000 ตัน

สส.ปชน. จี้ดับวิกฤตไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ตด่วน!

ไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต กลายเป็นวิกฤตใหญ่ที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบง่ายๆ ล่าสุด สส.พรรคประชาชนอย่าง “สมชาติ เตชถาวรเจริญ” สส.ภูเก็ต เขต 1 และ “พูนศักดิ์ จันทร์จำปี” สส.บัญชีรายชื่อ ออกมาแถลงข่าวจี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะถ้าปล่อยไว้ สุขภาพประชาชนจะโดนกระทบหนักแน่นอน

ไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต

ไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต: สาเหตุและความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

เหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ตเกิดขึ้นช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ลุกลามครอบคลุมบ่อขยะทั้ง 5 บ่อในพื้นที่ ขยะสะสมกว่า 1 ล้านตัน บวกกับก๊าซมีเทนที่หมักหมมใต้ดิน ทำให้เพลิงลุกโหมง่ายมาก สมชาติเล่าว่าปีที่แล้วก็เกิดเหตุซ้ำรอย แต่หน่วยงานอย่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เทศบาลนครภูเก็ต และ ปภ. ยังไม่มีเทคโนโลยีโดรนอินฟราเรดตรวจจับความร้อนเลย มีแต่คำว่า “กำลังจัดซื้อ” เท่านั้นเอง

นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะภูเก็ตนะครับ ปัญหาไฟไหม้บ่อขยะเกิดขึ้นทั่วประเทศ ปีละกว่า 150 ครั้ง 6 เดือนแรกปีนี้ก็ยังไม่ลด ล่าสุดลามไปหาดใหญ่ด้วย มีบ่อขยะเสี่ยงสูงกว่า 2,000 แห่งแบบเทกอง ไม่มีระบบจัดการที่ดี

ไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต สส.ตรวจพื้นที่

ผลกระทบรุนแรงจากไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต

พูนศักดิ์เตือนชัดว่าผลเสียไม่ใช่แค่ควันไฟ แต่ร้ายแรงกว่านั้น ลองดูรายการผลกระทบหลักๆ:

  • PM2.5 พุ่งสูง: ควันพิษจากขยะเผาไหม้ ทำให้อากาศแย่ลง สูดเข้าไปเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ
  • สารก่อมะเร็ง: โลหะหนักและสารเคมีระเหยสู่บรรยากาศ ประชาชนบริเวณใกล้เคียงเสี่ยงมะเร็งระยะยาว
  • น้ำเสียปนเปื้อน: น้ำที่ใช้ดับไฟผสมสารพิษ ไหลรั่วสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ กระทบระบบนิเวศและน้ำดื่ม
  • ภาพลักษณ์ท่องเที่ยว: ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ถ้าปัญหายังค้างคา นักท่องเที่ยวหนีหมด

ปัญหานี้เรื้อรังมานาน 20-30 ปี เพราะกฎหมายบังคับใช้หละหลวม รัฐบาลหลายชุดไม่จริงจัง ขาดมาตรการเยียวยาน้ำเสียและจัดการขยะที่ชัดเจน

ผลกระทบไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต

แนวทางแก้ไขวิกฤตไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต

สส.ทั้งสองเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นวาระด่วน กำหนดกรอบเวลาแก้บ่อขยะเสี่ยง 2,000 แห่งทั่วประเทศ เทคโนโลยีมีพร้อม เช่น โดรนตรวจความร้อน ระบบกำจัดก๊าซมีเทน หรือโรงไฟฟ้าขยะ แต่ที่ขาดคือความมุ่งมั่นทางการเมือง

ในมุมผมคิดว่าปัญหานี้แก้ได้ถ้ารัฐบาลจริงจัง เริ่มจากลงทุนเทคโนโลยีเชิงรุก จัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ส่งเสริมการแยกขยะรีไซเคิล และบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด ประชาชนเราก็ช่วยได้ โดยไม่ทิ้งขยะลักลอบ

