Dit

DIT คุมเข้ม! ราคาชุดดำ เตือนห้ามฉวยโอกาส

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่คุมเข้ม เตือนพ่อค้า-แม่ค้า อย่าฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน ขึ้นราคาชุดดำช่วงไว้อาลัย พร้อมเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ รองรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มพรุ่งนี้

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) เปิดเผยหลังจากลงพื้นที่ตรวจติดตามร้านค้าปลีกจำหน่ายชุดและเสื้อผ้าดำย่านท่าน้ำนนท์ ว่า “จากสถานการณ์ที่ประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจร่วมถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ส่งผลให้ความต้องการจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในออกติดตามสถานการณ์ด้านราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้า พร้อมกำชับให้ดูแลให้มีสินค้าเพียงพอและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม”

นายวิทยากร กล่าวว่า “ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้มีการวางแผนจัดการ โดยได้มีการพูดคุยกับโรงงานผู้ผลิตรายใหญ่และเช็คสต๊อกกับห้างค้าส่งค้าปลีก ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่ช่วงแรกอาจจะมีความขลุกขลักเล็กน้อย เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมตัว แต่ตอนนี้สถานการณ์ของโรงงานผู้ผลิตมีความพร้อมแล้ว ในส่วนห้างโมเดิร์นเทรดใหญ่ซึ่งมีสต๊อกของสินค้าอยู่แล้วก็พร้อมจำหน่ายให้แก่พี่น้องประชาชนได้ทันที”

นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า DIT ยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดมสายตรวจลงพื้นที่อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ได้ลงพื้นที่แหล่งค้าส่งขนาดใหญ่ ได้แก่ ประตูน้ำ โบ๊เบ๊ สำเพ็ง พาหุรัด มีการจำหน่ายในราคาปกติ และวันนี้ได้ลงพื้นที่ย่านท่าน้ำนนท์ จังหวัดนนทบุรี ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี นายสงกรานต์ เพ็ชรน้ำเขียว และเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) เพื่อติดตามสถานการณ์การจำหน่ายชุดดำและผ้าสีดำ พบว่ามีการแข่งขันด้านราคาสูง สินค้ามีเพียงพอ ราคาโดยรวมยังอยู่ในระดับปกติ และผู้ประกอบการให้ความร่วมมือดีในการปิดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน

“ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนบางส่วน โดยกรณีแรกเกี่ยวกับราคาส่ง–ราคาปลีกที่แตกต่างตามจำนวนที่ซื้อ ซึ่งได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นไปตามปกติของระบบการค้า อีกกรณีเป็นเรื่องราคาของผ้าที่ซื้อจำนวนมากกับซื้อจำนวนน้อย ซึ่งราคาจะต่างกันตามคุณภาพและต้นทุน ทั้งนี้ ได้กำชับให้ผู้ประกอบการต้องแสดงราคาจำหน่ายทุกประเภทให้โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้อย่างเป็นธรรม” นายวิทยากรกล่าว

นอกจากนี้ ในช่องทางออนไลน์ กรมฯ ได้จัดชุดติดตามพิเศษ เนื่องจากมีการจำหน่ายสินค้าทั้งจากในประเทศและนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งราคามีความหลากหลายขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า โดยกรมฯ จะกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้คำโฆษณาหรือบอกราคาที่หลอกลวงผู้บริโภค

“ขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือในช่วงเวลาที่ประชาชนมีความต้องการสินค้าเพื่อถวายความอาลัย โดยกรมการค้าภายในใช้หลักกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หากผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคาตามมาตรา 28 มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาชุดดำสูงเกินสมควรเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากประชาชนซื้อสินค้าแล้วไม่ได้คุณภาพ ไม่ตรงปก หรือพบเห็นการเอาเปรียบด้านราคา สามารถแจ้งสายด่วน 1569 ของกรมการค้าภายในได้ทันที กรมฯ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน” อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว

ในส่วนของมาตรการลดค่าครองชีพ นายวิทยากรเปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เตรียมความพร้อมรองรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งจะเริ่มวันในวันที่ 29 ต.ค. 68 โดยที่กรมการค้าภายในได้เก็บข้อมูลราคาจำหน่ายสินค้า และขอความร่วมมือร้านจำหน่ายชุดดำทุกราย ให้งดปรับขึ้นราคาหลังเริ่มโครงการคนละครึ่ง และให้จำหน่ายในราคาที่เหมาะสมต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังได้มีแผนประสานร้านอาหารธงฟ้ากว่า 1,500 แห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้มีเมนูอาหารราคาประหยัดจำหน่ายแก่ประชาชน โดยกรมฯ จะจัดหาวัตถุดิบสำคัญ เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ และผักสด ไปสนับสนุนเพื่อช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการและให้สามารถจำหน่ายอาหารคุณภาพดีในราคาพิเศษ

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะรายงานผลการติดตามสถานการณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้ามาตรการเชิงรุกทุกด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลดูแลทุกมิติของค่าครองชีพอย่างแท้จริง และจะไม่ยอมให้มีการฉวยโอกาสทางการค้าในช่วงเวลาที่คนไทยกำลังร่วมแสดงความอาลัยของแผ่นดิน

