Gistda

สยบฝุ่น PM 2.5: จับตาเผาอ้อยด้วย AI และดาวเทียม

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยังคงเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งแก้ไข ล่าสุด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผนึกกำลัง 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการเผาอ้อย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักหนึ่งของการเกิดฝุ่น PM 2.5 โดยจะมีการนำเทคโนโลยี AI และดาวเทียมมาใช้ในการสยบฝุ่น PM 2.5 ด้วยการจับตาการเผาอ้อยแบบเรียลไทม์ทั่วประเทศ

สยบฝุ่น PM 2.5 ด้วยเทคโนโลยี AI และดาวเทียม

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับปลัดกระทรวงจากอีก 3 กระทรวง โดยมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมเป็นสักขีพยาน การลงนามครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและสยบฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน

ความร่วมมือนี้จะครอบคลุมช่วงฤดูการผลิตปี 2568/2569 ถึง 2569/2570 โดยมุ่งเน้นการลดการเผาอ้อยทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว พร้อมกับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายการปฏิบัติงาน

ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับชาติ โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาอ้อย ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกและการวิเคราะห์ที่แม่นยำ กระทรวง อว. พร้อมนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการสถานการณ์

GISTDA ใช้ดาวเทียมและ AI จับตาเผาอ้อยแบบเรียลไทม์

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จะนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ปลูกอ้อยและอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายทั้งระบบ ตั้งแต่การทำแผนที่พื้นที่ปลูก การคาดการณ์ผลผลิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงการติดตามสถานการณ์การเผาอ้อยด้วยระบบตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot)

GISTDA จะพัฒนาระบบเฝ้าระวังและติดตามการเผาอ้อยแบบเรียลไทม์ ที่ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายทั่วประเทศ โดยใช้ดาวเทียมความละเอียดสูงผสานกับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อระบุพิกัดจุดเผาไหม้ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และคาดการณ์ทิศทางการแพร่กระจายของฝุ่น PM 2.5 ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบาย การบังคับใช้กฎหมาย การกำกับดูแลเกษตรกรและโรงงาน รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ

การสยบฝุ่น PM 2.5 นั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราสามารถรับมือกับปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาอ้อย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความพยายามในครั้งนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และช่วยให้คุณภาพอากาศของประเทศไทยดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ที่มา – สยบฝุ่น PM 2.5 อว. ผนึก 3 กระทรวง ใช้ AI-ดาวเทียม จับตาเผาอ้อยเรียลไทม์ทั่วประเทศ

GISTDA วิเคราะห์น้ำท่วมหาดใหญ่ เสียหายกว่าแสนหลัง

GISTDA วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมเทศบาลนครหาดใหญ่ พบอาคารได้รับผลกระทบกว่าแสนหลัง-วงเงินฟื้นฟูอาคารบ้านเรือนเบื้องต้นอาจสูงถึงกว่า 1,200 ล้านบาท

จากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทีมวิเคราะห์เชิงพื้นที่ของ GISTDA ได้ติดตามและประมวลผลข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมร่วมกับแบบจำลองระดับน้ำสามมิติ (3D) เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ผลวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่จำนวนมากมีระดับน้ำสูงตั้งแต่ 1 เมตรไปจนถึงกว่า 4 เมตร โดยเฉพาะบริเวณลุ่มต่ำและพื้นที่ชุมชนหนาแน่นซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก

โดยข้อมูลที่ประมวลจากระบบภูมิสารสนเทศพบว่าอาคารบ้านเรือนในเทศบาลนครหาดใหญ่มีจำนวนกว่า 102,520 หลัง ในจำนวนนี้มี 7,693 หลังที่ถูกน้ำท่วมทั้งหลัง และ 59,845 หลังที่ท่วมบางส่วน ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพรวมของผลกระทบที่กระจายเป็นวงกว้างทั่วทั้งเมือง

ความเสียหายต่อบ้านเรือน: ข้อมูลที่สะท้อนความจริงจากพื้นที่

ประเมินค่าเสียหาย: ซ่อมบ้านหนึ่งหลังต้องใช้งบเท่าไหร่?

