Kk Park

หลิว จงอี้ ซัดกัมพูชา พัวพันสแกมเมอร์

“หลิว จงอี้” เข้า บก.ทบ. ซัดรัฐบาลกัมพูชาเชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์ ชม 3 ชาติกวาดล้างเมียวดี จับผู้ต้องหาจีน 6,600 คน ชี้ รบ.เมียนมา ตั้ง คกก.เฉพาะกิจ ตรวจอาคารใน KK Park กว่า 400 แห่ง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 กองทัพบก เผยแพร่เอกสารข่าว ว่าวานนี้ (17 ธันวาคม 2568) พล.อ.ดิเรก บงการ หัวหน้าศูนย์ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้การต้อนรับ นายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีอาญา กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กองสอบสวนอาชญากรรมโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีน และจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ณ ห้อง จปร. อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อหารือประเด็นสถานการณ์ความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ในระหว่างการหารือ พล.อ.ดิเรก กล่าวว่า ปัจจุบันมีข้อมูลว่ากลุ่มสแกมเมอร์ที่ถูกปราบปรามอาจหลบหนีไปยังพื้นที่อื่น และอาจใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 โดยใช้การแฝงตัวเข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวหรือนักลงทุน ส่งผลให้การคัดกรองของเจ้าหน้าที่เป็นไปได้ยาก รวมถึงการดำเนินการของกองทัพบกที่รับผิดชอบดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการคัดกรองและระบุตัวผู้ต้องสงสัยร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแสของขบวนการสแกมเมอร์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็จะสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า และทำให้การสกัดจับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พล.อ.ดิเรก ยังกล่าวถึงขั้นตอนการส่งมอบผู้ลักลอบเข้าเมืองให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขั้นตอนการผลักดันออกนอกประเทศ ที่ทางกองทัพบกมีความเห็นว่า หากสามารถกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ก็จะสามารถลดเวลาในขั้นตอนเหล่านี้ได้

ทางด้าน นายหลิว จงอี้ ได้แสดงความชื่นชมต่อความร่วมมือระหว่างไทย เมียนมา และจีน ในการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมในพื้นที่เมียวดี ซึ่งสามารถจับกุมและส่งกลับผู้ต้องหาชาวจีนกว่า 6,600 คน พร้อมกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจในการแก้ไขปัญหา และมีการลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจอาคารใน KK Park กว่า 400 แห่งแล้ว ทั้งนี้ ฝ่ายจีนได้ขอความร่วมมือให้ไทยเพิ่มมาตรการสกัดกั้นผู้กระทำผิดที่พยายามใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่าน ทั้งทางธรรมชาติและด่านตรวจคนเข้าเมือง รวมทั้งกล่าวว่าอุปกรณ์ที่ขบวนการสแกมเมอร์ใช้ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง คือหลักฐานสำคัญที่จะใช้ในการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่ายอาชญากรรม จึงต้องมีการดำเนินการเก็บวัตถุพยานอย่างรอบคอบและรัดกุม ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ทางการจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินการที่ผ่านมา นอกจากนี้ ทางจีนยังได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ในหลายมิติ

ดังนั้น จึงขอให้ทั้ง 2 ประเทศได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาและมาตรการที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ในการดำเนินการ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเสถียรภาพในภูมิภาค.

ล่าสุด นายหลิว จงอี้ ได้มีการหารือถึงประเด็นสำคัญที่ว่า รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

หลิว จงอี้ ซัดรัฐบาลกัมพูชา เชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์

จากกรณีที่นายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เข้าพบกองทัพบกไทย เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายหลิว จงอี้ ได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ

ความเชื่อมโยงของรัฐบาลกัมพูชากับขบวนการสแกมเมอร์

การที่นายหลิว จงอี้ ออกมากล่าวถึงความเชื่อมโยงของรัฐบาลกัมพูชากับขบวนการสแกมเมอร์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของทางการจีนต่อปัญหาดังกล่าว และอาจนำไปสู่การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนเช่นนี้

ประเด็นที่นายหลิว จงอี้ ยกขึ้นมานั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งต้องมีการดำเนินการด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ

สิ่งสำคัญคือการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเสถียรภาพในภูมิภาค

การที่นายหลิว จงอี้ ออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการจีนในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกประเทศในการดำเนินการดังกล่าว

ที่มา – ทบ. เผยประเด็นวงหารือ “หลิว จงอี้” ซัดรัฐบาลกัมพูชา เชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์

ไทย จีน เมียนมา ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์!

