7 นักการเมืองไทย

วรภัคลาออก รมช.คลัง! มีผลทันที ขอบคุณอนุทิน

เกิดอะไรขึ้นในการเมืองไทยล่าสุด? นายวรภัค ธันยาวงษ์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา สาเหตุของการลาออกครั้งนี้คืออะไร และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อรัฐบาลปัจจุบัน บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกรายละเอียด

วรภัคลาออก รมช.คลัง

นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งถึงนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่าตนเองถูกใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ และจำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินกระบวนการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและชื่อเสียงของตนเอง

ในหนังสือลาออก นายวรภัคระบุว่า “กระผมได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่า เรื่องส่วนบุคคลดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจของรัฐบาลโดยรวม กระผมขอเรียนว่า เพื่อเป็นการยืนยันหลักการความโปร่งใส และเพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินงานได้อย่างอิสระ ปราศจากข้อครหาใดๆ กระผมจึงขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป”

เหตุผลเบื้องหลังการลาออกของวรภัคลาออก รมช.คลัง

แม้ว่าเหตุผลอย่างเป็นทางการคือการถูกใส่ร้ายป้ายสี แต่ก็มีการคาดการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของการลาออกในครั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าอาจมีประเด็นทางการเมืองภายในที่ซับซ้อนกว่านั้น หรืออาจเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในเรื่องนโยบายบางอย่าง

นายวรภัคยังได้กล่าวขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความไว้วางใจและโอกาสให้ได้ร่วมทำงานรับใช้ประเทศชาติและประชาชนในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยระบุว่าตนเองรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโยบายสำคัญของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ของประเทศ

ถึงแม้จะลาออกจากตำแหน่งแล้ว นายวรภัคยังยืนยันว่าจะยังคงยืนหยัดในหลักนิติธรรมและพร้อมสนับสนุนรัฐบาลในฐานะพลเมืองคนหนึ่งที่มุ่งหวังเห็นประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและโปร่งใสต่อไป

ผลกระทบต่อรัฐบาล

การลาออกของนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายของกระทรวงการคลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลจะต้องเร่งสรรหาบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งแทนโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศในการบริหารงาน

นอกจากนี้ การลาออกครั้งนี้ยังอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของรัฐบาลในสายตาของประชาชนและนักลงทุน การที่รัฐมนตรีลาออกกลางคันอาจถูกมองว่ารัฐบาลกำลังเผชิญกับปัญหาภายใน หรืออาจมีประเด็นที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลัง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงมีหน้าที่ที่จะต้องทำงานต่อไป และพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็ตาม

อนาคตทางการเมืองของวรภัค

หลังจากนี้ นายวรภัค ธันยาวงษ์ จะมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง และยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะมีบทบาททางการเมืองต่อไปในอนาคตหรือไม่ แต่ด้วยประสบการณ์ที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังมาแล้ว นายวรภัคย่อมเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและอาจกลับเข้ามามีบทบาทในแวดวงการเมืองได้อีกครั้งในอนาคต

บทสรุป: วรภัคลาออก รมช.คลัง

การวรภัคลาออก รมช.คลัง ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตามองต่อไปถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการเมืองไทยในอนาคต การดำเนินงานทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ความจริง และการปรับตัวของรัฐบาลเพื่อรักษาเสถียรภาพ ถือเป็นสิ่งที่เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “วรภัค” ยื่นหนังสือลาออก รมช.คลัง ถึงนายกฯ มีผลทันที ขอบคุณ “อนุทิน” ให้โอกาสทำงาน

วรภัคแถลงบ่ายนี้! ปมเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์

นายวรภัคถูกใส่ร้ายป้ายสีเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ เตรียมแถลงข่าวในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ พร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่บิดเบือนข้อมูลและใส่ร้ายป้ายสี นอกจากนี้ยังโต้แย้งประเด็นภรรยาถูกกล่าวหาว่ารับสินบนเป็นคริปโต

เมื่อเวลา 09.54 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากมีชื่อถูกโยงว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ โดยระบุว่าในช่วงบ่ายวันนี้จะมีการแถลงข่าวที่กระทรวงการคลังเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้มีเวลาในการทำงานจำกัด แต่ทุกคนก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่