GISTDA ใช้ข้อมูลเชิงวิศวกรรมและเศรษฐกิจในการประเมินต้นทุนความเสียหายจริงของอาคารและทรัพย์สินภายในบ้าน โดยพิจารณาความเสียหายตามระดับความลึกของน้ำท่วม: เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่อยู่ในระดับน้ำ (เช่น ทีวี ตู้เย็น) อาจเสียหายสูงถึง 6,990 – 18,000 บาท สำหรับเฟอร์นิเจอร์ ต่างๆในบ้าน ห้องน้ำ และห้องครัว อาจมีค่าเสียหายอยู่ที่ระหว่าง 6,000 – 9,900 บาท 

นอกจากนี้ ยังมีค่าซ่อมแซมโครงสร้าง เช่น ระบบไฟฟ้า ประปา พื้น–ผนัง รวมถึงส่วนประกอบโครงสร้างอื่น ๆ อยู่ที่ประมาณ 3,000 – 10,000 บาทขึ้นไป

ค่าใช้จ่ายฟื้นฟูโดยเฉลี่ยต่อครัวเรือน: การคำนวณตามน้ำหนักความเสียหายตามระดับความลึกและประเภทอาคาร พบว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมต่อครัวเรือนโดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 15,000 – 35,000 บาทต่อหลัง โดยพื้นที่ที่น้ำท่วมลึกเกิน 3 เมตรจะมีความเสียหายต่อโครงสร้างและระบบไฟฟ้าสูงที่สุด

ฟื้นฟูบ้านเรือนในเทศบาลนครหาดใหญ่อาจต้องใช้งบเพิ่มกว่า 1,200 ล้านบาท จากการประเมินต้นทุนการซ่อมแซมที่แท้จริง หากคำนวณจากบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบมากกว่าแสนหลัง พบว่าอาจต้องมีงบประมาณเพิ่มเติมอีกกว่า 1,200 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนสามารถซ่อมบ้านและกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มาจากการคาดเดา แต่เป็นผลลัพธ์จากข้อมูลเชิงพื้นที่ ข้อมูลระดับน้ำจริง และแบบจำลองที่ประมวลผลอย่างเป็นระบบตามหลักวิทยาศาสตร์

ข้อมูลภูมิสารสนเทศช่วยให้การตัดสินใจแม่นยำขึ้น: เพราะข้อมูลจากดาวเทียมและเทคโนโลยี GIS ทำให้เรามองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้ชัดเจนขึ้น ทั้งระดับน้ำ ความหนาแน่นอาคาร รวมถึงพื้นที่ที่ควรเร่งเข้าฟื้นฟูก่อน ช่วยให้การวางแผนใช้งบประมาณเป็นไปอย่างตรงจุด โปร่งใส และตรวจสอบได้

ดูพื้นที่น้ำท่วมในรูปแบบ 3 มิติ (3D) ได้ที่นี่ เพื่อให้ประชาชน หน่วยงาน และผู้สนใจสามารถสำรวจระดับน้ำและพื้นที่ได้รับผลกระทบได้ด้วยตัวเอง

https://gistdaportal.gistda.or.th/portal/apps/instant/3dviewer/index.html?appid=c21c32105a8342e08fdb79e453df9da8

GISTDA วิเคราะห์น้ำท่วมหาดใหญ่ บ้านเรือนเสียหายกว่าแสนหลัง

สถานการณ์ GISTDA วิเคราะห์น้ำท่วมหาดใหญ่ บ้านเรือนเสียหายกว่าแสนหลังนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเชิงพื้นที่ช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และวางแผนการช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการวิเคราะห์น้ำท่วมหาดใหญ่

การ GISTDA วิเคราะห์น้ำท่วมหาดใหญ่ บ้านเรือนเสียหายกว่าแสนหลัง ไม่ใช่แค่การประเมินความเสียหาย แต่เป็นการวางแผนเพื่ออนาคต เพื่อให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันได้อย่างดีขึ้นในอนาคต ข้อมูลที่ GISTDA รวบรวมมานั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการวางผังเมืองที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ

การฟื้นฟูหลัง GISTDA วิเคราะห์น้ำท่วมหาดใหญ่ บ้านเรือนเสียหายกว่าแสนหลัง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง การสนับสนุนและความเข้าใจจากทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

ที่มา – GISTDA วิเคราะห์น้ำท่วมหาดใหญ่ บ้านเรือนเสียหายกว่าแสนหลัง คาดฟื้นฟูกว่า 1.2 พันล้านบาท

GISTDA เผยภาพถ่ายดาวเทียม “หาดใหญ่” พื้นที่แห้งเพิ่ม!

GISTDA เผยภาพถ่ายจากดาวเทียม “หาดใหญ่” ปรากฏพื้นที่แห้งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ถนนสายหลักหลายสายเริ่มกลับมาใช้การได้แล้ว

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 แฟนเพจ GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เปิดเผยภาพถ่ายจากดาวเทียมความละเอียดสูง Pléiades (เปลยาด) บันทึกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 10.53 น. ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่น้ำท่วมขังบางส่วนของอำเภอควนเนียง อำเภอบางกล่ำ และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เริ่มมีแนวโน้มลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง โดยปรากฏให้เห็นพื้นที่แห้งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงหลายวันที่ผ่านมา

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของหน่วยงานท้องถิ่นและภาครัฐที่ยังคงเร่งสูบน้ำ-ระบายน้ำออกจากชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น คลองเรียน คลองหอยโข่ง บ้านหน้าควน และเขตเศรษฐกิจของอำเภอหาดใหญ่ ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักต่อเนื่องในรอบสัปดาห์ ส่งผลให้เกิดน้ำไหลหลากและท่วมฉับพลันในบางจุด ขณะที่ถนนสายหลักหลายสายเริ่มกลับมาใช้การได้แล้ว แต่ยังมีบางซอยและบางหมู่บ้านที่ต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

ข้อมูลเชิงพื้นที่จากภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA ชุดนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถประเมินสภาพน้ำท่วมแบบรายจุดได้แม่นยำมากขึ้น ทั้งการระบุพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว พื้นที่ที่ยังคงมีน้ำขัง รวมถึงแนวโน้มการขยายตัวหรือหดตัวของพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งจำเป็นต่อการจัดทีมเข้าช่วยเหลือ การลำเลียงอาหาร–ยา การดูแลกลุ่มเปราะบาง และการฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ที่ยังวิกฤต

GISTDA ระบุว่า ชุดข้อมูลภาพถ่ายจาก Pléiades รวมถึงการวิเคราะห์พื้นที่น้ำท่วมในรอบนี้ ได้ถูกส่งต่อให้หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการวางแผนและตัดสินใจในการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนการประเมินผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่เกษตรกรรม แหล่งน้ำ และชุมชน

สถานการณ์น้ำในอำเภอควนเนียง อำเภอบางกล่ำ และอำเภอหาดใหญ่ แม้เริ่มมีสัญญาณคลี่คลาย แต่หน่วยงานยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาพอากาศยังแปรปรวน และมีความเสี่ยงฝนตกช่วงปลายสัปดาห์ ซึ่งอาจส่งผลต่อระดับน้ำในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา-เส้นเลือดหลักของเมืองหาดใหญ่

ท่านสามารถติดตามและตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมขังได้ ผ่านช่องทางหลักของ GISTDA:

GISTDA เผยภาพถ่ายดาวเทียม “หาดใหญ่” ปรากฏพื้นที่แห้งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาในช่วงก่อนหน้านี้ ล่าสุด GISTDA ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่น้ำท่วมขัง โดยพบว่า พื้นที่แห้งในหาดใหญ่เริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ภาพถ่ายดาวเทียมดังกล่าวมาจากดาวเทียม Pléiades ซึ่งมีความละเอียดสูง ทำให้สามารถมองเห็นรายละเอียดของพื้นที่ได้อย่างชัดเจน ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประเมินสถานการณ์และวางแผนการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์โดยรวมของ “หาดใหญ่” จากภาพถ่ายดาวเทียม

จากภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุด พบว่า พื้นที่น้ำท่วมขังในบางส่วนของอำเภอควนเนียง อำเภอบางกล่ำ และอำเภอหาดใหญ่ เริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง GISTDA เผยภาพถ่ายดาวเทียม “หาดใหญ่” ชุดนี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่แห้งเริ่มขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงหลายวันที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หน่วยงานต่างๆ ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาพอากาศยังคงแปรปรวนและมีความเสี่ยงที่จะเกิดฝนตกหนักในช่วงปลายสัปดาห์

ข้อมูลนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการวางแผนการจัดการน้ำและการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม การมีข้อมูลที่แม่นยำและทันต่อสถานการณ์จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน

นอกจากนี้ การที่ GISTDA เผยภาพถ่ายดาวเทียม “หาดใหญ่” ปรากฏพื้นที่แห้งเพิ่มขึ้น ยังเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์น้ำท่วม การได้รับรู้ว่าสถานการณ์กำลังดีขึ้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในการต่อสู้และฟื้นฟูชีวิตให้กลับคืนสู่ปกติได้โดยเร็ว

ทาง GISTDA ยังคงให้ความสำคัญกับการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างต่อเนื่องและพร้อมที่จะสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หากท่านต้องการติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด สามารถตรวจสอบได้ผ่านช่องทางหลักของ GISTDA ได้เลยครับ

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คน การมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่ GISTDA เผยแพร่ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมอย่างต่อเนื่องถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดการภัยพิบัติและการให้ความช่วยเหลือประชาชน

ที่มา – GISTDA เผยภาพถ่ายดาวเทียม “หาดใหญ่” ปรากฏพื้นที่แห้งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นปัญหาที่ประเทศไทยต้องเผชิญอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ล่าสุด GISTDA ได้เผยแพร่ภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68 กับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทย ผลการเปรียบเทียบแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

ภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68

GISTDA หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมในการวิเคราะห์และเปรียบเทียบสถานการณ์น้ำท่วมขังบริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่จังหวัดชัยนาทลงไปจนถึงอ่าวไทย โดยเปรียบเทียบข้อมูลในช่วงเดือนพฤศจิกายนของปี 2554 และปี 2568

จากข้อมูลภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68 พบว่า:

  • ปี 2554 (สีแดง): มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังสูงถึง 9,511,059 ไร่
  • ปี 2568 (สีฟ้า): มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังอยู่ที่ 1,303,299 ไร่

ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่น้ำท่วมขังในปี 2568 นั้น น้อยกว่าปี 2554 ในช่วงเวลาเดียวกันถึง 86% ถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อสถานการณ์น้ำท่วม

แม้ว่าพื้นที่น้ำท่วมในปี 2568 จะน้อยกว่าปี 2554 อย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะไม่น่ากังวล ปัจจัยหลายอย่างอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์น้ำท่วมได้ เช่น ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในแต่ละปี การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

การที่พื้นที่น้ำท่วมน้อยลง อาจเป็นผลมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ดีขึ้น หรืออาจเป็นเพราะปริมาณฝนในปี 2568 น้อยกว่าปี 2554 อย่างไรก็ตาม การติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิดยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

GISTDA ได้ส่งข้อมูลภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68 ให้กับหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ เพื่อนำไปใช้สนับสนุนในการบริหารจัดการตามภารกิจ ทั้งด้านการวางแผนและการติดตาม เพื่อประเมินสถานการณ์ต่อไป ท่านสามารถติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังเพิ่มเติมได้ที่: https://disaster.gistda.or.th

การใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศในการติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำท่วม เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องในการบริหารจัดการน้ำและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ภาพดาวเทียม เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมปี 68 พบน้อยกว่า “มหาอุทกภัยปี 54” ราว 86%

