวใช้เป็นสถานที่จอดและเก็บรักษารถยนต์ของลูกค้าที่รอการตรวจซ่อมจากศูนย์บริการ ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 500 เมตร สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ สันนิษฐานว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรภายในโกดัง ก่อนที่ไฟจะลุกลามไปติดรถยนต์ที่จอดเรียงรายอยู่เต็มโกดัง

รายละเอียดความเสียหายจากเหตุไฟไหม้โกดังรถหรู

  • รถยนต์ปอร์เช่: 5 คัน
  • รถยนต์ไฟฟ้าเทสลา: 45 คัน
  • รถดับเพลิงเทศบาลตำบลอ้อมเกร็ด: 1 คัน
  • รวมมูลค่าความเสียหาย: ประมาณ 190 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบและประเมินมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง รวมถึงหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

เหตุการณ์ ไฟไหม้โกดังเก็บรถหรู-ซูเปอร์คาร์ ย่านนนทบุรี ในครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งอาจนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงที่ไม่คาดฝันได้ นอกจากนี้ การมีระบบป้องกันอัคคีภัยที่ได้มาตรฐานและการฝึกซ้อมดับเพลิงอย่างสม่ำเสมอก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยลดความสูญเสียจากเหตุการณ์ไฟไหม้ได้

ที่มา – ไฟไหม้โกดังเก็บรถหรู-ซูเปอร์คาร์ ย่านนนทบุรี วอด 50 คัน เสียหาย 190 ล้านบาท

ไฟไหม้อาคาร 3 ชั้นซอยขุนนาวา บางรัก ดับ 1

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดขึ้น เมื่อเกิด ไฟไหม้อาคาร 3 ชั้นซอยขุนนาวา ย่านบางรัก เป็นเหตุให้หญิงสาววัย 22 ปี เสียชีวิตภายในอาคารดังกล่าว เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงและผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก

ไฟไหม้อาคาร 3 ชั้นซอยขุนนาวา

เหตุการณ์ ไฟไหม้อาคาร 3 ชั้นซอยขุนนาวา เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 13.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางรัก ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายในซอยขุนนาวา ใกล้แยกสะพานเหลือง ถนนพระราม 4 เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบว่าเป็นอาคารพักอาศัยสูง 3 ชั้น และมีผู้ติดค้างอยู่ภายใน

เนื่องจากซอยดังกล่าวเป็นซอยแคบ รถดับเพลิงจึงไม่สามารถเข้าไปได้โดยสะดวก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องลากสายยางจากปากซอยเข้าไปดับเพลิง ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก นอกจากนี้ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นต่างพากันวิ่งหนีตายอลหม่าน ทำให้สถานการณ์ยิ่งทวีความวุ่นวาย

รายละเอียดเหตุการณ์ไฟไหม้

อาคารที่เกิดเหตุเป็นอาคารเก่าสูง 3 ชั้น ปลูกติดกันหลายห้อง เพลิงเริ่มลุกไหม้จากชั้น 2 และลุกลามขึ้นไปยังชั้น 3 อย่างรวดเร็ว เนื่องจากโครงสร้างส่วนใหญ่ของอาคารเป็นไม้ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลาประมาณ 20 นาทีจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

หลังเพลิงสงบ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบภายในอาคาร และพบศพของ น.ส.นิภาพรรณ หรือ แป้ง อายุ 22 ปี เสียชีวิตอยู่ภายในห้องนอนชั้น 3 สภาพศพถูกไฟไหม้

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ น.ส.นิภาพรรณ อาศัยอยู่กับพ่อ แม่ และพี่สาว โดยพ่อ แม่ และพี่สาว พักอาศัยอยู่ชั้นล่าง ส่วน น.ส.นิภาพรรณ ซึ่งทำงานกลางคืน เพิ่งกลับมาจากการทำงานและนอนหลับอยู่ในห้องชั้น 3

สันนิษฐานว่าเพลิงเริ่มลุกไหม้จากห้องเก็บเสื้อผ้าที่อยู่ชั้น 2 เมื่อทุกคนในบ้านทราบว่าเกิดเพลิงไหม้ ต่างก็รีบวิ่งหนีออกมานอกบ้าน และพยายามตะโกนเรียก น.ส.นิภาพรรณ แต่เนื่องจากเพลิงได้ลุกไหม้บันไดที่ใช้ขึ้นลงจากชั้น 2 ไปยังชั้น 3 ทำให้น.ส.นิภาพรรณ ไม่สามารถหนีลงมาได้ ประกอบกับหน้าต่างห้องนอนติดเหล็กดัด จึงทำให้ไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ทัน

