ไฟไหม้

ทะเลเพลิง ไฟไหม้บ้านไม้เก่าสองชั้น ระทึกหนีตายหวุดหวิด

ทะเลเพลิง ไฟไหม้บ้านไม้เก่าสองชั้น ระทึกรีบพาพ่อวัย 94 ออกมาได้หวุดหวิด

เหตุการณ์ระทึกขวัญที่ทำเอาชาวเมืองนครนายกต้องใจหายใจคว่ำ เมื่อเกิดเหตุ ทะเลเพลิง ไฟไหม้บ้านไม้เก่าสองชั้น ระทึกรีบพาพ่อวัย 94 ออกมาได้หวุดหวิด กลางตลาดใจกลางเทศบาลเมืองนครนายก ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้ที่อยู่อาศัยในระแวกใกล้เคียง โดยเฉพาะเมื่อทราบว่ามีผู้สูงอายุติดอยู่ภายในบ้าน สถานการณ์เมื่อช่วงค่ำวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา กลายเป็นชั่วโมงเร่งด่วนที่เจ้าหน้าที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อเข้าสกัดกั้นเปลวไฟที่ลุกโหมอย่างรุนแรงบนชั้นสองของบ้านไม้หลังดังกล่าว

นาทีชีวิตเมื่อ ทะเลเพลิง ไฟไหม้บ้านไม้เก่าสองชั้น ระทึกรีบพาพ่อวัย 94 ออกมาได้หวุดหวิด

นางสาวเกตุแก้ว ประภาศิริ ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ในขณะที่เธอกำลังพักผ่อนอยู่บ้านข้างๆ ได้ยินเสียงคล้ายระเบิดดังออกมาจากเสาไฟฟ้าบริเวณบ้านต้นเพลิง ก่อนจะเห็นไฟลุกโชนอย่างรวดเร็ว โชคยังดีที่เธอมีสติรีบพาคุณพ่อวัย 94 ปี ออกมาภายนอกได้อย่างปลอดภัยก่อนที่ไฟจะลุกลามใหญ่โต การทำงานของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากสภาพซอยที่คับแคบ แต่ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานท้องถิ่นและมูลนิธิร่วมกตัญญู จึงสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ภายใน 30 นาที

จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า พบข้อมูลที่น่านำไปเตือนภัยสำหรับทุกบ้านว่า ทะเลเพลิง ไฟไหม้บ้านไม้เก่าสองชั้น ระทึกรีบพาพ่อวัย 94 ออกมาได้หวุดหวิด ในครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากระบบไฟฟ้าผิดปกติ โดยพบรอยไหม้และการสปาร์คที่รอยต่อบริเวณเสาไฟ ซึ่งเกิดจากการต่อสายพ่วงไม่ถูกต้องและไม่ได้มาตรฐาน ทำให้กระแสไฟฟ้าไม่เสถียรและเกิดความร้อนสะสมจนนำไปสู่เหตุอัคคีภัยในที่สุด

  • ตรวจสอบจุดต่อสายไฟในบ้านไม่ให้มีการพ่วงมากเกินไป
  • ควรติดตั้งระบบเบรกเกอร์แบบแยกจุดเพื่อความปลอดภัย
  • หากได้ยินเสียงดังหรือเห็นประกายไฟจากเสาไฟฟ้าหน้าบ้าน ควรรีบแจ้งการไฟฟ้าทันที
  • ติดตั้งเครื่องตรวจจับควันไฟภายในบ้านเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

ข้อคิดจากเหตุการณ์นี้: ความประมาทในการต่อพ่วงสายไฟหรือละเลยการตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้านเก่าเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยครับ แม้บ้านจะเป็นบ้านไม้หรือปูน หากมีการจัดการระบบไฟที่ไม่ดีพอ ก็อาจเกิดโศกนาฏกรรมได้ทุกเมื่อ การตรวจเช็กสภาพสายไฟเป็นประจำคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยเซฟชีวิตและทรัพย์สินของคนที่คุณรัก หากใครสงสัยว่าระบบไฟในบ้านตนเองไม่ปลอดภัย แนะนำให้ปรึกษาช่างไฟฟ้าที่มีความชำนาญเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องตามหลักสากลก่อนที่จะสายเกินไป

