Aot

SKY Group Cash Cow: รันเวย์ไทย

ส่องอาณาจักรหมื่นล้าน จากไอทีหน้าใหม่สู่ยักษ์ใหญ่ผู้คุมระบบสนามบินทั่วไทย

วันก่อนมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะอาหารและทำความรู้จักกับ วรพจน์ อำนวยผล หรือ “บอย สกาย” ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ผู้กว้างขวางในแวดวงธุรกิจและการเมือง พร้อมด้วยบรรดาผู้บริหารระดับสูง ทำให้ได้รู้ข้อมูลเชิงลึกว่า บมจ.สกาย ไอซีที (SKY) ที่เริ่มต้นธุรกิจเมื่อปลายปี 2553 จากการให้บริการด้านไอทีและซอฟต์แวร์ความปลอดภัยด้วยทุนจดทะเบียนไม่มากนักนั้น มาถึงวันนี้ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพียงไม่กี่ปี SKY ได้สยายปีกกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่คว้างานประมูลในสนามบินทั่วประเทศไปแล้วถึง 13 แห่ง โดยเฉพาะการวางระบบเทคโนโลยีในสนามบินสุวรรณภูมิที่ทำได้อย่างเบ็ดเสร็จ รวมถึงงานติดตั้งกล้อง CCTV และระบบ AI แก่ศูนย์ราชการและเอกชนรายใหญ่รวมกว่า 400 แห่ง จนกระทั่ง สิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยืนยันว่าวันนี้ได้ยกระดับเป็น “SKY Group” เต็มตัวแล้ว

หัวใจสำคัญของการเติบโตครั้งนี้คือการสร้างธุรกิจที่เรียกว่า Cash Cow หรือธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างมหาศาลและสม่ำเสมอ โดย SKY Group ได้ร่วมทุนกับ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) หรือ AOT เพื่อให้บริการภาคพื้นดินครบวงจรตลอดระยะเวลา 25 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ระบบ Smart AI การเช็กอิน ระบบคัดกรองผู้โดยสาร ไปจนถึงระบบลำเลียงกระเป๋า นอกจากนี้ยังร่วมมือกับการบินไทยในส่วนของงานบริการทำความสะอาดห้องโดยสาร การบำรุงรักษาเครื่องบิน และการบริหารจัดการคลังสินค้าทางอากาศทั้งหมด

เป้าหมายใหญ่ในปี 2569 ของ SKY Group คือการปรับโฉมสนามบินสุวรรณภูมิในทุกตารางนิ้วให้ก้าวขึ้นไปสู้กับสนามบินอันดับ 1 อย่างชางฮีของสิงคโปร์ และเช็คแลปก๊อกของฮ่องกงให้ได้ ด้วยบริการที่เหนือมาตรฐานและการขนส่งสินค้าที่รวดเร็ว ซึ่งคุณบอย สกาย ตั้งเป้าว่าการขยายอาณาจักรครั้งนี้จะทำให้รายได้ในปี 2568 พุ่งทะยานสู่ 12,000 ล้านบาท พร้อมดูแลพนักงานทั่วประเทศกว่า 24,000 คน

ความสำเร็จนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ตัวเลขรายได้ แต่ยังรวมถึงธรรมาภิบาลในการบริหาร จนได้รับคะแนน SET ESG Ratings ระดับ AAA ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือเป็นเครื่องหมายยืนยันความโปร่งใสและผลตอบแทนที่ต่อเนื่องแก่ผู้ถือหุ้น นานๆ ทีเราจะเห็นบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งโดยไม่หลอกลวงนักลงทุนรายย่อยจนได้รับเรตติ้งสูงสุดเช่นนี้ เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตามองอย่างยิ่งใน พ.ศ. นี้

SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย

บริษัท SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย จากบริษัทไอทีเล็กๆ สู่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่กุมบังเหียนระบบสนามบินหลายแห่งทั่วประเทศ การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ ทำให้หลายคนสนใจว่าอะไรคือเคล็ดลับสู่ความสำเร็จของพวกเขา

ปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จของ SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย

  • การร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่: การร่วมมือกับ AOT และการบินไทย ทำให้ SKY Group สามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
  • การลงทุนในเทคโนโลยี: การนำเทคโนโลยี Smart AI มาใช้ในสนามบิน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสาร
  • ธรรมาภิบาลในการบริหาร: การได้รับคะแนน SET ESG Ratings ระดับ AAA แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นและสังคม

SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่บริษัทที่ประสบความสำเร็จทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว การเติบโตของ SKY Group เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และแสดงให้เห็นว่าด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ก็สามารถสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้

การที่ SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิให้เทียบเท่ากับสนามบินชั้นนำระดับโลก แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานและความมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานการบินของประเทศไทย หากพวกเขาสามารถทำได้จริง ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศอย่างมาก

จับตาดูการเติบโตของ SKY Group อย่างใกล้ชิด เพราะพวกเขาอาจเป็นผู้เล่นสำคัญในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมการบินไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “SKY Group” Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย

กองทัพบกแฉ! กัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชน

กองทัพบก กางพิรุธ กัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชนเสียชีวิต สวนทางคำให้สัมภาษณ์ของ ผอ.โรงพยาบาล ใน บันเตียเมียนเจย เตือน “กัมพูชา” หยุดบิดเบือนสร้างภาพ ลดความน่าเชื่อถือของประเทศตนเอง

วันที่ 14 พ.ย. 2568 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ทางการกัมพูชา รวมทั้งสื่อกัมพูชานำเสนอข้อมูลบิดเบือนต่อสาธารณะ จัดฉากสร้างภาพอย่างต่อเนื่องในห้วงสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะประเด็นล่าสุดที่กล่าวอ้างว่าทหารไทยยิงใส่พลเรือนบริเวณหมู่บ้านเปรยจัน จ.บันเตียเมียนเจย เมื่อ 12 พ.ย.68 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง

ซึ่งโฆษกกองทัพบก ได้ตั้งข้อสังเกตหลายประการต่อกรณีดังกล่าว ดังนี้

  1. กรณีเรื่องศพประชาชนกัมพูชาที่กล่าวอ้างว่าถูกยิงเสียชีวิตจากเหตุการณ์การปะทะ และได้ฌาปนกิจเสร็จสิ้นไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.2568 นั้น ถือเป็นการกระทำที่ผิดวิสัย ทั้งที่เป็นการเสียชีวิตแบบผิดธรรมชาติ ทั้งที่แท้จริงแล้วควรมีการชันสูตรพลิกศพก่อน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเหมือนเป็นการจงใจปกปิดหลักฐานที่ได้บิดเบือนไว้
  2. ที่ผ่านมากรณีที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หากกัมพูชาต้องการเรียกร้องความสนใจต่อสังคมโลก หรือกล่าวโทษต่อฝ่ายไทย ก็มักจะใช้วิธีเปิดเผยหลักฐานและประโคมข่าวใหญ่โต แต่กรณีศพผู้เสียชีวิตดังกล่าวกลับไม่กระทำเช่นนั้น ทั้งที่มีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) อยู่ระหว่างการลงพื้นที่เข้าตรวจสอบหลักฐาน ในวันที่ 13 พ.ย.68 ที่ผ่านมา ซึ่งจากข้อสังเกตดังกล่าวอาจเป็นไปได้ว่า ไม่มีศพผู้เสียชีวิตจริง หรือไม่ใช่ผู้เสียชีวิตที่เกิดจากการปะทะกันตามที่กัมพูชากล่าวอ้าง
  3. ทางการกัมพูชาควรออกมาชี้แจงในประเด็นที่ปรากฏคลิปวิดีโอการให้สัมภาษณ์ของผู้อำนวยการโรงพยาบาลสาธารณสุข จ.บันเตียเมียนเจย ขณะต้อนรับคณะ AOT เข้าเยี่ยมอาการผู้บาดเจ็บและระบุว่า “จากเหตุการณ์ปะทะที่ผ่านมา มีผู้บาดเจ็บจำนวน 3 คน และไม่มีผู้เสียชีวิต ขอให้สื่อได้นำเสนอข่าวที่ถูกต้องต่อสังคม” ซึ่งถือว่าขัดแย้งกับการนำเสนอข่าวของทางการกัมพูชาอย่างชัดเจน
  1. เมื่อสังเกตจากภาพที่ประชาชนกัมพูชาได้รับบาดเจ็บและนำส่งโรงพยาบาล พบว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยบาดแผลที่เกิดจากอาวุธปืนทางทหารในระยะ 500 – 800 เมตร จะต้องมีลักษณะฉกรรจ์และรุนแรงกว่าภาพที่ปรากฏในข่าว รวมทั้งภาพที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บกลับมีรอยยิ้มและอาการที่ไม่เหมือนถูกยิงจากอาวุธปืนแต่อย่างใด

