Icrc

อียิปต์-กาชาด ช่วยค้นหาศพตัวประกันในกาซา

อียิปต์-กาชาด ส่งคน-อุปกรณ์เข้าฉนวนกาซา ช่วยค้นหาศพตัวประกัน หลังอิสราเอลอนุญาตให้เจ้าหน้าที่อียิปต์และกาชาดสากล นำอุปกรณ์เข้าไปในฉนวนกาซา เพื่อช่วยค้นหาร่างตัวประกันที่ยังถูกกลุ่มฮามาสควบคุมตัวไว้ โดยฮามาสอ้างว่าศพถูกทับอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการอิสราเอลได้ยืนยันเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ว่า ทีมจากอียิปต์และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในฉนวนกาซา เพื่อค้นหาร่างของตัวประกันที่เสียชีวิต ซึ่งถูกกลุ่มฮามาสลักพาตัวไปในการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566

รัฐบาลอิสราเอลระบุว่า เจ้าหน้าที่จากอียิปต์และ ICRC ได้รับอนุญาตให้ค้นหาเกินแนว “เส้นสีเหลือง” ซึ่งเป็นพื้นที่ในฉนวนกาซาที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ควบคุมอยู่ โดยพวกเขาจะใช้รถขุดและรถบรรทุกในการค้นหา

สื่ออิสราเอลรายงานเพิ่มเติมว่า สมาชิกกลุ่มฮามาสก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ที่ IDF ควบคุม เพื่อช่วยค้นหาศพตัวประกันร่วมกับทีมอียิปต์และ ICRC โดยฮามาสยืนยันว่ากำลังประสานงานกับทางการอียิปต์

จนถึงขณะนี้ กลุ่มฮามาสได้ส่งมอบร่างตัวประกันที่เสียชีวิตคืนให้อิสราเอลแล้ว 15 ราย จากทั้งหมด 28 ราย ตามข้อตกลงหยุดยิงระยะแรกที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง อย่างไรก็ตาม ฮามาสอ้างว่าการค้นหาตัวประกันที่เหลือเป็นไปได้ยาก เนื่องจากขาดแคลนอุปกรณ์สำหรับขุดค้น

ความล่าช้าในการคืนศพตัวประกันของฮามาส ทำให้เกิดความไม่พอใจในอิสราเอล ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนให้ฮามาสคืนศพตัวประกันทั้งหมดโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงสันติภาพนี้จะเริ่มเคลื่อนไหว

อียิปต์, กาตาร์ และตุรกี เป็นผู้ลงนามหลักในแผนสันติภาพฉนวนกาซาที่ทรัมป์เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ซึ่งได้ลงนามกันที่เมืองชาร์ม เอล ชีค ของอียิปต์ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ ICRC มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือตัวประกันมาตลอด และเป็นตัวกลางในการพาตัวประกันที่ฮามาสปล่อยตัว ไปส่งมอบให้แก่กองทัพอิสราเอล

อียิปต์-กาชาด ส่งคน-อุปกรณ์เข้าฉนวนกาซา ช่วยค้นหาศพตัวประกัน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความยากลำบากในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค การดำเนินการค้นหาศพตัวประกันในฉนวนกาซา ไม่เพียงแต่เป็นภารกิจทางมนุษยธรรม แต่ยังเป็นประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ความสำคัญของบทบาทอียิปต์และกาชาดในการค้นหาศพตัวประกัน

การที่อียิปต์และกาชาดได้รับอนุญาตให้เข้าไปในฉนวนกาซาเพื่อช่วยค้นหาศพตัวประกัน แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่นานาชาติมีต่อองค์กรเหล่านี้ อียิปต์ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างอิสราเอลและฮามาส และกาชาด ซึ่งเป็นองค์กรด้านมนุษยธรรมที่เป็นกลางและมีประสบการณ์ในการทำงานในพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลก ทั้งสององค์กรนี้จึงมีความพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจที่ท้าทายนี้

อย่างไรก็ตาม การค้นหาศพตัวประกันในฉนวนกาซายังคงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เนื่องจากสภาพพื้นที่ที่เสียหายจากสงคราม และความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัย การประสานงานระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