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

DIT คุมเข้ม! ราคาชุดดำ เตือนห้ามฉวยโอกาส

กรมการค้าภายใน คุมเข้มราคาชุดดำ

  • ตรวจสอบราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด
  • ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา
  • ดูแลให้มีสินค้าเพียงพอและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม

สถานการณ์ราคาชุดดำในช่วงนี้เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่กรมการค้าภายในเข้ามาควบคุมดูแลเป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเองและป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ไม่หวังดี

ที่มา – DIT คุมเข้มราคาชุดดำ เตือนห้ามฉวยโอกาส ลุยมาตรการลดค่าครองชีพ รับ “คนละครึ่งพลัส”

คุมเข้มราคาชุดดำ! ห้ามขึ้นราคา ฝ่าฝืนโทษหนัก

DIT ขอความร่วมมือผู้ประกอบการจำหน่ายชุดดำในราคาที่เหมาะสม ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคา ย้ำต้องปิดป้ายชัดเจน – สถานการณ์จำหน่ายทั่วประเทศราคาทรงตัว สินค้ามีเพียงพอรองรับความต้องการประชาชนช่วงถวายความอาลัย

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประชาชนทั่วประเทศร่วมถวายความอาลัย ทำให้ความต้องการจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กรมการค้าภายในจึงได้เร่งติดตามสถานการณ์ด้านราคาและต้นทุนสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาหรือจำหน่ายสินค้าเอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้จำหน่ายสินค้าดังกล่าวในราคาที่เหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุนจริง และต้องแสดงป้ายราคาชัดเจนทุกชิ้น ทุกช่องทาง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อได้อย่างโปร่งใส เรื่องของการคุมเข้มราคาชุดดำเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ

นายวิทยากร ระบุว่า จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่าต้นทุนวัตถุดิบสำหรับการผลิตเสื้อสีดำไม่มีการปรับเพิ่ม โดยผ้า TC ซึ่งใช้ในการผลิตเสื้อโปโลและผ้ายืด ยังคงมีราคาทรงตัวที่ประมาณ 40 บาทต่อหลา ขณะที่ผ้ายืดสำเร็จรูปอยู่ที่ 180–400 บาทต่อกิโลกรัม (หนึ่งกิโลกรัมผลิตเสื้อได้ประมาณ 3 ตัว) และมีปริมาณสต๊อกเพียงพอต่อความต้องการของโรงงานผู้ผลิต

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน

ด้านการจำหน่ายสินค้าในตลาด พบว่าสินค้ามีเพียงพอต่อการรองรับความต้องการ โดยผู้ผลิตรายใหญ่และร้านค้าส่ง ยังคงราคาจำหน่ายส่งอยู่ในช่วง 100–400 บาทต่อชิ้น ตามแบบและคุณภาพของผ้า ส่วนห้างค้าปลีกรายงานว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคา เสื้อคอกลมจำหน่ายที่ 199–299 บาท เสื้อโปโล 299–359 บาท และเสื้อเชิ้ตแขนยาว 399–499 บาท และพร้อมเตรียมจำหน่ายในโครงการคนละครึ่งในราคาสนับสนุนตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลาสำคัญ

อย่างไรก็ตาม กรมฯ ได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชนผ่านสายด่วน 1569 เกี่ยวกับร้านค้าจำหน่ายชุดดำในราคาสูงขึ้น 1 ราย ในพื้นที่ตลาดโบ๊เบ๊ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเร่งด่วน พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตลาด ร้านค้าจำหน่ายเสื้อผ้า และช่องทางออนไลน์ทั่วประเทศ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยกรณีไม่ปิดป้ายราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หากจำหน่ายในราคาที่สูงเกินสมควรหรือเอาเปรียบผู้บริโภค มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีกักตุนสินค้าเพื่อหวังผลกำไร มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายวิทยากร ย้ำว่า "DIT จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนสามารถจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์ได้ในราคาที่เป็นธรรม มีทางเลือกหลากหลายทั้งจากหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะไม่ถูกเอาเปรียบจากสถานการณ์ปัจจุบัน".

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม

คุมเข้มราคาชุดดำ!

จากสถานการณ์ที่ประชาชนมีความต้องการชุดดำเพิ่มมากขึ้น การคุมเข้มราคาชุดดำจึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ นอกจากนี้การปิดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจนเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อได้

มาตรการคุมเข้มราคาชุดดำ

  • ขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้จำหน่ายในราคาที่เหมาะสม
  • ต้องแสดงป้ายราคาอย่างชัดเจน
  • ตรวจสอบสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด
  • ดำเนินคดีกับผู้ที่ฉวยโอกาสขึ้นราคา

