ไฟไหม้

สุดสลด บ้านพักคนชราศรีลังกาถูกเผาวอด ดับ 12 ศพ เผยสถานที่แออัดเกินกำหนด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวเศร้าจากต่างประเทศที่ทำให้เราต้องหันกลับมามองเรื่องความปลอดภัยของสถานดูแลผู้สูงอายุกันอย่างจริงจังครับ เมื่อเกิดเหตุการณ์ สุดสลด บ้านพักคนชราศรีลังกาถูกเผาวอด ดับ 12 ศพ เผยสถานที่แออัดเกินกำหนด ในพื้นที่เมืองอังกูรูวาโตตา ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้ที่ติดตามข่าวทั่วโลกเป็นอย่างมาก

สุดสลด บ้านพักคนชราศรีลังกาถูกเผาวอด ดับ 12 ศพ เผยสถานที่แออัดเกินกำหนด

เหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงดึกของวันพุธที่ผ่านมา ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้ที่พักอาศัยและชาวบ้านในละแวกนั้น โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้พยายามอย่างหนักในการควบคุมเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ แต่โชคร้ายที่ตัวอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 12 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้รีบนำตัวผู้รอดชีวิต 51 คนส่งสถานพยาบาลอย่างเร่งด่วน

เบื้องลึกและสาเหตุที่น่าตกใจของโศกนาฏกรรม

จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบประเด็นสำคัญที่ตอกย้ำว่า สุดสลด บ้านพักคนชราศรีลังกาถูกเผาวอด ดับ 12 ศพ เผยสถานที่แออัดเกินกำหนด เนื่องจากอาคารแห่งนี้ไม่ได้มีการจดทะเบียนเป็นสถานดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่เคยมีการแจ้งเตือนให้ปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยแล้วแต่กลับเพิกเฉย ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่ทำให้หลายคนตกใจยิ่งกว่าคือตัวเลขผู้พักอาศัยครับ:

  • บ้านพักนี้รองรับได้จริงเพียง 15 คน
  • แต่ในวันเกิดเหตุกลับมีผู้พักอาศัยแออัดอยู่ถึง 71 คน
  • ขาดระบบป้องกันอัคคีภัยที่ได้มาตรฐานตามกฎหมายกำหนด

ด้วยจำนวนคนที่เกินพิกัดเช่นนี้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา ทำให้การเคลื่อนย้ายทำได้อย่างยากลำบาก และเกิดความสูญเสียในที่สุด ปัจจุบันทางตำรวจได้ควบคุมตัวผู้อำนวยการบ้านพักไปสอบสวนและดำเนินคดีในข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตแล้วครับ

หากจะให้สรุปบทเรียนจากเหตุการณ์ สุดสลด บ้านพักคนชราศรีลังกาถูกเผาวอด ดับ 12 ศพ เผยสถานที่แออัดเกินกำหนด ในครั้งนี้ เราคงต้องมองว่าการเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหรือสถานบริการต่างๆ ไม่ใช่เพียงแค่ดูที่ราคาหรือทำเลที่ตั้งเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบความพร้อมของระบบความปลอดภัย ใบอนุญาตที่ถูกต้อง และอัตราส่วนของผู้ดูแลต่อผู้พักอาศัยที่เหมาะสมด้วย เพราะความปลอดภัยของคนที่เรารักคือเรื่องที่สำคัญที่สุดที่ไม่ควรถูกมองข้ามครับ

ที่มา – สุดสลด บ้านพักคนชราศรีลังกาถูกเผาวอด ดับ 12 ศพ เผยสถานที่แออัดเกินกำหนด

ไฟนรกกลางกรุงจาการ์ตา! เพลิงเผาชุมชนแออัดวอด 300 หลัง

ไฟนรกกลางกรุงจาการ์ตา! เพลิงเผาชุมชนแออัดวอด 300 หลัง ชาวบ้านกว่า 600 คนไร้ที่อยู่

เหตุการณ์สุดระทึกขวัญที่เกิดขึ้นในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ เมื่อเกิดไฟนรกกลางกรุงจาการ์ตา! เพลิงเผาชุมชนแออัดวอด 300 หลัง ชาวบ้านกว่า 600 คนไร้ที่อยู่ หลังจากที่เปลวเพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วท่ามกลางความแตกตื่นของผู้คนในย่านเคมาโยรัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองหลวงแห่งนี้

รายละเอียดเหตุการณ์ ไฟนรกกลางกรุงจาการ์ตา! เพลิงเผาชุมชนแออัดวอด 300 หลัง ชาวบ้านกว่า 600 คนไร้ที่อยู่

