Mou 2543 2544

รทสช. ตั้งเป้า 69 สส.: พีระพันธุ์ ซัดยาแรง!

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ตั้งเป้า 69 สส. พร้อมส่งขบวนคาราวาน “อีสานต้องดีกว่านี้” “พีระพันธุ์” ลั่นคนโกงต้องใช้ยาแรง! ถาม MOU 43-44 เก็บไว้ทำไม?

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ ร่วมประกาศความพร้อมเดินหน้าการเมืองเชิงรุก มอบหมายให้ นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร นำขบวนคาราวานลงพื้นที่อีสาน ภายใต้แคมเปญ “อีสานต้องดีกว่านี้”

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า มอบหมายให้นายเกรียงไกรมาศ นำเสนอนโยบายพลังงานของพรรค เพื่อลดค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนด้านค่าครองชีพ โดยมีเป้าหมายหลักคือการรื้อโครงสร้างพลังงาน เพื่อให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น ไฮไลต์สำคัญคือนโยบายลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย และลดค่าน้ำมันเบนซินและดีเซลเหลือ 25 บาทต่อลิตร

นายเกรียงไกรมาศ ย้ำว่า นโยบายดังกล่าวเป็นสัญญาใจจากนายพีระพันธุ์ถึงคนไทยทุกคน โดยเฉพาะชาวอีสาน “คุณพีระพันธุ์ย้ำกับผมเสมอว่า พี่น้องชาวอีสานต้องได้ใช้ไฟฟ้าและน้ำมันราคาถูก ชีวิตความเป็นอยู่ต้องดีขึ้น”

บรรยากาศการปล่อยขบวนคาราวานเป็นไปอย่างคึกคัก นายพีระพันธุ์ได้กล่าวทักทายผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ที่ต้องอาศัยพลังงานเชื้อเพลิง พร้อมทดลองสวมบทบาทเป็นคนขับวินมอเตอร์ไซค์ รถแท็กซี่ และรถตุ๊กๆ ก่อนกล่าวว่า “สิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ มาจากต้นทุนพลังงานที่ต้องลดลง”

รทสช. ตั้งเป้า 69 สส. “พีระพันธุ์” ซัดคนโกงต้องใช้ยาแรง ถาม MOU 43-44 เก็บไว้ทำไม

ต่อมา นายพีระพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศการหาเสียงว่า พรรครวมไทยสร้างชาติพยายามทำงานและเตรียมการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ โดยส่งคนไปรับฟังเสียงสะท้อนในทุกภาค ยืนยันว่าทุกภาคมีปัญหาเหมือนกันคือปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และเรื่องพลังงาน ซึ่งตรงกับนโยบายพรรค

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาพลังงานมีมานานแล้ว และไม่เคยมีการแก้ปัญหาให้จบสิ้น แต่สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยความจริงจังและเด็ดขาด “เบอร์ 6 ไม่โกหก”

เมื่อถามถึงนโยบายยาแรงปราบคนโกง นายพีระพันธุ์ตอบว่า การคอร์รัปชันในบ้านเราหนักขึ้นทุกวันเหมือนมะเร็งที่ลามหนักขึ้นทุกวัน วันนี้ถึงเวลาต้องเอาจริง ต้องเด็ดขาดและเฉียบขาดกับสิ่งเหล่านี้

ส่วนเรื่องการซื้อเสียง นายพีระพันธุ์กล่าวว่า เรื่องนี้เขารู้กันทั้งเมือง มีแต่ กกต. เท่านั้นที่ไม่รู้

เป้าหมาย รทสช.: 69 สส. และนโยบายเด็ดขาด

ในการปราศรัยหาเสียงครั้งนี้ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนหาเสียงตามปกติ ไม่เคยโกหกประชาชน และทุกอย่างที่คิดเป็นนโยบาย จะไม่ใช่แค่การหาเสียง แต่เป็นนโยบายที่ขอโอกาสประชาชนไปทำงาน