หากพบเห็นการจำหน่ายชุดดำในราคาที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 กรมการค้าภายในพร้อมดำเนินการตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมกับผู้บริโภคอย่างเต็มที่ การร่วมมือกันตรวจสอบและแจ้งเบาะแสเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การคุมเข้มราคาชุดดำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ภาครัฐเข้ามาควบคุมและดูแลราคาสินค้าในช่วงเวลาที่ประชาชนมีความต้องการสูง ถือเป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค สิ่งสำคัญคือการที่ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือในการจำหน่ายสินค้าในราคาที่เหมาะสม รวมถึงการแสดงป้ายราคาอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจและเป็นธรรม

การคุมเข้มราคาชุดดำไม่ใช่แค่เรื่องของการควบคุมราคา แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคในช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

ที่มา – คุมเข้มราคาชุดดำ เตือนห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา-ต้องปิดป้ายชัดเจน ฝ่าฝืนโทษหนัก

DIT ตรวจโรงบรรจุก๊าซพิษณุโลก พบน้ำหนักขาด สั่งดำเนินคดี

กรมการค้าภายใน (DIT) ลุยตรวจโรงบรรจุก๊าซหุงต้มในจังหวัดพิษณุโลกอย่างเข้มงวด พบถังก๊าซบรรจุน้ำหนักขาด จึงสั่งดำเนินคดีกับสถานประกอบการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความเป็นธรรมทางการค้า นี่คือผลจากการ DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) หรือ CIB ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) สำหรับหุงต้ม และโรงบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวในพื้นที่ตำบลพลายชุมพล ตำบลท่าทอง และตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 จากการตรวจสอบพบว่า สถานประกอบการแห่งหนึ่งในตำบลท่าโพธิ์ มีถังก๊าซบรรจุขนาด 15 กิโลกรัม จำนวน 52 ถัง มีน้ำหนักก๊าซที่บรรจุไม่ครบตามปริมาณที่ระบุไว้เฉลี่ยขาด 1.3 กิโลกรัมต่อถัง เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของกลางไว้ในที่เกิดเหตุ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน “เป็นผู้บรรจุสินค้าหีบห่อโดยรู้ว่าปริมาณของสินค้าที่บรรจุไม่ถูกต้องตามที่แสดงไว้ ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” และ “เป็นผู้จำหน่ายสินค้าหีบห่อที่แสดงปริมาณไว้โดยรู้ว่าปริมาณของสินค้าที่บรรจุไม่ถูกต้องตามที่แสดงไว้” อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ.2542 โดยพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน

นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า “ภายหลัง (วันที่ 17 ตุลาคม 2568) สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดเขตพิษณุโลก ได้เข้าตรวจสอบเพิ่มเติมที่โรงบรรจุก๊าซแห่งเดียวกัน พบว่ามีก๊าซหุงต้มที่บรรจุไว้แล้วแต่ยังไม่ผนึกซีลอีก 193 ถัง โดยทั้งหมดมีน้ำหนักขาดจากที่ระบุ เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้ผู้จัดการโรงบรรจุดำเนินการบรรจุก๊าซให้ครบตามปริมาณที่ระบุข้างถัง และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบยืนยันความถูกต้องก่อนนำออกจำหน่ายให้ประชาชน”

รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า “การกระทำดังกล่าวถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างร้ายแรง เพราะผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนแต่ได้รับสินค้าที่มีปริมาณน้อยกว่าที่แสดงไว้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นธรรมทางการค้าและความเชื่อมั่นของประชาชน กรมการค้าภายในจึงดำเนินการอย่างเข้มงวดในการตรวจสอบเครื่องชั่ง เครื่องวัด และสถานประกอบการบรรจุก๊าซทั่วประเทศ เพื่อให้การซื้อขายสินค้าเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม และขอให้ประชาชนสังเกตการใช้งานว่าหมดก๊าซหุงต้มเร็วกว่าปกติที่เคยใช้หรือไม่ โดยหากพบการจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่มีน้ำหนักไม่ครบตามที่ระบุไว้ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร.1569 สำนักงานสาขาชั่งตวงวัด หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคและสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจของประเทศ”

DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก

กรณี DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและควบคุมมาตรฐานสินค้าเพื่อปกป้องผู้บริโภค การที่กรมการค้าภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างจริงจัง ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าสินค้าที่ซื้อมานั้นมีคุณภาพและปริมาณที่ถูกต้อง หากไม่มีการตรวจสอบเช่นนี้ ผู้บริโภคอาจถูกเอารัดเอาเปรียบได้โดยง่าย

ผลกระทบจากการ DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก

  • สร้างความเป็นธรรมทางการค้า
  • ปกป้องสิทธิผู้บริโภค
  • สร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ
  • ป้องปรามการกระทำผิด

การ DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก ไม่ได้เป็นเพียงการจับปรับผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานสินค้าและบริการ หากผู้ประกอบการทุกรายให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎหมาย ก็จะช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืนได้ในระยะยาว

อย่าลืมตรวจสอบน้ำหนักและปริมาณสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ หากพบความผิดปกติ แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที!

ที่มา – DIT ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซ จ.พิษณุโลก พบถังบรรจุน้ำหนักขาด สั่งยายัด-ดำเนินคดี

Scroll to top