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมาก โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเปิดเผยว่าบ้านเรือนกว่า 300 หลังถูกไฟเผาจนวอด ทั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของประชาชนกว่า 600 คนที่ต้องอพยพหนีตายอย่างเร่งด่วน การควบคุมเพลิงใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แม้จะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่ภาพความสูญเสียก็น่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง

จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่าสาเหตุสำคัญอาจมาจากไฟฟ้าลัดวงจรภายในบ้านหลังหนึ่งที่ไม่มีคนอยู่ ซึ่งนี่เป็นปัญหาคลาสสิกของชุมชนแออัดที่มีการต่อพ่วงสายไฟอย่างไม่เป็นระเบียบ และการที่อาคารปลูกติดกันจนแน่นหนาก็เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีเมื่อเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ขึ้น

  • สาเหตุหลัก: คาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร
  • ผู้ได้รับผลกระทบ: ประชาชนกว่า 600 คน ไร้ที่อยู่อาศัย
  • มาตรการ: เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ได้ใน 1 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ ไฟนรกกลางกรุงจาการ์ตา! เพลิงเผาชุมชนแออัดวอด 300 หลัง ชาวบ้านกว่า 600 คนไร้ที่อยู่ ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับมาตรการความปลอดภัยในชุมชนเมืองใหญ่ เราควรตระหนักถึงการตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้านเรือนอย่างสม่ำเสมอ เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหากเราประมาท สุดท้ายนี้ขอให้ผู้ประสบภัยทุกคนก้าวผ่านเหตุการณ์เลวร้ายนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด

ที่มา – ไฟนรกกลางกรุงจาการ์ตา! เพลิงเผาชุมชนแออัดวอด 300 หลัง ชาวบ้านกว่า 600 คนไร้ที่อยู่

เปลวไฟลุกโชน เพลิงไหม้โกดังเก็บสินค้า ตลาดดังกลางเมืองขอนแก่น

เกิดเหตุระทึกขวัญกลางเมืองขอนแก่น เมื่อเกิดเหตุเปลวไฟลุกโชน เพลิงไหม้โกดังเก็บสินค้า ตลาดดังกลางเมืองขอนแก่น บริเวณตลาดสามแยกไทยรุ่ง สร้างความตื่นตระหนกให้กับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

สาเหตุและเหตุการณ์ เปลวไฟลุกโชน เพลิงไหม้โกดังเก็บสินค้า ตลาดดังกลางเมืองขอนแก่น

เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้โกดังเก็บสินค้า ซึ่งตั้งอยู่ภายในตลาดสามแยกไทยรุ่ง เทศบาลนครขอนแก่น ภายในโกดังดังกล่าวเต็มไปด้วยสินค้าหลากหลายประเภท โดยเฉพาะสินค้าจำพวกพลาสติกและวัสดุไวไฟ ทำให้เมื่อเกิดประกายไฟเพียงเล็กน้อย จึงส่งผลให้เกิดเปลวไฟลุกโชน เพลิงไหม้โกดังเก็บสินค้า ตลาดดังกลางเมืองขอนแก่นขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนยากจะควบคุมในเบื้องต้น

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากเทศบาลและหน่วยงานข้างเคียงต้องระดมรถดับเพลิงนับสิบคันเข้าสกัดกั้นเพลิงไหม้ โดยในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ มีเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ สร้างความอันตรายให้กับเจ้าหน้าที่และประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นเจ้าของโกดังสินค้าที่ถูกไฟลวกขณะพยายามเข้าตรวจสอบภายในร้าน เบื้องต้นกู้ภัยได้นำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นเป็นการด่วนแล้ว

รายละเอียดความเสียหายจากเหตุการณ์ เปลวไฟลุกโชน เพลิงไหม้โกดังเก็บสินค้า ตลาดดังกลางเมืองขอนแก่น

ขณะเกิดเหตุ ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่าพบเห็นกลุ่มควันดำพวยพุ่งขึ้นมาเหนือตลาด ก่อนที่เปลวไฟจะลุกลามอย่างหนักไปทั่วบริเวณโกดัง ความร้อนที่เกิดขึ้นแผ่ขยายวงกว้างจนร้านค้าฝั่งตรงข้ามได้รับผลกระทบ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นต้องลงพื้นที่กำกับดูแลและสั่งปิดกั้นพื้นที่ทันทีเพื่อความปลอดภัย

  • สาเหตุเบื้องต้น: เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สรุปสาเหตุแน่ชัด แต่ไม่ตัดประเด็นเรื่องไฟฟ้าลัดวงจรทิ้ง
  • ผู้บาดเจ็บ: เจ้าของร้านได้รับบาดเจ็บจากการถูกไฟลวก
  • ขั้นตอนต่อไป: หลังจากควบคุมเพลิงได้สนิท เจ้าหน้าที่จาก ศพฐ.4 ขอนแก่น จะเข้าเก็บรวบรวมหลักฐานและประเมินค่าเสียหายทั้งหมด

