Bm 21

สรุป! แนวรบชายแดนสระแก้ว กัมพูชายิง BM-21

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดสระแก้วยังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์แนวรบชายแดนสระแก้ว โดยมีการปะทะกันเพื่อเข้า “ยึดครอง” พื้นที่สำคัญ 3 แห่ง และพบว่า “กัมพูชา” ระดมยิง BM-21 กว่า 180 นัด นี่คือสรุปสถานการณ์ล่าสุด

สรุปแนวรบชายแดนสระแก้ว “กัมพูชา” ระดมยิง BM-21 กว่า 180 นัด

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว พบว่ากองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาต่อเนื่องเป็นวันที่ 15 โดยมีการรบปะทะกันเพื่อยึดครองพื้นที่ใน 3 บริเวณหลัก:

สถานการณ์ 3 พื้นที่หลัก สรุปแนวรบชายแดนสระแก้ว

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: ฝ่ายกัมพูชาได้เสริมความแข็งแกร่งของที่มั่นและใช้อาวุธหนัก เช่น ปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด, ปืนเล็ก, ยานรบ และที่สำคัญคือ BM-21 ระดมยิงตอบโต้มายังฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่องกว่า 120 นัด
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: เช่นเดียวกับพื้นที่แรก ฝ่ายกัมพูชาเสริมความแข็งแกร่งของที่มั่นและใช้อาวุธปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด, ปืนเล็ก และ BM-21 ระดมยิงตอบโต้มายังฝ่ายไทย กว่า 60 นัด
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: ฝ่ายกัมพูชาเสริมความแข็งแกร่งของที่มั่น และมีการใช้อาวุธปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนเล็กตอบโต้เข้ามายังพื้นที่ฝ่ายไทย

ในวันเดียวกัน กองทัพอากาศไทย โดยเครื่องบิน F16 ได้ปฏิบัติการโจมตีที่หมายทางทหารจำนวน 2 แห่ง ในพื้นที่ฝั่งตรงข้ามบ้านคลองแผงและตรงข้ามบ้านหนองจาน เพื่อตอบโต้การระดมยิง

นอกจากนี้ กกล.บูรพาได้ปฏิบัติการต่อที่หมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่บริเวณฝั่งปอยเปต ตรงข้าม ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ โดยพิสูจน์ทราบว่าเป็นอาคารของเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาใช้เป็นที่ตั้งพลซุ่มยิงและติดตั้งระบบแอนตี้โดรน

รายงานยังระบุถึงการสูญเสียกำลังพล 1 นาย จากเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา คือ ส.อ.กัมปนาท ทองแสง สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้วจำนวน 4 อำเภอ ทางจังหวัดสระแก้วร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ประกาศให้อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวและปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัย โดยปัจจุบันได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวให้บริการจำนวน 40 ศูนย์ มีประชาชนรวม 17,441 คน

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การสรุปแนวรบชายแดนสระแก้วครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความซับซ้อนของสถานการณ์ที่ยังคงดำเนินต่อไป

การที่กัมพูชา ระดมยิง BM-21 กว่า 180 นัด แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการทำสงคราม และความตั้งใจที่จะยึดครองพื้นที่ การตอบโต้ของกองทัพไทยจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยของประชาชน

ที่มา – กองทัพภาค 1 สรุปแนวรบชายแดนสระแก้ว “กัมพูชา” ระดมยิง BM-21 กว่า 180 นัด

ทภ.2 สรุป! รบ ไทย-กัมพูชา “ตาควาย-ช่องอานม้า”

กองทัพภาคที่ 2 สรุปแนวรบชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะหนักพื้นที่ “ตาควาย-ช่องอานม้า” ไทยรุกคุมพื้นที่สำคัญ ลดศักยภาพ BM-21 ยันไทยคุมเกมรบ ขวัญกำลังพลยังดี

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์แนวรบชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 15 ธ.ค. ว่า กัมพูชาได้เปิดฉากยิงเข้ามายังฝ่ายไทย ตั้งแต่เวลา 02.13 น. – 22.00 น. โดยชายแดนด้านจังหวัดอุบลราชธานี แนวรบช่องบก สถานการณ์ส่วนใหญ่ปกติ ตลอดทั้งวัน มีเพียงการตรวจพบโดรนของฝ่ายตรงข้ามเป็นระยะในช่วงเย็นและค่ำ ซึ่งฝ่ายเราใช้การลาดตระเวนทางอากาศและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ไม่พบการปะทะขนาดใหญ่