ชัดเจนกัมพูชาจัดฉาก

โฆษกกองทัพบก กล่าวต่อว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏข้างต้นทั้งหมดนี้ ล้วนยืนยันว่ากัมพูชาพยายามสร้างสถานการณ์ จัดฉากและสร้างภาพการละครในบทเหยื่อที่ถูกกระทำจากฝ่ายไทย ทั้งที่จริงๆ นั้น กลับเป็นผู้เริ่มดำเนินการละเมิดปฏิญญาร่วมไทย-กัมพูชา และให้ข้อมูลบิดเบือนต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกองทัพบกขอให้กัมพูชาหยุดการกระทำต่างๆ ที่จะสร้างความขัดแย้งและความเป็นปรปักษ์ในพื้นที่ชายแดนเพิ่มมากขึ้น และขอยืนยันในภารกิจของกองทัพบก ที่มีความพร้อมของการเตรียมกำลังเพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตย และดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ซึ่งปัจจุบันหน่วยส่วนกลางและกองกำลังป้องกันชายแดนกองทัพบกได้ติดตามเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากพบความผิดปกติหรือภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศ กองทัพบกพร้อมดำเนินการตามสิทธิ์ในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติในทันที

กองทัพบก กางพิรุธ กัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชนเสียชีวิต

พิรุธกัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชน

กรณีที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่มาจากแหล่งข่าวต่างประเทศที่มีความขัดแย้ง การพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านและใช้วิจารณญาณจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

กองทัพบกได้ออกมาเปิดเผยถึงความไม่ชอบมาพากลหลายอย่างที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับกรณีที่กัมพูชาออกมากล่าวหาว่าทหารไทยยิงประชาชนเสียชีวิต ซึ่งทำให้เห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่น่าจะเป็นความจริง และอาจเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนต้องตระหนักถึงการรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและไม่หลงเชื่ออะไรง่าย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อ่อนไหวเช่นนี้ การแพร่กระจายข่าวปลอมอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้ เราทุกคนจึงมีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลและเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นจริงเท่านั้น

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เราต้องหันกลับมาพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน การสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งมีแต่จะนำมาซึ่งความเสียหายต่อทุกฝ่าย

กองทัพบกยังคงยืนยันในภารกิจการปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ และขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพบก

ดังนั้นเราควรช่วยกันตรวจสอบและวิเคราะห์ข่าวสารอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการสร้างข่าวเท็จ และเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

จากกรณี กองทัพบก กางพิรุธ กัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชนเสียชีวิต นี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนต้องใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร

ที่มา – กองทัพบก กางพิรุธ กัมพูชา กุข่าวทหารไทยยิงประชาชนเสียชีวิต จงใจปกปิดหลักฐานหนีการพิสูจน์

AOT ปลื้ม! 9 เดือนการบินโต กำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน

AOT เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือน ปีงบประมาณ 2568 การบินโตต่อเนื่อง ทำกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน พร้อมเดินหน้ายกระดับสู่สนามบินระดับโลก

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า จากผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 ที่ AOT บริหารจัดการสนามบิน 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานดอนเมือง, ท่าอากาศยานเชียงใหม่, ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย, ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ พบว่ามีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 602,195 เที่ยวบิน

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า พบว่ามีการเพิ่มขึ้นถึง 9.79% โดยแบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศจำนวน 341,523 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศจำนวน 260,672 เที่ยวบิน นอกจากนี้ ยังมีผู้โดยสารมาใช้บริการรวม 97.24 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.87% แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 59.48 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศ 37.76 ล้านคน ส่งผลให้ผลการดำเนินงานโดยรวมเติบโตอย่างต่อเนื่อง