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับเจ้าของโกดังและผู้ประกอบการทุกท่าน เรื่องความปลอดภัยและการจัดเก็บสินค้า รวมถึงการติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยที่ได้มาตรฐาน เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดเหตุสลดเช่นนี้ขึ้นอีก เราขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดีโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – เปลวไฟลุกโชน เพลิงไหม้โกดังเก็บสินค้า ตลาดดังกลางเมืองขอนแก่น

ไฟไหม้ห้องไดโน่เทส ย่างสดช่างจูนเนอร์รถ น้องชายเห็นคาตา

ไฟไหม้ห้องไดโน่เทส ย่างสดช่างจูนเนอร์รถ น้องชายเห็นคาตา

เหตุการณ์สลดใจที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุ ไฟไหม้ห้องไดโน่เทส ย่างสดช่างจูนเนอร์รถ น้องชายเห็นคาตา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บริษัทแห่งหนึ่งในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สร้างความเศร้าสลดให้กับวงการแต่งรถยนต์เป็นอย่างมาก โดยผู้เสียชีวิตคือ นายธนวัฒน์ ดุละลัมพะ หรือ “ช่างแว่น” วัย 48 ปี ช่างจูนเนอร์ชื่อดังที่เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันขณะกำลังปฏิบัติงาน

เปิดสาเหตุ ไฟไหม้ห้องไดโน่เทส ย่างสดช่างจูนเนอร์รถ น้องชายเห็นคาตา

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์และเจ้าของร้าน พบว่าประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุ ไฟไหม้ห้องไดโน่เทส ย่างสดช่างจูนเนอร์รถ น้องชายเห็นคาตา ในครั้งนี้ มาจากประกายไฟจากการทดสอบเครื่องยนต์ที่กระเด็นไปโดนฉนวนกันเสียงประเภทโฟมและใยแก้ว เมื่อเชื้อเพลิงประเภทนี้ติดไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็วมากจนยากจะควบคุม แม้เจ้าของร้านจะพยายามนำถังดับเพลิงเข้าช่วยเหลือ แต่ด้วยความรุนแรงของเพลิงที่โหมกระหน่ำ ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับอู่รถยนต์และห้องทดสอบแรงม้า (Dyno Test) ทั่วประเทศ สิ่งที่ต้องตระหนักให้มากมีดังนี้:

  • การเลือกใช้วัสดุกันเสียง: ควรหลีกเลี่ยงโฟมที่ติดไฟได้ง่ายและหันมาใช้วัสดุที่ไม่ลามไฟ
  • อุปกรณ์ความปลอดภัย: ต้องมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติหรือถังเคมีที่เพียงพอในจุดที่ใช้งาน
  • ทางออกฉุกเฉิน: ห้องทดสอบต้องมีทางออกที่ชัดเจนและไม่อับทึบ
  • การเคารพกฎความปลอดภัย: การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันและการเคร่งครัดตามคู่มือเครื่องมือไดโน่เทสสำคัญที่สุด

ความสูญเสียครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อแม้ในขณะที่เรากำลังทำงานที่คุ้นเคย การประมาทเพียงครู่เดียวอาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่แก้ไขไม่ได้ ขอให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนแก่ผู้ประกอบการร้านจูนรถทุกท่านให้หมั่นตรวจสอบระบบความปลอดภัยภายในร้านอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียที่น่าเศร้าเช่นนี้อีก

ที่มา – ไฟไหม้ห้องไดโน่เทส ย่างสดช่างจูนเนอร์รถ น้องชายเห็นคาตา ช่วยไม่ทัน

ไฟไหม้ร้านขายจักรยานยนต์ไฟฟ้า วอดเสียหายกว่า 60 คัน เร่งหาสาเหตุ

เกิดเหตุ ไฟไหม้ร้านขายจักรยานยนต์ไฟฟ้า วอดเสียหายกว่า 60 คัน เร่งหาสาเหตุ เมื่อเช้ามืดวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง สร้างความเสียหายหนักหน่วงให้กับร้านค้าและสินค้าภายใน เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะจักรยานยนต์ไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