เมื่อถามว่า รทสช. ตั้งเป้า 69 สส. หรือไม่ นายพีระพันธุ์ เผยว่า มันก็น่าจะได้อย่างนั้น เพราะตนมีนโยบายหลัก 6 เรื่อง ตรงกับเบอร์ 6 ของพรรค

ขณะเดียวกัน นายพีระพันธุ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชาในการสร้างรั้ว ว่า เวลานี้สิ่งที่ติดขัดอันดับแรกคือ MOU 2543 ที่ทำให้เป็นปัญหาหลายเรื่อง

“MOU 2543 เราได้อะไร ถ้าเราไม่ได้อะไรแล้วจะเก็บไว้ทำไม” นายพีระพันธุ์กล่าว และว่า เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชามีแนวทางที่กำหนดไว้ชัดเจนตามสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องมาเจรจาอะไรแล้ว

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ส่วน MOU 2544 เป็นเรื่องในทะเล ปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างไร เขาเกเรมา 52 ปี ทำอย่างไรจะเอาพลังงานตรงนั้นมาใช้ เลยทำข้อตกลงเพื่อเจรจา มันจะเจรจาได้อย่างไรเพราะมันของเรา

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญมีการทำได้อย่างรวดเร็ว แต่ MOU 2543 เป็นเรื่องดินแดนประเทศกลับดำเนินการช้า นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนก็แปลกใจตอนทำไม่เห็นต้องถาม พอตอนเลิกทำไมต้องถาม

การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งเป้า 69 สส. นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาพลังงานและปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นโยบายที่เด็ดขาดและจริงจังของพรรค จะสามารถนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – รทสช. ตั้งเป้า 69 สส. “พีระพันธุ์” ซัดคนโกงต้องใช้ยาแรง ถาม MOU 43-44 เก็บไว้ทำไม

ปานเทพเผย บวรศักดิ์เรียกถก ปมยกเลิก MOU 43-44

“ปานเทพ” เผย “อ.บวรศักดิ์” รองนายกฯ เรียกถก คาดปมยกเลิก MOU 43-44 พร้อมยื่นปึกเอกสาร ยึดเขตขอบหน้าผาสมัย “รัชกาลที่ 5” ลั่น ไทยต้องคงเส้นคงวาไม่เปลี่ยนจุดยืน ล่าสุด เลื่อนประชุมเป็น 28 พ.ย.

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงการเดินทางมาทำเนียบรัฐบาล ว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้เรียกมาหารือ คาดว่าจะเป็นเรื่องการยกเลิก MOU 2543-2544 แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นการพูดคุยเรื่องนี้หรือไม่ เนื่องจากตนเป็นหนึ่งในกรรมาธิการ (กมธ.) โดยระบุว่า รัฐบาลจะทำประชามติยกเลิก MOU ดังกล่าว ซึ่งกัมพูชารู้ว่าประเทศไทยกำลังทำประชามติ ถึงขนาดให้โฆษกกระทรวงยุติธรรมออกมาระบุว่าฝ่ายไทยยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ แสดงว่าเขารับรู้ว่าเราประกาศเป็นนโยบาย

ส่วนรัฐบาลจะทำประชามติหรือไม่ เป็นการตัดสินใจของรัฐบาล และการดีเบตในพื้นที่ 7 จังหวัดในขณะนี้ที่จะจัดโดยกรมประชาสัมพันธ์ อยู่ภายใต้เงื่อนไขการทำประชามติหรือไม่ เพราะถ้าทำประชามติต้องประกาศการทำประชามติก่อน หลังจากนั้นกระบวนการให้ความรู้กับประชาชนจะเริ่มตามระบบที่กำหนดระยะเวลาไว้ 90 วัน แต่ปัญหาคือที่กำลังทำอยู่ตอนนี้คืออยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือไม่ และถ้ารัฐบาลตัดสินใจจะยุบสภาฯ ก่อน ก็ไม่แน่ว่าจะได้ทำประชามติเรื่องนี้หรือไม่ จึงต้องกลับมาถามทางรัฐบาลว่าหากไม่ได้ทำประชามติ รัฐบาลจะเป็นผู้ประกาศยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับเองหรือไม่ ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจ ตนเป็นเพียงส่วนหนึ่งใน กมธ.