ธนิก นิธิพันธวงศ์ จุดประกายอวกาศไทยยุคใหม่

รู้จัก ธนิก นิธิพันธวงศ์ วิศวกรการบินและอวกาศ ผู้จุดประกายอุตสาหกรรมอวกาศไทยยุคใหม่ รับการเตรียมเปิดตัวสายการบินอวกาศแห่งแรกในเอเชียของไทย

ธนิก นิธิพันธวงศ์ คือคนไทยจำนวนน้อยที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ ในฐานะวิศวกรการบินและอวกาศ ระบบที่เขาใช้คือ แบบปล่อยกลางอากาศ (Air-Launch System) ซึ่งยานแม่หรือเครื่องบินบรรทุกจะนำยานอวกาศขึ้นไปที่ความสูงระดับหนึ่งก่อนปล่อยให้ทะยานขึ้นสู่ขอบอวกาศ

หลังจากนั้น ยานแม่จะร่อนกลับลงมาจอดอย่างปลอดภัยบนรันเวย์ ประสบการณ์ระดับโลกของเขานี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขากลับมาสร้างเส้นทางใหม่ให้กับประเทศไทย เส้นทางที่จะเชื่อมฟ้าไทยเข้ากับจักรวาล ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของสายการบินอวกาศไทยในอนาคต

ธนิกได้กล่าวถึง Spaceline หรือ สายการบินอวกาศ ในงาน Thailand Space Expo 2025 มหกรรมด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายว่า ถ้า Airline คือสายการบินในโลก ดังนั้น Spaceline ก็คือสายการบินสู่อวกาศ ที่ทำการบินในระดับความสูงไม่น้อยกว่า 100 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นบริเวณที่เรียกว่าเส้นคาร์มาน (Kármán Line)

สายการบินอวกาศจะให้บริการเที่ยวบินสู่อวกาศ ทั้งเพื่อการวิจัย วิทยาศาสตร์ และการท่องเที่ยว โดยมีระบบการดำเนินงานคล้ายกับสายการบินทั่วไป แต่จะใช้ “ท่าอวกาศยาน (Spaceport)” แทนสนามบิน ซึ่งการเดินทางไปนอกโลกมี 2 ประเภทหลัก คือ การบินใต้วงโคจร (Suborbital Flight) และการบินในวงโคจร (Orbital Flight)

การบินใต้วงโคจร (Suborbital Flight) คือการเดินทางสู่อวกาศเป็นเวลาสั้น ๆ ไม่กี่นาที แล้วก็กลับลงมาบนโลกทันที ขึ้นแล้วลง เพื่อที่จะได้สัมผัสอวกาศในส่วนที่ใกล้กับชั้นบรรยากาศของโลก หรือที่เราเรียกกันว่าขอบอวกาศ และการบินในวงโคจร (Orbital Flight) คือการเดินทางสู่อวกาศแล้วโคจรรอบโลกก่อน หรือไปในห้วงอวกาศ โดยไม่ได้กลับทันที ซึ่งรวมถึงการเดินทางไปยังสถานีอวกาศ (Space Station) และดาวดวงอื่น

ระบบการบินจะมีอยู่ 2 แบบที่ สายการบินอวกาศ (Spaceline) ต้องเลือกให้สอดคล้องกับ ท่าอวกาศยาน (Spaceport) ในการรองรับ ไม่ว่าจะเป็นระบบจรวดที่ปล่อยจากพื้นดิน แล้วใช้ร่มชูชีพพยุงแคปซูลลูกเรือตอนกลับ เหมือนของ Blue Origin หรือ ระบบยานที่ปล่อยกลางอากาศ แบบเดียวกับที่ Virgin Galactic ใช้

หากประเทศไทยสามารถวางแผนสร้าง ท่าอวกาศยาน (Spaceport) ควบคู่ไปกับการพัฒนา สายการบินอวกาศ (Spaceline) ได้สำเร็จ ก็จะเป็นการเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมอวกาศไทยยุคใหม่เชิงพาณิชย์แห่งแรกของเอเชียอย่างแท้จริง นับเป็นก้าวใหญ่ของไทยกับ GISTDA และพันธมิตรระดับโลกเลยทีเดียว