ไฟไหม้ร้านขายจักรยานยนต์ไฟฟ้า วอดเสียหายกว่า 60 คัน เร่งหาสาเหตุ

เวลา 02.00 น. ร.ต.อ.ชัยณเรศ สุพร รองพนักงานสอบสวน สภ.วิเศษชัยชาญ ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่อาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตั้งอยู่หมู่ 7 ถนนวิเศษ-ผักไห่ ต.ศาลเจ้าโรงทอง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เจ้าหน้าที่รีบรุดไปยังจุดเกิดเหตุทันที พร้อมด้วยรถดับเพลิงจากหลายหน่วยงาน เช่น อบต.ไผ่จำศีล 1 คัน เทศบาลวิเศษชัยชาญ 3 คัน อบต.ศาลเจ้าโรงทอง 1 คัน เทศบาลท่าช้าง 1 คัน เทศบาลบางจัก 1 คัน และรถไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 1 คัน รวมถึงอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ขณะนั้นไม่มีคนพักอาศัยอยู่ พบเพลิงลุกโหมอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ใช้เวลาระดมฉีดน้ำนานกว่า 50 นาที กว่าจะควบคุมเพลิงได้ โชคดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายมีกว่า 60 คัน รวมถึงอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ อีกมากมาย ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ประสานงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัดอ่างทอง เพื่อตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริงตามกฎหมาย

พยานเห็นเหตุการณ์เล่าอะไร

นายสมหมาย นรสิงห์ อายุ 61 ปี เจ้าของร้านติดกัน เล่าว่า ตนกำลังนั่งซ่อมรถให้ลูกค้าจนดึก ได้ยินเสียงดังผิดปกติ รีบออกมาดูพบเพลิงกำลังลุกไหม้ตึกข้างๆ ทันใดนั้นก็คว้าถังดับเพลิงมาฉีดควบคุม พร้อมตะโกนเรียกเพื่อนบ้านมาช่วย และโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที จากนั้นรถดับเพลิงก็มาถึงและช่วยกันดับไฟได้สำเร็จ

ความเสี่ยงจากจักรยานยนต์ไฟฟ้า

เหตุการณ์ ไฟไหม้ร้านขายจักรยานยนต์ไฟฟ้า วอดเสียหายกว่า 60 คัน เร่งหาสาเหตุ นี้ ทำให้หลายคนกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่อาจเกิดการลัดวงจรหรือชาร์จผิดวิธี จักรยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นทางเลือกยอดนิยมเพราะราคาถูก ประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ผู้ใช้ต้องระวังเรื่องการชาร์จและเก็บรักษาให้ดี

  • ชาร์จในที่อากาศถ่ายเท หลีกเลี่ยงแดดจัดหรือความชื้นสูง
  • ใช้ที่ชาร์จแท้จากผู้ผลิตเท่านั้น
  • ตรวจเช็คแบตเตอรี่สม่ำเสมอ หากมีรอยบวมหรือร้อนผิดปกติให้หยุดใช้ทันที
  • ติดตั้งระบบป้องกันไฟไหม้ในร้านค้าหรือโรงรถ

นอกจากนี้ ร้านค้าที่ขายจักรยานยนต์ไฟฟ้าควรมีระบบดับเพลิงที่พร้อมใช้งาน และอบรมพนักงานเรื่องความปลอดภัย เพื่อป้องกันเหตุร้ายในอนาคต

จากเหตุการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าต้องมาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการและผู้บริโภคต้องตื่นตัว หากสาเหตุออกมาว่าเกิดจากแบตเตอรี่ จะเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับวงการ

คุณคิดว่าอะไรคือสาเหตุหลักของไฟไหม้ครั้งนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตจากเรา เพื่อความปลอดภัยในการใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้า!

ที่มา – ไฟไหม้ร้านขายจักรยานยนต์ไฟฟ้า วอดเสียหายกว่า 60 คัน เร่งหาสาเหตุ

ไฟไหม้ รพ.สมเด็จพระสังฆราช ที่อยุธยา กลางดึก เร่งอพยพผู้ป่วยโกลาหล

เกิดเหตุสุดตื่นตระหนกเมื่อ ไฟไหม้ รพ.สมเด็จพระสังฆราช ที่อยุธยา กลางดึก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพผู้ป่วยออกจากอาคารท่ามกลางความโกลาหล โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงดึกของวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช ต.บ่อโพง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา สร้างความแตกตื่นให้กับผู้ป่วย ญาติ และบุคลากรทางการแพทย์เป็นอย่างมาก

ไฟไหม้ รพ.สมเด็จพระสังฆราช ที่อยุธยา กลางดึก เร่งอพยพผู้ป่วยโกลาหล

เวลา 01.30 น. ร.ต.อ.เจริญชัย โพสาราช รอง สว.(สอบสวน) สภ.นครหลวง ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ จึงประสานรถดับเพลิงจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 คัน และกำลังจากมูลนิธิพุทไธยสวรรย์ รีบรุดเข้าช่วยเหลือทันที เมื่อถึงที่เกิดเหตุ พบต้นเพลิงที่ชั้น 2 อาคารวาสนาการุญ ห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ มีแสงเพลิงและควันพวยพุ่งออกมาเต็มพื้นที่