ขณะเดียวกัน ตนได้มอบหลักฐานให้กับกองทัพภาคที่ 2 โดยตรง ให้ระวังในพื้นที่พนมดงรัก แต่ช่วงช่องบก ช่องสะงำ ความยาว 195 กิโลเมตร ไม่เคยมีหลักเขตแดนและไม่ต้องมี ซึ่งการสู้กันระหว่างไทยกัมพูชาในปี 2505 มีเอกสารหลักฐาน มีสนธิสัญญาฝรั่งเศส ไม่ใช่สันปันน้ำหลังขอบหน้าผาที่ทะเลาะกันอยู่ จึงได้มีการยื่นเอกสารพร้อมคำแปล 151 หน้าให้กับกองทัพภาคที่ 2 และจะนำเสนอนายบวรศักดิ์ ต่อไป

นายปานเทพ กล่าวต่อไปว่า เราต้องไม่เปลี่ยนจุดยืนจากเดิมที่เคยทำให้ประเทศไทยอ่อนแอลง ก่อนย้ำว่าสิ่งที่ตกลงกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างไร ต้องคงเส้นคงวาอย่างนั้นไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังการให้สัมภาษณ์เสร็จนายปานเทพ ได้เดินกลับโดยทันทีเนื่องจากนายบวรศักดิ์ เลื่อนการประชุมไปเป็นวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้

ปานเทพเผย บวรศักดิ์เรียกถก ปมยกเลิก MOU 43-44

ประเด็นการยกเลิก MOU 43-44 ระหว่างไทยและกัมพูชา กลายเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากที่นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการหารือกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งคาดว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

MOU ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างไร? ทำไมถึงมีการพูดถึงการยกเลิก? และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยจะเป็นอย่างไร? คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยควรได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน เพื่อที่จะสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และร่วมกันติดตามการดำเนินการของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

ทำไมถึงมีการพูดถึงการยกเลิก MOU 43-44?

การที่รัฐบาลพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิก MOU 43-44 นั้น อาจมีเหตุผลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตีความเนื้อหาใน MOU ที่อาจมีความแตกต่างกัน หรือการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ การทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

นอกจากนี้ การทำประชามติเพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ก็ถือเป็นกระบวนการที่สำคัญในการตัดสินใจเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประเทศในวงกว้าง แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม และระยะเวลาในการดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน และมีเวลาเพียงพอในการตัดสินใจ

  • การทำความเข้าใจ MOU 43-44
  • เหตุผลที่รัฐบาลพิจารณาการยกเลิก
  • ผลกระทบต่อประเทศไทย

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ รัฐบาลจะมีแนวทางในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรต่อไป? และจะมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบมากน้อยเพียงใด? การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และร่วมกันพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – “ปานเทพ” เผย “บวรศักดิ์” เรียกถก คาดปมยกเลิก MOU 43-44 ย้ำ ไทยต้องไม่เปลี่ยนจุดยืน

“ไชยชนก” นั่งประธาน MOU 2543-2544 ตามคาด

“ไชยชนก” นั่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ MOU 2543-2544 ตามโผ เจ้าตัวให้คำมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เชื่อว่าจะหาทางออกที่ดีร่วมกันได้