ที่มา – ทะเลเพลิง ไฟไหม้บ้านไม้เก่าสองชั้น ระทึกรีบพาพ่อวัย 94 ออกมาได้หวุดหวิด

หัวหน้าวงทศกัณฐ์ เผย ดิน ยังอาการทรงตัว แม้ถูกไฟคลอกกว่า 80%

หัวหน้าวงทศกัณฐ์ เผย ดิน ยังอาการทรงตัว แม้ถูกไฟคลอกกว่า 80%

กลายเป็นข่าวเศร้าที่วงการดนตรีกลางคืนต้องสะเทือนใจ กับเหตุการณ์เพลิงไหม้ร้านย่านลาดพร้าวที่ส่งผลกระทบต่อสมาชิกวงทศกัณฐ์ ล่าสุด นายอธิภัทร วิจารณ์ หรือ “ไอซ์” หัวหน้าวง ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์ว่า หัวหน้าวงทศกัณฐ์ เผย “ดิน” ยังอาการทรงตัว แม้ถูกไฟคลอกกว่า 80% ซึ่งขณะนี้ ดิน นักร้องนำของวงยังคงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์หลังผ่านการผ่าตัดและอยู่ในขั้นตอนการฟอกไต

ความคืบหน้าอาการของนักร้องนำและเสียงเรียกร้องจากคนใกล้ชิด

นายอธิภัทรเล่าว่า แม้อาการสาหัส แต่ดินยังมีใจสู้อยู่เสมอ ครอบครัวคอยให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง ในขณะที่สภาพจิตใจของเพื่อนร่วมวงทุกคนต่างอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากอย่างยิ่ง นอกจากประเด็นอาการของดินแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่สร้างรอยร้าวในใจคือการสูญเสียเพื่อนร่วมวงและแฟนสาวของเขาในเหตุการณ์เดียวกัน ซึ่งทุกคนกำลังเตรียมตัวเพื่อทำพิธีไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

หากพูดถึงความรับผิดชอบจากฝั่งผู้ประกอบการ นายอธิภัทรยอมรับว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีตัวแทนจากร้านติดต่อเข้ามาเพื่อพูดคุยถึงการเยียวยาอย่างเป็นรูปธรรม การสื่อสารผ่านเพียงประกาศบนโซเชียลมีเดียนั้นยังไม่เพียงพอต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น โดยเขามองว่าเจ้าของร้านควรติดต่อผู้เสียหายโดยตรงเพื่อแสดงความจริงใจ

  • เรียกร้องให้ร้านรับผิดชอบต่อผู้เสียหายทุกรายอย่างโปร่งใส
  • ฝากเตือนเพื่อนนักดนตรีให้ตระหนักเรื่องความปลอดภัยของสถานที่ทำงาน
  • สภาพจิตใจของสมาชิกในวงยังคงบอบช้ำจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ

ในฐานะหัวหน้าวง สิ่งที่ไอซ์อยากย้ำเตือนคือเรื่องความปลอดภัยของสถานที่จัดงานดนตรีกลางคืน ซึ่งหลายครั้งเราอาจมองข้ามไปจนกลายเป็นความประมาท โดยเขากล่าวทิ้งท้ายว่า “เมื่อก่อนผมไม่เคยคิดว่ามันจะใกล้ตัวขนาดนี้ อยากให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนและคำเตือนให้นักดนตรีทุกคนคัดกรองสถานที่ทำงานให้ดีขึ้น” เราขอส่งกำลังใจให้ “ดิน” มีปาฏิหาริย์และฟื้นตัวได้โดยเร็ว ส่วนเรื่องความยุติธรรมและการเยียวยา เราหวังว่าสังคมจะช่วยกันเป็นกระบอกเสียงไม่ให้เรื่องนี้เงียบหายไปเฉยๆ

ที่มา – หัวหน้าวงทศกัณฐ์ เผย “ดิน” ยังอาการทรงตัว แม้ถูกไฟคลอกกว่า 80%

อัปเดตล่าสุด ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ดับเพิ่มอีก 1 ยอดเสียชีวิตรวม 31 ศพ