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและพยาบาลต้องทำงานแข่งกับเวลา เร่งเคลื่อนย้ายผู้ป่วยชายหญิงราว 20 รายที่ใช้รถเข็น ออกจากอาคารไปยังลานโล่งด้านนอก สำหรับผู้ป่วยกึ่งวิกฤติ 5 ราย มูลนิธิพุทไธยสวรรย์นำรถพยาบาลมารับตัวไปพักรักษาชั่วคราว ระหว่างรอเคลียร์พื้นที่และระบายควัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความโกลาหล แต่ทุกคนร่วมมือกันอย่างดี

รายละเอียดการอพยพผู้ป่วยท่ามกลางไฟไหม้

ไฟไหม้ รพ.สมเด็จพระสังฆราช ที่อยุธยา กลางดึก การอพยพดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงฉีดน้ำสกัดเพลิงไม่ให้ลุกลาม ใช้เวลา 30 นาทีจึงควบคุมสถานการณ์ได้ จากการตรวจสอบพบโต๊ะคอมพิวเตอร์ในห้องปฏิบัติการไหม้เสียหายทั้งหมด รวมถึงฝ้าเพดานและผนัง

นางเหน่ง อายุ 54 ปี ญาติผู้ป่วย เล่าว่า “ตอนตีหนึ่งครึ่ง ขณะเฝ้าแม่อยู่ชั้น 3 ได้ยินสัญญาณเตือนไฟไหม้ คิดว่าเป็นการทดสอบ แต่พยาบาลวิ่งมาบอกให้รีบอพยพ ควันคละคลุ้งไปหมด ตกใจมาก” ส่วนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากเทศบาลต.บ่อโพง ระบุว่า ต้องเปิดหน้าต่างระบายควันและใช้เครื่องช่วย จนเพลิงสงบ

อพยพผู้ป่วยจากไฟไหม้ รพ.สมเด็จพระสังฆราช

สาเหตุเบื้องต้นและบทเรียนจากเหตุไฟไหม้

พนักงานสอบสวนตรวจสอบจุดเกิดเหตุ คาดสาเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องจากเสียบปลั๊กคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ในสภาพอากาศร้อน รอพิสูจน์หลักฐานยืนยัน หลังเพลิงดับ ผู้ป่วยอาการเบา ย้ายไปอาคารอื่น ส่วนกึ่งวิกฤติพักในรถกู้ชีพ

  • ไทม์ไลน์เหตุการณ์: 01.30 น. แจ้งเหตุ – รถดับเพลิงมาถึง
  • เร่งอพยพผู้ป่วย 20 ราย + 5 กึ่งวิกฤติ
  • สกัดเพลิง 30 นาที – ควบคุมได้
  • ตรวจสอบต้นเพลิงที่โต๊ะคอม

เหตุการณ์ ไฟไหม้ รพ.สมเด็จพระสังฆราช ที่อยุธยา กลางดึก เร่งอพยพผู้ป่วยโกลาหล นี้ สะท้อนถึงความสำคัญของระบบเตือนภัยและการฝึกซ้อมอพยพในโรงพยาบาล โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตอบสนองรวดเร็ว ทำให้ไม่มีผู้เสียหายร้ายแรง

ในมุมมองของเรา เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานพยาบาลต้องตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ต่อเนื่อง หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรืออาสาสมัคร ควรศึกษาวิธีป้องกันไฟไหม้เพื่อความปลอดภัย ลองแชร์เคล็ดลับป้องกันไฟไหม้ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวสารอุบัติเหตุเพื่ออัปเดตข้อมูลใหม่ๆ กันนะครับ!

ที่มา – ไฟไหม้ รพ.สมเด็จพระสังฆราช ที่อยุธยา กลางดึก เร่งอพยพผู้ป่วยโกลาหล

เพลิงไหม้สปีดโบ๊ท “เลิฟอันดามัน” จอดลอยลำอ่าวมะขาม วอดเกือบทั้งลำ

เกิดเหตุระทึกใจที่เพลิงไหม้สปีดโบ๊ท “เลิฟอันดามัน” จอดลอยลำอ่าวมะขาม จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ทำให้เรือวอดเกือบทั้งลำ โชคดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่เหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายหนักและจุดประกายคำถามเรื่องความปลอดภัยในการท่องเที่ยวทางทะเล

