000 ล้านบาท

ผบ.ทร. บอกได้ข้อสรุปบริษัทต่อเรือฟริเกต เตรียมส่งให้กลาโหม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามประเด็นร้อนแรงในแวดวงกองทัพกันหน่อยครับ กับความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือไทย ที่หลายคนเฝ้ารอคอย โดยล่าสุด ผบ.ทร. บอกได้ข้อสรุปบริษัทต่อเรือฟริเกต เตรียมส่งให้กลาโหม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากมีการพิจารณาอย่างรอบคอบมาพักใหญ่

ผบ.ทร. บอกได้ข้อสรุปบริษัทต่อเรือฟริเกต เตรียมส่งให้กลาโหม

การดำเนินการจัดหาเรือฟริเกตที่มีมูลค่าสูงถึง 17,000 ล้านบาทนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญของความมั่นคงทางทะเล ซึ่งพล.ร.อ.ไฟโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังการประชุมสภากลาโหมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ทางคณะกรรมการฯ ได้เลือกบริษัทที่เหมาะสมได้แล้ว และตัวท่านเองก็ได้รับข้อมูลดังกล่าวจากประธานคณะกรรมการฯ เป็นที่เรียบร้อย

ความคืบหน้าโครงการและก้าวต่อไป

สำหรับคำถามที่หลายคนอยากรู้ว่าชื่อบริษัทไหนคือผู้ชนะ? ทางด้าน ผบ.ทร. บอกได้ข้อสรุปบริษัทต่อเรือฟริเกต เตรียมส่งให้กลาโหม แล้ว แต่เรื่องการเปิดเผยชื่อนั้น ท่านยังมีความลังเลอยู่บ้างครับ โดยให้เหตุผลว่าการแถลงข่าวในตอนนี้อาจจะเป็น “ดาบสองคม” ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดประเด็นเรื่องข้อกฎหมายหรือขั้นตอนต่างๆ ในภายหลัง

ขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นไปตามระเบียบราชการที่ค่อนข้างเคร่งครัด ดังนี้ครับ:

  • ผบ.ทร. จะต้องลงนามรับรองผลในเอกสารอย่างเป็นทางการ
  • ส่งเรื่องต่อไปยังปลัดกระทรวงกลาโหมเพื่ออนุมัติการจ้าง
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท จึงต้องผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ครับ

ความคิดเห็นส่งท้าย

ส่วนตัวผมมองว่า การที่ ผบ.ทร. เลือกที่จะระมัดระวังในการให้ข้อมูล เป็นการสะท้อนถึงวุฒิภาวะและความละเอียดรอบคอบในการทำงาน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า เมื่อเรื่องเข้าสู่ขั้นตอนของ รมว.กลาโหมและ ครม.แล้ว จะมีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ ความมั่นคงของกองทัพเรือไทยกำลังจะมีเขี้ยวเล็บใหม่ที่ทันสมัยขึ้นครับ

ที่มา – ผบ.ทร. บอกได้ข้อสรุปบริษัทต่อเรือฟริเกต เตรียมส่งให้กลาโหม

“อภิสิทธิ์” เผย ปชป. เตรียมล็อกเป้ารออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้ว

เรียกได้ว่าสถานการณ์การเมืองกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยความเคลื่อนไหวสำคัญว่า “อภิสิทธิ์” เผย ปชป. เตรียมล็อกเป้ารออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้ว หลังจากที่ได้มีการจัดสัมมนา สส. ของพรรคที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อเตรียมความพร้อมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีหลายโครงการถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส

“อภิสิทธิ์” เผย ปชป. เตรียมล็อกเป้ารออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้ว

การทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ถือว่าเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม โดยพรรคได้นำแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ” เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบใช้งบประมาณของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทเดิมๆ ในการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานและโซลาร์เซลล์ที่ใช้งบประมาณมหาศาลจากเงินกู้ 400,000 ล้านบาท

เจาะลึกกลยุทธ์ “ส่องรัฐ” ของพรรคประชาธิปัตย์

นายอภิสิทธิ์ได้ย้ำชัดเจนว่า การที่ “อภิสิทธิ์” เผย ปชป. เตรียมล็อกเป้ารออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้ว เป็นการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่มุ่งเน้นความโปร่งใส โดยประเด็นหลักที่จะนำมาอภิปรายประกอบไปด้วย:

  • ความผิดปกติในการเพิ่มบัญชีนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการจัดซื้อจัดจ้าง
  • การใช้งบเงินกู้ 400,000 ล้านบาทที่ขาดความชัดเจนและเร่งด่วนเกินความจำเป็น
  • ข้อเสนอแนะในการลดต้นทุนพลังงานเพื่อช่วยประชาชนแทนการแจกเงิน
  • การเปรียบเทียบแผนโครงการ “เซาเทิร์น คอนเนกต์” กับโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล

แม้จะมีจำนวน สส. ในสภาเพียง 21 เสียง แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มกำลัง นายอภิสิทธิ์ยังฝากทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลยอมรับข้อเสนอแนะในการลดภาษีสรรพสามิตเพื่อลดต้นทุนพลังงาน จะเป็นทางออกที่ดีกว่าการก่อหนี้เพิ่มเพื่อมาหมุนเวียนแจกจ่ายในระยะสั้น การทำหน้าที่ฝ่ายค้านในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการหาเรื่องโจมตี แต่เป็นการเสนอทางออกเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติในระยะยาวอย่างแท้จริง

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เผย ปชป. เตรียมล็อกเป้ารออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้ว

ศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการพลังงานไทย เมื่อ ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่รัฐบาลมีแผนกู้เงินกว่า 2 แสนล้านบาทเพื่อนำมาแก้ไขปัญหา ศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง โดยมองว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าและอาจสร้างหนี้สาธารณะเกินความจำเป็น ทั้งที่มีทางเลือกอื่นในการจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

มุมมองจากศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง

การที่รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่การกู้เงินเพื่อทำโครงการเปลี่ยนหลอดไฟ LED และติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้หน่วยงานรัฐนั้น นายศุภโชติมองว่าไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เขายังระบุชัดเจนว่า ศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง เพราะในความเป็นจริงภาครัฐมีงบประมาณและเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องสร้างภาระหนี้เพิ่ม

ทำไมการกู้เงินถึงไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด?

นายศุภโชติได้นำเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการแทนการกู้เงินมหาศาล ดังนี้:

  • ใช้กองทุนอนุรักษ์พลังงาน: ปัจจุบันมีเงินเหลืออยู่ในกองทุนฯ กว่า 17,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำเงินจำนวนนี้มาใช้ในการเปลี่ยนหลอดไฟสาธารณะเป็น LED ได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้
  • โมเดล ESCO: เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ แล้วแบ่งผลประโยชน์จากมูลค่าค่าไฟที่ประหยัดได้ เป็นการลดภาระภาครัฐและเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงาน

ต้นตอของปัญหาและการปฏิรูปที่แท้จริง

หัวใจสำคัญที่รัฐบาลควรหันมาทำ คือการแยกบัญชีค่าไฟสาธารณะให้ชัดเจน ไม่ให้เกิดการนำภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องมาหมกเม็ดไว้ในบิลค่าไฟของประชาชน นอกจากนี้ นายศุภโชติยังเน้นย้ำว่า การลดค่าไฟฟ้าที่ยั่งยืนไม่ได้อยู่แค่เรื่องหลอดไฟ แต่ต้องรื้อโครงสร้างพลังงาน ทั้งค่าความพร้อมจ่ายและสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่เอื้อกลุ่มทุนใหญ่ เพราะหากรัฐบาลยังยึดติดกับวิธีการกู้เงินเพิ่มเพื่อมาแก้ปัญหาปลายเหตุ ก็รังแต่จะผลักภาระหนี้ไปสู่ลูกหลานในภายภาคหน้า

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลจำเป็นต้องรับฟังข้อเสนอแนะเชิงรุกและมีความรอบคอบในการใช้งบประมาณแผ่นดิน หากรัฐบาลต้องการลดค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างแท้จริง ต้องกล้าตัดสินใจปฏิรูปที่ต้นตอพลังงาน ไม่ใช่พึ่งพาการกู้หนี้มาแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว.

ที่มา – “ศุภโชติ” ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ “ค่าไฟแฝง” จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน

“ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

“ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงสถานะทางการคลังของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 วงเงินกว่า 10,328 ล้านบาท ซึ่งเธอมองว่านี่คือสัญญาณเตือนชั้นดีว่ารัฐบาลกำลังอยู่ในภาวะ “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน จนทำให้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินเกิดอาการสะดุดและเสียจังหวะอย่างหนัก

เบื้องหลังการโอนงบ: วิกฤตคลังหรือการจัดสรรใหม่?