AOT ปลื้ม 9 เดือนการบินโต กำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน

จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้มีรายได้จากกิจการการบินจำนวน 25,645.27 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 2,376.90 ล้านบาท คิดเป็น 10.22% ในขณะที่รายได้รวมของ AOT อยู่ที่ 52,324.21 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 14,262.37 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการทำกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้านได้อย่างน่าประทับใจ

ล่าสุด ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 10 อันดับแรกของท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อทางอากาศดีที่สุด (Airport Connectivity Ranking) ประจำปี 2567 โดยสภาสมาคมท่าอากาศยานระหว่างประเทศ ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักเดินทางที่มีต่อท่าอากาศยานของ AOT ในด้านความปลอดภัย การให้บริการ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

AOT เดินหน้าพัฒนาโครงการรองรับการเติบโต

เพื่อรองรับการขยายตัวของเครือข่ายเส้นทางการบิน AOT ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการและมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น โครงการกระตุ้นตลาดด้านการบิน (Incentive Scheme) ที่มอบให้แก่สายการบินที่เปิดให้บริการเส้นทางการบินใหม่มายังท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT หรือเส้นทางการบินใหม่ของสายการบิน ซึ่งได้มีการขยายระยะเวลาโครงการจากเดิมออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 โดยให้ส่วนลดด้านการบิน 50% ตลอดระยะเวลาโครงการ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Marketing Fund ที่สนับสนุนงบส่งเสริมการตลาดในอัตรา 300 บาทต่อผู้โดยสารหนึ่งคน ซึ่งจะช่วยจูงใจสายการบินให้เปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศมายังสนามบินหาดใหญ่ และสนามบินเชียงราย อันเป็นการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม “FAM Trip” ที่นำผู้แทนสายการบินและบริษัทนำเที่ยวจากต่างประเทศมาสัมผัสและเยี่ยมชมการท่องเที่ยวในพื้นที่จริง ซึ่งเป็นการแนะนำศักยภาพของท่าอากาศยานและสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลาและเชียงราย เพื่อวางรากฐานสำหรับการขยายเส้นทางบินเชิงพาณิชย์ในอนาคต ด้วยเหตุนี้ AOT จึงได้เร่งดำเนินโครงการพัฒนาท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ให้สามารถรองรับผู้โดยสาร 240 ล้านคนต่อปีภายในปี 2575

ขณะเดียวกัน AOT ก็มีแผนที่จะหารายได้จากแหล่งอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน (Non-Aeronautical Revenue) ตัวอย่างเช่น การเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเข้ามาพัฒนาพื้นที่ที่มีศักยภาพรอบสนามบินทั้ง 6 แห่ง เพื่อประกอบธุรกิจ เช่น โรงแรม โครงการ MRO โครงการ Private Jet Terminal โครงการ Logistics Hub Training Center ศูนย์ซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า โชว์รูมรถยนต์ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และโครงการ Attraction in Terminal เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเก็บค่าบริการระบบไฟฟ้า 400 Hz และระบบปรับอากาศ PC-AIR ที่อาคาร SAT-1 สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของสายการบินที่เข้ามาใช้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านแหล่งรายได้ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

บริการเหล่านี้ยังช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดมลพิษทางอากาศและเสียงรบกวนจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขณะที่เครื่องบินเข้าจอด ณ หลุมจอดอากาศยาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ AOT ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนอันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวขององค์กรไปจนถึงการเตรียมพร้อมให้กับสนามบินสุวรรณภูมิในการเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาคต่อไป การเติบโตของ AOT ที่มีกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออุตสาหกรรมการบินของไทย

การที่ AOT มีผลประกอบการที่เติบโตและมีกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทย และความสามารถในการบริหารจัดการของ AOT ที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาสนามบินและการบริการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนให้เข้ามาในประเทศไทยมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – AOT ปลื้ม 9 เดือนการบินโต ทำกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน พร้อมยกระดับสู่สนามบินระดับโลก

Scroll to top