เพลิงไหม้สปีดโบ๊ท “เลิฟอันดามัน” จอดลอยลำอ่าวมะขาม วอดเกือบทั้งลำ

เหตุการณ์เพลิงไหม้สปีดโบ๊ท “เลิฟอันดามัน” เกิดขึ้นเวลา 17.25 น. พ.ต.อ.สมศักดิ์ ทองเกลี้ยง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรวิชิต ได้รับแจ้งจากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว จังหวัดภูเก็ต (ศูนย์ไข่มุก) ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต สปีดโบ๊ทคันนี้เป็นของบริษัทท่องเที่ยวชื่อดัง “เลิฟอันดามัน” ซึ่งจอดลอยลำอยู่บริเวณอ่าวมะขาม ใกล้ท่าเทียบเรือวิสิษฐ์พันวา ถนนศักดิเดช ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต ห่างจากฝั่งประมาณ 200 เมตร

เพลิงไหม้สปีดโบ๊ท เลิฟอันดามัน อ่าวมะขาม

ไทม์ไลน์เหตุการณ์เพลิงไหม้สปีดโบ๊ท “เลิฟอันดามัน”

  • ช่วงเช้า: สปีดโบ๊ทออกจากท่าเรือเพื่อส่งนักท่องเที่ยวไปยังเกาะพีพี จังหวัดกระบี่
  • ช่วงบ่าย: กัปตันเรือนำเรือกลับมาจอดลอยลำที่อ่าวมะขาม ปิดระบบทุกอย่างบนเรือและขึ้นฝั่ง
  • 17.25 น.: เพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็วจากส่วนไหนของเรือยังไม่ทราบสาเหตุ
  • การตอบโต้ทันที: เจ้าหน้าที่สายตรวจชุดเคลื่อนที่เร็ว สภ.วิชิต ร่วมกับเรือดับเพลิงจาก อบจ.ภูเก็ต และทัพเรือภาคที่ 3 รีบเข้าสถานที่เกิดเหตุ

เพลิงลุกโหมอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ใช้เรือดับเพลิงจากศูนย์ไข่มุก อ่าวฉลอง ควบคุมเพลิงได้ใน 20 นาที สภาพเรือเหลือแต่โครงไฟเบอร์กลาสลอยเคว้งคว้างบนผิวน้ำ ค่าเสียหายยังอยู่ระหว่างประเมิน

สภาพเรือสปีดโบ๊ทเลิฟอันดามันหลังเพลิงไหม้

สาเหตุเพลิงไหม้สปีดโบ๊ท “เลิฟอันดามัน” และการสอบสวน

เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) และพนักงานสอบสวน สภ.วิชิต กำลังตรวจสอบอย่างละเอียด สาเหตุที่เป็นไปได้อาจมาจากระบบไฟฟ้าลัดวงจร น้ำมันรั่วไหล หรือความร้อนสะสม แม้เรือจะปิดระบบแล้วก็ตาม เหตุการณ์เพลิงไหม้สปีดโบ๊ท “เลิฟอันดามัน” จอดลอยลำอ่าวมะขาม วอดเกือบทั้งลำนี้ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการบำรุงรักษาเรือสปีดโบ๊ทที่ใช้ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

บริษัทเลิฟอันดามันเป็นผู้ให้บริการท่องเที่ยวทางทะเลชื่อดังในภูเก็ต มักพานักท่องเที่ยวไปยังจุดดำน้ำสวยงามอย่างเกาะพีพี อ่าวมะขามเองก็เป็นจุดจอดเรือยอดนิยมเนื่องจากน้ำนิ่งและใกล้ชายฝั่ง เหตุการณ์นี้ไม่เพียงกระทบต่อบริษัท แต่ยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แห่มาภูเก็ตในช่วงไฮซีซั่น

คำแนะนำป้องกันเพลิงไหม้เรือสปีดโบ๊ท

  • ตรวจสอบระบบไฟฟ้าและน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนจอดลอยลำ
  • ติดตั้งระบบตรวจจับควันและดับเพลิงอัตโนมัติ
  • ฝึกอบรมลูกเรือเรื่องความปลอดภัยทางทะเล
  • หลีกเลี่ยงการจอดเรือใกล้แหล่งความร้อนหรือในที่อับอานุภาพ

จากประสบการณ์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทะเลของไทย เหตุเพลิงไหม้เรือเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยส่วนใหญ่มาจากการ维护ไม่ดี หากบริษัทท่องเที่ยวอย่างเลิฟอันดามันเสริมมาตรฐานความปลอดภัย จะช่วยป้องกันเหตุซ้ำรอยได้

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์เพลิงไหม้สปีดโบ๊ทนี้เป็นบทเรียนราคาแพง แต่โชคดีที่ไม่มีผู้เสียหายทางชีวิต มันชี้ให้เห็นว่าการท่องเที่ยวภูเก็ตต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากขึ้น หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบการ ควรตรวจสอบรีวิวและใบอนุญาตของบริษัทท่องเที่ยวก่อนใช้งานเสมอ