นายวรภัคกล่าวเพิ่มเติมว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เข้าร่วมประชุมงานประจำปีของธนาคาร World Bank IMF ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ซึ่งการประชุมแต่ละวันเต็มไปด้วยวาระทั้งพหุภาคีและทวิภาคี ที่สำคัญคือการหารือเตรียมงานที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมงานประจำปีของ World Bank IMF ซึ่งเป็นงานใหญ่ในเดือนตุลาคม 2569 โดยเพิ่งเดินทางกลับจากสหรัฐฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา และใช้เวลาส่วนใหญ่ในการขับเคลื่อนผลักดันเรื่องงาน ทำให้การชี้แจงข้อเท็จจริงส่วนตัวล่าช้าไปบ้าง

“ในเรื่องที่มีขบวนการถ่วงความเจริญของประเทศชาติ พยายามดิสเครดิตรัฐบาล โดยใส่ร้ายป้ายสีว่าตนอยู่ในกระบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ ล่าสุดมีการพาดพิงถึงภรรยาของตน กล่าวหาว่ารับสินบนเป็นคริปโต ซึ่งภรรยายังไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรใดๆ ไม่เคยมีบัญชีคริปโตใดๆ ทั้งสิ้น” นายวรภัคระบุ

วรภัค แถลงบ่ายนี้ ถูกใส่ร้ายป้ายสีเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์

นายวรภัคยืนยันว่า “บ่ายนี้ผมจะมีการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงที่กระทรวงการคลังครับ ทีมโฆษกกระทรวงได้นัดหมายนักข่าวไว้เรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการใส่ร้ายป้ายสีบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ น่าเสียดายที่บางคนเป็นนักวิชาการอิสระที่ผมเคยชื่นชม แต่ในปัจจุบันมีอคติในทางการเมือง และพยายามจะเขียนข่าวแบบเอามัน เลยมองภาพทุกอย่างแบบมีอคติ ผมพยายามแผ่เมตตาให้แล้วแต่ยังไม่ค่อยเป็นผล คงต้องสวดบทพาหุงมหากา คือบทปราบมารของพระพุทธเจ้าเสริม”

ประเด็นสำคัญจากการแถลงข่าวของวรภัค

  • นายวรภัคจะแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์
  • มีการดำเนินคดีกับผู้ที่ใส่ร้ายป้ายสีและบิดเบือนข้อเท็จจริง
  • ภรรยาของนายวรภัคไม่เคยเกี่ยวข้องกับการรับสินบนคริปโต

การออกมาแถลงข่าวของนายวรภัคในครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโต้ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา และเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองและภรรยา รวมถึงเป็นการแสดงเจตจำนงที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่ปล่อยข่าวเท็จเพื่อสร้างความเสียหายต่อไป

จับตาดูการแถลงข่าวของนายวรภัคในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ และดูว่าจะมีประเด็นใดที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีกบ้าง

ที่มา – “วรภัค” แถลงบ่ายนี้ ถูกใส่ร้ายป้ายสีเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ เตรียมเอาผิดคนบิดเบือน

ผบ.ตร. สั่งยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ก๊กอาน

“ผบ.ตร.” ลั่นใช้ “ยาแรง” ปราบสแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ หลังรัฐบาลยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” ยันหากพบนักการเมืองไทยเอี่ยว พร้อมทำคดีตรงไปตรงมา

วันที่ 21 ต.ค. 2568 เวลา 14.00น. ที่ ตร. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยภายหลังการเรียกประชุมด่วน เพื่อกำชับแนวทางป้องกันและปราบปราม “แก๊งสแกมเมอร์” และ “คอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ” หลังรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยว่า ได้เรียก พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีลาบุตร รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามการค้ามนุษย์และหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อวางมาตรการร่วมกัน โดยเน้นย้ำให้เดินตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านการป้องกันและการปราบปราม

ผบ.ตร. ระบุว่า ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง โดยเฉพาะกัมพูชา พูดตรงๆเลยว่า ในยุคที่ พล.ต.อ.ธัชชัย รับผิดชอบได้มีการนำข้อมูลไปขอความร่วมมือในการปฏิบัติว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับฐานปฏิบัติการ เรามีหมายจับที่ต้องขอความร่วมมือ แต่ได้รับความร่วมมือน้อยมาก ซึ่งตำรวจไม่ลดละความพยายาม แนวคิดที่เราทำในการปฏิบัติตามนโยบายและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี คือการเร่งรัดกำหนดมาตรการที่จะเข้มข้นในการป้องกัน หรือวัคซีนไซเบอร์ ให้มากขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

“ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา เราได้รับตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยแล้ว 3 รอบ รวมกว่า 219 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล โดยตำรวจไซเบอร์เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก” ผบ.ตร.กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับศูนย์ปฏิบัติการและวอร์รูม ที่ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เคยดำเนินการไว้ ให้เป็นศูนย์ประสานความร่วมมือข้ามหน่วยงาน เพื่อรับมือปัญหาคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เมื่อถูกถามว่ามาตรการใหม่นี้ถือเป็น “ยาแรง” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ หลังสังคมตั้งคำถามว่าไทยยังไม่เข้มข้นเท่ากับเกาหลีใต้หรือจีน ผบ.ตร. ชี้แจงว่าจริงๆ แล้วไทยทำมากกว่าหลายประเทศด้วยซ้ำ เพียงแต่ความร่วมมือจากเพื่อนบ้านบางประเทศ โดยเฉพาะกัมพูชายังมีข้อจำกัด แต่เราก็ยังเดินหน้ากดดันและขอร่วมปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เริ่มเห็นผลแล้วพร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาถอนสัญชาติผู้เกี่ยวข้องกับเครือข่าย “ก๊กอาน” ซึ่งบางรายได้รับสัญชาติไทยไปก่อนหน้านี้ และมีการออกหมายจับและหมายแดงตามกระบวนการสากลแล้ว

ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่า “นักการเมืองไทย 7 ราย” มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ผบ.ตร.กล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านสื่อ ยังไม่มีการร้องทุกข์หรือพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันว่าตำรวจพร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากมีพยานหลักฐานหรือการร้องทุกข์ตาม ป.วิอาญา เราจะไม่ละเว้นแน่นอน

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ระบุว่าการขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่จะทำให้นานาชาติเห็นความจริงและร่วมมือกันอย่างจริงจังในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลก พร้อมย้ำว่าเป็น “นิมิตหมายที่ดี” ของความร่วมมือระดับภูมิภาคในการต่อสู้กับอาชญากรรมยุคใหม่

ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน”

สถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ยังคงเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง หลังรัฐบาลประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ

มาตรการยาแรงของ ผบ.ตร. ในการปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เร่งรัดมาตรการที่เข้มข้นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การพิจารณาถอนสัญชาติผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย “ก๊กอาน” ซึ่งเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ หากพบว่ามีนักการเมืองไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

การดำเนินการของ ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่เข้มข้นเพื่อปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามทางออนไลน์

การที่ ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาดและจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

การปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นงานที่ท้าทาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อว่าจะสามารถลดปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทุกคนได้

ที่มา – ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน”

วรภัคแถลงข่าว? โดนโยงสแกมเมอร์กัมพูชา

“วรภัค” รมช.คลัง บอก มีโอกาสจะแถลงข่าว หลังมีชื่อถูกโยงเป็น 1 ใน 7 นักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์กัมพูชา กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เรื่องราวการพัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่ นายวรภัค ถูกเชื่อมโยงว่าเป็น 1 ใน 7 นักการเมืองที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ในกัมพูชา ซึ่งนายวรภัค ได้ตอบคำถามสั้นๆ ว่า “หากมีโอกาสจะมีการแถลงข่าว” ก่อนที่จะเดินเข้าห้องประชุมไปทันที ทิ้งไว้เพียงความสงสัยและความคาดหวังในการชี้แจงข้อเท็จจริงจากเจ้าตัว

วรภัคแถลงข่าวเรื่องสแกมเมอร์กัมพูชา?

เรื่องราวของ “วรภัค” ที่ถูกโยงใยกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปในวงกว้าง ไม่เพียงแต่ในแวดวงการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประชาชนทั่วไปที่ต่างก็ต้องการทราบความจริงเบื้องหลังเรื่องนี้ การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและภาพลักษณ์ของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไมเรื่องวรภัคแถลงข่าวเกี่ยวกับสแกมเมอร์กัมพูชาถึงสำคัญ?

ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความโปร่งใสและความรับผิดชอบของนักการเมืองต่อสังคม หากข้อกล่าวหาเป็นจริง นั่นหมายถึงการใช้อำนาจในทางมิชอบและการทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ การที่นักการเมืองเข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติยังเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากนายวรภัคตัดสินใจที่จะแถลงข่าวจริง เนื้อหาในการแถลงข่าวจะเป็นอย่างไร? เขาจะสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้หรือไม่? และที่สำคัญที่สุด การแถลงข่าวครั้งนี้จะสามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมาได้หรือไม่? ทั้งหมดนี้เป็นคำถามที่รอคอยคำตอบจากนายวรภัค

นอกจากนี้ การตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงต่างๆ ระหว่างนายวรภัคกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม ความยุติธรรมจะต้องถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน

การออกมาปฏิเสธหรือชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร็วที่สุดจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาพลักษณ์ของตนเองและองค์กร การปล่อยให้ข่าวลือแพร่กระจายออกไปโดยไม่มีการตอบโต้ อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม และยากที่จะแก้ไขในภายหลัง

ในขณะที่สังคมกำลังจับตามองการออกมาแถลงข่าวของนายวรภัค สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่าเพิ่งด่วนตัดสินหรือเชื่อข่าวลือโดยยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ควรรอฟังคำชี้แจงจากนายวรภัคและติดตามการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำไปสู่การตัดสินที่ถูกต้องและเป็นธรรม

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ หากพบเห็นสิ่งผิดปกติหรือมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ควรแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสืบสวนเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจให้นักการเมืองทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์สุจริตและความรับผิดชอบต่อสังคม การใช้อำนาจในทางที่ถูกต้องและการยึดมั่นในหลักการของธรรมาภิบาล เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ผมเชื่อว่าการออกมาแถลงข่าวของนายวรภัคจะเป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายข้อสงสัยทั้งหมด และนำไปสู่การเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้จากบทเรียนนี้และร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ที่มา – “วรภัค” บอก มีโอกาสจะแถลงข่าว หลังมีชื่อถูกโยงเอี่ยวสแกมเมอร์กัมพูชา

“ชูวิทย์” เผยข้อมูลใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

“ชูวิทย์” ชม “โรม-ไอซ์” 2 สส.พรรคประชาชน กล้าแสดงออก เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ แนะ “นายกฯ อนุทิน” หากแก้ได้ คะแนนนิยมทางการเมืองจะมากขึ้น

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวถึงกระแสข่าว 7 นักการเมืองไทยเกี่ยวข้องแก๊งสแกมเมอร์ของกัมพูชา ว่า ไม่ต้องมาถามตนเอง แค่ถามประชาชนก็รู้กันหมดแล้ว ซึ่งก็เข้าใจว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องดำรงอยู่ทางการเมือง และบางครั้งการเมืองไทยเป็นที่ชุบตัวของบรรดามาเฟีย ซึ่งข้อมูลตรงนี้ตนเองได้ให้กับ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ไปแล้วและได้นำไปใช้ รวมถึง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ก็ได้นำข้อมูลนี้ไปใช้

นายชูวิทย์ เผยต่อไปว่า ทั้ง 2 คนก็กล้าที่จะแสดงออก โดยเฉพาะเรื่องการคลั่งชาติหรือการกระทำของคนบางคนที่บางครั้งใช้เครือข่ายไปทำงาน นักการเมืองไม่ได้ออกตัวเอง ซึ่งได้แนะนำรัฐบาลไปแล้วว่าให้ใช้โอกาสนี้จัดการเรื่องสแกมเมอร์ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากจัดการได้ คะแนนนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยจะมาเยอะ พร้อมระบุอีกว่า ข้อมูลที่ตนเองมีเป็นข้อมูลมาตั้งแต่ยุคจีนเทา ที่มีชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการบริหารบริษัท เช่นเดียวกับขณะนี้ที่คนที่มีชื่อเกี่ยวข้องก็พยายามจะลบชื่อออก

