Double Deck

เจาะลึกโครงการ ทางด่วน 2 ชั้น งามวงศ์วาน-พระราม 9 ลดค่าผ่านทางเหลือ 50 บาท

ความคืบหน้าโครงการ ทางด่วน 2 ชั้น งามวงศ์วาน-พระราม 9

วงการคมนาคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ได้ออกมาตอกย้ำข่าวดีสำหรับชาวกรุงและผู้ใช้รถใช้ถนนว่า กระทรวงคมนาคมพร้อมเดินหน้าโครงการก่อสร้าง ทางด่วน 2 ชั้น งามวงศ์วาน-พระราม 9 อย่างเต็มที่ โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในแมกเน็ตสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาจราจรติดขัดบนเส้นทางสายหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยงบประมาณลงทุนกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท

ทำไมต้องมีโครงการ ทางด่วน 2 ชั้น งามวงศ์วาน-พระราม 9?

ปัญหาการจราจรบนทางพิเศษศรีรัชเป็นสิ่งที่คนทำงานต้องเผชิญทุกเช้าเย็น การสร้างทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck) ระยะทาง 17 กิโลเมตร จึงเปรียบเสมือนทางออกที่จะช่วยระบายรถได้ดีขึ้น ซึ่งเป้าหมายหลักนอกจากจะช่วยเรื่องการเดินทางแล้ว ยังเน้นไปที่การลดภาระค่าครองชีพให้พี่น้องประชาชน โดยรัฐบาลมีแนวคิดผลักดันให้มีการปรับลดค่าผ่านทางเหลือเพียง 50 บาทตลอดสาย ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือผู้ใช้งานจริงในยุคที่ค่าครองชีพสูง

ทั้งนี้ การดำเนินงานไม่ได้หยุดนิ่ง แม้หลายคนจะกังวลเรื่องความล่าช้า แต่ทางกระทรวงคมนาคมยืนยันว่าขั้นตอนทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ โดยปัจจุบันกำลังรอการอนุมัติรูปแบบการร่วมลงทุน (PPP) จากกระทรวงการคลัง และตั้งเป้าว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในปี 2569 นี้ เพื่อให้ทันต่อการใช้งานในรัฐบาลชุดปัจจุบัน

  • จุดเด่นโครงการ: ยกระดับการเดินทาง ลดความแออัดบนทางด่วนชั้นที่ 1
  • งบประมาณ: 34,800 ล้านบาท
  • การปรับราคา: เล็งลดค่าผ่านทางเหลือ 50 บาท เพื่อคืนความสุขให้ประชาชน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการขยายสัญญาสัมปทานให้กับทาง BEM ออกไปอีก 22 ปี 5 เดือน ยังต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากหน่วยงานส่วนกลาง โดยเฉพาะเรื่องของรายได้ที่อาจจะหายไปของ กทพ. ซึ่งมีการประเมินไว้ที่ประมาณ 1,500 – 2,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ต้องหาแนวทางชดเชยที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ในฐานะผู้ใช้งานทางด่วน หากโครงการ ทางด่วน 2 ชั้น งามวงศ์วาน-พระราม 9 เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจริง จะช่วยประหยัดทั้งเวลาและเงินในกระเป๋าของคุณได้อย่างแน่นอน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ากระทรวงการคลังจะมีบทสรุปในเรื่องเงื่อนไขสัมปทานออกมาอย่างไร คาดการณ์ว่าข่าวดีนี้จะส่งผลบวกต่อภาพรวมการคมนาคมขนส่งของกรุงเทพมหานครให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – “พิพัฒน์” ยันเดินหน้า ทางด่วน 2 ชั้น งามวงศ์วาน-พระราม 9 เล็งลดค่าผ่านทางเหลือ 50 บาท

สุรเชษฐ์ ดักคอ อนุทิน ขยายสัมปทานทางด่วนยาว จริงหรือ?

“สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ” ดักคอรัฐบาลอนุทินตั้งท่าขยายสัมปทานทางด่วนข้ามศตวรรษ ลากยาวอีก 22 ปี 5 เดือน หวังเก็บกระสุนเตรียมเลือกตั้งหรือไม่ ยก 4 เหตุผลไม่เห็นด้วย เอาเรื่องลดค่าทางด่วนมาบังหน้า แท้จริงเจตนาเอื้อนายทุน

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวจุดยืนของพรรคประชาชนคัดค้านกรณีที่รัฐบาลมีความพยายามขยายสัญญาสัมปทานโครงการก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 ที่ดำเนินการโดยบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ออกไป จากเดิมจะหมดสัมปทานในปี 2578 ขยายอีก 22 ปี 5 เดือน ไปสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2601

โดยนายสุรเชษฐ์กล่าวว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเร็วๆ นี้ว่ากระทรวงคมนาคมเร่งหาแนวทางในการลดค่าทางด่วนทุกเส้นทางภายในสิ้นปี 2568 สูงสุดไม่เกิน 50 บาท เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ทั้งนี้ไม่รวมโครงการทางพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ซึ่งตนต้องตั้งคำถามว่านี่เป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย แม้ได้ค่าทางด่วนถูกลงแต่ต้องแลกด้วยอะไร คุ้มหรือไม่ที่จะแลก เรื่องนี้เป็นของขวัญที่ดีให้ประชาชนหรือเป็นภาระของลูกหลานในอนาคตจนมากเกินควรกันแน่

ความพยายามขยายสัมปทานทางด่วนนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีมาตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2562 โดยแบ่งเป็น 2 ก้อน ก้อนแรกคือขณะนั้นสัญญาทางด่วนขั้นที่ 2 ใกล้จะหมดสัญญาสัมปทาน แต่เอกชนมีความพยายามจะขยายสัมปทานออกไป อย่างไรก็ตามในช่วงระยะเวลาสัมปทาน มีการฟ้องร้องกันเรื่อยมาระหว่างรัฐกับเอกชน แต่แทนที่จะต่อสู้กันตามกระบวนการปกติในชั้นศาลโดยพิจารณาเป็นรายคดี รัฐบาลในเวลานั้นกลับไม่ทำ กลับนำข้อพิพาทต่างๆ มาเจรจายอมความ โดยให้เอกชนได้ขยายสัญญาสัมปทานเพิ่มไปฟรี ๆ 15 ปี 8 เดือน หรือที่เรียกว่า “ค่าแกล้งโง่” ทำให้สัญญาสัมปทานที่กำลังจะหมดในปี 2563 ขยายไปเป็นปี 2578 โดยขณะนั้นตนในฐานะ สส. พรรคอนาคตใหม่เป็นฝ่ายค้านและเป็นเสียงข้างน้อยในสภาฯ จึงหยุดเรื่องนี้ไม่สำเร็จ

ก้อนที่สองคือการขยายสัมปทานเพื่อแลกกับการสร้าง Double Deck หรือทางด่วนชั้นที่ 2 บนทางด่วนขั้นที่ 2 ซึ่งพวกตนไม่เห็นด้วยเช่นกัน โดยในช่วงปี 2562-2563 รัฐบาลตอนนั้นให้เลื่อนโครงการ Double Deck ไปพิจารณาแยก ต่อมาปี 2567 ในรัฐบาลเพื่อไทย ก็มีการโฆษณาว่าจะให้ของขวัญปีใหม่แก่ประชาชนด้วยการลดค่าทางด่วนเช่นกัน จากวันนั้นมาถึงวันนี้ ความพยายามในการลดค่าทางด่วนเพื่อขยายสัมปทานแลกกับการสร้าง Double Deck ก็ยังอยู่ เพราะเบื้องหลังเรื่องนี้ยังเป็นคนหน้าเดิมๆ นายทุนเจ้าเดิมๆ ที่เข้าได้กับทุกรัฐบาลและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง 

โดยในวันแถลงนโยบายของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีการโฆษณาว่าจะลดรายจ่ายให้ประชาชนด้วยการลดค่าผ่านทาง ซึ่งตนได้ตั้งคำถามต่อ รมว.คมนาคม ตั้งแต่วันนั้นว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ได้ต้องการลดราคาทางด่วนให้ประชาชน แต่คือการหาเรื่องขยายสัมปทานทางด่วนยาวใช่หรือไม่ แต่รัฐมนตรีไม่ยอมตอบ แล้ววันนี้เอาเรื่องลดค่าทางด่วน 50 บาทมาบังหน้า แต่ประเด็นที่ไม่ได้ถูกตั้งคำถามเลยคือมีความคุ้มค่าจริงหรือที่เราต้องจ่ายเงินเข้ากระเป๋านายทุนนานขึ้น เพราะถ้าได้ผลประโยชน์ลดลงนายทุนคงไม่ยอมเซ็นแน่