การที่กลุ่มฮามาสอ้างว่าขาดแคลนอุปกรณ์ในการขุดค้นหาร่างผู้เสียชีวิต ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงใจในการดำเนินการตามข้อตกลง หากฮามาสมีความตั้งใจที่จะคืนศพตัวประกันจริง การให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการค้นหา รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็น ควรเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ

ความคืบหน้าในเรื่องนี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การคืนศพตัวประกันให้กับครอบครัวถือเป็นเรื่องสำคัญทางมนุษยธรรม และอาจเป็นก้าวแรกสู่การสร้างความไว้วางใจและลดความตึงเครียดในภูมิภาค

ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในฉนวนกาซาอย่างยั่งยืน จะต้องอาศัยการเจรจาและการประนีประนอมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ความพยายามในการสร้างสันติภาพควรเริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่และความปลอดภัยของประชาชนทุกคน โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา หรือความเชื่อทางการเมือง

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด การมีส่วนร่วมขององค์กรระหว่างประเทศอย่างอียิปต์และกาชาด ถือเป็นความหวังในการบรรเทาความทุกข์ทรมานและสร้างโอกาสในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

จากเหตุการณ์นี้ สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือการแก้ปัญหาความขัดแย้งต้องใช้เวลา ความอดทน และความร่วมมือจากทุกฝ่าย การให้ความสำคัญกับหลักการด้านมนุษยธรรมและการเคารพสิทธิมนุษยชน เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – อียิปต์-กาชาด ส่งคน-อุปกรณ์เข้าฉนวนกาซา ช่วยค้นหาศพตัวประกัน

กองทัพตรึงชายแดน จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาใน 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติ กองทัพยังคงตรึงกำลังป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยอย่างเข้มงวด รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ ICRC เข้าเยี่ยมเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย ยืนยันปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมทุกประการ และในวันนี้กองทัพจัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าและอาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานสถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ภาพรวมทั่วไปยังคงเป็นปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยในทุกรูปแบบ

ก่อนหน้านี้ ได้เกิดกรณีที่ประชาชนชาวกัมพูชารวมตัวประท้วงใกล้หลักเขตแดนที่ 46 เนื่องจากไม่พอใจที่จังหวัดสระแก้วติดป้ายให้ประชาชนชาวกัมพูชาจำนวน 170 หลังคาเรือน ย้ายออกจากพื้นที่ที่รุกล้ำเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งกองทัพและตำรวจได้เข้าดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดการยั่วยุ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ดังกล่าวได้คลี่คลายลงแล้ว

เมื่อวานนี้ (4 กันยายน 2568) กองทัพบกและกระทรวงการต่างประเทศได้นำคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ประจำกรุงเทพฯ เข้าเยี่ยมเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 นาย ณ สถานที่ควบคุมตัวในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเชลยศึกทุกนายมีสุขภาพแข็งแรงดี การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความยึดมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

พิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

ไฮไลท์สำคัญของวันนี้คือ กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยกองบัญชาการกองทัพไทยได้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าและอาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อเชิดชูเกียรติกำลังพลจำนวน 15 นาย ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ และเพื่อไว้อาลัยให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568

พิธีดังกล่าวประกอบด้วย การวางพวงมาลา ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พิธีบำเพ็ญกุศล ณ กองบัญชาการกองทัพไทย และในช่วงเย็นจะมีการจัดพิธีสวดมนต์ ณ สโมสรกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่วีรบุรุษทหารกล้าและประชาชนผู้บริสุทธิ์

การจัดงานพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าและอาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ในวันนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ และเป็นการแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์จากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ นับเป็นกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความห่วงใยที่กองทัพมีต่อประชาชน

ถึงแม้สถานการณ์ชายแดนจะค่อนข้างสงบ แต่การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดของกองทัพยังคงมีความจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย การจัดพิธีสดุดีในครั้งนี้จึงเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างหนักเพื่อปกป้องประเทศชาติ

ที่มา – กองทัพยังตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้จัดพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้า-อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์

ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ เดินหน้าตรวจสอบ

“จิรายุ” เผยชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด เหตุการณ์ปกติ กองทัพยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ ย้ำ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 17 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัดเหตุการณ์ปกติ กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ และวางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา

นายจิรายุ ย้ำว่า แม้ในขณะนี้กัมพูชายังคงมีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงในรูปแบบต่างๆ เช่น การสร้างข่าวปลอม จ้างอินฟลูเอนเซอร์ การจัดฉาก สร้างสถานการณ์ใส่ร้ายประเทศไทย การจ้างวานบุคคลสมมติ จึงขอฝากความห่วงใยไปถึงประชาชนและสื่อมวลชนที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ใช้วิจารณญาณ และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนราชการก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อไป

ส่วนกรณี นายไมเคิล อัลฟาโร ล็อบบี้ยิสต์อเมริกัน ที่อ้างตนว่าเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาว ที่ไปรายงานทางโซเชียลมีเดียที่ชายแดนกัมพูชานั้น หากตอบรับมาไทย ยืนยันพร้อมรับรองค่าใช้จ่ายและพาไปไลฟ์สดจุดแรกที่บริเวณทุ่งกับระเบิดทันทีหากนายไมเคิล มาจริง

ต่อมาเวลา 09.00 น. นายจิรายุ เปิดเผยว่า วานนี้ (16 สิงหาคม 2568) รัฐบาลประสบความสำเร็จในการนำคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยได้เห็นข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่เพิ่งถูกฝังโดยฝ่ายกัมพูชา และได้พูดคุยกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เชื่อว่าคณะทูตและผู้แทนจะได้นำข้อมูลที่ได้รับไปรายงานต่อรัฐบาลของตน พร้อมถ่ายทอดความจริงต่อสาธารณชนต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11-14 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดยกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย ร่วมให้การอำนวยความสะดวกแก่คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross: ICRC) ในการลงพื้นที่รับทราบผลกระทบของพลเรือนจากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยส่วนราชการจังหวัดร่วมให้ข้อมูลและประสานงาน พร้อมอำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอพนมดงรัก และอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยให้ความสำคัญต่อความร่วมมือกับคณะ ICRC ในการขับเคลื่อนกลไกด้านมนุษยธรรมสากล โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าควรปฏิบัติตามหลักสากลอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองและบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับการปฏิบัติของ ICRC เป็นไปตามหลักสากล ยึดมั่นในความเป็นกลาง มิได้ตัดสินความถูก-ผิดของคู่ขัดแย้ง แต่เน้นการดำเนินงานด้านมนุษยธรรม โดยเข้ารวบรวมข้อมูลในพื้นที่จริง พร้อมสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แบบส่วนตัวเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ว่าด้วยการคุ้มครองและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้เจ็บป่วย บุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข และผู้นำทางศาสนา จากนั้นจะนำข้อมูลดังกล่าวรายงานให้กับหัวหน้าส่วนราชการของทั้งสองประเทศโดยตรง เพื่อให้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริง โดยจะไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นกระบวนการตามมาตรฐานสากลที่ ICRC ยึดถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง

นายจิรายุ เปิดเผยอีกว่า ในวันที่ 18-20 สิงหาคม 2568 กองทัพไทยจะนำคณะสังเกตการณ์ชั่วคราว (The Interim Observer Team – IOT) ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยเช่นกัน เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลงไว้ในการประชุม GBC ที่ผ่านมา

“ที่ผ่านมาไทยได้เชิญหลายคณะและหลายองค์กรมาลงพื้นที่จริง เพื่อร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาคมโลกถึงความจริงใจของไทยในการทำงานด้านมนุษยธรรม ยืนหยัดปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลกว่าประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคน”

ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง

สถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามในการบิดเบือนข้อมูลและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง การที่รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้คณะทูตานุทูต องค์กรระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน เข้ามาสังเกตการณ์และตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ ถือเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ทำไมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจึงสำคัญ?

การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้:

  • สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง: เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
  • ลดความตึงเครียด: การมีข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยลดความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างประเทศ
  • ส่งเสริมความร่วมมือ: การที่ทั้งสองฝ่ายเปิดใจและร่วมมือกันในการตรวจสอบข้อเท็จจริง จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
  • รักษาสันติภาพ: การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่รัฐบาลไทยยังคงยืนยันในหลักการของการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ

อนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ขึ้นอยู่กับการที่ทั้งสองฝ่ายมีความจริงใจและมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย การเคารพซึ่งกันและกัน และการยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของทั้งสองประเทศ

ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง

Scroll to top