เมื่อถามว่าพอจะเปิดเผยชื่อย่อได้หรือไม่เป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน นายชูวิทย์ ตอบว่า อย่าให้ตนพูดเลย เพราะเมื่อสักครู่เพิ่งนั่งกับนายกรัฐมนตรี และตนก็ไม่ได้รู้สึกเกร็งอะไรเพราะรู้จักกับนายกรัฐมนตรีมานาน เพียงแต่ให้กำลังใจ ผู้สื่อข่าวถามย้ำ หรือรู้สึกเกร็งเพราะวันนี้มาอยู่ต่อหน้านายกรัฐมนตรี นายชูวิทย์ บอกว่า นายกรัฐมนตรีได้ทักทายและสอบถามเรื่องสุขภาพว่าเป็นอย่างไร ตนจึงอวยพรให้นายกรัฐมนตรีอยู่นานๆ โดยนายกรัฐมนตรีขอให้ตนด่านายกรัฐมนตรีน้อยๆ หน่อย ซึ่งตนก็บอกว่าด่าเพราะรัก ถ้าไม่รักไม่พูดหรอก พร้อมแนะว่าหากนายกรัฐมนตรีจะจัดการปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ได้ จะได้กระแสนิยมทางการเมืองมากขึ้น เพราะตอนนี้กัมพูชาเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ของโลก หากนายกรัฐมนตรีจัดการปัญหานี้ได้เชื่อว่าสนามเลือกตั้งในกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทยจะมา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างทำกิจกรรมที่สนามฟุตบอล โปโลฟุตบอลพาร์ค เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายชูวิทย์ ได้เข้าไปคุยกับนายกรัฐมนตรีระหว่างชมเกมการแข่งขันฟุตบอลในสนาม โดยมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสและหัวเราะเฮฮา ซึ่งขณะที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ นายชูวิทย์ ก็เดินมายืนฟังอยู่ด้านหลังด้วย และพยายามสะกิดนายกรัฐมนตรีให้ออกจากวงสัมภาษณ์เพื่อมาพูดคุยกับตนเอง ก่อนจะเดินไปส่งนายอนุทินขึ้นรถกลับ ซึ่งทั้งคู่ได้สวมกอดกันอย่างเป็นกันเอง และนายกรัฐมนตรีก็ยิ้มและหัวเราะด้วย.

“ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

ประเด็นสำคัญที่นายชูวิทย์กล่าวถึงคือการที่เขามอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ให้กับ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. รักชนก ศรีนอก ซึ่งทั้งคู่มีความกล้าที่จะแสดงออกในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการคลั่งชาติและการใช้เครือข่ายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

ข้อมูลที่ “ชูวิทย์” เปิดเผยเกี่ยวกับใครเอี่ยวสแกมเมอร์

นายชูวิทย์เน้นย้ำว่าข้อมูลที่เขามีนั้นเป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงยุคจีนเทา โดยมีรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องในฐานะกรรมการบริหารบริษัท ซึ่งบุคคลเหล่านี้พยายามที่จะลบชื่อของตนเองออกจากข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนี้ เขายังแนะนำให้นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้ในการจัดการปัญหาดังกล่าวภายในคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากสามารถจัดการได้ จะส่งผลดีต่อคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก เนื่องจากกัมพูชาในขณะนี้เป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ระดับโลก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความเชื่อมโยงระหว่างนักการเมืองและกลุ่มธุรกิจสีเทา การเปิดเผยข้อมูลของนายชูวิทย์และการดำเนินการของ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. รักชนก ศรีนอก เป็นสัญญาณที่ดีในการต่อต้านการทุจริตและอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากนายกรัฐมนตรีสามารถจัดการปัญหานี้ได้จริง จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งผลดีต่อการเมืองในระยะยาว

การที่นายชูวิทย์ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการเมืองไทย

ที่มา – “ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

นายกฯ สั่งสอบ! ปม 7 นักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์

นายกฯ เผยสั่ง กต. ตรวจสอบข่าวโซเชียล เกาหลีใต้จ่อเปิด 7 ชื่อนักการเมืองไทยเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา ยันรัฐบาลทำทุกทางปราบ เผยคุย ปธน.เกาหลีใต้ไม่มีเรื่องนี้ เลี่ยงตอบปม บ.ดัง ตั้งในซิโน-ไทย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวในโลกออนไลน์ว่า นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้จะเปิดชื่อนักการเมืองไทย 7 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยย้อนถามสื่อว่า เรื่องมาจากเพจใช่หรือไม่ จากนั้นนายกรัฐมนตรีระบุว่า ตนได้ให้กระทรวงการต่างประเทศและทีมงานไปสืบหาข้อเท็จจริงแล้ว แต่ไม่ต้องกังวลอะไร จะมีรายชื่อหรืออะไรมาเราก็ต้องดำเนินการตรวจสอบ และหากมีหลักฐานการกระทำที่ผิดกฎหมาย เราก็ต้องดำเนินคดีอยู่แล้ว ไม่มีข้อยกเว้น เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลให้ความสนใจอย่างมาก และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดหากพบว่ามีนักการเมืองเกี่ยวข้องจริง