การเกลี่ยงบประมาณในยามจำเป็นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้กลับต่างออกไป ศิริกัญญาชี้ให้เห็นว่าการเร่งรีบดึงงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้เป็นไปเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศอย่างแท้จริง แต่เป็นการหาเงินมาพยุงภาระหนี้สินที่รัฐบาลค้างจ่ายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ค่ารถไฟฟ้าสายสีส้ม หรือค่าโง่คลองด่าน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารงานที่ขาดการวางแผนล่วงหน้า

ผลกระทบที่ตามมาจากการกระทำของรัฐบาลครั้งนี้มีหลายประการ ได้แก่:

  • ระบบราชการเกิดความระแวง: หน่วยงานต่างๆ ชะลอการเบิกจ่ายเพราะเกรงว่าจะถูกดึงงบกลางคัน
  • การลงทุนหยุดชะงัก: โครงการลงทุนที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจถูกระงับเพื่อโยกงบไปใช้ในส่วนอื่น
  • ขาดความโปร่งใสและประสิทธิภาพ: งบประมาณที่ดึงออกมาเกือบ 93% เป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ภาวะที่ “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน ในครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดลำดับความสำคัญ รัฐบาลเลือกที่จะตัดงบโครงการก่อสร้างที่อาจเป็นประโยชน์ แทนที่จะตรวจสอบงบประมาณขององค์กรอิสระหรือศาลที่ไม่ถูกแตะต้องเลยแม้แต่บาทเดียว

บทสรุป: ถึงเวลาทบทวนการบริหารการคลัง

ศิริกัญญายังเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า หากรัฐบาลเป็นบริษัทเอกชน คงถูกวิจารณ์ว่ามีการบริหารจัดการที่แย่และขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง การดึงงบมาได้เพียง 10,000 ล้าน ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับภาระหนี้ก้อนโต 140,000 ล้านบาทนั้น ถือเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุและได้ไม่คุ้มเสีย

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะมีมาตรการอื่นใดที่จะเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ทางการคลังโดยไม่เบียดบังการลงทุนของภาครัฐจนชะงักงันเช่นนี้อีก การบริหารประเทศในสภาวะวิกฤตต้องการความชัดเจนและการจัดลำดับความสำคัญที่ถูกต้อง ไม่ใช่การวิ่งหาเงินมาปิดช่องโหว่ไปวันๆ ท้ายที่สุด การขับเคลื่อนประเทศต้องอาศัยวิสัยทัศน์และการวางแผนการคลังที่ยั่งยืนมากกว่าการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าครับ

ที่มา – “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

เอกนิติ เล็งรีวิว GDP ไทยใหม่ หลังสัญญาณบวกสงครามยุติ

เอกนิติ เล็งรีวิว GDP ไทยใหม่ หลังสัญญาณบวกสงครามยุติ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตาในแวดวงเศรษฐกิจเมื่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเผยถึงทิศทางข้างหน้าของเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่าเราอาจได้เห็นการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ในเร็วๆ นี้

ปัจจัยบวกจากสถานการณ์โลกและการรีวิว GDP

นายเอกนิติกล่าวว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติลง จะถือเป็นสัญญาณบวกครั้งใหญ่ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ซึ่งเรื่องนี้สัมพันธ์โดยตรงกับการที่ เอกนิติ เล็งรีวิว GDP ไทยใหม่ เพื่อให้ตัวเลขมีความสอดคล้องกับปัจจัยบวกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงย้ำว่าต้องดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวังสูงสุด เนื่องจากโลกยุคปัจจุบันมีความผันผวนสูงนั่นเอง

นอกเหนือจากการปรับตัวเลขเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญอย่างมากกับปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยมุ่งเป้ามุ่งเน้นการแก้ปัญหาผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากการที่ภาวะเงินเฟ้อสร้างภาระต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

  • เร่งช่วยเหลือร้านค้าฐานรากด้วยโครงการไทยช่วยไทย พลัส
  • ประยุกต์ใช้ AI ในการวิเคราะห์ยอดขายเพื่อเพิ่มความยั่งยืน
  • เตรียมแผนระยะยาวเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

