Mou 2544

“นพดล” เผย กมธ.เก็บข้อมูลชายแดนตราด ยกเลิก MOU 44

“สว.นพดล” เผย กมธ.วุฒิสภา เก็บข้อมูลชายแดน จ.ตราด มองแม้ไร้ MOU 43-44 ยังมี คกก. GBC, RBC และ JBC เผย “อภิสิทธิ์” ตอบรับ 28 ต.ค. แจงชงยกเลิก MOU 44 สวน “พิธา” ยัน สว.เป็นกลาง ยึดประโยชน์ชาติ

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายนพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษา MOU 2543-2544 ว่า เมื่อวันที่ 9-10 ตุลาคมที่ผ่านมา กมธ. ลงพื้นที่จังหวัดตราด ไปดูหลักหมุดของเขตไทย-กัมพูชาที่ 73 ซึ่งเป็นหลักหมุดสุดท้าย อยู่บนพื้นที่ No Man’s Land โดยได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากจากนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เช่น ข้อมูลว่ามีการละเมิดของฝั่งกัมพูชาที่จังหวัดจันทบุรีและตราดหลายครั้ง ฝ่ายไทยประท้วงไปหลายครั้ง

อีกทั้งยังได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาไม่อยากยอมรับหลักหมุดที่ 73 ของไทย และพยายามจะเลื่อนมาทางฝั่งไทย ยังไม่รวมกรณีหลักหมุดที่ 72 ที่สูญหายไป ต้องใช้หลักหมุดชั่วคราว และได้เห็นการสร้างอาคารที่จะทำเป็นแนวดักตะกอนยื่นออกไปในทะเลตรงสุดปลายเขตของไทย ที่เชื่อมระหว่างกัมพูชากับตราด ส่งผลให้มีการกัดเซาะพื้นที่ของประเทศไทย ตนจึงขอให้ทางกองทัพเรือลองนำแผนที่ดาวเทียมแล้วเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ จะได้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันเซาะเท่าไหร่ ซึ่งถ้า กมธ. ไม่ได้ลงพื้นที่เราจะไม่รู้เลยว่ากัมพูชาละเมิดอาณาเขตเรากี่ครั้ง สถานการณ์เป็นอย่างไร ตนจะนำข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะการละเมิดเขตแดนไทยเข้าสู่ที่ประชุม

เมื่อถามถึงการถกเถียงว่าควรยกเลิก MOU 44 หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ประชาชนยังขาดข้อมูลอยู่ โดยในปี ค.ศ.1909-1910 หลังจาก 3 ปีที่มีไทยได้จันทบุรีและตราดคืนมาแล้ว ตอนนั้นก็มีการปักหลักหมุดไม้เกิดขึ้นตลอดแนวแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี ก็มีการปักหลักปูน ที่สำคัญในปี พ.ศ. 2538 ช่วงที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปเจรจากับกัมพูชา แล้วตั้งคณะกรรมการ GBC และ RBC แล้วหลังจากนั้นจึงเกิด JBC ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดก่อน MOU 2543-2544 ตนมองว่า ไม่ว่าจะมี MOU 2543-2544 หรือไม่ ก็มีคณะกรรมการเหล่านี้อยู่ดีที่รองรับได้

“หลักหมุด 73 หลัก ที่ตกลงกันได้ 45 หลัก ถ้าทั้งสองฝ่ายจริงใจต่อกัน ผมคิดว่ายกเลิกหรือไม่ตรงนั้นเขายอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานอะไร แต่นี่คือข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับอยู่แล้ว ถ้าทะเลาะกันมากๆ ถึงมี MOU อยู่ ถ้าเขาจะไม่ยอมรับขึ้นมา มันก็เป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับการเคารพของแต่ละฝ่าย อันนี้สำคัญ”

นายนพดล เผยต่อไปว่า ตนได้ประสาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มาให้ข้อมูลกับ กมธ. ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ เพราะขณะที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เคยนำเรื่องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิก MOU 44 แต่ยังไม่สำเร็จ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ได้รับปากตกลง และตนก็พร้อมพอดี

ส่วนกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดรัฐบาลไม่ใช้กลไกสภาฯ ในการยกเลิก MOU 2543-2544 ทำไมถึงใช้การทำประชามติ นายนพดล ตอบว่า ขณะนี้อย่างน้อยก็มี กมธ.ของ สว.อยู่แล้ว ซึ่งตนได้เรียนกับ กมธ. ตั้งแต่วันแรกว่าเราจะไม่ยึดโยงกับเรื่องอื่น เราจะยึดผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดินเป็นหลัก เป็นกลางจริงๆ เราอยากให้ข้อมูลกับประชาชน ศึกษาข้อดี-ข้อเสีย เราจะบอกและให้ข้อมูลเป็นระยะๆ ตนได้ประสานไปยังประธานวุฒิสภาแล้วว่าจะรายงานความคืบหน้า ไม่ประชุมลับ เปิดเผยได้ตลอด อยากให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่าเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรต่อ.

กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด ยกเลิก MOU 44

ความคืบหน้าการศึกษาการยกเลิก MOU 44

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กำลังศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU 44 โดยลงพื้นที่เก็บข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้าน

การพิจารณาว่าจะยกเลิก MOU 44 หรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว ดังนั้น การศึกษาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับ MOU 43 และ MOU 44 จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติในระยะยาว ดังนั้นการพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ที่มา – “นพดล” เผย กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด “อภิสิทธิ์” จ่อแจงเคยชงยกเลิก MOU 44

สส.เพื่อไทย ชี้ยกเลิก MOU 43-44 ทำได้ทันที

สส.เพื่อไทย ชี้ หากรัฐบาลยกเลิก MOU 43-44 ทำได้ทันที ไม่ต้องผลักภาระประชาชน

ในสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา สส.เพื่อไทย ชี้ หากรัฐบาลยกเลิก MOU 43-44 ทำได้ทันที ไม่ต้องผลักภาระประชาชน กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะการเสนอแนวทางจากฝั่งพรรคเพื่อไทย ที่มองว่าการทำประชามติอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด มาเจาะลึกกันว่าทำไมประเด็นนี้ถึงมีความละเอียดอ่อน และรัฐบาลควรพิจารณาอย่างไร

สส.เพื่อไทย ชี้ หากรัฐบาลยกเลิก MOU 43-44 ทำได้ทันที ไม่ต้องผลักภาระประชาชน

นายธนาธร โล่ห์สุนทร สส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย และเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ในสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้ความเห็นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เกี่ยวกับกรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดทำประชามติเพื่อยกเลิก MOU 43-44 โดยชี้ว่าประเด็นนี้มีความอ่อนไหวสูง มีรายละเอียดทางเทคนิคมากมายทั้งด้านกฎหมายและภูมิรัฐศาสตร์ หากนำไปสู่การประชามติ ประชาชนทั่วไปที่ขาดข้อมูลครบถ้วน อาจตัดสินใจจากอารมณ์หรือข้อมูลไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ผลลัพธ์ไม่สะท้อนประโยชน์ระยะยาวของชาติ

เหตุผลหลักที่สส.เพื่อไทย ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติยกเลิก MOU 43-44 คือ มันไม่ใช่เรื่องที่สามารถตอบได้ด้วยใช่หรือไม่ใช่แบบง่ายๆ เพราะ MOU เหล่านี้เป็นพันธกรณีระหว่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างรัฐที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและการเจรจาทางการทูต การยกเลิกฝ่ายเดียวอาจทำให้ไทยถูกมองว่าไม่รักษาสัญญา ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในเวทีโลก นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะการสร้างความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางทหารหรือเศรษฐกิจ

ทางออกทางเลือกแทนการยกเลิก MOU 43-44

จากประสบการณ์การพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน เจ้าหน้าที่ทหาร และหน่วยงานกระทรวงการต่างประเทศไทย สส.ธนาธร ระบุว่าทุกฝ่ายล้วนไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก MOU 43-44 โดยตรง แนวทางที่เสนอคือ ควรใช้การเจรจาเพื่อปรับปรุงและพัฒนา MOU ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน มากกว่าการตัดขาด ซึ่งจะช่วยรักษาผลประโยชน์ของไทยและความสัมพันธ์อันดีกับกัมพูชา

นอกจากนี้ สส.เพื่อไทย ยังตั้งคำถามสำคัญ หากรัฐบาลยืนยันจะยกเลิก ก็สามารถทำได้ทันทีผ่านมติคณะรัฐมนตรี โดยไม่จำเป็นต้องผลักภาระให้ประชาชนตัดสินใจ แต่รัฐบาลต้องตอบได้ว่า เมื่อไม่มี MOU 43-44 แล้ว ข้อพิพาทชายแดนจะคลี่คลายอย่างไร ไทยจะใช้กลไกใดในการเจรจาต่อไป และหากต้องร่าง MOU ฉบับใหม่ จะสามารถทำข้อตกลงที่ดีกว่าฉบับเดิมได้หรือไม่ ประเด็นเหล่านี้ต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ไม่คาดคิด

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นเก่าแก่ที่เกี่ยวข้องกับปราสาทพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อนอื่นๆ MOU 2543 และ 2544 ถือเป็นกรอบการเจรจาที่ช่วยลดความตึงเครียดมานาน หากยกเลิกโดยขาดการเตรียมการ อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ การรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เป็นสิ่งสำคัญต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะการค้าชายแดนและโครงการพัฒนาร่วมกัน

การเมืองไทยในช่วงนี้มักถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสชาตินิยม แต่สส.เพื่อไทย ชี้ หากรัฐบาลยกเลิก MOU 43-44 ทำได้ทันที ไม่ต้องผลักภาระประชาชน ย้ำว่าความรับผิดชอบหลักอยู่ที่รัฐบาลในการหาทางออกที่ยั่งยืน ไม่ใช่การโยนให้ประชาชนตัดสินใจในเรื่องซับซ้อน นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายต่างประเทศที่ต้องอาศัยข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึก

สุดท้ายแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าการเจรจาคือหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาเหล่านี้ หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและปัญหาชายแดน ติดตามบทความเพิ่มเติมจากเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแชร์ความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – สส.เพื่อไทย ชี้ หากรัฐบาลยกเลิก MOU 43-44 ทำได้ทันที ไม่ต้องผลักภาระประชาชน