ส่วนกรณีที่เคยต่อสายพูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ นายอนุทิน กล่าวว่า ท่านไม่ได้พูดเรื่องนี้กับตนเลย ถึงบอกว่าต้องตรวจสอบก่อน เพราะข่าวนี้มาจากเพจออนไลน์ก็ต้องตรวจสอบ ตอนที่ตนหารือกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ท่านก็ไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา แต่หากมีจริงตนก็จะมีโอกาสพบกับท่านในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่ประเทศเกาหลีใต้ ในอีก 2 สัปดาห์นี้ เมื่อถามต่อ ต้องให้กระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบก่อนที่จะมีการพบกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้หรือไม่ นายอนุทิน ย้ำว่าสั่งแล้ว เดี๋ยวเอาไลน์ให้ดูว่าสั่งแล้ว ได้ให้สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงโซล ติดตามข่าวเรื่องนี้

สำหรับประเด็นที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เสนอให้ปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีให้คณะทำงานเป็นทนายความให้กับ นายเบน สมิธ นั้น นายอนุทิน ระบุว่า ตรงนี้ก็ต้องดูตามสิทธิ การตั้งทนายความ ถ้าตนจะตั้งทนายความมาดูคดีของตน ก็ต้องดูทนายความที่มีความใกล้ชิดกับตน เราก็ต้องเอาคนที่ไว้วางใจและคุยกันรู้เรื่อง ซึ่งจะปลดหรือไม่ปลด มันอยู่ที่รูปคดีอยู่ที่คำพิพากษา และอยู่ที่การกระทำผิด ถามแต่เรื่องงานสิ อย่ามาถามเรื่องชื่อบุคคลแบบนี้ไม่ได้

เมื่อถามอีกว่า มีการเรียกร้องให้รัฐบาลปราบปรามดำเนินการเรื่องสแกมเมอร์เชิงรุก นายกรัฐมนตรี ตอบว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วหลังจากที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำงาน ก็มีรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่ามีการจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้อง 37 ราย และยังมีการขยายผลต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 โดยจะมีการมอบหมายให้แต่ละหน่วยงานว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งเป็นการต่อยอดจากที่เขาได้ทำไว้อยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า ตอนนี้หลายประเทศจับมือกันคว่ำบาตรมาตรการทางการเงินกับบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เรื่องนี้จะมีการนำเข้าที่ประชุมเลยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกเรื่องอยู่ในนี้หมด สแกมเมอร์ต้องเป็นวาระแห่งภูมิภาคนี้แล้ว หรือวาระของโลกด้วย ประเทศไทยต้องเป็นส่วนหนึ่งและให้ความร่วมมือในการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างทุกวิถีทางทุกรูปแบบ

ทางด้านมาตรการที่มีการดำเนินการก่อนหน้านี้ทั้งการตัดไฟฟ้า ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา นายอนุทิน ระบุว่า แล้วเราตัดไหม ไฟฟ้าถูกตัดหรือไม่ ทุกวันนี้ถ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เราต้องดำเนินการอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลว่า บริษัท ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตั้งอยู่ที่อาคารชิโน-ไทย ทาวเวอร์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “เขาตอบแล้วนี่ครับ อย่าถามนำ” ก่อนที่จะเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที.