สุดท้าย ถ้าปล่อยปัญหาไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ตไว้นานกว่านี้ สุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมจะพังไม่เป็นท่าอย่างแน่นอน คุณคิดว่ารัฐบาลควรทำอะไรก่อน ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – สส.ปชน. จี้รัฐบาลเร่งดับวิกฤตไฟไหม้บ่อขยะภูเก็ต เตือนปล่อยไว้กระทบสุขภาพประชาชนรุนแรง

ศุภจี เผยดีลขายข้าวจีน 5 แสนตัน คาดชัดเจนปีนี้

“ศุภจี” เผยความคืบหน้าข้อตกลงขายข้าวจีน 5 แสนตัน ยันกระบวนการอยู่ในระบบสั่งซื้อของจีนแล้ว คาดดีลจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้อย่างแน่นอน มาดูกันว่ารายละเอียดล่าสุดของดีลนี้เป็นอย่างไร

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าของข้อตกลงขายข้าวจีน 5 แสนตัน ให้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นผลจากการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้บรรลุข้อตกลงระหว่างการเข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่เกาหลีใต้ กับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

นางศุภจีระบุว่า ได้มีการเจรจาในเรื่องนี้มาแล้วหลายระดับ ตั้งแต่เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยมาเข้าพบตน และมีการหารือกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน

นอกจากนี้ ในระหว่างการประชุมเอเปค นายอนุทินก็ได้พบและหารือกับ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน นอกเหนือจากการพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงแล้ว ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ได้ตรวจสอบในระบบสั่งซื้อของจีน พบว่ามีการส่งเรื่องการซื้อขายข้าวดังกล่าวขึ้นไปแล้ว จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีอุปสรรคใด ๆ

สำหรับส่วนของขั้นตอนการขายและจำนวนข้าวที่แน่ชัด นางศุภจีเปิดเผยว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา เนื่องจากยังไม่ได้รับเอกสารอย่างเป็นทางการจากทางการจีน ซึ่งคาดว่าเรื่องนี้ได้ถูกส่งต่อไปยังกรุงปักกิ่งแล้ว อย่างไรก็ตามข้อตกลงการขายข้าวจีน 5 แสนตัน จะมีความชัดเจนภายในปีนี้แน่นอน ส่วนรูปแบบการขายข้าวว่าจะเป็นการส่งมอบในล็อตเดียวหรือหลายล็อตนั้น ยังต้องรอการหารือและเจรจารายละเอียดขั้นสุดท้ายกับฝ่ายจีนอีกครั้ง

ศุภจี เผยดีลขายข้าวจีน 5 แสนตัน คาดชัดเจนภายในปีนี้

รายละเอียดเพิ่มเติมดีลขายข้าวจีน

การบรรลุข้อตกลงในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรชาวไทยและภาคการส่งออกของประเทศ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและจีน ที่มีมาอย่างยาวนาน

ข้อตกลงนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มปริมาณการส่งออกข้าวของไทยไปยังตลาดจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ข้าวไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น การที่จีนซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ให้ความไว้วางใจในคุณภาพของข้าวไทย จะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และศักยภาพในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การเจรจาในรายละเอียดขั้นสุดท้ายยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรชาวไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวคุณภาพที่สมควรได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยที่ต้องจับตา:

  • ความคืบหน้าในการเจรจารายละเอียดขั้นสุดท้ายกับฝ่ายจีน
  • รูปแบบการส่งมอบข้าว (ล็อตเดียวหรือหลายล็อต)
  • ผลกระทบต่อราคาข้าวในตลาดโลก
  • การเตรียมความพร้อมของเกษตรกรและผู้ส่งออกในการรองรับคำสั่งซื้อ

โดยรวมแล้ว ดีลขายข้าวจีน 5 แสนตันนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคการเกษตรและการส่งออก การติดตามความคืบหน้าและเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ จะช่วยให้เราสามารถคว้าโอกาสนี้ได้อย่างเต็มที่และยั่งยืน

ที่มา – “ศุภจี” เผยดีลขายข้าวจีน 5 แสนตัน คาดชัดเจนภายในปีนี้ รอตกลงรายละเอียดสุดท้าย

Scroll to top