ยืนกรานไม่เปิดด่าน นายกฯ หนู ให้อำนาจกองทัพ

ยืนกรานไม่เปิดด่าน นายกฯ หนู ให้อำนาจกองทัพ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง โดยเฉพาะการตัดสินใจของรัฐบาลไทยที่ยืนกรานไม่เปิดด่าน จนกว่าจะหมดภัยจากฝั่งกัมพูชา นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่รู้จักในชื่อ “นายกฯ หนู” ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 เกี่ยวกับจุดยืนของรัฐบาลในเรื่องนี้

ยืนกรานไม่เปิดด่าน “นายกฯ หนู” ยันให้อำนาจกองทัพ เมินยกหูคุยผู้นำกัมพูชา

ในที่ประชุมแถลงนโยบาย นายกฯ หนู ยืนยันว่าถึงเวลาที่ต้องให้อำนาจกองทัพตัดสินใจอย่างเต็มที่เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะมีการยั่วยุจากฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง กองทัพไทยมีความอดทนสูงและพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ไม่ยอมให้มีการล่วงล้ำดินแดนเด็ดขาด นายกรัฐมนตรีได้หารือกับรัฐมนตรีกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก เพื่อให้มั่นใจว่าทุกฝ่ายเข้าใจท่าทีของรัฐบาล

สำหรับประเด็น MOU 2543 และ MOU 2544 ที่เป็นจุดขัดแย้งหลัก นายกฯ หนู ระบุว่าอยู่ในชั้นนโยบาย เพื่อหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้งเพิ่มเติม รัฐบาลจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการศึกษา และพิจารณาการทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยหลีกเลี่ยงการตัดสินใจจากครม. เพียงฝ่ายเดียว เพื่อไม่ให้เกิดความเห็นต่าง

ยืนกรานไม่เปิดด่าน “นายกฯ หนู” ยันให้อำนาจกองทัพ เมินยกหูคุยผู้นำกัมพูชา: มุมมองทางการทูต

เมื่อถูกถามถึงการติดต่อตรงกับผู้นำกัมพูชาอย่างสมเด็จฮุน เซน หรือนายฮุน มาเนต นายกฯ หนู ชัดเจนว่าไม่ยกหูคุยเอง แต่มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการผ่านช่องทางการทูตอย่างเป็นทางการ เพราะเรื่องรักษาดินแดนและอธิปไตยเป็นหน้าที่หลักของกองทัพ รัฐบาลยืนกรานไม่เปิดด่านการค้าหรือชายแดน จนกว่าความเสี่ยงจากกัมพูชาจะหมดสิ้น เพื่อความปลอดภัยของประชาชนไทย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมี expertise ในการจัดการทั้งความสัมพันธ์ที่ดีและสถานการณ์ขัดแย้ง จะมีการหารือและตัดสินใจมาตรการเป็นระยะๆ ตามดุลยพินิจ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยสันติ

  • จุดยืนชัดเจน: ให้อำนาจกองทัพตัดสินใจชายแดน
  • ไม่เปิดด่าน: จนกว่าภัยจากกัมพูชาจะหมด
  • ทูตนำ: มอบ กต. จัดการผ่านช่องทาง外交
  • ประชามติ MOU: ให้ประชาชนตัดสินอนาคต

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ โดยไม่ยอมให้มีการยั่วยุนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่โต ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชี้ว่าการให้อำนาจกองทัพแบบนี้ช่วยเสริมความเข้มแข็ง แต่ก็ต้องระวังผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปิดด่าน ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าชายแดน

ในมุมมองของประชาชน หลายคนเห็นด้วยกับจุดยืนยืนกรานไม่เปิดด่าน “นายกฯ หนู” ยันให้อำนาจกองทัพ เมินยกหูคุยผู้นำกัมพูชา เพราะแสดงถึงความเด็ดขาด แต่บางส่วนกังวลว่าอาจยืดเยื้อ หากไม่มีการเจรจาระดับสูง รัฐบาลควรเร่งหาทางออกที่ยั่งยืน เพื่อไม่ให้กระทบชีวิตประชาชนชายแดน

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการรักษาอธิปไตย หากคุณสนใจติดตามข่าวสารการเมืองและสถานการณ์ชายแดน ลองติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ยืนกรานไม่เปิดด่าน “นายกฯ หนู” ยันให้อำนาจกองทัพ เมินยกหูคุยผู้นำกัมพูชา

เพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

เพื่อไทย ส่ง “สรวงศ์-จิราพร” คุยพรรคประชาชน บ่าย 2 วันนี้ ยินดีตอบรับข้อเสนอทุกประการ พร้อมยุบสภาใน 4 เดือน นับจากวันแถลงนโยบายรัฐบาล ลุยประชามติแก้รัฐธรรมนูญ – คดีฮั้ว สว. – ที่ดินเขากระโดง

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการประสานงานและกำหนดนัดหมายกับพรรคประชาชน (ปชน.) เพื่อหารือเรื่องข้อเสนอในการจัดตั้งรัฐบาล ในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ ที่ทำการพรรคประชาชน โดย นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนของพรรค

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยินดีตอบรับข้อเสนอจากพรรคประชาชนทุกประการ และมีข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนถึงแนวทางปฏิบัติ และแก้ไขปัญหาของประเทศดังนี้

1. รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ตั้งขึ้นจากข้อตกลงนี้จะยุบสภาภายใน 4 เดือน นับจากวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา และหากกระบวนการตามเงื่อนไขบรรลุผลก่อนกำหนดเวลา รัฐบาลจะยุบสภาทันที

2. การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะตั้งคำถามเรื่องเห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย พ.ศ. 2540 เป็นร่างหลักหรือไม่ เพื่อกระชับเวลาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

3. ในการทำประชามติครั้งเดียวกัน จะตั้งคำถามเรื่องการคงไว้หรือยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อหาข้อยุติและลดความขัดแย้งภายในประเทศ

4. รัฐบาลชุดนี้จะร่วมมือกับพรรคประชาชนและทุกฝ่าย เร่งดำเนินการคดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน ตามกฎหมายและหลักนิติธรรมอย่างตรงไปตรงมา.