อัปเดตล่าสุด ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ดับเพิ่มอีก 1 ยอดเสียชีวิตรวม 31 ศพ

เหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น กับกรณีเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ชื่อดังย่านลาดพร้าว ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้แก่สังคมไทยเป็นอย่างมาก ล่าสุดมีรายงานข่าวเศร้าเกี่ยวกับ อัปเดตล่าสุด ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ดับเพิ่มอีก 1 ยอดเสียชีวิตรวม 31 ศพ หลังจากที่ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้เสียชีวิตลงขณะเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล ทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รายละเอียดความสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าว

นับจากเหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 12 ก.ค. 69 บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยความโกลาหล นักเที่ยวต่างพยายามวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ จนนำมาสู่เหตุสลดที่มีการรายงานเกี่ยวกับ อัปเดตล่าสุด ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ดับเพิ่มอีก 1 ยอดเสียชีวิตรวม 31 ศพ โดยผู้เสียชีวิตรายล่าสุดคือ น.ส.สุดารัตน์ โภคทรัพย์ วัย 34 ปี ที่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวหลังถูกไฟคลอกรุนแรง

นอกเหนือจากตัวเลขผู้เสียชีวิตแล้ว สถานการณ์ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของครอบครัวผู้สูญเสีย โดยมีการสรุปสถานการณ์การรับศพดังนี้:

  • ยอดรวมผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์พุ่งสู่ 31 ราย
  • วันที่ 13 ก.ค. 69 ญาติรับศพไปแล้วจำนวน 7 ราย
  • วันที่ 14 ก.ค. 69 ญาติรับศพไปแล้วจำนวน 18 ราย
  • คงเหลืออีก 6 ร่างที่รอครอบครัวมาติดต่อรับกลับไปบำเพ็ญกุศล

อย่างไรก็ตาม ทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้เข้ามาช่วยเหลือในการส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ทียื่นความจำนง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระในยามทุกข์โศกของครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ อัปเดตล่าสุด ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ดับเพิ่มอีก 1 ยอดเสียชีวิตรวม 31 ศพ ครั้งนี้

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงในเรื่องความปลอดภัยของสถานบันเทิง เราต้องหันกลับมาตรวจสอบความพร้อมของระบบป้องกันอัคคีภัย ทางออกฉุกเฉิน และมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้ความสูญเสียเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก ขอยกมือไหว้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียทุกคนครับ

ที่มา – อัปเดตล่าสุด ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ดับเพิ่มอีก 1 ยอดเสียชีวิตรวม 31 ศพ

“สุรเดช” ชี้ ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ต้องมีคนติดคุก

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญกรณีเหตุไฟไหม้สถานบันเทิงชื่อดังย่านลาดพร้าว เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้สร้างความโศกเศร้าให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก ล่าสุด นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อนถึงเหตุการณ์นี้ว่า “สุรเดช” ชี้ ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ต้องมีคนติดคุก เพื่อให้เป็นบทเรียนแก่ผู้ประกอบการและหน่วยงานรัฐที่ปล่อยปละละเลยความปลอดภัยของประชาชน

“สุรเดช” ชี้ ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ต้องมีคนติดคุก

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต้องสูญเสียจากการขาดมาตรฐานความปลอดภัยในสถานบันเทิง ก่อนหน้านี้เราเคยมีบทเรียนราคาแพงจากเหตุการณ์ซานติก้าผับและเมาท์เท่นบี แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะยังคงเหมือนเดิม ไม่มีการล้อมคอกหรือป้องกันอย่างจริงจัง จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยขึ้นอีกครั้งที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว

สาเหตุเดิมๆ ที่ซ้ำเติมความสูญเสีย

ความบกพร่องที่พบในเหตุการณ์ครั้งนี้มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาอย่างน่าตกใจ ได้แก่:

  • ระบบหนีไฟที่ใช้งานไม่ได้จริง
  • การปิดอาคารทึบ ขาดช่องระบายอากาศ
  • การขาดระบบสปริงเกอร์ดับเพลิงที่เป็นมาตรฐาน
  • ใช้วัสดุติดไฟง่ายในการตกแต่งร้าน