ในมุมมองเรื่องพลังงาน นายเอกนิติย้ำว่า แผนการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานยังคงเดินหน้าต่อ เพราะราคาน้ำมันคาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงอีกอย่างน้อย 1-2 ปี การเปลี่ยนมาใช้โซลาร์เซลล์ไม่เพียงจะช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะสั้น แต่ยังสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาวอีกด้วย การที่ เอกนิติ เล็งรีวิว GDP ไทยใหม่ จึงเป็นการมองภาพรวมที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับมหภาคไปจนถึงการลดภาระค่าครองชีพของรายย่อย

สำหรับเรื่องความคืบหน้าของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบตัวเลขที่แม่นยำที่สุดโดยปลัดกระทรวงการคลัง หากมีความชัดเจนจะมีการแถลงให้ทราบอีกครั้งครับ

ในความเห็นของผม การวางแผนเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์โลกเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำได้ถูกต้อง หวังว่ามาตรการต่างๆ จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเดินต่อได้อย่างเข้มแข็งท่ามกลางความท้าทายนี้

ที่มา – “เอกนิติ” เล็งรีวิว GDP ไทยใหม่ รับสัญญาณบวกหากสงครามตะวันออกกลางยุติ ช่วยรายย่อยสู้ภาวะเงินเฟ้อ

ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับมติการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งประเด็นหลักที่หลายฝ่ายจับตามองคือ ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเน้นย้ำว่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้จะต้องถูกนำไปใช้ภายใต้หลักการที่โปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องโปร่งใส

การลงทุนในพลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นายธนกรระบุว่า ปัจจุบันไทยต้องนำเข้าพลังงานมากกว่า 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน ดังนั้นการตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตจึงเป็นสิ่งเร่งด่วน

เหตุผลที่ต้องผลักดันโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ทำไมเราถึงต้องรีบลงทุนในเรื่องนี้? นายธนกรให้มุมมองว่าการ ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันกับกลุ่มประเทศคู่แข่งที่กำลังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียว เช่น:

  • การกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และพลังงานสะอาด
  • การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีคาร์บอนจากคู่ค้าต่างชาติ

หากเราล่าช้าเกินไป ต้นทุนที่ประเทศต้องแบกรับในอนาคตอาจสูงกว่าการลงทุนในวันนี้หลายเท่าตัว การดำเนินงานที่โปร่งใสภายใต้กรอบวินัยการคลังจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคประชาชน

ท้ายที่สุดนี้ การบริหารจัดการเงินกู้ก้อนนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาล การลงทุนที่คุ้มค่าจะช่วยดันให้ GDP ของไทยขยายตัวได้ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งเราทุกคนในฐานะประชาชนคงต้องร่วมกันเฝ้าติดตามและตรวจสอบให้การใช้จ่ายงบประมาณนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่มุ่งหวังให้เกิดความยั่งยืนต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – “ธนกร” แนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องโปร่งใส คุ้มค่า

“อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองไทยเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 หลังจาก “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน บาท โดยได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของรัฐบาลอย่างดุเดือดผ่านเวทีรัฐสภา ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนทั่วประเทศถึงภาระหนี้สาธารณะที่กำลังจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน สะท้อนความไม่โปร่งใส

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา จากพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การออก พ.ร.ก. ฉบับนี้แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภา แต่ในแง่ของความคุ้มค่าและความเป็นธรรมนั้นยังเป็นที่น่าสงสัย เพราะคนไทยกว่า 67 ล้านคนต้องตื่นมาพร้อมกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละกว่า 6,000 บาทโดยไม่มีทางเลือก

เจาะลึกปมเดือด “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน

ไม่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขหนี้สินเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับรายละเอียดในโครงการที่คุณอรรถกรได้ตั้งข้อสังเกตไว้ ดังนี้:

  • การจัดลำดับความสำคัญ: การผลักดันโครงการที่อาจไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินจริงมาใส่รวมไว้ใน พ.ร.ก. เพื่อให้ผ่านการอนุมัติง่ายขึ้น
  • ความชัดเจนของแผนงาน: โครงการปรับโครงสร้างพลังงานถูกตั้งคำถามว่า เร่งด่วนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการนำงบประมาณมาใช้โดยขาดความสอดคล้องกับงบประมาณปกติ
  • หลักเกณฑ์การช่วยเหลือ: ความกังวลว่าผู้ได้รับผลกระทบที่เป็นกลุ่มเปราะบางจะเข้าถึงสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้อย่างทั่วถึงหรือไม่