วันที่ 10 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 2543-2544 ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรก มีการเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในกรรมาธิการฯ ในที่ประชุมนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส. สตูล พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อนายไชยชนก ชิดชอบ สส. บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ขณะที่ ผศ. อัครพงษ์ ค่ำคูน อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ในฐานะกรรมาธิการเสนอชื่อนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงพนมเปญ ทั้งนี้ นายประศาสน์ได้ขอถอนตัว ให้เหตุผลว่า ได้รับเชิญมาเพื่อทำหน้าที่กรรมาธิการ ทำให้นายไชยชนกได้รับเป็นประธานกรรมาธิการ

ส่วนรองประธาน ประกอบด้วย 1. นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 2. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส. กระบี่ พรรคภูมิใจไทย, 3. นายศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, 4. ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ และ 5. นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายธนาธร โล่ห์สุนทร เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการ สำหรับโฆษกคณะกรรมาธิการ คือ นายปิยรัฐ จงเทพ และ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

ลั่นแก้ปมเขตแดนสุดฝีมือ

นายไชยชนก กล่าวว่า ขอขอบคุณที่โหวตให้มาทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการ ขอให้คำมั่นสัญญาว่า จะปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ และทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง แม้ว่าแต่ละคนจะมีความเห็นต่างกัน เชื่อว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ เชื่อมั่นว่า กรรมาธิการชุดนี้จะหาทางออกที่ดีร่วมกันได้ และยังเชื่อมั่นว่า กรรมาธิการหลายคนมีประสบการณ์และความรู้ ทั้งนี้ MOU 2543 และ 2544 มีผลกระทบที่เกี่ยวข้อง และส่งผลต่อประเด็นในบ้านเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม กรรมาธิการจะรวบรวมประเด็นและทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

“ไชยชนก” นั่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ MOU 2543-2544

การเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา MOU 2543-2544 ของนายไชยชนก ชิดชอบ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพิจารณาข้อตกลงที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและกัมพูชา โดย MOU ดังกล่าวเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับเขตแดน ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ การทำงานของกรรมาธิการชุดนี้จึงเป็นที่จับตาของประชาชนชาวไทยอย่างใกล้ชิด

ความสำคัญของ MOU 2543-2544

MOU 2543 และ 2544 เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศ ข้อตกลงนี้มีความสำคัญเนื่องจากมีผลต่อการกำหนดสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ดังกล่าว เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม MOU ดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงและมีความเห็นต่างกันในหลายฝ่าย ทำให้การพิจารณาและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างล่าช้า

การที่นายไชยชนกได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการชุดนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความสามารถและความเป็นกลางของเขาในการนำพากรรมาธิการไปสู่การหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ MOU 2543-2544 ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศไทยอีกด้วย

นายไชยชนกได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและเป็นกลาง โดยมุ่งหวังที่จะรวบรวมประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและหาทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่กรรมาธิการชุดนี้ประกอบไปด้วยบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาประเด็นต่างๆ เป็นไปอย่างรอบด้านและครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง อดีตข้าราชการ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ การมีส่วนร่วมของบุคคลเหล่านี้จะช่วยให้กรรมาธิการสามารถเข้าถึงข้อมูลและมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจและการหาทางออกที่ดีที่สุด

โดยสรุป การแต่งตั้งนายไชยชนกเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา MOU 2543-2544 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างมานาน การทำงานของกรรมาธิการชุดนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทยและกัมพูชา การติดตามและให้กำลังใจการทำงานของกรรมาธิการชุดนี้จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยควรให้ความสนใจ

ที่มา – “ไชยชนก” นั่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ MOU 2543-2544 ตามโผ

อนุทินตั้ง “บิ๊กเล็ก” รมว.กลาโหม: ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก

คอนเฟิร์มร่วม ครม.อนุทิน 1 “นายกฯ หนู” พา “พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์” โชว์ตัวนั่ง รมว.กลาโหม ประกาศให้อำนาจเต็มก่อนบินประชุม GBC ชี้ ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึกเป็นสิ่งที่ไม่สมควร