“เรื่องนี้ประชาชนจึงเดือดร้อนไม่รู้ตัว แม้ค่าทางด่วนลดลงบ้างในวันนี้แต่ต้องจ่ายไปอีกนานขึ้นมาก และถือเป็นการแช่แข็งการพัฒนา เพราะรัฐบาลในอนาคตอาจมีนโยบายดีๆ เช่นลดค่าทางด่วนในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งมีรถวิ่งน้อย หรือให้ขึ้นทางด่วนฟรีก็ไม่สามารถทำได้ เพราะติดสัญญาสัมปทานกับเจ้าเดิม โดยไม่มีการแข่งขัน เราจะอยู่กันไปแบบนี้เรื่อยๆ หรือ ผมเชื่อว่ามีเอกชนเจ้าอื่นที่อยากเข้ามาแข่งขัน และรัฐอาจได้รับข้อเสนอที่ดีกว่าปัจจุบันด้วย”

นายสุรเชษฐ์กล่าวต่อว่า หลักการของสัมปทานคือสัมปทานหมดแล้วควรหมดเลย การขยายออกไปยิ่งเอื้อให้เอกชนได้กำไรเกินควร ยกตัวอย่างเช่นในปีแรกๆ ของการก่อสร้างทางด่วน เอกชนก็ต้องกู้เงินและเป็นผู้แบกค่าใช้จ่ายหลัก แต่ปีต่อๆ มาเมื่อคนใช้ทางด่วนมากขึ้นและรายจ่ายค่าซ่อมบำรุงของเอกชนคงที่ ในปีต่อๆ ไปกำไรจะยิ่งมากขึ้น ดังนั้น หากรัฐตกลงกับเอกชนให้หากำไรได้ที่ 30 ปีก็ควรจบตามนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือหาเหตุจะขยายสัมปทานทางด่วนยาวไปถึงปี 2601 

“ค่าผ่านทางวันนี้ถูกหรือแพงเกินไป เป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้ แต่ที่รัฐไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ก็เพราะติดเงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน ต้องตั้งคำถามว่าผู้บริหารการทางพิเศษฯ ชงเรื่องนี้เพื่อใคร ใครเป็นคนแต่งตั้งผู้บริหารการทางฯ และสิ่งที่กำลังดันกันอยู่นี้ เพื่อประชาชนหรือเพื่อนายทุนกันแน่”

นายสุรเชษฐ์กล่าวว่า โดยสรุปจุดยืนพรรคประชาชนคัดค้านเรื่องนี้ด้วยเหตุผล 4 ข้อ

1. ไม่คุ้มค่า: ประชาชนจ่ายถูกลงนิดหน่อย แต่ต้องจ่ายลากยาวข้ามศตวรรษ

2. ไม่โปร่งใส: เมื่อกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ ที่ตนเป็นประธาน พยายามขอข้อมูลในรายละเอียดของโครงการ Double Deck หน่วยงานก็ไม่ให้ บอกว่าต้องรอ ครม. อนุมัติก่อน แต่ถึงวันนั้นจะมีประโยชน์อะไร เพราะถ้า ครม. อนุมัติไปแล้ว รัฐบาลใหม่เข้ามาก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เพราะถ้าไปยกเลิก รัฐก็ต้องเสียค่าโง่ 

“ผมได้ข้อมูลจากข้าราชการ ว่ามีวาระลับในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (บอร์ด PPP) เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 อยากให้สื่อมวลชนช่วยกันจี้ถามทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ว่าในวันนั้นมีวาระเรื่องขยายสัมปทานทางด่วนยาวอยู่ด้วยหรือไม่ แล้วมติคืออะไร เพราะถ้าหลุดจากบอร์ด PPP มาได้ ทางก็ฉลุยเข้า ครม. ได้เลย” 