คุณอรรถกรได้เปรียบเทียบการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ว่าเป็นเสมือน “เมนูยัดไส้” ที่นำโครงการขนาดใหญ่มาซ่อนรายละเอียดไว้ในกฎหมายกู้เงินฉบับเดียว ทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างถี่ถ้วน ต่างจากร้านอาหารทั่วไปที่ยังต้องระบุส่วนผสมและราคาให้ชัดเจน แต่เมนูการกู้เงินครั้งนี้กลับไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามีอะไรแฝงอยู่ข้างในบ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น การที่รัฐบาลยุติการทำประชามติทั้งที่สูญเสียงบประมาณไปแล้วกว่า 9,000 ล้านบาท ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าคำมั่นสัญญาเรื่องประชาธิปไตยที่เคยให้ไว้กับประชาชนนั้น ดูเหมือนจะสวนทางกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงบนหน้ากระดานการเมืองไทยในขณะนี้

ในมุมมองของผู้เขียน หากรัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสและการชี้แจงรายละเอียดของโครงการให้ชัดเจนที่สุด เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ที่กู้มา คือภาระภาษีที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันแบกรับไปอีกนาน หากขาดการบริหารจัดการที่ดี ผลกระทบที่จะตามมาในอนาคตอาจมากกว่าแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นเรื่องของความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลนั่นเอง

ที่มา – “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน ชี้รัฐบาลผิดคำมั่นประชาธิปไตย

บอร์ด รฟท. ไฟเขียวกู้เงิน 1.8 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง ปี 70

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กันมาบ้าง โดยล่าสุดมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจคือ บอร์ด รฟท. ไฟเขียวกู้เงิน 1.8 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง ปี 70 เพื่อให้นำมาใช้ดำเนินงานต่อได้อย่างราบรื่น วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นนี้ให้เข้าใจง่ายๆ กันครับ

บอร์ด รฟท. ไฟเขียวกู้เงิน 1.8 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง ปี 70

การตัดสินใจอนุมัติวงเงินกู้สูงถึง 18,000 ล้านบาทในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผลนะครับ หลักๆ เป็นเพราะภาระค่าใช้จ่ายที่ รฟท. ต้องแบกรับ โดยเฉพาะเรื่องการซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีแดงที่จะเข้าสู่ช่วงการบำรุงรักษาใหญ่ (Major Overhaul) ตามแผนงานนั่นเอง

ทำไมต้องกู้เงิน? เจาะลึกเหตุผล บอร์ด รฟท. ไฟเขียวกู้เงิน 1.8 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง ปี 70

ปัญหาหลักที่หลายคนอาจยังไม่ทราบคือ รถไฟฟ้าสายสีแดงในปัจจุบันสร้างรายได้ประมาณ 300 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ในขณะที่ค่าดำเนินงานและค่าบำรุงรักษาในแต่ละปีนั้นสูงถึงหลายพันล้านบาท ทำให้เกิดผลขาดทุนปีละกว่า 700 ล้านบาท รฟท. จึงจำเป็นต้องมีเงินทุนสำรองเพื่อประคับประคองสภาพคล่องให้การเดินรถทำได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารทุกคน

อย่างไรก็ตาม ทาง รฟท. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจครับ โดยมีแผนกลยุทธ์ที่น่าจับตามองเพื่อเพิ่มรายได้ ดังนี้:

  • เพิ่มรายได้จากทรัพย์สิน: ตั้งเป้าขยับจาก 4,700 ล้านบาท เป็น 5,200 ล้านบาท
  • ใช้เทคโนโลยี FMIS: นำระบบสารสนเทศด้านการเงินมาคำนวณต้นทุนให้แม่นยำ เพื่อสะท้อนราคาค่าบริการที่เหมาะสม
  • คาดการณ์รายได้เดินรถ: แม้การขนส่งสินค้าบางประเภทจะลดลง แต่รายได้จากการเดินรถโดยสารมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์และสินทรัพย์ให้เกิดมูลค่าสูงสุด ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ รฟท. ลดการพึ่งพาการกู้ยืมในอนาคตได้ นี่เปรียบเสมือนการปรับตัวครั้งสำคัญขององค์กรที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เพื่อให้ก้าวทันต่อยุคสมัยและสร้างสมดุลทางการเงินให้ยั่งยืนครับ