นายกฯ สั่งตรวจสอบปม 7 นักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์

จากกรณีข่าวลือเรื่อง นายกฯ สั่งตรวจสอบปม 7 นักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์ ทางรัฐบาลได้ออกมาแสดงความชัดเจนว่าจะดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม หากพบว่ามีนักการเมืองคนใดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์จริง จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างไม่มีข้อยกเว้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับปม 7 นักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์

ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศได้รับมอบหมายให้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวลือดังกล่าว โดยจะมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรวบรวมข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ที่จำเป็นต่อการสืบสวนหาความจริง นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความร่วมมือกับนานาชาติในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก

  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกระทรวงการต่างประเทศ
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ
  • การให้ความร่วมมือกับนานาชาติในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน การดำเนินการตรวจสอบกรณี นายกฯ สั่งตรวจสอบปม 7 นักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปราบปรามอาชญากรรมและรักษาความยุติธรรมในสังคม

แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่ามีนักการเมืองไทยเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์จริงหรือไม่ แต่รัฐบาลก็ยังคงเดินหน้าตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

กรณี นายกฯ สั่งตรวจสอบปม 7 นักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์ นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทุกรูปแบบ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าจะได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างดีที่สุด

ที่มา – นายกฯ สั่งตรวจสอบปม 7 นักการเมือง ยันรัฐบาลเข้มปราบสแกมเมอร์ ใครผิดไม่ยกเว้น

รัฐบาลย้ำไม่จริง ปมนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย

โฆษกรัฐบาล แจงเป็นข่าวปลอม อ้างนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทยพัวพันสแกมเมอร์ในกัมพูชา ตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริง พร้อมย้ำ “อนุทิน” เข้มปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ฟันเด็ดขาดคนเกี่ยวข้อง

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่าเป็นข่าวปลอม (Fake News) จากกรณีสื่อบางสำนักเผยแพร่ข่าวโดยอ้างว่านายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เปิดเผยรายชื่อนักการเมืองไทย 7 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์และแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา ว่า กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่มีแหล่งข่าวหรือถ้อยแถลงใดจากทางการเกาหลีใต้ที่กล่าวเช่นนั้น

โฆษกรัฐบาล เปิดเผยต่อไปว่า สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการแล้ว โดยระบุชัดว่า บทความดังกล่าวซึ่งรายงานว่านายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้กล่าวถึงนักการเมืองไทย 7 คนที่เกี่ยวข้องกับคดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา ไม่เป็นความจริง พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลเกาหลีใต้จะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อข่าวปลอมดังกล่าวเพื่อปกป้องความถูกต้องของข้อมูลและชื่อเสียงของบุคคลที่ถูกพาดพิง

ในช่วงท้าย นายสิริพงศ์ ระบุว่า ขอยืนยันว่ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน (ชาญวีรกูล) ให้ความสำคัญในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบอย่างจริงจัง โดยแถลงต่อรัฐสภาให้เป็น 1 ใน 4 นโยบายเร่งด่วน และจะดำเนินตามกฎหมายกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการอาชญากรรมนี้ อย่างเด็ดขาด”

จากกรณีข่าวลือที่แพร่สะพัดเกี่ยวกับ นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย พัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชานั้น รัฐบาลไทยได้ออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่น พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยไม่มีข้อยกเว้น

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่หรือเชื่อถือข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น สแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก

รัฐบาลย้ำไม่จริง ปมนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย

การออกมาปฏิเสธข่าวลือเกี่ยวกับ นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย ในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการปกป้องชื่อเสียงของประเทศและนักการเมืองไทย รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

รัฐบาลไทยจริงจังกับการปราบปรามสแกมเมอร์

นอกจากการปฏิเสธข่าวลือแล้ว รัฐบาลยังได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล การดำเนินการอย่างจริงจังในเรื่องนี้ จะช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนและสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เนื่องจากขบวนการเหล่านี้มักจะมีการดำเนินการที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น การที่รัฐบาลไทยได้ประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวลือเรื่อง นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายให้กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้และสร้างความตระหนักให้กับประชาชนเกี่ยวกับกลโกงต่างๆ ที่สแกมเมอร์ใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตัวเองจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมเหล่านี้ได้

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การที่รัฐบาลออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่อง นายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย อย่างรวดเร็ว เป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอมและปกป้องชื่อเสียงของประเทศ การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจังในเรื่องนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – รัฐบาลย้ำไม่จริง ปมนายกฯ เกาหลีใต้เผย 7 นักการเมืองไทย ลั่น “อนุทิน” เข้มปราบสแกมเมอร์

Scroll to top