ปฏิบัติการกวาดล้างครั้งประวัติศาสตร์ “ไทย-จีน-เมียนมา” จับมือลุยพื้นที่สีเทาชายแดน ทุบทำลายตึกบัญชาการแก๊งสแกมเมอร์ “KK Park” และ “ชเวก๊กโก” จนราบเป็นหน้ากลอง

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. พร้อมด้วย นายหลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ได้ลงพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อผนึกกำลังกับทางการเมียนมา ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติครั้งใหญ่ที่สุด

โดยเปิดภาพการทลายรังสแกมเมอร์ – ตึกหรูสู่ซากปรักหักพัง จุดสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ คือการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของเมียนมา ได้นำคณะทำงานของไทยและจีน เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายหลัก 2 แห่ง ได้แก่ KK Park และ ชเวก๊กโก ฐานบัญชาการใหญ่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงคนทั่วโลก

จากการลงพื้นที่พบว่า อาคารตึกสูงและสำนักงานที่เคยเป็นแหล่งกบดานของเหล่าสแกมเมอร์ ได้ถูกทุบทำลายทิ้งอย่างถาวร สภาพปัจจุบันเหลือเพียงความว่างเปล่าและซากอาคาร ยืนยันให้เห็นถึงความร่วมมือและความจริงจังในการตัดรากถอนโคน ไม่ให้เหลือสถานที่สำหรับตั้งฐานปฏิบัติการหลอกลวงประชาชนได้อีกต่อไป ส่งผลให้กลุ่มจีนเทาและลูกจ้างสแกมเมอร์แตกฮือ ไม่สามารถทำการหลอกลวงคนในหลายประเทศได้อีกต่อไป

ต่อมาเวลา 14.20 น. ณ ห้องประชุมสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ฝั่งเมียนมา ได้มีการประชุมไตรภาคีร่วมกันระหว่าง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และคณะ (ผู้แทนประเทศไทย) ,พล.ต.ต.มิน ไทก์ เมียว (Min Htike Myo) รองผู้บัญชาการตำรวจเมียนมา และคณะ (ผู้แทนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา) และนายหลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ (ผู้แทนสาธารณรัฐประชาชนจีน) โดยได้ข้อสรุปมาตรการขั้นเด็ดขาด ซึ่งประเทศไทย จะใช้กลไกของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center : ACSC) เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Task Force) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล/พยานหลักฐานเพื่อขยายผลเครือข่ายร่วมกัน ภายใน 24 ชั่วโมง โดย เน้นย้ำหลักการอาชญากรรมไร้พรมแดน การปราบปรามต้องไร้พรมแดน จะต้องร่วมมือแบบไร้ข้อจำกัดและรวดเร็ว โดยจะยังคงนโยบายประสานงานร่วมกันในการตัดวงจรปัจจัยพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า, สัญญาณอินเตอร์เน็ต ของกลุ่มอาชญากรในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งยังตกลงกันที่จะให้ความร่วมมือด้านการอำนวยความสะดวก และลดขั้นตอน เรื่องการส่งตัวกลุ่มชาวต่างชาติที่หลบหนีออกจากเมียนมากลับประเทศ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว, ลดภาระเจ้าหน้าที่ฝั่งไทย และ เพื่อความปลอดภัยของชาวต่างชาติ และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย

ทั้งนี้ ผลพวงจากการทุบทำลายตึกและฐานที่มั่น ทำให้กลุ่มสแกมเมอร์ชาวจีนจำนวนมากที่พยายามหลบหนีออกจากพื้นที่ KK Park และ ชเวก๊กโก ถูกเจ้าหน้าที่เมียนมาจับกุมตัวได้ในที่สุด โดย นายหลิวจงอี้และคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบห้องกักตัวในเมืองเมียวดี ซึ่งปัจจุบันเต็มไปด้วยผู้ต้องหาชาวจีน โดยทั้งหมดถูกควบคุมตัวไว้ เพื่อรอขั้นตอนการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมายที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นจุดจบของขบวนการต้มตุ๋นข้ามชาติที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยและคนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า พื้นที่ชายแดนจะไม่ใช่เซฟโซนของอาชญากรอีกต่อไป เมื่อ 3 ประเทศร่วมมือกันจนมีผลเป็นรูปธรรมดังกล่าว.