แนวรบช่องอานม้า เป็นพื้นที่การรบเข้มข้นอีกจุดหนึ่ง ฝ่ายเราเปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเข้าตีและเคลียร์ที่หมาย ทั้งสองฝ่ายมีการปะทะด้วยปืนเล็กยาว / ปืนใหญ่ / ปืนทค. อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมที่หมายได้ตามแผน และวางกำลังเสริมความมั่นคง

ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ แนวรบพื้นที่ซำแต-โดนตรวล-ภูผี-สัตตะโสม-พนมประสิทธิโส-ช่องตาเฒ่า มีการข่าวรายงานว่า ฝ่ายกัมพูชาอนุมัติให้ยิง RM-70 โดยเป้าหมายคือ ผามออีแดง สระตราว ตามาเรีย ภูมะเขือ

ฝ่ายเราได้ทำลายโรงจอดรถ 12 คัน ของกัมพูชา บริเวณแยกสวายจรุม ทำให้ไฟลุกไหม้และมีเสียงระเบิดดังหลายครั้ง นอกจากนี้ฝ่ายเราได้ใช้ F-16 ทิ้งระเบิด ที่ทำการกองพันสนับสนุน 371 (พัน.สสน.371) และยิงทำลายที่ทำการตำรวจตระเวนชายแดน 795 ของฝ่ายกัมพูชา (ทก.พัน.ตชด.795) ได้รับความเสียหาย 80%

แนวรบพื้นที่ผามออีแดง-ห้วยตามาเรีย ทั้งสองฝ่ายมีการปะทะเป็นระยะๆ ด้วยปืนเล็กยาวประปราย

แนวรบภูมะเขือ-โดนเอาว์ ไทยสามารถทำลายเสาสัญญาณของฝ่ายทหารกัมพูชา บริเวณช่องโดนเอาว์ และยังคงมีการปะทะด้วยปืนเล็กยาวประปราย ฝ่ายไทยใช้ปืนใหญ่ยิงต่อต้านปืนใหญ่กัมพูชาเป็นห้วงๆ

โดยช่วงเย็นไทยได้ตรวจพบโดรนจำนวนมากบินหลายพื้นที่ สะท้อนถึงความพยายามของกัมพูชาในการลาดตระเวนและกดดันทางอากาศ

แนวรบช่องสะงำ ไม่มีการสู้รบ สถานการณ์เฝ้าระวัง

ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ แนวรบ ช่องจอม – ช่องเปรอ – ช่องระยะ ฝ่ายไทยดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก ใช้การยิงข่มและการยิงทำลายเป้าหมายสำคัญของ กพช. อย่างต่อเนื่อง เข้าควบคุมที่หมายในพื้นที่ช่องระยีได้สมบูรณ์ พร้อมเสริมความมั่นคงที่ตั้ง

ไทยมีการใช้โดรนทิ้งระเบิด และยิงปืนใหญ่ทำลายที่ตั้ง ทหารกัมพูชาและจุดต้องสงสัยหลายแห่ง โดยประเมินว่าฝ่ายตรงข้ามได้รับความเสียหายสูง

แนวรบพื้นที่คนา ฝ่ายไทยสามารถทำการยึดที่หมาย และควบคุมพื้นที่ พร้อมทั้งทำการเสริมความมั่นคง ได้แล้ว

แนวรบพื้นที่ตาควาย ทหารกัมพูชามีการยิงปืนกล และ BM-21 อย่างต่อเนื่องและหนาแน่น

นอกจากนี้ทหารกัมพูชา ยังได้ยิง BM-21 โจมตีพื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 และยิง BM-21 ใส่ฐานทหาร และทหารกัมพูชายังคงใช้โดรน FPV บินโจมตีฐานทหารและบริเวณปราสาทตาควายหลายครั้ง

ซึ่งฝ่ายไทยสามารถยึดที่หมายสำคัญ และควบคุมพื้นที่ได้ พร้อมทำการเสริมความมั่นคงอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้มีข้อสังเกตสำคัญ คือ ทุกครั้งที่ฝ่ายตรงข้ามยิง BM-21 จะมีโดรน FPV บินติดตามเข้ามาหลายลำ แสดงถึงการประสานการยิงกับอากาศยานไร้คนขับอย่างเป็นระบบ