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 กันยายน 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าพรรคภูมิใจไทยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เพื่อพบกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อหารือถึงกรอบแนวทางการทำงาน โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พรรคภูมิใจไทย ภายหลังที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวปรากฏชื่อในโผ ครม.อนุทิน 1 นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในสัดส่วนคนนอก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรครวมไทยสร้างชาติ

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือร่วมกัน นายอนุทิน ได้พา พล.อ.ณัฐพล มาโชว์ตัว และให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวอย่างเป็นทางการ ถึงการจะมารับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ว่า นี่เป็นสิ่งที่ตนปฏิบัติมาโดยตลอดช่วง 2-3 วันนี้ เมื่อตนได้เชิญผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่เป็นบุคคลภายนอก จะนำมาแนะนำให้กับประชาชนได้รับทราบ ตนใช้เวลาในการหารือจนในที่สุดขอเชิญ รมช.กลาโหม ในรัฐบาลชุด น.ส.แพทองธาร ชินวัตร คือ พล.อ.ณัฐพล ขอความกรุณาให้ท่านช่วยรับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ให้กับรัฐบาลของตน เพื่อที่จะได้เกิดความมั่นใจว่าภารกิจ หน้าที่การดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ดำเนินต่อไปโดยไม่มีสะดุดหรือชะงัก ศัพท์ทหารคือไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึกเป็นสิ่งที่ไม่สมควร

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า พล.อ.ณัฐพล ถามกับตนประเด็นที่สำคัญคือท่านจะมีอำนาจขอบเขตในการปฏิบัติภารกิจแค่ไหน ตนยืนยันว่ามีอำนาจเต็ม ตนไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการทหาร แต่ท่านเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก เป็นเสนาธิการทหารบก เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) และตนทำงานกับท่านอย่างใกล้ชิดในช่วงที่เราจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านโควิด-19 ท่านก็เป็นเลขาธิการศูนย์ เราทำงานกันมามีความสัมพันธ์ที่ดี มีความเข้าใจในการทำงาน ยอมรับซึ่งกันและกัน

“ถือว่าการกำกับดูแลกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของผม มีความจำเป็นต้องได้ พล.อ.ณัฐพล มาดูแลงานด้านนี้”

เมื่อถามว่านอกจากเรื่องอำนาจเต็ม ยังมีเรื่องอะไรที่จะขอเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ตนขอให้ชีวิตของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ มีความเป็นปกติสุข มีสันติภาพ มีภราดรภาพ มีวิถีชีวิตที่สามารถทำมาค้าขายซึ่งกันและกัน ไม่ทำให้รายได้ขาดหาย เนื่องจากความไม่เข้าใจหรือปัญหาที่พวกเขาไม่ได้ก่อ นี่คือเป้าหมายของตน

ส่วนที่มีข้อเรียกร้องในการยกเลิก MOU 2543-2544 ว่าเราเสนอไปแล้วจะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาในสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งเป็นการดำเนินงานในฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศ อย่างน้อยวันพรุ่งนี้ (10 กันยายน 2568) ที่ พล.อ.ณัฐพล จะไปประชุม GBC ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งก่อนจะประชุมใช้เวลา 35-40 วัน และที่ผ่านมาไปประชุมในฐานะ รมช.กลาโหม แต่ในวันพรุ่งนี้คู่เจรจาของไทยคือประเทศกัมพูชา จะต้องเจรจากับ พล.อ.ณัฐพล ในฐานะว่าที่ รมว.กลาโหม เพื่อให้ฝ่ายกัมพูชารู้ว่าผู้ที่ไปเจรจาคือ รมว.กลาโหม ในรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น