เจ้าหน้าที่ได้มอบศพให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อทำการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียด และจะได้ประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ที่แท้จริงต่อไป

อุทาหรณ์จากเหตุการณ์ไฟไหม้

เหตุการณ์ ไฟไหม้อาคาร 3 ชั้นซอยขุนนาวา ในครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนให้เราตระหนักถึงอันตรายจากอัคคีภัย และควรมีมาตรการป้องกันอัคคีภัยอย่างเหมาะสม เช่น ติดตั้งเครื่องตรวจจับควันไฟ จัดเตรียมถังดับเพลิง และวางแผนเส้นทางหนีไฟในกรณีฉุกเฉิน นอกจากนี้ การตรวจสอบสภาพสายไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดเพลิงไหม้

  • ควรติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับควันไฟ
  • เตรียมถังดับเพลิงไว้ในจุดที่เข้าถึงง่าย
  • วางแผนเส้นทางหนีไฟและซักซ้อมเป็นประจำ

เหตุการณ์เศร้าสลดที่ ไฟไหม้อาคาร 3 ชั้นซอยขุนนาวา ครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนเพิ่มความระมัดระวัง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิต

ที่มา – ไฟไหม้อาคาร 3 ชั้นซอยขุนนาวา ย่านบางรัก หญิงสาวติดค้างดับสลด 1 ศพ

ไฟไหม้ร้านรับซื้อของเก่าบางเสาธง พบวัตถุไวไฟอื้อ!

เกิดเหตุไฟไหม้ร้านรับซื้อของเก่าย่านบางเสาธง ริมถนนเทพารักษ์ กม.23 สร้างความเสียหายอย่างหนัก ตรวจสอบภายในร้านพบถังสี ทินเนอร์ และวัตถุไวไฟจำนวนมาก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว

เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 พ.ต.ท.บุญฤทธิ์ เชิญเชื้อ สว.(สอบสวน) สภ.บางเสาธง ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้ร้านรับซื้อของเก่าย่านบางเสาธง ในพื้นที่ ม.17 ถ.เทพารักษ์ กม.23 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง หน่วยบรรเทาสาธารณภัย รถดับเพลิงจากเทศบาลบางเสาธง อบต.บางเสาธง อบต.บางเพรียง และพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 10 คัน

ที่เกิดเหตุเป็นร้านรับซื้อของเก่า ลักษณะปลูกเป็นโกดังชั้นเดียว ในเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ พบแสงเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรงที่บริเวณด้านหลังร้าน กลุ่มควันพวยพุ่งเหนือท้องฟ้า ภายในร้านมีถัง 200 ลิตร ถังสี ทินเนอร์ และวัตถุไวไฟจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้น้ำและโฟมเร่งดับไฟ ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

จากการสอบถามเจ้าของร้าน อายุ 62 ปี เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนทำงานอยู่ในร้านด้านหลัง ส่วนลูกสาวขายของอยู่หน้าร้าน ขณะที่ตนใช้หินเจียตัดถัง 200 ลิตร เพื่อทำเตาปิ้งย่าง สะเก็ดไฟกระเด็นไปโดนถังสีที่เตรียมไว้ ทำให้เกิดไฟไหม้ร้านรับซื้อของเก่าย่านบางเสาธง ลุกลามอย่างรวดเร็ว ตนพยายามดับไฟแต่ไม่ทัน จึงรีบแจ้งดับเพลิง โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

นายประเสริฐ ชูเกตุ อายุ 53 ปี หัวหน้างานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลบางเสาธง กล่าวว่า ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้จึงรีบรุดมายังที่เกิดเหตุ พบว่าเพลิงกำลังลุกไหม้จากทางด้านหลัง ซึ่งน่าจะมาจากส่วนของถังแอมโมเนียที่อยู่ด้านหลัง ระหว่างดับไฟ นักดับเพลิงได้กลิ่นแอมโมเนีย จึงเร่งดับไฟจากทางด้านหลังก่อนที่จะลุกลามไปยังด้านหน้า ซึ่งมีถังสีน้ำเงินจำนวนมาก จึงต้องควบคุมเพลิงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยใช้โฟมในการควบคุมและดับเพลิง ใช้เวลาในการดับเพลิงประมาณ 40 นาที