บ่าย 2 วันนี้ เพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีตอบรับข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุด พรรคเพื่อไทยได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาชนเพื่อหาข้อสรุปในการจัดตั้งรัฐบาล โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะทำตามข้อเสนอต่างๆ ที่พรรคประชาชนได้ยื่นมา หนึ่งในนั้นคือการยุบสภาใน 4 เดือนหลังจากแถลงนโยบาย

รายละเอียดการพูดคุยเพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีตอบรับข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

การเจรจาในครั้งนี้มีความคืบหน้าไปมาก โดยพรรคเพื่อไทยแสดงความพร้อมที่จะดำเนินการตามข้อเสนอหลักๆ ของพรรคประชาชน ซึ่งรวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเร่งรัดคดีสำคัญต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน การที่พรรคเพื่อไทยยอมรับข้อเสนอยุบสภาใน 4 เดือน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังได้เสนอแนวทางเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการคดีที่ดินเขากระโดงอย่างตรงไปตรงมา การดำเนินการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและสร้างความปรองดองในสังคม

การที่พรรคเพื่อไทยยินดีตอบรับข้อเสนอต่างๆ รวมถึงเรื่องยุบสภาใน 4 เดือน ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน การทำงานร่วมกันระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนจะเป็นก้าวสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความเป็นธรรม

การเจรจาในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย การที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน นอกจากนี้ การเร่งรัดแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่สะสมมาเป็นเวลานาน จะช่วยสร้างความปรองดองและความสามัคคีในสังคม

การที่พรรคเพื่อไทยแสดงความชัดเจนในเรื่องการยุบสภาใน 4 เดือน ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อสร้างรัฐบาลที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตย

โดยสรุปแล้ว การที่พรรคเพื่อไทยคุยกับพรรคประชาชนและยินดีตอบรับข้อเสนอต่างๆ รวมถึงการยุบสภาใน 4 เดือน ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลที่โปร่งใสและเป็นธรรม การทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จะช่วยนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคง

ที่มา – บ่าย 2 วันนี้ เพื่อไทยคุยพรรคประชาชน ยินดีตอบรับข้อเสนอ ยุบสภาใน 4 เดือน

สว.อิสระ ฉะวุฒิสภา ยกเลิก MOU 43-44

“หมอเปรม” นำ สว.อิสระ แถลงฉะวุฒิสภาทำงานรับลูกพรรคการเมือง ลักหลับชงญัตติยกเลิก MOU 43-44 ยันไม่ร่วมสังฆกรรม พ้อ สว.ข้างน้อยยื่นร้องถอดถอน สว. ประธานวุฒิฯ ดึงเช็งรั้งเรื่อง 3 วัน

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มอิสระ นำโดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ พร้อม น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ และนายเศรณี อนิลบล ร่วมแถลงถึงกรณีการบรรจุระเบียบวาระการประชุมเพื่อพิจารณาญัตติขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543-2544 ของวุฒิสภา เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. ในฐานะประธาน กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เป็นผู้เสนอ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การบรรจุญัตติดังกล่าวเปรียบเสมือนการลักหลับเพื่อน สว.ที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้มีญัตติดังกล่าวบรรจุอยู่ในระเบียบวาระการประชุมที่ทราบว่าจะมีการเสนอในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ แต่กลับเพิ่งมีการบรรจุญัตตินี้เข้ามาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 สิงหาคม ซึ่งกลุ่ม สว.อิสระพิจารณาแล้วเห็นว่า มีข้อสังเกต คือสัปดาห์ที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรได้มีการเสนอญัตตินี้โดยนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอญัตติเข้าสู่ที่ประชุมระเบียบวาระการประชุมสภา แต่มีการสั่งปิดการประชุมสภาไปก่อนเข้าสู่วาระการประชุมญัตตินี้ เมื่อพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้จึงมีการมาเสนอในวุฒิสภาแบบฉุกเฉิน เร่งด่วน ที่ตนเรียกว่าลักหลับ ที่รับลูกจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า เหมือนที่ผ่านมาวุฒิสภาเคยตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) ก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภาในสมัยที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลได้ถอนเรื่องดังกล่าวออกจากญัตติการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรออกไปแล้ว แต่วุฒิสภาก็ยังเดินหน้าตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องดังกล่าวจนแล้วเสร็จ และส่งเรื่องให้รัฐบาลพิจารณา แต่รัฐบาลถอนเรื่องไปแล้ว ถามว่าแล้วรัฐบาลจะพิจารณาไปเพื่ออะไร เป็นต้น เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของวุฒิสภา ตนมองว่าเป็นการทำงานที่ใช้วุฒิสภาไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่เป็นประโยชน์กับพรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่ ซึ่งพอมาเป็นฝ่ายค้านก็คาดว่าจะมีเรื่องร้องเข้ามาในวุฒิสภาอย่างนี้เรื่อยๆ โดยอ้างว่าเพื่อศึกษาเรื่องต่างๆ แต่หวังให้มีผลกระทบไปถึงรัฐบาล