แนวรบช่องกร่าง ทั้งสองฝ่ายมีการยิงปืนใหญ่เป็นห้วงๆ มีกระสุน BM-21 ตกในพื้นที่ช่องกร่าง และพื้นที่ 255 นอกจากนี้ ทหารกัมพูชาได้ยิง BM-21 ขึ้นมาจากด้านทิศใต้ช่องกร่าง ลงพื้นที่ช่องเสม็ดและปราสาทตาเมือน ซึ่งฝ่ายไทยได้เข้ารุกยึดครองปราสาทตาควาย และสถาปนาความมั่นคง (แม้จะมีการยึดครอง แต่ปราสาทตาควาย ยังคงมีการสู้รบและถูกโจมตีอย่างหนักจากกัมพูชาด้วยอาวุธหนัก BM-21 อย่างต่อเนื่องและหนาแน่น)

แนวรบพื้นที่ตาเมือนธม ช่วงเช้ามืดตรวจพบความเคลื่อนไหวของรถยนต์ฝ่ายตรงข้ามและมีการใช้อาวุธวิถีโค้งยิงใส่ฝ่ายเรา ฝ่ายเราทำการยิงโต้ตอบจน กพช. หยุดยิง

ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์ แนวรบช่องสายตะกู ปรากฏมีการยิงตอบโต้กันด้วยปืน ค. และปืนเล็กยาว ประปราย มีการยิงตอบโต้ด้วยปืน ค. และปืนใหญ่ อย่างหนาแน่นเวลา

โดยสรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนมีลักษณะการปะทะเป็นช่วงๆ ในพื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ตาควายและช่องอานม้า ฝ่ายตรงข้ามพึ่งพา จลก. BM-21, ปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด และโดรน FPV อย่างชัดเจน

ขณะที่ฝ่ายไทยเน้นการรุกเชิงระบบ ใช้ปืนใหญ่ และการเข้าตีภาคพื้น ใช้โดรนทิ้งระเบิด เพื่อทำลายที่ตั้งและโครงสร้างการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม

ผลการปฏิบัติภาพรวมถือว่า ฝ่ายไทยสามารถควบคุมพื้นที่เป้าหมายสำคัญได้หลายจุด, ลดขีดความสามารถในการสั่งการและการยิงของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีนัยสำคัญ ขวัญกำลังพลโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี สถานการณ์ช่วงค่ำหลายพื้นที่กลับสู่ภาวะปกติ แต่ยังต้องเฝ้าระวังภัยจากโดรนและการยิงระยะไกลอย่างต่อเนื่อง ในระยะต่อไป

สรุปแนวรบ ไทย-กัมพูชา “ตาควาย-ช่องอานม้า” โดย ทภ.2

สถานการณ์ล่าสุดที่ ตาควาย-ช่องอานม้า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ “ตาควาย-ช่องอานม้า” ที่มีการปะทะอย่างต่อเนื่อง การสรุปสถานการณ์จาก ทภ.2 ช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมและแนวโน้มในอนาคตได้ดีขึ้น

ที่มา – ทภ.2 สรุปแนวรบไทย-กัมพูชา ปะทะหนัก “ตาควาย-ช่องอานม้า” แฉ กัมพูชาอนุมัติยิง RM-70

ด่วน! กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก

สถานการณ์ชายแดนระอุ! เมื่อเวลา 08.40 น. ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ “รพ.พนมดงรัก” ส่งผลให้ต้องเร่งอพยพผู้ป่วยและแพทย์เข้าบังเกอร์อย่างเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยจากสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก

จากรายงานข่าวล่าสุดที่ได้รับมา เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 เวลา 08.40 น. เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีรายงานว่า กระสุน BM-21 ได้ตกบริเวณใกล้เคียง โรงพยาบาลพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ สร้างความตื่นตระหนกและความกังวลให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาล

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผู้บริหารโรงพยาบาลจึงได้ตัดสินใจเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและทีมแพทย์ทั้งหมดไปยังบังเกอร์หลบภัยที่เตรียมไว้เป็นการเร่งด่วน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์การสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่

กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกประกาศแจ้งสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยระบุว่า “ด่วน! เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.68 เวลา 08.40 น. “กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก” และพื้นที่โดยรอบ จำนวน 6 นัด ปัจจุบัน ศปก.ทก.2 ได้เคลื่อนย้ายบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยหนักเข้าพื้นที่หลบภัยเรียบร้อย และได้ให้กองพันเสนารักษ์ที่ 6 เข้าปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนโรงพยาบาลพนมดงรักษ์ต่อไป กองทัพจะปกป้องประชาชนและอธิปไตยเต็มกำลัง”