“ไทย-จีน-เมียนมา” ผนึกกำลังทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง ไทย จีน เมียนมา ในการทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

ความสำคัญของความร่วมมือ ไทย จีน เมียนมา

  • แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
  • ตัดวงจรการเงินและแหล่งพักพิงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการบังคับใช้กฎหมาย

การผนึกกำลังของ ไทย-จีน-เมียนมา ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทลายตึก แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า อาชญากรรมทางออนไลน์จะไม่สามารถหลบซ่อนได้อีกต่อไป การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด และความร่วมมือระหว่างประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและปราบปรามภัยร้ายนี้ให้หมดสิ้นไป

ที่มา – “ไทย-จีน-เมียนมา” ผนึกกำลังทลายรัง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ทุบตึก KK Park-ชเวก๊กโก

เมียนมาทลายแก๊งสแกมเมอร์: ทุบตึกกว่า 150 แห่ง

ทางการเมียนมาได้ทำการทลายอาคารของแก๊งหลอกลวงออนไลน์จำนวนมากถึง 150 แห่ง บริเวณชายแดนที่ติดกับประเทศไทย หลังจากที่ได้มีการปฏิบัติการกวาดล้าง KK Park ซึ่งเป็นศูนย์สแกมเมอร์ชื่อดัง

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 กองทัพเมียนมาได้ออกมาเปิดเผยว่า กำลังอยู่ในระหว่างการรื้อถอนอาคารเกือบ 150 หลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสำคัญในการปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่ฉาวโฉ่ บริเวณชายแดนไทย โดยอาคารเหล่านี้มีทั้งโรงยิม สปา และห้องคาราโอเกะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ในการดำเนินงานของแก๊งสแกมเมอร์

ศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่เหล่านี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ชายแดนของประเทศเมียนมา ซึ่งกำลังเผชิญกับสถานการณ์สงครามกลางเมือง และอำนาจการปกครองของรัฐบาลยังไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างเต็มที่ อาคารหลายแห่งถูกใช้เป็นที่พักของสมาชิกแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งทำการหลอกลวงผู้คนในหลากหลายประเทศทั่วโลก สร้างความเสียหายมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

คนงานจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และถูกหลอกให้เข้าไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ โดยถูกบังคับให้ทำการหลอกลวงผู้อื่น แต่ก็มีบางส่วนที่เข้าไปด้วยความสมัครใจ

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาได้ทำการบุกทลาย KK Park ซึ่งเป็นศูนย์หลอกลวงชื่อดัง พบนักต้มตุ๋นมากกว่า 2,000 คน และเป็นเหตุให้ประชาชนกว่า 1,500 คน ต้องหลบหนีข้ามพรมแดนไปยังประเทศไทย

ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ The Global New Light of Myanmar ซึ่งเป็นสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลทหารเมียนมา ได้เผยแพร่ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการดังกล่าว โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้ค้นพบอาคารที่เกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์จำนวน 148 หลัง ซึ่งรวมถึงอาคารหอพัก โรงพยาบาลสี่ชั้น และอาคารคาราโอเกะสองชั้น

จากจำนวนทั้งหมด เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการรื้อถอนไปแล้ว 101 หลัง และกำลังดำเนินการรื้อถอนอาคารที่เหลืออย่างต่อเนื่อง การทลายกองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่งครั้งนี้ ถือเป็นปฏิบัติการสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ด้านสำนักข่าว AFP ได้รายงานว่า พวกเขายังไม่สามารถยืนยันรายงานจากสื่อเมียนมาได้ แต่คนในพื้นที่ทั้งในเมียนมาและบริเวณชายแดนไทยรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดเป็นระยะ นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาเริ่มปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า การบุกปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ของรัฐบาลเมียนมาอาจเป็นไปอย่างจำกัด และอาจมีการจัดฉากและเผยแพร่ข้อมูลอย่างจำกัด เนื่องจากกองทัพกำลังพยายามสร้างความสมดุล เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากนานาชาติให้ปราบปรามศูนย์หลอกลวง โดยที่ยังไม่ทำให้ผลประโยชน์ของตนเองเสียหายมากเกินไป

ทั้งนี้ จีนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทางทหารหลักของเมียนมากำลังไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมามุ่งเป้าหมายไปที่พลเมืองจีน และทำให้มีผู้เสียชีวิต

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า การปราบปรามที่หนักหน่วงเกินไป จะส่งผลกระทบต่อผลกำไรที่หล่อเลี้ยงกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญที่รัฐบาลทหารต้องพึ่งพาในสงครามกลางเมือง

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ แรงกดดันจากนานาชาติ ทำให้คนงานของแก๊งหลอกลวงในเมียนมากว่า 7,000 คน ถูกส่งกลับประเทศต้นทาง ขณะที่ไทยได้ดำเนินการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน เพื่อพยายามจำกัดการทำงานของศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง จริงหรือไม่?