“การที่จะเสนอญัตติลักหลับในวันพรุ่งนี้ (26 สิงหาคม 2568) ก็เสมือนเป็นการเตะฟรีคิกรัฐบาลที่ไม่มีเหตุอันควร เพราะ MOU 43 และ 44 มีเหตุผลทางวิชาการที่รัฐบาลจะเป็นคนเพิกถอนหรือไม่อย่างไร ก็มีส่วนการศึกษาที่มีผลกระทบเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่การเสนอญัตติเข้าที่ประชุมวุฒิสภาปุ๊บและรับลูกปั๊บ ขณะที่เทียบกับกรณีที่มีการยื่นเรื่องให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน สว. แต่ประธานวุฒิสภากลับดึงเรื่องไว้ถึง 3 วัน มีกลวิธีใต้ดินที่ผมเรียกว่าเป็นวิชามาร จนมีสมาชิกไปถอนรายชื่อ ทำให้ญัตติตกไปเพราะสมาชิกไม่ครบตามจำนวนคือ 20 คน หรือเทียบกับกรณี สว.เสียงข้างมาก ยื่นถอดถอนนายกฯ ยื่นเช้าประธานวุฒิสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญบ่าย แต่ทีเรื่องของ สว.อิสระ กลับได้รับการปฏิบัติคนละแบบ”

เมื่อถามว่าในวันที่ 26 สิงหาคม หากมีการยื่นญัตติดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมวุฒิสภา สว.อิสระ จะร่วมอยู่พิจารณาด้วยหรือไม่ นพ.เปรมศักดิ์ ระบุ ชัดเจนว่าเรื่องนี้ทำเพื่อประชาชนหรือเพื่อเกมการเมืองกันแน่ เพราะจากประสบการณ์ที่ตนเคยเป็น สส. และ สว. เคยยื่นญัตติเพื่อตั้ง กมธ.วิสามัญประเด็นต่างๆ ดังนั้นตนจะไม่ร่วมการพิจารณาเรื่องดังกล่าว เพราะมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะร่วมสังฆกรรมในกรณีดังกล่าว

ทางด้าน นายเศรณี กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยที่เราเริ่มต้นทำหน้าที่ สว. เมื่อปีที่แล้ว เกิดอุทกภัยน้ำท่วม ต่อมาก็ได้เกิดน้ำแล้งในหลายพื้นที่ ตนและ นพ.เปรมศักดิ์ ร่วมกันเสนอญัตติเพื่อขอให้วุฒิสภาตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาการแก้ปัญหาดังกล่าวซ้ำซาก แต่ก็ไม่ได้การตอบสนองจาก สว.เสียงข้างมาก และ สว.เสียงส่วนใหญ่ก็คัดค้านว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอ ทั้งที่เป็นต้นปีงบประมาณ จึงเป็นเพียงแค่การกล่าวอ้าง ชี้ให้เห็นว่ามีการเล่นพรรคเล่นพวกโดยไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง.

สว.อิสระ ฉะวุฒิสภา ยกเลิก MOU 43-44

สว.อิสระ มองการยกเลิก MOU 43-44 เป็นอย่างไร

จากกรณีที่ สว.อิสระ ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาญัตติยกเลิก MOU 43-44 ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การกระทำดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่ และการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไร การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น

การที่ สว.อิสระออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของวุฒิสภาในเรื่องการพิจารณาญัตติยกเลิก MOU 43-44 แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความคิดเห็นที่แตกต่างกันภายในวุฒิสภา ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม การที่ สว. ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของวุฒิสภาได้

การยกเลิก MOU 43-44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การพิจารณาเรื่องนี้จึงต้องใช้ความรอบคอบและพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อประชาชน

ประเด็นเรื่องยกเลิก MOU 43-44 ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในสังคม และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากหลายแหล่ง จะช่วยให้เราเข้าใจถึงประเด็นนี้อย่างรอบด้าน และสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างมีเหตุผล

ที่มา – สว.อิสระ แถลงฉะวุฒิสภา ทำงานรับลูกพรรคการเมือง ลักหลับชงญัตติยกเลิก MOU 43-44

“บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 เพื่อชาติ

“พล.อ.ประวิตร” เห็นด้วยและสนับสนุน ทบทวน MOU 2543-2544 ยึดผลประโยชน์ชาติและประชาชน พร้อมฝากกำลังใจถึงทหารแนวหน้า ทำเพื่อเกียรติภูมิประเทศ อวยพรให้ปลอดภัย

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตอบคำถามในประเด็นว่าเห็นด้วยหรือไม่กับกรณีที่มีบางพรรคการเมืองออกมาแถลงให้ทบทวนและยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ว่า ตนเองเห็นด้วย อะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ถ้าจะมีการทบทวน MOU 43-44 หรือแม้แต่ยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ที่มีมานานแล้ว เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยไม่เสียประโยชน์

“ผมในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐก็พร้อมสนับสนุน และขอยืนหยัดเอาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด” 

ในตอนท้าย พล.อ.ประวิตร ยังได้ฝากกำลังใจให้น้องๆ ทหารในแนวหน้าทุกคนที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ ในการรักษาอธิปไตยของชาติ จงปลอดภัย และขอให้น้องๆ ทำเพื่อเกียรติภูมิของกองทัพ ประเทศชาติเป็นสำคัญ

“บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 ยึดผลประโยชน์ชาติ

จากประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเกี่ยวกับการทบทวน MOU 43-44 ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนการทบทวนข้อตกลงดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ท่าทีดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาประเด็นนี้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน

ทำไมต้องทบทวน MOU 43-44?