GISTDA (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของไทยในด้านอวกาศ ได้เผยวิสัยทัศน์การพัฒนา Spaceport แห่งอนาคตของไทย โดยอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง KPMG เพื่อประเมินประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ถึงแม้ยังคงเป็นการวางแผนงาน แต่โครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่ อุตสาหกรรมอวกาศภาคเอกชน ที่หน่วยงานรัฐไม่ต้องแบกรับภาระทั้งหมดเหมือนในอดีตอีกต่อไป

การเกิดขึ้นของ Spaceline และ Spaceport จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการสร้างระบบนิเวศด้านการบินอวกาศเชิงพาณิชย์ (Commercial Spaceflight Ecosystem) ไม่เพียงแต่การจัดตั้งสถานีปล่อยจรวดหรือยานอวกาศ แต่ยังมีประสิทธิภาพมากพอที่จะเป็นศูนย์กลางซ่อมบำรุง การผลิตชิ้นส่วน สถานที่ฝึกนักบินอวกาศ และงานวิจัยนวัตกรรมอวกาศ ซึ่งจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลให้ประเทศไทยพร้อมกับการเป็น “ฐานอวกาศเอเชีย”

ธนิกบอกอีกว่า ด้วยความมั่นใจว่า ประเทศไทยมีศักยภาพพร้อม ทั้งด้านภูมิศาสตร์ บุคลากร วิศวกรรม และแรงบันดาลใจ เหลือแต่เพียงการลงมือปฏิบัติ โดยมองว่าไทยตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมกับการปล่อยยานสู่วงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit) อีกทั้งยังมีอุตสาหกรรมการบินที่แข็งแกร่ง ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่อวกาศได้ไม่ยาก หากมีการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอวกาศทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว คาดว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่ารวมกว่า 30 ล้านล้านบาท ครอบคลุมทั้งการสื่อสาร ดาวเทียม การขนส่ง การท่องเที่ยวอวกาศ และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ จึงเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ไทยไม่ควรพลาด หากไทยก้าวทันในวันนี้ จะเกิดการสร้างงานใหม่ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไม่ตกขบวนอวกาศ ที่กำลังจะกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ของเศรษฐกิจโลก ภารกิจสำคัญ คือการปลูกฝันคนรุ่นใหม่ สู่ภารกิจอวกาศไทย

“ฝากแรงบันดาลใจถึงเยาวชนไทย อยากเห็นคนไทยรุ่นใหม่กล้าฝัน กล้าทำ และกล้ามองฟ้า เพราะอวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สักวันหนึ่ง คนไทยอาจจะได้ขึ้นไปอวกาศ จากผืนดินไทยจริง ๆ”

ธนิก นิธิพันธวงศ์ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังใหม่ให้กับชาติ เขาไม่เพียงแค่ฝันถึงการเป็นนักบินอวกาศ แต่เขายังจุดประกายให้อุตสาหกรรมอวกาศไทยยุคใหม่เริ่มต้นขึ้นจริง และในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้เห็นเที่ยวบินอวกาศลำแรกของเอเชียทะยานขึ้นจากท่าอวกาศยานประเทศไทย และนี่คือจุดเริ่มต้นของโลกยุคใหม่ ที่ขอบฟ้าไร้ขีดจำกัด

ธนิก นิธิพันธวงศ์ วิศวกรการบินและอวกาศ จุดประกายอุตสาหกรรมอวกาศไทยยุคใหม่

ทำไม ธนิก นิธิพันธวงศ์ ถึงจุดประกายอุตสาหกรรมอวกาศไทยยุคใหม่?

อุตสาหกรรมอวกาศไทยยุคใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว และธนิก นิธิพันธวงศ์ คือผู้อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนั้น!

ที่มา – ธนิก นิธิพันธวงศ์ วิศวกรการบินและอวกาศ จุดประกายอุตสาหกรรมอวกาศไทยยุคใหม่

Scroll to top