“สุรเดช” ชี้ ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ต้องมีคนติดคุก เพราะนี่ไม่ใช่แค่ความประมาท แต่คือความเห็นแก่ตัวของผู้ประกอบการที่มองข้ามความปลอดภัยของชีวิตคน แลกกับผลประโยชน์ส่วนตน ท่ามกลางคำถามที่สังคมสงสัยว่า ทำไมร้านเหล่านี้ถึงได้รับอนุญาตให้เปิดบริการได้ ทั้งที่ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอตามกฎหมาย

ต้องเอาผิดให้ถึงที่สุดทั้งคนออกใบอนุญาตและผู้ประกอบการ

นายสุรเดชย้ำว่า เรื่องนี้ต้องไม่จบแค่การเยียวยา แต่ต้องมีการเอาผิดทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด ทั้งเจ้าของกิจการและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์หรือละเลยการตรวจสอบตามมาตรา 157 ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้เกิดภาพเหตุการณ์ซ้ำๆ ในอนาคต

ในมุมมองของผม โศกนาฏกรรมครั้งนี้ควรเป็นครั้งสุดท้ายที่เรายอมรับความเพิกเฉยได้ เราต้องการมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ แต่ต้องบังคับใช้เท่าเทียมกันทั่วประเทศ เพื่อให้สถานบันเทิงเป็นที่สำหรับความบันเทิงอย่างปลอดภัย ไม่ใช่กับดักมรณะที่พรากชีวิตของผู้คนไปอย่างไม่ควรจะเกิดขึ้น

ที่มา – “สุรเดช” ชี้ ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ต้องมีคนติดคุก บทเรียนมีไม่เคยล้อมคอก

ทนายโรงเบียร์ลาดพร้าว ยันพร้อมเยียวยา จ่ายฌาปนกิจเบื้องต้นรายละ 1 หมื่น

ทนายโรงเบียร์ลาดพร้าว ยันพร้อมเยียวยา จ่ายฌาปนกิจเบื้องต้นรายละ 1 หมื่น

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ล่าสุดความคืบหน้าของทางร้านมีความชัดเจนออกมาแล้ว โดย ทนายโรงเบียร์ลาดพร้าว ยันพร้อมเยียวยา จ่ายฌาปนกิจเบื้องต้นรายละ 1 หมื่น บาท ให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการแสดงความรับผิดชอบจากทางร้านที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายนิธิรุจน์ เจติยาธีรนันท์ ทนายความประจำร้านได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.พหลโยธิน เพื่อนำเอกสารสำคัญของร้านมามอบให้เป็นหลักฐาน โดยทนายความได้ย้ำชัดเจนว่าทางร้านไม่ได้นิ่งนอนใจและมีความตั้งใจจริงในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด ทั้งในส่วนของผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ครอบครัวของเจ้าของร้านและผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมกันระดมทุนเพื่อเป็นเงินสำรองในการช่วยเหลือเบื้องต้น แม้ในขณะนี้ตัวเจ้าของร้านเองจะยังคงรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU ด้วยอาการวิกฤตก็ตาม

ขั้นตอนการรับเงินเยียวยาและมาตรการช่วยเหลือ

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทางร้านได้เตรียมเงินสำรองไว้เพียงพอสำหรับผู้เสียชีวิต 30 ราย โดยผู้เสียหายสามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สน.พหลโยธิน โดยทนายความได้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ทนายโรงเบียร์ลาดพร้าว ยันพร้อมเยียวยา จ่ายฌาปนกิจเบื้องต้นรายละ 1 หมื่น ไว้ดังนี้:

  • เตรียมเงินสำรองไว้สำหรับค่าฌาปนกิจและช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 10,000 บาท
  • อยู่ระหว่างการประสานงานเรื่องรายละเอียดการชดเชยสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บ
  • มีการยื่นเอกสารให้กับบริษัทประกันภัยเพื่อให้ดำเนินการครอบคลุมค่าสินไหมทดแทนให้มากที่สุด
  • ตรวจสอบสิทธิผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ของพนักงานร้านเพื่อให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายอย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ ยังมีการระบุว่าหากบริษัทประกันภัยประเมินความเสียหายเรียบร้อยแล้ว ทางร้านจะเร่งนำเงินมาชดใช้เยียวยาทันทีโดยไม่ต้องรอให้ยืดเยื้อ ทนายความยังได้กล่าวด้วยความเศร้าใจว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนต่างเสียใจกับเหตุการณ์นี้เป็นอย่างมาก และยืนยันว่าจะไม่มีการหลบหนีไปไหน พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ทางร้านจะออกมารับผิดชอบและขอโทษต่อสังคมอย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ สำหรับมาตรการความปลอดภัยและระบบการบริหารจัดการร้านอาหาร อย่างไรก็ตาม การยินดีรับผิดชอบของ ทนายโรงเบียร์ลาดพร้าว ยันพร้อมเยียวยา จ่ายฌาปนกิจเบื้องต้นรายละ 1 หมื่น นับเป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของครอบครัวผู้สูญเสียได้ระดับหนึ่ง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ากระบวนการทางกฎหมายและการเยียวยาในระยะยาวจะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – ทนายโรงเบียร์ลาดพร้าว ยันพร้อมเยียวยา จ่ายฌาปนกิจเบื้องต้นรายละ 1 หมื่น

ใครอ่ะ หนุ่มสวมชุดเต็มยศ เดินตามนายกฯ ตรวจไฟไหม้โรงเบียร์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลทันที หลังจากมีภาพชายปริศนาสวมชุดเครื่องแบบเต็มยศเดินตามนายกฯ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว หลายคนตั้งคำถามว่า ใครอ่ะ หนุ่มสวมชุดเต็มยศ เดินตามนายกฯ ตรวจไฟไหม้โรงเบียร์ ให้สัมภาษณ์สื่อเป็นฉาก เขาเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงสามารถเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุในช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่กำลังทำงานอย่างเคร่งเครียดได้

ใครอ่ะ หนุ่มสวมชุดเต็มยศ เดินตามนายกฯ ตรวจไฟไหม้โรงเบียร์ ให้สัมภาษณ์สื่อเป็นฉาก

เหตุการณ์เศร้าสลดจากไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าวเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 69 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่ท่ามกลางความโศกเศร้า กลับมีประเด็นที่ชาวเน็ตให้ความสนใจเป็นพิเศษ เมื่อมีชายแต่งกายคล้ายทหารปรากฏตัวในจุดเกิดเหตุ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างคล่องแคล่ว และเดินประกบนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้หลายคนสงสัยในตัวตนของเขา

เปิดตัวตนชายปริศนา: เผยความจริงที่หลายคนต้องอึ้ง

จากข้อมูลของเพจ “ซ้อเปา – เรื่องนี้ต้องใส่ใจ” ได้มีการเฉลยว่าชายคนดังกล่าวนั้นไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐแต่อย่างใด แต่เป็นอดีตผู้สมัคร ส.ก. และเป็นจิตอาสาที่เพิ่งกลับจากงานแข่งขันบีบีกัน (BB Gun) ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือความเชี่ยวชาญด้านการดับเพลิงเลย แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นคือ การที่เขาตกเป็นต้นตอของข่าวลือที่ว่าร้านไม่ยอมให้ลูกค้าออกเพราะต้องจ่ายเงินก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จที่สร้างความเข้าใจผิดให้สังคมเป็นวงกว้าง

  • ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้เชี่ยวชาญดับเพลิง
  • เป็นอดีตผู้สมัคร ส.ก. กลุ่ม “กรุงเทพบินได้”
  • เป็นต้นตอข่าวลือสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง
  • พฤติกรรมนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในจุดเกิดเหตุ

หลายคนต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใครอ่ะ หนุ่มสวมชุดเต็มยศ เดินตามนายกฯ ตรวจไฟไหม้โรงเบียร์ ให้สัมภาษณ์สื่อเป็นฉาก คนแบบนี้ได้อย่างไร เหตุใดเจ้าหน้าที่ปล่อยให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาเดินป้วนเปี้ยน แถมยังให้ข้อมูลผิดๆ จนผู้คนเข้าใจผิดในสถานการณ์วิกฤต ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้คนในสังคมต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนแชร์ต่อ