MOU 2543 และ MOU 2544 เป็นบันทึกความเข้าใจที่ทำขึ้นในอดีต ซึ่งสถานการณ์และบริบทต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การทบทวน MOU 43-44 จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงดังกล่าวยังคงสอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการปรับปรุงแก้ไขข้อตกลงให้มีความเป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

การตัดสินใจของ พล.อ.ประวิตร ในการสนับสนุนการทบทวน MOU ได้รับการตอบรับจากหลายฝ่ายที่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว เนื่องจากเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ และเป็นการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นอันดับแรก การดำเนินการนี้อาจนำไปสู่การเจรจาต่อรองใหม่ หรือการปรับปรุงข้อตกลงเดิมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสมดุลมากยิ่งขึ้น

การทบทวน MOU 43-44 ไม่ได้หมายความถึงการยกเลิกข้อตกลงในทันที แต่เป็นการเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างรอบด้าน และทำการปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ การดำเนินการนี้จะต้องอาศัยความรอบคอบ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

นอกจากประเด็นเรื่อง MOU แล้ว พล.อ.ประวิตร ยังได้ให้ความสำคัญกับกำลังพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน โดยได้ฝากกำลังใจและอวยพรให้ทหารทุกนายปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ และขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและมุ่งมั่นเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ การให้กำลังใจทหารเหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความขอบคุณต่อผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

การแสดงจุดยืนของ พล.อ.ประวิตร ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญ และเป็นการยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันดับแรก การดำเนินการหลังจากนี้จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าการทบทวน MOU จะเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การสนับสนุนให้มีการทบทวน MOU 43-44 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ที่มา – “บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 ยึดผลประโยชน์ชาติ ฝากกำลังใจถึงทหารแนวหน้า

สว.จ่อตั้ง กมธ. ศึกษายกเลิก MOU 43-44

สมาชิกวุฒิสภาเตรียมเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) เพื่อศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่เกี่ยวข้องกับชายแดนไทย-กัมพูชา โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ สว. หลายท่านแสดงความกังวลว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบเชิงพื้นที่ ทั้งทางบกและทางทะเล และเอื้อประโยชน์ให้กับกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว

พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้เสนอญัตติดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืน ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความแตกต่างในการยึดถือแผนที่มาตราส่วนที่ต่างกัน ซึ่งเป็นสาเหตุของการปะทะกันระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ สว. หลายท่านเห็นพ้องกันว่ารัฐบาลไทยควรยืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่ยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 อย่างไรก็ตาม ในปี 2543 รัฐบาลในขณะนั้นได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU 2543) ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ซึ่งกำหนดให้ใช้แผนที่ดังกล่าวในการปักปันเขตแดน

หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะไม่ยอมรับแผนที่ 1:200,000 การยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง แม้ว่ากัมพูชาจะเคารพ MOU 2543 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้แผนที่ดังกล่าว แต่กลับละเมิดข้อตกลงอื่น ๆ การคงข้อตกลงที่ฝ่ายหนึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามจึงไม่มีประโยชน์ใด ๆ

ยกเลิก MOU 43-44: ไทยเสียเปรียบทั้งบก-ทะเล จริงหรือ?

ญัตติดังกล่าวยังระบุถึงข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การจัดทำ MOU 2544 เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สว. หลายท่านมองว่า MOU 2544 ทำให้ไทยต้องสูญเสียผลประโยชน์ทางทะเลอย่างมาก

ก่อนที่จะมีการลงนามใน MOU 2544 ประเทศไทยมีเส้นเขตไหล่ทวีปเพียงเส้นเดียว ตามประกาศพระบรมราชโองการเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2516 แต่หลังจากการลงนามใน MOU 2544 เส้นเขตไหล่ทวีปกลับถูกแบ่งออกเป็นสองเส้น ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนขนาดใหญ่ถึง 26,000 ตารางกิโลเมตร ไม่ว่าผลการแบ่งเขตแดนจะเป็นเช่นไร ประเทศไทยก็จะต้องสูญเสียทั้งเขตแดนและผลประโยชน์ที่ควรจะได้ไป

ความซับซ้อนของการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544

MOU 2544 เอื้อประโยชน์ให้กับกัมพูชามากกว่าประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ทั้งสองส่วนของข้อตกลง รัฐบาลจึงควรพิจารณายกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน จึงสมควรที่วุฒิสภาจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) เพื่อศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับอย่างรอบคอบ

การพิจารณาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) เพื่อศึกษาในรายละเอียดจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการตัดสินใจบนข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน

การแก้ไขปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อน การพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติในระยะยาวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – สว. จ่อชงญัตติตั้ง กมธ.ศึกษายกเลิก MOU 43-44 ชี้ ทำไทยเสียเปรียบทางบก-ทะเล

เพื่อไทยชี้ ยกเลิก MOU 43-44 ต้องรอบด้าน

“ชญาภา” รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แนะฝ่ายค้านเสนอญัตติ MOU 43-44 เข้ามาใหม่ ซัดพรรคคนรุ่นใหม่ เล่นการเมืองทุกทางเพียงหวังจะโค่นล้มรัฐบาล ย้ำ ปิดประชุมสภาฯ เหตุสื่อสารคลาดเคลื่อน

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวกล่าวถึงกรณีการปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา จนฝ่ายค้านนำไปอ้างให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นการปิดสภาฯ เพื่อหนีการเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาพิจารณา MOU 2543 และ MOU 2544 ของพรรคฝ่ายค้าน

น.ส.ชญาภา ยืนยันว่า กรณีที่เกิดขึ้นเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารระหว่างประธานสภาฯ กับวิปฝ่ายรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน รัฐบาลไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงแต่อย่างใด เนื่องจากรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนที่เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา และเชื่อมั่นว่าสภาฯ คือเวทีในการร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ซึ่งหลังจากนี้พรรคฝ่ายค้านก็สามารถเสนอญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาพิจารณา MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาได้

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวย้ำต่อไปว่า จุดยืนของพรรคเพื่อไทยคือการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพของดินแดน ยืนอยู่บนความถูกต้องตามข้อเท็จจริง ไม่ใช้ความรู้สึกหรือความหวาดกลัวใดๆ และ MOU 2543 เป็นเพียงกรอบความร่วมมือจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนทางบกกับกัมพูชา ไม่ได้กำหนดเขตแดนใหม่ แต่เป็นกลไกบริหารจัดการข้อพิพาทอย่างเป็นระบบ ขณะที่ MOU 2544 เป็นเพียงกรอบการเจรจาปักปันเขตทางทะเล การพัฒนาร่วมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน โดยยืนยันหลักการเจรจาทวิภาคีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

“หากเรารักชาติ หวงแหนอธิปไตยและหวงดินแดนของชาติอย่างแท้จริง การเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้อาจจะเป็นการกระทำที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่มีการป่าวประกาศ ดังนั้นจึงควรช่วยกันทำให้ความจริงปรากฏ เพื่อเอาชนะความลวงที่แฝงเร้นไว้ด้วยความต้องการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”

ทั้งนี้ หลายรัฐทั่วโลกต่างก็ประสบปัญหาเดียวกันกับที่ไทยและกัมพูชาเจอ คือ แม้แต่ละรัฐจะถือแผนที่ที่ชัดเจน แต่ก็ยังพบว่าแผนที่ของแต่ละรัฐนั้นมีความเหลื่อมทับกันอยู่ และสิ่งที่หลายรัฐทั่วโลกทำกัน คือการทำให้เกิดเวทีเจรจาในลักษณะทวิภาคีเหมือนกับ MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อเป็นกลไกในการปักปันเขตแดนร่วมกัน

“การยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน โดยไม่ประเมินผลกระทบเชิงระบบที่รอบด้าน อาจทำให้เราสูญเสียกลไกบังคับให้คู่กรณีต้องนั่งโต๊ะคุยกัน ซึ่งโลกใช้เป็นมาตรฐานในการแก้ปัญหาเขตแดน และนอกจากกับกัมพูชาแล้ว ที่ผ่านมาไทยเองก็ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้กับเมียนมา ลาว มาเลเซีย มาโดยตลอด และมีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมอย่างมากโดยเฉพาะกรณีมาเลเซียและลาว”

ขณะเดียวกัน น.ส.ชญาภา ย้ำด้วยว่า พรรคเพื่อไทยยินดีที่จะปกป้องสิทธิในการชุมนุมโดยสงบของประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความพยายามบิดเบือนข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อสร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชัง พร้อมฝากถึง พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่พยายามรับลูกข้อเสนอที่ผ่านการบิดเบือน ว่า MOU ทั้ง 2 ฉบับ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผูกมัดให้คู่กรณีต้องมานั่งโต๊ะเจรจาพูดคุยและแก้ปัญหาร่วมกันอย่างสันติ หากไม่มีข้อผูกมัดนี้แล้วเท่ากับเป็นการเปิดทางให้มีบุคคลที่สามเข้ามามีอำนาจชี้ขาดในเรื่องดินแดนระหว่างสองประเทศและอาจกลายเป็นการถูกละเมิดอธิปไตยครั้งใหญ่”

“พรรคการเมืองที่น้อมรับข้อเสนอดังกล่าว และเดินหน้าอย่างเต็มที่เพื่อที่จะล้ม MOU ทั้ง 2 ฉบับ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ประกาศตัวว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ควรกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนทางการเมืองด้วยเหตุด้วยผล ตั้งมั่นในจุดยืนในการใช้ความรู้ความสามารถสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และประคับประคองสถานการณ์ต่างๆ ไปด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการพยายามเล่นการเมืองทุกทางเพียงเพราะหวังว่าจะโค่นล้มรัฐบาลให้ได้เท่านั้น”

ยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน

จากประเด็นร้อนทางการเมืองที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว

ทำไมการยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน?