สถานการณ์การทลายกองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง ยังคงเป็นที่จับตามองของนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสถานการณ์ภายในประเทศเมียนมาเอง

ความคืบหน้าล่าสุด: กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการเมียนมาในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามต่อไปว่า การดำเนินการนี้จะเป็นไปอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

การทลายอาคารของแก๊งสแกมเมอร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ การให้ความช่วยเหลือเหยื่อและการป้องกันไม่ให้เกิดการหลอกลวงในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง หลังกวาดล้าง KK Park

ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ KK Park ต่างชาติหนีเข้าไทย

สถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-เมียนมายังคงคุกรุ่น เมื่อกองกำลังบีจีเอฟปฏิบัติการ ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park ฝั่งเมียนมา แรงระเบิดส่งผลกระทบข้ามแดน เศษชิ้นส่วนกระเด็นเข้าเขตไทย ขณะที่ชาวต่างชาติจำนวนมากพากันหนีตายข้ามฝั่งมายังประเทศไทย

รายงานข่าวเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ระบุว่า กองกำลังทหารพิทักษ์ชายแดน (บีจีเอฟ) ซึ่งเป็นกะเหรี่ยงอาสาสมัครของทหารเมียนมา ได้ทำการระเบิดทำลายอาคารที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ในพื้นที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษจีน หรือ เคเคปาร์ค (KK Park) บริเวณบ้านเอ่งจีเมี่ยง อ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง การระเบิดครั้งนี้เป็น ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park และเกิดขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา

จุดที่เกิดเหตุระเบิดอยู่ห่างจากชายแดนไทย-เมียนมาเพียง 500 เมตร แรงระเบิดส่งผลให้ชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งคาดว่าเป็นเหล็กกัลวาไนซ์จากอาคารในฝั่งเมียนมา ปลิวข้ามมาตกใส่ห้องน้ำชาวบ้าน ลูกแร็คเสาไฟฟ้า และหลังคาบ้านเรือนประชาชนในหมู่บ้านแม่กุใหม่ท่าซุง ฝั่งไทย จำนวน 3 หลังได้รับความเสียหาย

นอกจากนี้ มีรายงานว่ามีบุคคลต่างด้าว ชาวต่างชาติ และชาวไทย รวมทั้งสิ้น 28 สัญชาติ จำนวน 1,525 คน (ชาย 1,275 คน และหญิง 250 คน) ได้หลบหนีภัยจากเมืองเคเคปาร์ค จ.เมียวดี ประเทศเมียนมา ข้ามมายังฝั่งไทยเพื่อความปลอดภัย

ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park

สถานการณ์ ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park นี้สร้างความตื่นตระหนกและความกังวลให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกรงว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง

ผลกระทบจากเหตุการณ์ ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park

เหตุการณ์ ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park ส่งผลกระทบหลายด้าน ดังนี้:

  • ความเสียหายต่อทรัพย์สิน: บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดและชิ้นส่วนที่ปลิวข้ามมา
  • ความตื่นตระหนกและความหวาดกลัว: ประชาชนในพื้นที่รู้สึกหวาดกลัวต่อสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น และกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง
  • การอพยพ: มีผู้คนจำนวนมากอพยพจากพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อความปลอดภัย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งและความไม่สงบที่ยังคงดำเนินอยู่ในประเทศเมียนมา และส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์ ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคง การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park ฝั่งเมียนมา ต่างชาติหนีตายเข้าไทย

SpaceX ระงับ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

SpaceX ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

บริษัท สเปซเอ็กซ์ ยืนยัน ระงับการให้บริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง ที่ศูนย์หลอกลวง หลังอุปกรณ์ถูกแก๊งมิจฉาชีพนำไปใช้อย่างกว้างขวาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รองประธานบริษัท “สเปซเอ็กซ์” (SpaceX) เปิดเผยว่า พวกเขาระงับการให้บริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมา ที่ศูนย์หลอกลวงไปแล้วมากกว่า 2,500 เครื่อง หลังจากกลุ่มมิจฉาชีพหันมาใช้บริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียมนี้มากขึ้นหลังทางการไทยตัดการส่งพลังงานและอินเทอร์เน็ต

กลุ่มอาคารของแก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา ซึ่งหลอกลวงชาวต่างชาติด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งหลอกให้รักแล้วตบทรัพย์ หรือ “โรแมนซ์สแกม” และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขยายขนาดขึ้นตามแนวชายแดนของเมียนมาโดยอาศัยช่วงที่การปกครองหย่อนยานเนื่องจากภาวะสงครามกลางเมือง ซึ่งเริ่มขึ้นหลังกองทัพก่อรัฐประหารในปี 2564

การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ในเมียนมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้มีคนงานเกือบ 7,000 คนถูกส่งกลับประเทศต้นทาง ขณะที่ทางการไทยบังคับใช้มาตรการระงับการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน ไม่ให้กลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้งาน

แต่การสืบสวนของ AFP เปิดเผยว่า การก่อสร้างอาคารเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว

ศูนย์จำนวนมากดูเหมือนจะติดตั้งเครื่องรับอินเทอร์เน็ต Starlink จำนวนมากบนหลังคา หลังจากที่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านได้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าของพวกเขา

น.ส.ลอเรน เดรเยอร์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจ Starlink ของบริษัท SpaceX กล่าวว่า บริษัทได้ยกเลิกการใช้งานชุดอุปกรณ์ Starlink มากกว่า 2,500 ชุด ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่ต้องสงสัยว่าเป็น “ศูนย์หลอกลวง” ในเมียนมา แต่เธอไม่ได้ระบุว่า การยกเลิกการเชื่อมต่ออุปกรณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด

ด้านกองทัพเมียนมาเพิ่งประกาศว่า ได้บุกเข้าตรวจค้นอาคาร “เคเค พาร์ก” (KK Park) ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์หลอกลวงที่เป็นที่รู้จักที่สุดของประเทศ และยึดอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ได้ 30 เครื่อง แต่ตามรายงานของ AFP ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของจำนวนที่ใช้ในสถานที่ดังกล่าวเท่านั้น

นักข่าวของ AFP รายงานว่า พวกเขาเห็นผู้คนกว่า 1,000 คนเดินทางออกจากสถานที่ดังกล่าวด้วยการเดินเท้า, ขี่จักรยานยนต์ หรืออัดแน่นอยู่ในรถกระบะ

คนงาน เคเค พาร์ก คนหนึ่งซึ่งกำลังจะเดินทางออกไป บอกกับ AFP ว่า การปราบปรามยังคงดำเนินอยู่ “ประมาณ 10 โมงเช้า มีทหารเมียนมานั่งรถบรรทุกสี่คันมาถึงที่ไซต์ของเรา.”

นักวิเคราะห์บอกกับ AFP ว่า ศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ได้กลายเป็น เสาหลักสำคัญ ของเศรษฐกิจในช่วงสงครามของเมียนมา ซึ่งกองทัพกำลังต่อสู้กับกลุ่มกบฏหลายกลุ่มนับตั้งแต่เข้ายึดอำนาจ และพึ่งพาการสนับสนุนทางทหารจากจีนเพื่อรักษาอำนาจในการปกครอง

แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลทหารยังต้องพึ่งพากองกำลังติดอาวุธที่ทรงอิทธิพลซึ่งควบคุมพื้นที่ชายแดนในนามของพวกเขา แลกกับการได้รับผลประโยชน์จากศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

นาธาน รูเซอร์ นักวิเคราะห์จากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย กล่าวว่า “รัฐบาลทหารจำเป็นต้องสามารถทำให้กองกำลังติดอาวุธเหล่านั้นร่ำรวยได้ … แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ถูกกดดันจากจีนด้วย.”

อนึ่ง จีนไม่พอใจที่พลเมืองจีนกลายเป็นแกนนำในการหลอกลวงในเมียนมา และหลอกคนจำนวนมากเข้าไปให้ศูนย์เหล่านี้และบังคับให้ทำงานหลอกลวงผ่านทางออนไลน์ โดยมุ่งเป้าหมายไปยังหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงชาวจีนด้วยกัน รัฐบาลปักกิ่งจึงเป็นผู้นำในการกดดันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อควบคุมตลาดมืดที่กำลังเฟื่องฟูนี้

รูเซอร์กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ได้คือการรักษาสมดุล โดยรัฐบาลเมียนมาจะดำเนินการในเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย

ผลกระทบจากการระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

การที่ SpaceX ตัดสินใจระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง ถือเป็นมาตรการที่เข้มงวดเพื่อต่อต้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัย Starlink ในการหลอกลวง แต่ยังส่งสัญญาณไปยังผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการป้องกันการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด

แม้ว่าการระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมา จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกลุ่มมิจฉาชีพ แต่ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อจัดการกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์อย่างครบวงจร

ในอนาคต เราอาจได้เห็นมาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในการควบคุมการใช้งานเทคโนโลยี เพื่อป้องกันการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด และสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

การตัดสินใจของ Space X ในการ ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง เป็นสิ่งที่น่าจับตามองและแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการต่อต้านการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด

ที่มา – SpaceX ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

Scroll to top