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลอย่างมาก เนื่องจากโรงพยาบาลถือเป็นสถานที่ที่ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้ง การโจมตีหรือการยิงเข้าใกล้โรงพยาบาลเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากล

ผลกระทบและมาตรการรับมือหลัง กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก

ถึงเเม้จะไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในทันที เเต่เหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างผลกระทบทางด้านจิตใจเเละความหวาดกลัวให้กับผู้ป่วย ญาติ เเละบุคลากรทางการเเพทย์เป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลพนมดงรักได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความช่วยเหลือและสนับสนุนด้านต่างๆ อย่างใกล้ชิด

  • การประเมินความเสียหายของอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน
  • การจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์เพิ่มเติม
  • การให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจและสังคมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนและพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาล เพื่อป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอย

เหตุการณ์ กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความเปราะบาง และอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้อีก ดังนั้น การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี และทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อหาทางออกอย่างสันติ เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งทางออกที่ยั่งยืน มีแต่จะสร้างความสูญเสียและความเจ็บปวดให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ด่วน กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ “รพ.พนมดงรัก” เร่งอพยพผู้ป่วย-แพทย์เข้าบังเกอร์

ส่องอาวุธหนัก กองทัพกัมพูชา อานุภาพการทำลายถึงไทย

กองทัพกัมพูชา (Royal Cambodian Armed Forces: RCAF) มีการจัดหายุทโธปกรณ์ที่หลากหลาย โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต/รัสเซีย และจีน ซึ่งรวมถึงอาวุธหลักที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงบางชนิด

 อาวุธหลักของกองทัพกัมพูชา

กองทัพกัมพูชามียุทโธปกรณ์หลายประเภทตั้งแต่อาวุธประจำกายไปจนถึงระบบปืนใหญ่หนัก:

  • ระบบจรวดหลายลำกล้อง (Multiple Rocket Launcher Systems – MLRS):
    • BM-21 Grad (ขนาด 122 มม.): เป็นระบบจรวดที่ไม่นำวิถี (ส่วนใหญ่) เน้นการยิงแบบ ปูพรมในพื้นที่กว้างมีท่อยิง 40 ลำกล้อง ระยะยิงประมาณ 20-40 กิโลเมตร อานุภาพทำลายล้างสูงในพื้นที่เป้าหมาย
    • RM-70: พัฒนาจาก BM-21 ถือเป็นหนึ่งในอาวุธปืนใหญ่ที่ทรงพลังที่สุดของกัมพูชา
    • PHL-03 (ขนาด 300 มม. – จรวดพิสัยไกล): เป็นระบบที่จัดหามาจากจีน มีขีดความสามารถที่น่าจับตามองมาก ระยะยิงไกลถึง 70 – 130 หรือ 160 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับชนิดจรวด) สามารถใช้จรวดนำวิถีได้ และมีอำนาจทำลายล้างพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างราบคาบ ถือเป็นอาวุธพลิกเกม 
  • ปืนใหญ่สนามลากจูง:
  • มีการใช้งานปืนใหญ่หลายขนาด เช่น Type 59-1 (ขนาด 130 มม.) จากจีน, D-30 (ขนาด 122 มม.) จากโซเวียต/รัสเซีย
ส่องอาวุธ
  • ยานเกราะและรถถัง:
  • มีการใช้งานรถถังหลักรุ่นเก่า เช่น T-54/55 และรุ่นลอกแบบ Type 59 รวมถึงยานรบทหารราบ BMP-3 และรถลำเลียงพลหุ้มเกราะ BTR-60PB นอกจากนี้ยังมีรายงานการจัดซื้อรถถังหลักรุ่นใหม่ VT-4 และปืนใหญ่อัตตาจร SH1 (155 มม.) จากจีน

ปืนเล็กยาวและอาวุธประจำกาย:

  • ส่วนใหญ่เป็นอาวุธที่มาจากอดีตโซเวียตและจีน เช่น AK-47, Type 56/81, และปืนที่มาจากตะวันตก เช่น M16A1
ส่องอาวุธ

อานุภาพการทำลาย

อาวุธที่น่ากังวลที่สุดในบริบทชายแดนคือ ระบบจรวดหลายลำกล้อง (MLRS) เช่น BM-21 Grad และ PHL-03