การตัดสินใจยกเลิกข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคง และผลประโยชน์แห่งชาติ การประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การยกเลิก MOU อาจสร้างความไม่พอใจให้กับประเทศคู่กรณี และส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ทางการทูตในระยะยาว
  • ผลกระทบต่อความมั่นคง: MOU บางฉบับอาจเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ การยกเลิกอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น
  • ผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ: MOU บางฉบับอาจมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการเมือง การยกเลิกอาจทำให้ประเทศสูญเสียผลประโยชน์เหล่านั้น

นอกจากนี้ การประเมินผลกระทบต้องพิจารณาถึงทางเลือกอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ เช่น การแก้ไข MOU หรือการเจรจาข้อตกลงใหม่ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากที่สุด

การตัดสินใจที่เกี่ยวกับการยกเลิกข้อตกลงระหว่างประเทศจึงต้องอาศัยข้อมูลที่ครบถ้วน การวิเคราะห์อย่างรอบคอบ และการคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

การยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้านจริงหรือไม่? สังคมต้องร่วมกันพิจารณาข้อดีข้อเสียอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนที่จะมีการตัดสินใจใด ๆ เกิดขึ้น เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ที่มา – เพื่อไทยชี้ยกเลิก MOU 43-44 ต้องประเมินรอบด้าน ซัดพรรคคนรุ่นใหม่เล่มเกมการเมือง

วันนอร์เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง ปมปิดสภาฯ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มองว่าการประสานงานผิดพลาด หลัง นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 สั่งปิดการประชุมสภาฯ ก่อนพิจารณาญัตติด่วน MOU 2543-2544 ย้ำไม่ใช่เกมการเมือง และเชื่อมั่นในความเป็นกลางของนายไชยา

วันนอร์เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง ปมปิดสภาฯ มองประสานงานพลาด

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯ สั่งปิดการประชุม ก่อนการพิจารณาญัตติด่วนเรื่องบันทึกข้อตกลงร่วมไทย-กัมพูชา หรือ MOU 2543 และ 2544 ว่า ได้สอบถามเลขาธิการสภาฯ แล้ว ทราบว่าเป็นการประสานงานที่เข้าใจผิดพลาด

นายวันมูหะมัดนอร์ อธิบายว่า เมื่อวานนี้ (21 สิงหาคม 2568) มีการประสานงานระหว่างฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และหน้าบัลลังก์ประธาน ซึ่งผู้ทำหน้าที่ประธานการประชุมอาจเข้าใจผิดว่าหมดวาระแล้ว จึงสั่งปิดการประชุมสภาฯ โดยไม่ได้แจ้งให้ประธานทราบล่วงหน้า

ประธานสภาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากเลื่อนญัตติด่วนดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาก็ไม่มีปัญหาอะไร และถือเป็นบทเรียนให้วิปทั้งสองฝ่ายต้องมีการประสานงานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ประธานสภาฯ ย้ำ วันนอร์เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายไชยาออกไปรับหนังสือจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่หน้าสภาฯ ด้วยตนเอง นายวันมูหะมัดนอร์ ตอบว่า การรับหนังสือเป็นส่วนหนึ่ง ส่วนวาระการประชุมสภาฯ ก็เป็นไปตามระเบียบวาระการประชุม ซึ่งขณะนั้นไม่มีรายงานการศึกษาของ กมธ. แล้ว

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า “หากในช่วงนั้นมีการเสนอญัตติในเรื่องชายแดน หรือ MOU 2543-2544 ก็คงจะพิจารณา แต่จากที่ทราบคือการประสานงานไม่มีความชัดเจน ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงก็ต้องมีการประชุมลับ ฉะนั้นขอให้วิปทั้งสองฝ่ายประสานงานให้ชัดเจน สัปดาห์หน้าวันที่ 28 สิงหาคม ก็สามารถเสนอเข้ามาได้ แต่ถ้าไม่ประสานงานกันตนก็เสียดาย มองแล้วว่าเป็นญัตติที่มีประโยชน์”

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่รองประธานสภาฯ มาจากพรรคเพื่อไทย อาจถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าเป็นเกมการเมือง เพราะนายไชยาเป็นคนมีเหตุมีผล มีความเห็นอิสระ และเคร่งครัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ อาจจะเข้าใจผิดจริง ๆ เพราะเมื่อทำหน้าที่ตรงนั้น ไม่มีเรื่องแล้วก็เห็นสมควรให้ปิด ไม่ได้รับคำสั่งให้ปิดประชุมสภาฯ หากจะผิดพลาดอย่างไรก็เป็นความเข้าใจผิด ตนเองในฐานะประธานสภาฯ ก็ต้องขออภัย อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งหน้าต้องแก้ไขในเรื่องนี้ให้ดียิ่งขึ้น

ประธานสภาฯ ย้ำว่า เชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของนายไชยา ว่าทำหน้าที่เป็นกลาง และขออภัยหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานที่ชัดเจนและรัดกุมระหว่างฝ่ายต่างๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อการพิจารณาเรื่องสำคัญต่างๆ ได้

ที่มา – เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง “วันนอร์” ป้องปมสั่งปิดประชุมสภาฯ มองประสานงานผิดพลาด

Scroll to top