CTA: แชร์บทความนี้เพื่อเตือนใจเพื่อนๆ นักท่องเที่ยว และติดตามอัปเดตสาเหตุการไหม้จากข่าวล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – เพลิงไหม้สปีดโบ๊ท “เลิฟอันดามัน” จอดลอยลำอ่าวมะขาม วอดเกือบทั้งลำ

บุคคลปริศนา บุกรุกสนามบินเดนเวอร์ โดนเครื่องบินชนดับคารันเวย์

บุคคลปริศนา บุกรุกสนามบินเดนเวอร์ โดนเครื่องบินชนดับคารันเวย์ สร้างความตกใจให้กับวงการการบินโลก เมื่อเกิดเหตุการณ์น่าหวาดเสียวที่ท่าอากาศยานนานาชาติเดนเวอร์ (DIA) ในสหรัฐอเมริกา คืนวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 หรือตรงกับคืนวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น

บุคคลปริศนา บุกรุกสนามบินเดนเวอร์ โดนเครื่องบินชนดับคารันเวย์

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อบุคคลนิรนามรายนี้สามารถข้ามรั้วกั้นความปลอดภัยของสนามบินเดนเวอร์ได้อย่างน่าประหลาดใจ ก่อนจะวิ่งตัดหน้ารันเวย์ในยามดึก ขณะที่เครื่องบินของสายการบินฟรอนเทียร์ แอร์ไลน์ส (Frontier Airlines) กำลังเตรียมทะยานขึ้นฟ้า มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติลอสแอนเจลิส เที่ยวบินดังกล่าวบรรจุผู้โดยสารและลูกเรือรวม 224 คน

เครื่องบินลำนี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงประมาณ 23:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนจะพุ่งชนบุคคลปริศนานี้อย่างแรง ส่งผลให้เกิดไฟลุกไหม้ที่เครื่องยนต์ชั่วคราว แต่หน่วยดับเพลิงของเดนเวอร์สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ทางสายการบินฟรอนเทียร์ต้องสั่งอพยพผู้โดยสารทั้งหมดผ่านสไลด์ฉุกเฉินทันที เนื่องจากมีควันลอยเข้ามาในห้องโดยสาร

รายละเอียดการบุกรุกและการตอบสนองด่วน

ตามรายงานจากเจ้าหน้าที่สนามบิน บุคคลปริศนาใช้เวลาเพียง 2 นาทีในการบุกรุกและถูกชนเสียชีวิตทันที นายชอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ผู้บุกรุกละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัยโดยตั้งใจปีนรั้วและวิ่งออกไปยังรันเวย์ ไม่ว่าใครก็ตามไม่ควรบุกรุกเข้าไปในพื้นที่สนามบินเดนเวอร์”

เบื้องต้น ยืนยันว่าบุคคลนี้ไม่ใช่พนักงานสนามบิน และรั้วกั้นยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ การตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบจุดอ่อน แต่เหตุการณ์นี้จุดประกายคำถามถึงระบบรักษาความปลอดภัยของสนามบินขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ

ผลกระทบต่อผู้โดยสารและการสืบสวน

จากเหตุบุคคลปริศนา บุกรุกสนามบินเดนเวอร์ โดนเครื่องบินชนดับคารันเวย์ ทำให้ผู้โดยสาร 12 รายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย โดย 5 รายถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลใกล้เคียง ผู้โดยสารส่วนใหญ่สามารถเดินทางต่อด้วยเครื่องบินลำอื่นของฟรอนเทียร์ได้แล้ว แต่รันเวย์ที่เกิดเหตุยังคงปิด เพื่อให้สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) และคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) เข้าสืบสวน

  • ไฟลุกไหม้เครื่องยนต์ชั่วคราว
  • อพยพผู้โดยสาร 224 คนผ่านสไลด์ฉุกเฉิน
  • ผู้บาดเจ็บ 12 ราย รวม 5 รายส่งโรงพยาบาล
  • รันเวย์ปิดชั่วคราวเพื่อสืบสวน

บทเรียนจากเหตุการณ์บุกรุกสนามบินเดนเวอร์

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความเสียใจให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงของการบุกรุกสนามบิน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทุกที่ทั่วโลก สนามบินเดนเวอร์ซึ่งเป็นฮับการบินสำคัญ ต้องเผชิญกับความท้าทายในการเพิ่มมาตรการ เช่น กล้องวงจรปิด AI, เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว และรั้วไฟฟ้า เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

ทางสนามบินและสายการบินแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง โดยฟรอนเทียร์แอร์ไลน์สระบุว่า “เราเสียใจอย่างที่สุดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” ขณะที่ DIA กล่าว “เราเสียใจอย่างยิ่งกับอุบัติเหตุครั้งนี้ และขอแสดงความเสียใจไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกคน”