เบื้องต้น พ.ต.ท.บุญฤทธิ์ เชิญเชื้อ พนักงานสอบสวน ได้ทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุ สอบถามเจ้าของร้าน ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน และจะประสานงานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ต่อไป ส่วนมูลค่าความเสียหายยังอยู่ระหว่างการประเมิน

ไฟไหม้ร้านรับซื้อของเก่าย่านบางเสาธง

อันตรายจากวัตถุไวไฟในร้านรับซื้อของเก่า

เหตุการณ์ไฟไหม้ร้านรับซื้อของเก่าย่านบางเสาธง ในครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงอันตรายจากวัตถุไวไฟที่สะสมอยู่ในร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อนที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง การจัดเก็บวัตถุไวไฟอย่างไม่ถูกวิธี การประมาทเลินเล่อ หรือการขาดความระมัดระวังในการทำงาน อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่คาดฝันได้

  • จัดเก็บวัตถุไวไฟอย่างเป็นสัดส่วน: แยกประเภทและจัดเก็บวัตถุไวไฟแต่ละชนิดในบริเวณที่เหมาะสม มีระบบระบายอากาศที่ดี และห่างจากแหล่งความร้อนหรือประกายไฟ
  • ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง: จัดเตรียมอุปกรณ์ดับเพลิง เช่น ถังดับเพลิง เครื่องดับเพลิงเคมี ให้พร้อมใช้งาน และตรวจสอบสภาพการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ
  • อบรมพนักงาน: ให้ความรู้และฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับอันตรายจากวัตถุไวไฟ วิธีการป้องกัน และขั้นตอนการดับเพลิงเบื้องต้น
  • ตรวจสอบระบบไฟฟ้า: ตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในอาคารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดเพลิงไหม้
  • ทำประกันอัคคีภัย: พิจารณาทำประกันอัคคีภัย เพื่อคุ้มครองความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุเพลิงไหม้

ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ การป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงและความสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้

ที่มา – ไฟไหม้ร้านรับซื้อของเก่าย่านบางเสาธง พบถังสี ทินเนอร์ วัตถุไวไฟจำนวนมาก

ระทึก! **ไฟไหม้โกดังน้ำหอมในตุรกี** ดับ 6 ศพ

เกิดเหตุการณ์น่าสลดใจเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้โกดังน้ำหอมในตุรกี คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 6 ราย สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงและนำมาซึ่งการสอบสวนอย่างเร่งด่วนถึงสาเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้

รัฐบาลตุรกีได้สั่งเปิดการสอบสวนอย่างละเอียดถึงเหตุการณ์ไฟไหม้โกดังน้ำหอมในตุรกี โดยมุ่งเน้นไปที่เจ้าของกิจการและผู้จัดการโรงงาน เพื่อหาผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้โกดังเก็บน้ำหอม ซึ่งส่งผลให้คนงานเสียชีวิตถึง 6 ราย เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนในพื้นที่และทั่วประเทศ

เหตุการณ์ไฟไหม้โกดังน้ำหอมในตุรกี รุนแรงเกิดขึ้นเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ที่โกดังเก็บน้ำหอมในเขตดิโลวาซี ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศตุรกี จากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ศพ และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย

รายงานข่าวระบุว่า เหตุไฟไหม้เริ่มต้นขึ้นประมาณเวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยก่อนเกิดเหตุการณ์ ได้มีรายงานถึงเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง ก่อนที่ไฟจะลุกลามไหม้อย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยได้รุดไปยังที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน และสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ภายในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง

มีรายงานเพิ่มเติมว่า โกดังดังกล่าวเป็นอาคาร 2 ชั้น ซึ่งใช้สำหรับเก็บน้ำหอมโดยเฉพาะ ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองอิสตันบูลไปราว 43 ไมล์

การสอบสวนหาสาเหตุไฟไหม้โกดังน้ำหอมในตุรกี

ภายหลังเกิดเหตุ รัฐบาลตุรกีได้ดำเนินการสั่งเปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการ โดยมีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจำนวน 3 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าของกิจการและผู้จัดการโรงงาน เพื่อดำเนินการสอบสวนหาผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์อันน่าเศร้าในครั้งนี้

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีเรเจฟ แทยิป แอร์โดอาน ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และส่งกำลังใจไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งให้สัญญาว่าจะเร่งดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุของเหตุการณ์อย่างละเอียดและโปร่งใส เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้สูญเสีย