3. ไม่ได้ดีจริง: โครงการ Double deck ไม่ได้แก้ปัญหารถติด หรือต่อให้ใครคิดว่าโครงการนี้ดีจริงก็ควรรอให้หมดสัมปทานก่อนแล้วเปิดประมูลให้มีการแข่งขัน  อีกทั้งโครงการนี้ มูลค่าการลงทุนราว 34,800 ล้านบาท เป็นการสร้างทางด่วนชั้นที่สองคร่อมทางด่วนขั้นที่สอง ไม่ได้ลงสู่พื้นราบโดยตรง โครงการนี้จึงเป็นเหมือนการเพิ่มพื้นที่จอดรถบนอากาศ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหารถติดบนทางด่วน และการลงทุนก็แพงมาก เฉลี่ยกิโลเมตรละ 2,047 ล้านบาท สูงกว่างบลงทุนของ อบจ. ทั้งจังหวัดด้วยซ้ำ

4. ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลนี้: นี่มันรัฐบาล 4 เดือน ไม่ควรเจรจาซุปเปอร์ดีลแสนล้านอันนำมาซึ่งผลผูกพันต่อคนรุ่นหลังไปอีกแสนนาน ประเด็นนี้สำคัญต่อความชอบธรรมทางการเมือง การตัดสินใจดีลใหญ่เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ เพราะรัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลตาม MOA จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 แต่กำลังคิดจะสร้างภาระให้ประชาชนไปถึงปี 2601 รัฐบาลควรเอาเหตุผล ตัวเลข ข้อเท็จจริงมาเปิดเผยและถกเถียงให้ตกผลึกก่อน แล้วให้รัฐบาลหน้าที่มีความชอบธรรมทางการเมืองมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นผู้ตัดสินใจ

ข้อเสนอของพรรคประชาชน คือรัฐบาลต้องหยุดหาเรื่องขยายสัมปทานไปเรื่อย เน้นแก้ปัญหารถติดให้ถูกจุด ไม่จำเป็นต้องรีบทำ Double Deck แต่ควรรอให้หมดสัมปทานก่อนแล้วค่อยคิดแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น อาจเปลี่ยนระบบการเก็บเงินบนทางด่วนเป็นแบบ Distance-based วิ่งใกล้จ่ายน้อย วิ่งไกลจ่ายมาก หรือ Time-dependent กล่าวคือช่วงกลางคืนคนใช้ทางด่วนน้อยอยู่แล้ว อาจให้ใช้ทางด่วนฟรีหรือเก็บราคาถูกเพื่อให้ประชาชนสะดวกและปลอดภัยมากขึ้นโดยรัฐไม่ได้เสียอะไรเพิ่มเลย ซึ่งทั้งหมดนี้ทำไม่ได้เลยถ้ายังขยายสัมปทานให้เอกชนเจ้าเดิมอยู่แบบนี้

“เรายังมีหลายทางเลือกที่ทำได้โดยไม่ต้องเอื้อนายทุน รัฐบาลอย่าเร่งอนุมัติเรื่องใหญ่เพื่อเก็บกระสุนไปเลือกตั้ง เรื่องที่ผูกพันเป็นภาระยาวนานเช่นนี้ ต้องรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมาตัดสินใจ โดยช่วงเลือกตั้ง ควรให้แต่ละพรรคนำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาเพื่อมาแข่งขันกัน แล้วให้ประชาชนเลือก“

สุรเชษฐ์เตือน! อนุทินจ่อขยายสัมปทานทางด่วนยาว จริงหรือ?

ทำไมถึงต้องจับตาการขยายสัมปทานทางด่วนยาว?

การขยายสัมปทานทางด่วนยาวอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาว หากรัฐบาลเร่งรีบอนุมัติโครงการโดยไม่พิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ อาจเป็นการสร้างภาระให้กับคนรุ่นหลังและจำกัดโอกาสในการพัฒนาประเทศในอนาคต

ที่มา – “สุรเชษฐ์” ดักคอ “อนุทิน” จ่อขยายสัมปทานทางด่วนยาว หวังเก็บกระสุนเตรียมเลือกตั้งหรือไม่

Scroll to top