  • BM-21 Grad: แม้จะขาดความแม่นยำสูง (เน้นการยิงปูพรม) แต่การยิงจรวดพร้อมกัน 40 ลูกในพื้นที่เป้าหมายจะก่อให้เกิด ความเสียหายรุนแรงในวงกว้าง ทั้งต่อกำลังพล อาคารบ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐานในแนวหลัง
  • PHL-03: ด้วยพิสัยการยิงที่ไกลและจรวดที่มีตัวเลือกนำวิถี จะทำให้อำนาจการยิงของกัมพูชา ครอบคลุมพื้นที่ลึกเข้าไปในประเทศไทยได้มากขึ้น และสามารถทำลายล้างพื้นที่ขนาดใหญ่ได้

เคยยิงมาฝั่งไทยหรือไม่ และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง

มีการรายงานอย่างเป็นทางการว่าอาวุธของกัมพูชาเคยยิงเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทย ในเหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีการปะทะหลายครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2554 (กรณีปราสาทพระวิหาร) และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง

  • เหตุการณ์ในอดีต (เช่น ปี พ.ศ. 2554/2568):
    • มีการรายงานการใช้ เครื่องยิงจรวด BM-21 Grad ยิงเข้ามาในพื้นที่พลเรือนลึกในฝั่งไทย
    • ตัวอย่างเช่น ใน เหตุการณ์ปะทะไทย-กัมพูชาเมื่อกรกฎาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานว่ากระสุนจาก BM-21ตกลงใส่ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชน

การอ้างอิงในปัจจุบัน:

  • ล่าสุดใน เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานการปะทะกันอย่างหนักบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี/ศรีสะเกษ ซึ่งกองทัพบกไทยได้ประณามการกระทำของกัมพูชาที่ใช้อาวุธยิงสนับสนุนต่างๆ ยิงมายังแนวทหารและ เคยยิงใส่พื้นที่เป้าหมายพลเรือนฝ่ายไทย ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต (อ้างอิง: Line Today, The101.world) นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงว่ากัมพูชาได้ยิง BM-21 ลงพื้นที่บ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย ในจังหวัดบุรีรัมย์ (อ.บ้านกรวด)

ข้อตกลงในการถอนอาวุธ:

  • ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ระหว่างไทยและกัมพูชา และมีข้อตกลงร่วมกันในการ ถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ออกจากแนวชายแดนเป็นระยะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาวุธเหล่านี้เคยถูกนำมาประจำการในบริเวณดังกล่าว

ที่มา :https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2900666

ทบ.ยืนยัน! กัมพูชายิง BM-21 บ้านกรวด บุรีรัมย์

กองทัพบก (ทบ.) ยืนยัน กัมพูชายิงกระสุน BM-21 เข้ามาในพื้นที่บ้านเรือนประชาชน บริเวณบ้านสายโท 10 ใต้ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ข้อสังเกตคือบริเวณนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ชายแดนที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) กำลังเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอยู่

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่า เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. ได้มีกระสุน BM-21 จากฝั่งกัมพูชา ตกลงมาบริเวณบ้านเรือนของประชาชนไทย ที่บ้านสายโท 10 ใต้ ตำบลสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

สิ่งที่น่าสนใจคือ พื้นที่บ้านสายโท 10 ใต้ ตำบลสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ นั้น เป็นหนึ่งในพื้นที่ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ได้จัดชุดปฏิบัติงานออกเป็น 2 ส่วน (sector) ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน และมีความคืบหน้าในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด บริเวณบ้านกรวด

ในส่วนของ Sector ที่ 1 สามารถเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยได้แล้วกว่า 120,000 ตารางเมตร และใน Sector ที่ 2 ได้พื้นที่ปลอดภัยกว่า 108,000 ตารางเมตร อย่างไรก็ตาม ยังคงเหลือพื้นที่ต้องสงสัยอีกจำนวนหนึ่งที่ยังต้องดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดต่อไป

เหตุการณ์ กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย ทางการไทยคงต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

การที่ กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นในการเร่งรัดการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน การสนับสนุนการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

สถานการณ์ กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ทำให้เราต้องหันกลับมามองถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม การสร้างสังคมที่สงบสุขและปลอดภัยสำหรับทุกคน ควรเป็นเป้าหมายที่เราทุกคนร่วมกันผลักดัน

ที่มา – กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

Scroll to top