ไฟไหม้โกดังน้ำหอมในตุรกี

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบและบำรุงรักษาสถานที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ การมีมาตรการป้องกันอัคคีภัยที่รัดกุม และการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจในการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าสถานประกอบการทุกแห่งปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอย่างครบถ้วน

เหตุการณ์ไฟไหม้โกดังน้ำหอมในตุรกี ในครั้งนี้ เป็นบทเรียนราคาแพงที่ทุกฝ่ายควรนำไปพิจารณาและปรับปรุง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับทุกคน

ที่มา – ระทึก! ไฟไหม้โกดังน้ำหอมในตุรกีคร่า 6 ชีวิต เร่งสอบสวนสาเหตุ

ไฟไหม้โรงแรมย่านอุดมสุข ล่าสุดคุมเพลิงได้แล้ว

เกิดเหตุไฟไหม้โรงแรมย่านอุดมสุข ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้ว โดยมีรายงานผู้พลัดตกจากอาคารได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งหาสาเหตุของเพลิงไหม้

เมื่อเวลา 12.15 น. ของวันที่ 25 ตุลาคม 2568 พ.ต.ท.ณัฐพงษ์ กัลปนารถ สว.(สอบสวน)สน.บางนา ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้โรงแรมย่านอุดมสุขแห่งหนึ่งในซอยอุดมสุข 17 แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กรุงเทพฯ จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกับ พ.ต.อ.สุรพงษ์ สุขแย้ม ผกก.สน.บางนา พ.ต.ท.เกียรติศักดิ์ ทิณรัตน์ สวป.สน.บางนา เจ้าหน้าที่สายตรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางนา อาสาฯ มูลนิธิร่วมกตัญญู และรถดับเพลิงจำนวน 5 คัน

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง 10 ชั้น พบว่ามีผู้พักอาศัยจำนวนมากกำลังวิ่งหนีตายกันอย่างอลหม่าน โดยต้นเพลิงอยู่ที่บริเวณชั้น 7 จากห้องเลขที่ 704, 716, 718 และ 719 นอกจากนี้ ยังมีผู้พักอาศัยบางส่วนติดค้างอยู่บนชั้น 8 เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจึงเร่งเข้าช่วยเหลือและอพยพผู้ที่ติดค้างลงมาได้อย่างปลอดภัยหลายสิบคน มีรายงานผู้สำลักควัน 4 ราย ซึ่งประกอบด้วยนางพรรณี อายุ 48 ปี น.ส.อภิธญา อายุ 22 ปี ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลรวมใจรักษ์ และนายถินนิกร อายุ 47 ปี ชาวเมียนมา อายุ 42 ปี นำตัวส่งโรงพยาบาลสินแพทย์

ในระหว่างเกิดเหตุ นายอธิษฐ์ อายุ 53 ปี ซึ่งพักอาศัยอยู่กับภรรยาและลูกสาวในห้อง 718 และ 719 ได้ตัดสินใจปีนหนีไฟออกไปนอกระเบียง แต่เกิดพลาดพลั้งตกลงมากระแทกพื้น ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาลรวมใจรักษ์

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการฉีดน้ำสกัดเพลิง จนกระทั่งสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในที่สุด พบว่าเพลิงได้ลุกไหม้ห้องพักไปทั้งหมด 4 ห้อง คือห้อง 704, 716, 718 และ 719 จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าก่อนเกิดเหตุ ผู้ที่พักอาศัยอยู่ในชั้น 7 ได้กลิ่นควันและสังเกตเห็นกลุ่มควันออกมาจากห้องพัก 704 และ 716 ก่อนที่เพลิงจะลุกลามไปยังห้องใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว ผู้พักอาศัยต่างพากันวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอด ขณะที่ รปภ. ของโรงแรมได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงให้เข้ามาตรวจสอบ

ขณะนี้ ห้องต้นเพลิงยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เนื่องจากต้องทำการระบายควันออกจากตัวอาคาร และรอให้ความร้อนลดลงก่อนที่จะสามารถเข้าไปตรวจสอบได้อย่างละเอียด ทางโรงแรมจะมีการแถลงข่าวเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อผู้พักอาศัยที่ได้รับผลกระทบต่อไป

ไฟไหม้โรงแรมย่านอุดมสุข

เหตุการณ์ไฟไหม้โรงแรมย่านอุดมสุขครั้งนี้ สร้างความเสียหายและความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง การสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ

ความปลอดภัยจากเหตุไฟไหม้โรงแรมย่านอุดมสุข

เหตุการณ์ไฟไหม้โรงแรมย่านอุดมสุขในครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์ให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุอัคคีภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่พักอาศัยในอาคารสูง ควรศึกษาเส้นทางหนีไฟ ฝึกซ้อมการอพยพ และตรวจสอบอุปกรณ์ดับเพลิงภายในอาคารอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ โรงแรมและอาคารที่พักอาศัยควรให้ความสำคัญกับการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบป้องกันอัคคีภัย เช่น สัญญาณเตือนภัย เครื่องดับเพลิง และระบบฉีดน้ำดับเพลิง รวมถึงมีการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน

การป้องกันไว้ก่อน ย่อมดีกว่าการแก้ไขเมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับความปลอดภัย อาจช่วยชีวิตเราและคนที่เรารักได้

ที่มา – ไฟไหม้โรงแรมย่านอุดมสุข ล่าสุดเพลิงสงบแล้ว ดับ 1 ศพ เร่งหาสาเหตุ

ไฟไหม้ไก่ทอดเจ๊แดง! ตลาดเช้าเมืองเลยวอด

เช้ามืดสุดระทึก! เกิดเหตุไฟไหม้ร้านไก่ทอดเจ๊แดงตลาดเช้าเมืองเลย แผงขายวอดเสียหายทั้งหมด โชคดีชาวบ้านช่วยกันดับไฟได้ทัน เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ ส่วนสาเหตุของไฟไหม้ร้านไก่ทอดเจ๊แดงตลาดเช้าเมืองเลยครั้งนี้ อยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่

เมื่อเวลา 05.40 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2568 สถานีตำรวจภูธรเมืองเลย ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่ตลาดเช้าเมืองเลย จึงประสานไปยังเทศบาลเมืองเลย พร้อมรถดับเพลิงรุดไปยังที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบเปลวไฟกำลังโหมกระหน่ำอย่างรวดเร็ว บริเวณแผงไฟไหม้ร้านไก่ทอดเจ๊แดงตลาดเช้าเมืองเลย ประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ ต่างพากันแตกตื่นวิ่งหนีอลหม่าน บางส่วนพยายามช่วยกันดับไฟ โดยลากสายดับเพลิงที่มีอยู่ในตลาดมาฉีดสกัด แต่ก็มีเสียงท้วงติงจากชาวบ้านว่า อย่าเพิ่งฉีดน้ำ เพราะเกรงว่าน้ำมันที่ใช้ทอดไก่ในกระทะ เมื่อสัมผัสกับน้ำ อาจทำให้ไฟลุกลามมากยิ่งขึ้น

ในที่สุด ชาวบ้านก็สามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ในที่สุด จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าแผงขายไก่ทอดของเจ๊แดง ได้รับความเสียหายทั้งหมด ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ไฟไหม้ร้านไก่ทอดเจ๊แดงตลาดเช้าเมืองเลย

ความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ร้านไก่ทอดเจ๊แดงตลาดเช้าเมืองเลย

จากเหตุการณ์ไฟไหม้ร้านไก่ทอดเจ๊แดงตลาดเช้าเมืองเลย ทำให้แผงขายไก่ทอดของเจ๊แดงได้รับความเสียหายอย่างหนัก สินค้าและอุปกรณ์ในการขายถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับเจ๊แดงเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการซื้อขายในตลาดเช้าเมืองเลย เนื่องจากผู้คนยังคงอยู่ในอาการตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สิ่งที่ควรระวังเมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้:

  • ตั้งสติและรีบออกจากพื้นที่เกิดเหตุ
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงโดยเร็วที่สุด
  • หากสามารถทำได้ ให้ช่วยดับไฟโดยใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ เช่น ถังดับเพลิง หรือน้ำ
  • ระมัดระวังอันตรายจากไฟไหม้ เช่น ควันไฟ และความร้อน

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เราเห็นถึงความสำคัญของการระมัดระวังเรื่องอัคคีภัย และการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอยู่เสมอ การมีสติและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามวิกฤต จะช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – ระทึกแต่เช้ามืด ไฟไหม้ร้านไก่ทอดเจ๊แดงตลาดเช้าเมืองเลย วอดทั้งแผง