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการบิน เหตุบุคคลปริศนา บุกรุกสนามบินเดนเวอร์ โดนเครื่องบินชนดับคารันเวย์ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการฝึกอบรมลูกเรือและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินให้พร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้รัฐบาลสหรัฐฯ ทบทวนกฎหมายความปลอดภัยสนามบินให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

สำหรับนักเดินทาง แนะนำให้เลือกสายการบินที่มีมาตรฐานสูง และติดตามข่าวสารความปลอดภัยก่อนเดินทาง หากคุณสนใจเรื่องความปลอดภัยการบิน ติดตามบทความเพิ่มเติมจากเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – บุคคลปริศนา บุกรุกสนามบินเดนเวอร์ โดนเครื่องบินชนดับคารันเวย์

เกิดระเบิด-ไฟไหม้บนเรือเกาหลีใต้ในช่องแคบฮอร์มุซ

เกิดระเบิด-ไฟไหม้บนเรือเกาหลีใต้ในช่องแคบฮอร์มุซ สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกครั้ง เมื่อเรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีใต้เกิดเหตุระเบิดและเพลิงลุกโหม บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก

เกิดระเบิด-ไฟไหม้บนเรือเกาหลีใต้ในช่องแคบฮอร์มุซ: รายละเอียดเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทยเกาหลีใต้รายงานว่า เกิดเหตุเกิดระเบิด-ไฟไหม้บนเรือเกาหลีใต้ในช่องแคบฮอร์มุซ บนเรือสินค้าลำหนึ่งที่จดทะเบียนภายใต้ธงชาติปานามา เรือลำนี้มีลูกเรือทั้งหมด 24 คน โดยมีชาวเกาหลีใต้ 6 คน ซึ่งกำลังจอดเทียบท่าอยู่ใกล้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อนเกิดเหตุ

โชคดีที่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่เพลิงไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องรีบเข้าควบคุมสถานการณ์ กระทรวงการต่างประเทศไทยเกาหลีใต้ยืนยันว่ารัฐบาลกำลังตรวจสอบสาเหตุอย่างละเอียด โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นอุบัติเหตุหรือการโจมตี

สาเหตุที่เป็นไปได้ของการเกิดระเบิด-ไฟไหม้บนเรือเกาหลีใต้ในช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่ขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ทำให้เป็นจุดเสี่ยงต่อความขัดแย้ง ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจเกิดจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ “โครงการเสรีภาพ” เพื่อคุ้มกันเรือสินค้าที่ติดค้างในอ่าวเปอร์เซีย

ปัจจุบัน มีเรือเกาหลีใต้ติดค้างถึง 26 ลำในพื้นที่นี้ นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุ สหรัฐฯ ส่งกองเรือรบเข้าไปช่วยเหลือ ขณะที่อิหร่านขู่ว่าจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด สถานการณ์นี้ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนทันที

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการขนส่งทางทะเล

เหตุเกิดระเบิด-ไฟไหม้บนเรือเกาหลีใต้ในช่องแคบฮอร์มุซ ไม่เพียงกระทบต่อลูกเรือเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 33 กิโลเมตร แต่รองรับเรือขนาดยักษ์ได้วันละหลายร้อยลำ หากเกิดการปิดกั้น จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้น

  • เรือสินค้าติดค้าง: 26 ลำจากเกาหลีใต้
  • ลูกเรือเสี่ยงภัย: 24 คนต่อลำ
  • ความเสี่ยงจากความขัดแย้ง: สหรัฐฯ vs อิหร่าน

เกาหลีใต้ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง จะได้รับผลกระทบหนัก รัฐบาลประกาศจะประสานงานกับนานาชาติเพื่อปกป้องพลเมืองและเรือของตน

สถานการณ์ล่าสุดและมาตรการรับมือ

หลังเกิดเหตุ รัฐบาลเกาหลีใต้สื่อสารอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่นๆ เพื่อตรวจสอบความเสียหาย นอกจากนี้ ยังมีแผนสำรองในการขนส่งสินค้าทางเส้นทางอื่น เช่น ผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ หากชาติมหาอำนาจหันมาเจรจาแทนการเผชิญหน้า ผู้ประกอบการขนส่งทางเรือควรติดตั้งระบบตรวจจับระเบิดและเพิ่มมาตรการความปลอดภัย

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้เราตระหนักถึงความเปราะบางของโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะในจุดยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ แนะนำให้ติดตามอัปเดตล่าสุดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ติดตามข่าวเพิ่มเติมและแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – เกิดระเบิด-ไฟไหม้บนเรือเกาหลีใต้ในช่องแคบฮอร์มุซ

Scroll to top