จากเรื่องนี้ ทำให้เราเห็นว่าในสถานการณ์วิกฤต มักจะมีผู้ฉวยโอกาสหรือบุคคลที่ต้องการพื้นที่สื่อปรากฏตัวขึ้นเสมอ การตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและการควบคุมพื้นที่ของเจ้าหน้าที่จึงเป็นเรื่องที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด หากคุณเจอใครที่อ้างตัวว่ารู้จริงในที่เกิดเหตุ อย่าเพิ่งปักใจเชื่อจนกว่าข้อมูลนั้นจะมาจากหน่วยงานหลักอย่างเป็นทางการครับ

ที่มา – ใครอ่ะ หนุ่มสวมชุดเต็มยศ เดินตามนายกฯ ตรวจไฟไหม้โรงเบียร์ ให้สัมภาษณ์สื่อเป็นฉาก

แจงดราม่า 2 ตร.พหลโยธิน ถึงที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ต้องถ่ายรูปก่อน “เป็นหลักปฏิบัติ”

แจงดราม่า 2 ตร.พหลโยธิน ถึงที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ต้องถ่ายรูปก่อน “เป็นหลักปฏิบัติ”

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลกันไปแล้วนะครับ สำหรับเหตุการณ์ไฟไหม้ที่โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ซึ่งมีเรื่องราวของเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจจาก สน.พหลโยธิน เข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ดันเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า แจงดราม่า 2 ตร.พหลโยธิน ถึงที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ต้องถ่ายรูปก่อน “เป็นหลักปฏิบัติ” ได้อย่างไร ทำไมไม่รีบเข้าช่วยทันที

เบื้องลึกเบื้องหลังเหตุการณ์สุดระทึก

จริง ๆ แล้ว หากเราหันไปมองในมุมของการทำงานของเจ้าหน้าที่ เราจะพบว่าภารกิจนั้นเสี่ยงอันตรายมากครับ สิบตำรวจเอกทั้ง 2 นาย คือ ส.ต.อ.มังกร และ ส.ต.อ.วาริชัย ได้เข้าไปเผชิญกับกลุ่มควันพิษจำนวนมหาศาลจนถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อรักษาอาการทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นผลจากการที่ทั้งคู่พยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างไม่คิดชีวิต การที่สังคมตั้งคำถามว่าทำไมต้องถ่ายรูปก่อนนั้น ผบช.น. ได้ออกมาอธิบายอย่างชัดเจนถึงประเด็น แจงดราม่า 2 ตร.พหลโยธิน ถึงที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ต้องถ่ายรูปก่อน “เป็นหลักปฏิบัติ” ว่านี่คือระเบียบปฏิบัติที่ตำรวจสายตรวจทุกคนต้องทำเมื่อถึงที่เกิดเหตุ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการปฏิบัติงานนั่นเองครับ

  • การถ่ายรูปเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบงานสายตรวจ
  • การเข้าช่วยเหลือชีวิตคือภารกิจสำคัญอันดับหนึ่ง
  • ภาพเหตุการณ์เป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบครับว่า การที่ตำรวจต้องถ่ายภาพนั้น ไม่ได้หมายความว่าเขาเพิกเฉยต่อการช่วยเหลือ หากดูจากคลิปวิดีโอวงจรปิดจะเห็นได้ชัดว่า หลังจากทำการบันทึกตามขั้นตอนแล้ว ทั้งสองนายรีบพุ่งเข้าไปทำ CPR ปั๊มหัวใจผู้บาดเจ็บทันที จนตัวเองต้องสูดควันเข้าไปจนร่างกายได้รับผลกระทบอย่างหนัก ดังนั้น กรณีที่มีการ แจงดราม่า 2 ตร.พหลโยธิน ถึงที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ต้องถ่ายรูปก่อน “เป็นหลักปฏิบัติ” แบบนี้ จึงถือเป็นการออกมาปกป้องและชี้แจงเพื่อให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละครับ

ในมุมมองของผม ผมคิดว่าการวิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นเรื่องปกติในยุคโซเชียล แต่เราควรดูข้อมูลให้รอบด้านก่อนตัดสินใคร โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานภายใต้ความกดดันและเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแบบนี้ครับ การให้กำลังใจคนที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ

ที่มา – แจงดราม่า 2 ตร.พหลโยธิน ถึงที่เกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ต้องถ่ายรูปก่อน “เป็นหลักปฏิบัติ”

พิสูจน์เอกลักษณ์ เหยื่อเพลิงไหม้โรงเบียร์แล้ว 25 ราย เร่งพิสูจน์อีก 4 ร่าง

พิสูจน์เอกลักษณ์ เหยื่อเพลิงไหม้โรงเบียร์แล้ว 25 ราย เร่งพิสูจน์อีก 4 ร่าง

เหตุการณ์เศร้าสลดจากโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ถือเป็นสิ่งที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมอย่างมาก ล่าสุดทางสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถ พิสูจน์เอกลักษณ์ เหยื่อเพลิงไหม้โรงเบียร์แล้ว 25 ราย และกำลังเร่งดำเนินการในส่วนที่เหลืออย่างเต็มกำลังเพื่อให้ครอบครัวได้รับร่างไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาโดยเร็วที่สุด

บรรยากาศที่สถาบันนิติเวชวิทยาในวันนี้เต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยมีทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งคอยอำนวยความสะดวกในการจัดเตรียมเอกสารและประสานงานให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต ซึ่งมีขั้นตอนที่ชัดเจนเพื่อให้การส่งมอบร่างเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

รายละเอียดการจัดการศพและการพิสูจน์อัตลักษณ์

สำหรับกระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์นั้น ทางเจ้าหน้าที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อยืนยันตัวตนให้แน่ชัดที่สุด โดยจากรายงานพบว่า:

  • ยืนยันตัวตนได้สำเร็จแล้วรวม 25 ราย
  • อยู่ระหว่างการรอผลตรวจสารพันธุกรรม (DNA) เพิ่มเติมอีก 4 ราย
  • มีการจับคู่ข้อมูล (Matching) กับญาติที่มาติดต่อแล้วกว่า 17 ครอบครัว

ทางด้าน พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา กล่าวว่า กระบวนการทั้งหมดดำเนินการอย่างรอบคอบแม้จะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่ทุกคนมุ่งมั่นที่จะปิดเคสให้เร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความสูญเสียของครอบครัวผู้ประสบเหตุ การ พิสูจน์เอกลักษณ์ เหยื่อเพลิงไหม้โรงเบียร์แล้ว 25 ราย จึงเป็นตัวเลขที่แสดงถึงความทุ่มเทของทีมงานในสภาวะวิกฤตเช่นนี้

สิ่งสำคัญสำหรับญาติผู้ติดต่อ: การรับร่างผู้เสียชีวิตจำเป็นต้องเป็นญาติสายตรงเท่านั้น เช่น บิดา มารดา บุตร หรือคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรส ทั้งนี้เพื่อป้องกันความผิดพลาดและการดำเนินการทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

แม้เหตุการณ์ครั้งนี้จะสร้างแผลใจให้แก่ทุกคน แต่สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการแสดงความเสียใจและร่วมส่งกำลังใจให้ผู้สูญเสียก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้ โดยความคืบหน้าในการ พิสูจน์เอกลักษณ์ เหยื่อเพลิงไหม้โรงเบียร์แล้ว 25 ราย จะมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะครบทุกร่าง และเราขอให้การดำเนินการกับอีก 4 ร่างที่เหลือเป็นไปด้วยความราบรื่น เพื่อให้เหล่าผู้เสียชีวิตได้รับการส่งตัวกลับบ้านตามความประสงค์ของครอบครัวโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – พิสูจน์เอกลักษณ์ เหยื่อเพลิงไหม้โรงเบียร์แล้ว 25 ราย เร่งพิสูจน์อีก 4 ร่าง

จ่อเรียกพี่เจ้าของโรงเบียร์ให้ปากคำ แฟนซาวด์เอ็นจิเนียร์ วอนอย่าเพิ่งย้าย รพ.