ไฟไหม้ตลาดหน้าวัดโสธรฯ วอด 30 ร้าน

เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สุดสะเทือนใจเมื่อเกิด ไฟไหม้กลางดึก ภายในตลาดขายของฝาก หน้าวัดโสธรฯ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ส่งผลให้ร้านค้ากว่า 30 ร้านต้องเผชิญกับความเสียหายอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งเข้าระงับเหตุ โดยพบว่ามีเตาแก๊สถูกเปิดทิ้งไว้ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ แต่ยังต้องรอการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 22.10 น. ของวันที่ 19 ตุลาคม 2568 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งเหตุ ไฟไหม้กลางดึก ภายในตลาดขายของฝาก หน้าวัดโสธรฯ จึงได้ประสานงานไปยังหน่วยงานดับเพลิงและกู้ภัยในพื้นที่ เพื่อขอความช่วยเหลือในการระงับเหตุ

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ พบว่าเพลิงกำลังโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณกลางตลาด ซึ่งเป็นจุดที่ร้านค้าตั้งอยู่ติดกัน ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ได้ระดมรถดับเพลิงจำนวน 5 คัน เข้าทำการฉีดน้ำเพื่อควบคุมสถานการณ์ และใช้เวลาประมาณ 20 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าร้านค้าที่อยู่ในบริเวณต้นเพลิง ได้รับความเสียหายทั้งหมดจำนวน 20 ร้าน และร้านค้าที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ก็ได้รับความเสียหายไปด้วยอีกกว่า 10 ร้าน รวมแล้วมีร้านค้าที่ได้รับผลกระทบจาก ไฟไหม้กลางดึก ภายในตลาดขายของฝาก หน้าวัดโสธรฯ ในครั้งนี้ มากกว่า 30 ร้าน

ไฟไหม้กลางดึก ภายในตลาดขายของฝาก หน้าวัดโสธรฯ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ เล่าว่า ขณะที่เข้าไปดับเพลิงนั้น สันนิษฐานว่าต้นเพลิงน่าจะมาจากบริเวณกลางซอย โดยพบว่ามีเตาแก๊สที่มีหม้อวางอยู่ แต่ไม่ได้ปิดวาล์วถังแก๊ส ทำให้ไฟลุกไหม้ออกมาจากสายของถังแก๊ส เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการปิดถังแก๊ส และฉีดน้ำดับไฟที่กำลังลุกลาม ก่อนที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ผลกระทบจากเหตุการณ์ไฟไหม้

เบื้องต้น ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน และยังไม่ทราบว่าร้านค้าใดเป็นต้นเพลิงที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เพื่อเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุในวันนี้ (20 ตุลาคม) เพื่อหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ที่แท้จริงต่อไป

เหตุการณ์ ไฟไหม้กลางดึก ภายในตลาดขายของฝาก หน้าวัดโสธรฯ ครั้งนี้ สร้างความเสียหายและความเสียใจให้กับผู้ประกอบการร้านค้าเป็นอย่างมาก การสูญเสียทรัพย์สินและแหล่งทำมาหากิน ทำให้หลายคนต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเริ่มต้นใหม่

ทางหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ทั้งในด้านการเงินทุน การฟื้นฟูร้านค้า และการให้คำปรึกษาแนะนำต่างๆ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันอัคคีภัย การตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและแก๊สอย่างสม่ำเสมอ การดูแลรักษาความสะอาด และการมีสติในการใช้ชีวิตประจำวัน ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเหตุเพลิงไหม้ได้

ที่มา – เพลิงไหม้กลางดึก ภายในตลาดขายของฝาก หน้าวัดโสธรฯ วอด 30 ร้าน

เพลิงไหม้ร้านน้ำมันเครื่องเกษตรระยอง ระดมดับเพลิง

เช้าวันที่ 3 ตุลาคม 2568 เกิดเหตุ เพลิงไหม้ร้านจำหน่ายน้ำมันเครื่อง อุปกรณ์เกษตร เมืองระยอง ระดมฉีดน้ำสกัด ขึ้นอย่างน่าตกใจในเขตเทศบาลนครระยอง จังหวัดระยอง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องระดมรถดับเพลิงนับ 10 คันเข้าสกัดเพลิงที่ลุกโหมอย่างรุนแรง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณโกดังเก็บสินค้าที่ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิทนครระยอง 29 ซึ่งเป็นร้านค้าขายน้ำมันเครื่อง อุปกรณ์การเกษตร ปั๊มน้ำ และเครื่องมือช่าง ทำให้ควันไฟพวยพุ่งสูงขึ้นฟ้าและมีเสียงระเบิดดังสนั่น