สำหรับการลงพื้นที่รับฟังปัญหาในจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา นายอนุทิน เผยว่า การลงพื้นที่ของตนนั้น ทำในหน้าที่ สส.อยู่แล้ว เช่นพื้นที่อีสานใต้ ทั้ง จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี สส. ของพรรคภูมิใจไทยอยู่ในพื้นที่ ตนไม่อยากทำอะไรที่ก้าวล่วงอำนาจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันยังต้องรักษาการอยู่จนกว่ารัฐบาลของตนจะเข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ดังนั้นต้องรักษาน้ำใจกัน ซึ่งในเขตพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นเขตที่เหมือนบ้านของพวกตนอยู่แล้ว ดังนั้นการไปดูแลประชาชนเป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาโดยตลอดไม่มีอะไร ส่วนการช่วยเหลือก็มีรัฐบาลรักษาการ ช่วยเหลืออยู่แล้ว

ด้าน พล.อ.ณัฐพล ให้สัมภาษณ์หลังได้รับการยืนยันชัดเจนว่าได้รับตำแหน่ง รมว.กลาโหม โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่ามีความลำบากใจในการทำงานด้านการทหารขณะที่ดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม ว่า ขออนุญาตไม่พูดถึงเรื่องเก่า เนื่องจากในวันพรุ่งนี้ (10 กันยายน) ไปประชุม ตนต้องเดินทางไปประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งในวันนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้เลขาฯ ติดต่อมาหาตน ให้เข้ามาพูดคุยกัน ตนจึงถือโอกาสดีที่จะได้เข้ามารับทราบนโยบาย เพื่อไปใช้ประกอบในการประชุมในวันพรุ่งนี้

พล.อ.ณัฐพล ยอมรับด้วยว่า หลังจากได้มีการพูดคุยก็มีความมั่นใจ หลังได้ทราบนโยบายที่ชัดเจน โดยหลักๆ เน้นย้ำเรื่องของอธิปไตย การแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี และประชาชนปลอดภัย ก่อนที่ตนจะได้เสนอโรดแมปที่ได้ดำเนินการอยู่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เห็นด้วยแต่ได้ทลายข้อจำกัด เพราะรัฐบาลมีเวลาจำกัด จึงต้องดำเนินการเรื่องแก้ปัญหาประชาชนให้เร็วที่สุด

ส่วนโรดแมปที่ดำเนินการอยู่จะสามารถดำเนินการต่อให้พลิกสถานการณ์ให้ได้ภายใน 4 เดือนหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ต้องทำให้เต็มขีดความสามารถ แต่เราไม่สามารถจะรับปากได้ว่าเมื่อไหร่ แต่เมื่อรับทราบนโยบายในวันนี้แล้วก็รับปากว่าจะทำให้เร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าภายหลังการให้สัมภาษณ์ นายอนุทิน พา พล.อ.ณัฐพล ร่วมดื่มกาแฟที่ร้านจาริสต้า ร้านกาแฟของ นางธนนนท์ นิรามิษ คู่สมรสของนายอนุทิน โดยเครื่องดื่มในวันนี้ นายอนุทิน สั่งกาแฟอเมริกาโน่ร้อน ส่วน พล.อ.ณัฐพล ดื่มน้ำส้มยูสุโซดา ซึ่งก่อนหน้านี้จะมีการเสิร์ฟเค้กส้มเหมือนกับครั้งที่พารัฐมนตรีหลายท่านมาเปิดตัว แต่วันนี้เมนูดังกล่าวหมดจึงเสิร์ฟเป็นเค้กกาหยู เมนูขนมของ จ.ระนอง ให้กับนายอนุทิน และเสิร์ฟเค้กแครอทให้กับ พล.อ.ณัฐพล

ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก: อนุทินเลือก บิ๊กเล็ก นั่ง รมว.กลาโหม

การตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เลือก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถือเป็นการตัดสินใจที่น่าจับตามอง ด้วยวลีที่ว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะสานต่องานที่ค้างคาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

ทำไมถึงต้อง “ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก”?