จ่อเรียกพี่เจ้าของโรงเบียร์ให้ปากคำ แฟนซาวด์เอ็นจิเนียร์ วอนอย่าเพิ่งย้าย รพ.

จากเหตุการณ์ไฟไหม้สุดสลดที่ร้าน “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ที่ผ่านมา ล่าสุดมีความคืบหน้าทางคดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน โดย พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าว่า ขณะนี้ได้มีการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไปแล้วกว่า 17 ปาก และเตรียมจะเรียกตัวพี่สาวของเจ้าของร้านเข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติม เนื่องจากตัวเจ้าของร้านเองยังคงได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU ทำให้กระบวนการสืบสวนหาข้อเท็จจริงต้องดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ในขณะที่ฝั่งผู้ได้รับบาดเจ็บ นางสาวประภารักษ์ แฟนสาวของนายภานุวัฒน์ ซาวด์เอ็นจิเนียร์ประจำร้าน ได้เดินทางมาที่ สน.พหลโยธิน เพื่อติดตามทรัพย์สินและเรียกร้องความเป็นธรรม โดยระบุว่าแฟนของเธอทำงานที่นี่มานานกว่า 3 ปีแต่กลับไม่มีสวัสดิการประกันสังคม อีกทั้งตั้งแต่เกิดเหตุยังไม่มีการติดต่อเยียวยาใดๆ จากทางร้านเลย ซึ่งประเด็นจ่อเรียกพี่เจ้าของโรงเบียร์ให้ปากคำ แฟนซาวด์เอ็นจิเนียร์ วอนอย่าเพิ่งย้าย รพ. จึงกลายเป็นจุดสนใจสำคัญ เพราะทุกวินาทีมีค่าต่อชีวิตของผู้ป่วยที่อาการวิกฤต

สถานการณ์วิกฤตของซาวด์เอ็นจิเนียร์

ทางด้านอาการของนายภานุวัฒน์ พบว่ามีแผลไฟคลอกรุนแรงถึง 60% ของร่างกาย มีภาวะไตวายและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ โดยทางญาติกำลังกังวลเรื่องสิทธิ์การรักษา UCEP ที่กำลังจะครบ 72 ชั่วโมง ซึ่งหากต้องเคลื่อนย้ายกลับไปรักษาตามสิทธิ์บัตรทองที่จังหวัดลพบุรี อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตได้ ทั้งนี้ หากมีการดำเนินการจ่อเรียกพี่เจ้าของโรงเบียร์ให้ปากคำ แฟนซาวด์เอ็นจิเนียร์ วอนอย่าเพิ่งย้าย รพ. ทางญาติหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาช่วยเหลือเพื่อหาทางออกในการรักษาตัวต่อในกรุงเทพฯ ให้เร็วที่สุด

ข้อมูลเบื้องต้นจากสำนักงานประกันสังคมระบุว่า หากต้องการย้ายโรงพยาบาลหรือรักษาต่อในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถประสานงานได้ผ่านสายด่วน สปสช. 1330 แต่สำคัญที่สุดคือต้องได้รับการเซ็นรับรองจากทางนายจ้าง ซึ่งในกรณีที่เจ้าของร้านบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ หน่วยงานรัฐอาจต้องเข้ามาเป็นตัวกลางช่วยประสานเพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

  • คดีความยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนพยาน
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บต้องการการเยียวยาเร่งด่วน
  • การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอาการวิกฤตมีความเสี่ยงสูง
  • สังคมจับตามองเจ้าของร้านในการแสดงความรับผิดชอบ

สรุปแล้ว เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรมและการเยียวยาชีวิตที่กำลังต่อสู้กับความตาย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องนี้จะคลี่คลายไปในทางที่ดีและผู้เสียหายจะได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมครับ

ที่มา – จ่อเรียกพี่เจ้าของโรงเบียร์ให้ปากคำ แฟนซาวด์เอ็นจิเนียร์ วอนอย่าเพิ่งย้าย รพ.

Scroll to top