เพลิงไหม้ร้านจำหน่ายน้ำมันเครื่อง อุปกรณ์เกษตร เมืองระยอง ระดมฉีดน้ำสกัด

ตามรายงานจาก ร.ต.อ.ทองดาว โคตรหลักคำ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองระยอง ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลา 07.45 น. ทันทีที่ทราบข่าว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลนครระยองจึงรีบนำรถดับเพลิงจำนวนมากเข้าถึงพื้นที่ แต่เพลิงที่ลุกไหม้ในโกดังซึ่งเชื่อมต่อจากด้านหน้าไปด้านหลังนั้นรุนแรงมาก โดยเฉพาะจุดเก็บน้ำมันเครื่องนับหมื่นลิตร ที่ทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี ส่งผลให้การดับเพลิงทำได้ยาก เจ้าหน้าที่ต้องฉีดน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อสกัดไม่ให้เพลิงลามไปยังจุดอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งติดกับโกดังที่เกิดเหตุ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังและฉีดน้ำเลี้ยงถังน้ำมันเพื่อป้องกันการลุกลาม เพลิงได้ลามไปยังหน้าร้านแล้ว สร้างความเสียหายอย่างหนัก ชาวบ้านใกล้เคียงและผู้เห็นเหตุการณ์ต่างตื่นตระหนก เนื่องจากมองเห็นควันไฟได้จากระยะไกล

เพลิงไหม้ร้านจำหน่ายน้ำมันเครื่อง

สาเหตุเบื้องต้นและคำให้การจากพยาน

จากคำให้การของนายหน่อย ชาวบ้านใกล้จุดเกิดเหตุ ระบุว่าเห็นหม้อแปลงไฟที่ติดกับโกดังเกิดระเบิดขึ้นก่อน จากนั้นมีสะเก็ดไฟกระเด็นเข้าไปในโกดัง ทำให้เพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ รปภ.โรงแรมฝั่งตรงข้ามยืนยันเรื่องนี้เช่นกัน นายวิชิต ศรีชลา นายกเทศมนตรีนครระยอง กล่าวว่า คาดว่าสาเหตุมาจากไฟฟ้าลัดวงจร และได้สั่งการให้รถดับเพลิงฉีดสกัดเพลิง รวมถึงประสานรถโฟมจากบริษัทไออาร์พีซี เพื่อสนับสนุนการดับเพลิง

เหตุการณ์ เพลิงไหม้ร้านจำหน่ายน้ำมันเครื่อง อุปกรณ์เกษตร เมืองระยอง ระดมฉีดน้ำสกัด นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเก็บสารไวไฟในพื้นที่อุตสาหกรรมและการเกษตร โดยเฉพาะในจังหวัดระยองที่เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การป้องกันเพลิงไหม้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ชาวบ้านและเจ้าของกิจการควรติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติ ตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ และฝึกอบรมการอพยพฉุกเฉิน

  • ตรวจสอบหม้อแปลงไฟและสายไฟให้เรียบร้อย
  • จัดเก็บน้ำมันเครื่องและสารเคมีในที่ปลอดภัย
  • มีแผนรับมือเหตุเพลิงไหม้ชัดเจน
  • แจ้งเตือนเพื่อนบ้านใกล้เคียงทันทีเมื่อเกิดเหตุ

นอกจากนี้ ในพื้นที่เมืองระยองซึ่งมีโรงงานและร้านค้าอุปกรณ์เกษตรจำนวนมาก เหตุการณ์นี้ควรเป็นบทเรียนให้ทุกคนตระหนักถึงความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาวที่อากาศแห้งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเพลิงไหม้ได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายนี้ ขอให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงได้โดยเร็ว และไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต หากคุณอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานท้องถิ่น และเตรียมความพร้อมในการป้องกันตนเอง หากมีประสบการณ์เกี่ยวกับเพลิงไหม้ในร้านค้าหรือโรงงาน สามารถแชร์ในคอมเมนต์เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านท่านอื่น

ที่มา – เพลิงไหม้ร้านจำหน่ายน้ำมันเครื่อง อุปกรณ์เกษตร เมืองระยอง ระดมฉีดน้ำสกัด

พฐ. ตรวจสาเหตุไฟไหม้ทาวน์เฮ้าส์ ระยอง คลอก 7 ศพ

พฐ. ตรวจสาเหตุไฟไหม้ทาวน์เฮ้าส์ ระยอง คลอก 7 ศพ

เหตุการณ์ไฟไหม้ทาวน์เฮ้าส์ในจังหวัดระยองที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 7 ศพ ยังคงเป็นประเด็นที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะการตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน หรือ พฐ. ที่กำลังเร่งเก็บหลักฐานเพื่อหาคำตอบให้สังคม ล่าสุด พฐ. ได้ลงพื้นที่เก็บหลักฐาน หาสาเหตุไฟไหม้ทาวน์เฮ้าส์ จ.ระยอง คลอก 7 ศพ คาดใช้เวลา 1 เดือนในการตรวจสอบให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