การที่นายอนุทิน เลือก พล.อ.ณัฐพล ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมด้าน เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต่อเนื่องของนโยบายและความเข้าใจในสถานการณ์ การเปลี่ยนตัวบุคคลอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

การที่อนุทินเน้นย้ำว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก นั้นแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานและต้องการคนที่เข้าใจสถานการณ์ในอดีตเป็นอย่างดี การเลือกคนที่คุ้นเคยกับงานและมีประสบการณ์จึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

การแต่งตั้ง พล.อ.ณัฐพล เป็น รมว.กลาโหมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสานต่อนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่อนุทินยืนยันว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

ที่มา – ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก “อนุทิน” เปิดตัว “บิ๊กเล็ก” ขยับจาก รมช. นั่ง รมว.กลาโหม

“บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 เพื่อชาติ

“พล.อ.ประวิตร” เห็นด้วยและสนับสนุน ทบทวน MOU 2543-2544 ยึดผลประโยชน์ชาติและประชาชน พร้อมฝากกำลังใจถึงทหารแนวหน้า ทำเพื่อเกียรติภูมิประเทศ อวยพรให้ปลอดภัย

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตอบคำถามในประเด็นว่าเห็นด้วยหรือไม่กับกรณีที่มีบางพรรคการเมืองออกมาแถลงให้ทบทวนและยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ว่า ตนเองเห็นด้วย อะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ถ้าจะมีการทบทวน MOU 43-44 หรือแม้แต่ยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ที่มีมานานแล้ว เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยไม่เสียประโยชน์

“ผมในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐก็พร้อมสนับสนุน และขอยืนหยัดเอาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด” 

ในตอนท้าย พล.อ.ประวิตร ยังได้ฝากกำลังใจให้น้องๆ ทหารในแนวหน้าทุกคนที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ ในการรักษาอธิปไตยของชาติ จงปลอดภัย และขอให้น้องๆ ทำเพื่อเกียรติภูมิของกองทัพ ประเทศชาติเป็นสำคัญ

“บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 ยึดผลประโยชน์ชาติ

จากประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเกี่ยวกับการทบทวน MOU 43-44 ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนการทบทวนข้อตกลงดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ท่าทีดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาประเด็นนี้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน

ทำไมต้องทบทวน MOU 43-44?

MOU 2543 และ MOU 2544 เป็นบันทึกความเข้าใจที่ทำขึ้นในอดีต ซึ่งสถานการณ์และบริบทต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การทบทวน MOU 43-44 จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงดังกล่าวยังคงสอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการปรับปรุงแก้ไขข้อตกลงให้มีความเป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

การตัดสินใจของ พล.อ.ประวิตร ในการสนับสนุนการทบทวน MOU ได้รับการตอบรับจากหลายฝ่ายที่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว เนื่องจากเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ และเป็นการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นอันดับแรก การดำเนินการนี้อาจนำไปสู่การเจรจาต่อรองใหม่ หรือการปรับปรุงข้อตกลงเดิมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสมดุลมากยิ่งขึ้น

การทบทวน MOU 43-44 ไม่ได้หมายความถึงการยกเลิกข้อตกลงในทันที แต่เป็นการเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างรอบด้าน และทำการปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ การดำเนินการนี้จะต้องอาศัยความรอบคอบ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

นอกจากประเด็นเรื่อง MOU แล้ว พล.อ.ประวิตร ยังได้ให้ความสำคัญกับกำลังพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน โดยได้ฝากกำลังใจและอวยพรให้ทหารทุกนายปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ และขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและมุ่งมั่นเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ การให้กำลังใจทหารเหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความขอบคุณต่อผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

การแสดงจุดยืนของ พล.อ.ประวิตร ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญ และเป็นการยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันดับแรก การดำเนินการหลังจากนี้จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าการทบทวน MOU จะเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การสนับสนุนให้มีการทบทวน MOU 43-44 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ที่มา – “บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 ยึดผลประโยชน์ชาติ ฝากกำลังใจถึงทหารแนวหน้า

Scroll to top