ในมุมมองของผู้ใช้งานอย่างเรา แม้จะมีข่าวเรื่องการกู้เงิน แต่สิ่งที่เราคาดหวังคือการบริการที่มีคุณภาพและระบบรางที่ปลอดภัย หาก รฟท. สามารถเพิ่มรายได้จากทรัพย์สินได้ตามเป้าจริง เชื่อว่าสถานะทางการเงินขององค์กรจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – บอร์ด รฟท. ไฟเขียวกู้เงิน 1.8 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง ปี 70 เหตุแบกขาดทุนสายสีแดง

พรรคประชาชน จี้ตั้ง กมธ.วิสามัญเงินกู้ 4 แสนล้าน

พรรคประชาชน จี้ตั้ง กมธ.วิสามัญเงินกู้ 4 แสนล้าน เพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใส ล่าสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ที่รัฐสภา เรียกร้องให้รัฐบาลอย่าขวางการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ โดยย้ำว่าหากรัฐบาลไม่มีอะไรปิดบัง ก็ไม่ควรคัดค้าน

พรรคประชาชน จี้ตั้ง กมธ.วิสามัญเงินกู้ 4 แสนล้าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การคลังของประเทศที่ค่อนข้างตึงตัว พรรคประชาชนได้ยื่นญัตติด่วนแบบลายลักษณ์อักษรไปยังสภาแล้ว เพื่อขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นพระราชกำหนดที่ให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ถ้ารัฐบาลไม่ได้ตั้งใจสอดไส้หรือปกปิดอะไร ก็ไม่น่าจะขวาง” และคาดว่าญัตติจะเข้าสู่วาระประชุมสัปดาห์หน้า หรือสามารถเสนอด้วยวาจาและลงมติได้ทันทีหากทุกฝ่ายเห็นชอบ

พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านคืออะไร และทำไมต้องตรวจสอบ

พ.ร.ก.กู้เงิน พ.ศ. 2567 นี้ อนุญาตให้กู้เงินจำนวนมหาศาลถึง 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับปัญหาพลังงานที่กำลังเป็นวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันผันผวน การขาดแคลนพลังงาน หรือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ในขณะที่พื้นที่การคลังเหลือน้อย การใช้เงินก้อนนี้จึงต้องตรงเป้าหมายและโปร่งใสที่สุด เพื่อป้องกันการใช้งบไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

ประโยชน์ของการตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ

การมีคณะกรรมาธิการวิสามัญจะช่วยให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

  • เพิ่มความโปร่งใส: ตรวจสอบว่างบถูกใช้ตามแผน ไม่มีการสอดไส้โครงการที่ไม่เกี่ยวข้อง
  • ป้องกันการทุจริต: ในยามที่งบน้อย ต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประชาชน
  • สร้างความเชื่อมั่น: ให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลบริหารการเงินอย่างรับผิดชอบ
  • กำกับดูแลการเปลี่ยนผ่านพลังงาน: ตรวจสอบโครงการใหญ่ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

นายณัฐพงษ์ ยังเน้นย้ำว่าสถานการณ์ปัจจุบัน การคลังไทยไม่ได้มีช่องว่างเหลือมาก การกู้เงินจำนวนนี้จึงต้องรัดกุม หากไม่มี กมธ.ชุดนี้ อาจเสี่ยงต่อการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม

บทบาทฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล

พรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้านมีหน้าที่สำคัญในการกำกับดูแลรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่กระทบประชาชนโดยตรง การจี้ตั้ง กมธ.วิสามัญเงินกู้ 4 แสนล้าน ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อความโปร่งใส หากรัฐบาลเห็นด้วย ก็จะเป็นสัญญาณดีต่อการเมืองไทยที่ยึดหลักประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ยังมีกระแสจากสื่อและนักวิเคราะห์ที่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ เพราะในอดีตเคยมีกรณีใช้งบกู้ไม่โปร่งใส จนประชาชนสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ การตรวจสอบจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสมดุลอำนาจ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของพรรคประชาชนครั้งนี้เป็นสิ่งที่สมควรสนับสนุน เพราะเงินภาษีของประชาชนต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเงินกู้ที่เป็นหนี้อนาคตของชาติ หากปล่อยให้ไร้การกำกับ อาจนำไปสู่ปัญหายาวนาน

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การตั้ง กมธ.วิสามัญจะช่วยแก้ปัญหาการคลังได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – พรรคประชาชน จี้รัฐบาลอย่าขวางตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ 4 แสนล้าน

Scroll to top