พฐ. เก็บหลักฐาน หาสาเหตุไฟไหม้ทาวน์เฮ้าส์ จ.ระยอง คลอก 7 ศพ

จากเหตุการณ์เศร้าที่เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกในทาวน์เฮ้าส์ย่านระยอง ไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ใหญ่ 4 รายและเด็ก 3 รายเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า เบื้องต้นสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร แต่เพื่อความชัดเจน ร้อยตำรวจโทอุทิศ บัณฑุรัตน์ รองสารวัตรตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดระยอง พร้อมทีมงาน ได้เข้าตรวจสอบ現場ทันที พวกเขาเก็บหลักฐานสำคัญ เช่น ซากโครงสร้างที่ไหม้เกรียม และขอคลิปจากกล้องวงจรปิดบ้านฝั่งตรงข้ามที่บันทึกภาพเหตุการณ์ได้ เพื่อนำไปวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง

การตรวจสอบดังกล่าวต้องใช้เวลาเกือบ 1 เดือน เนื่องจากต้องนำหลักฐานไปวิเคราะห์ในห้องแล็บอย่างละเอียด เพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำ ไม่ใช่แค่สันนิษฐานเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่จากตำรวจภูธรจังหวัดระยองเข้าร่วม เพื่อให้การสืบสวนครอบคลุมทุกมิติ

ความช่วยเหลือจากชุมชนและหน่วยงาน

ในยามวิกฤติเช่นนี้ ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ ได้เข้ามาช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างไม่ยั้ง นางศิโรรัตน์ เวหน รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดระยอง นำทีมมอบถุงยังชีพที่มีข้าวสาร อาหารแห้ง และเงินช่วยเหลือหลังละ 5,000 บาท ให้กับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบทั้ง 3 หลังที่ไฟลามไปถึง นอกจากนี้ นางอนุชิดา ชินศิระประภา เจ้าของโรงแรมโกลเด้นซิตี้ระยอง ยังใจกว้างเปิดห้องพักให้ครอบครัวผู้สูญเสียเข้าพักฟรี จนกว่าจะสามารถกลับเข้าบ้านตัวเองได้

การช่วยเหลือเหล่านี้ไม่เพียงแต่บรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว แต่ยังแสดงถึงจิตวิญญาณของความเป็นไทยที่รวมพลังกันในยามยาก สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ประสบภัยมีที่พักพิงและกำลังใจในการเริ่มต้นชีวิตใหม่

บทเรียนจากเหตุไฟไหม้ทาวน์เฮ้าส์

เหตุไฟไหม้ทาวน์เฮ้าส์ จ.ระยอง คลอก 7 ศพ นี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความปลอดภัยในที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในบ้านแถวที่ติดกันง่าย หากไฟฟ้าลัดวงจรเกิดขึ้น ไฟอาจลุกลามได้อย่างรวดเร็ว แนะนำให้ตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้านอย่างสม่ำเสมอ ติดตั้งถังดับเพลิง และมีแผนอพยพฉุกเฉิน นอกจากนี้ การมีประกันภัยบ้านก็ช่วยลดภาระทางการเงินได้มาก

  • ตรวจสอบสายไฟและปลั๊กไฟเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ชำรุด
  • ติดตั้งระบบเตือนไฟไหม้
  • ฝึกซ้อมการอพยพกับครอบครัว

การป้องกันที่ดีกว่าการแก้ไข โดยเฉพาะในยุคที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่นแบบทาวน์เฮ้าส์

สุดท้ายนี้ หวังว่าการตรวจสอบของ พฐ. จะนำไปสู่คำตอบที่ชัดเจน และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย หากคุณมีประสบการณ์หรือเคล็ดลับป้องกันไฟไหม้ สามารถแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้นะครับ เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกัน

ที่มา – พฐ. เก็บหลักฐาน หาสาเหตุไฟไหม้ทาวน์เฮ้าส์ จ.ระยอง คลอก 7 ศพ คาดใช้เวลา 1 เดือน

Scroll to top