Nissan

Nissan พลิกฟื้น ไตรมาสแรกปี 2569 กลับมามีกำไร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวคนรักรถทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีจากค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง Nissan มาฝากกันครับ หลังจากที่ต้องเผชิญกับมรสุมทางธุรกิจมาพักใหญ่ ล่าสุด Nissan พลิกฟื้น ไตรมาสแรกปี 2569 กลับมามีกำไร ได้สำเร็จแล้ว ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความมั่นใจให้กับแฟนคลับนิสสันทั่วโลกอีกครั้ง

Nissan พลิกฟื้น ไตรมาสแรกปี 2569 กลับมามีกำไร

การประกาศผลประกอบการในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 (เมษายน – มิถุนายน 2569) ทำเอาหลายคนใจชื้นขึ้นเยอะ เพราะนิสสันสามารถเปลี่ยนจากตัวเลขขาดทุนจากการดำเนินงานกว่า 79,100 ล้านเยน ในปีก่อน มาเป็นกำไร 77,900 ล้านเยนได้สำเร็จ โดยมีรายได้รวมแตะระดับ 2.96 ล้านล้านเยนเลยทีเดียว

เจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จภายใต้แผน Re:Nissan

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ Nissan พลิกฟื้น ไตรมาสแรกปี 2569 กลับมามีกำไร ได้นั้น มาจากแผนฟื้นฟูที่มีชื่อว่า ‘Re:Nissan’ ครับ โดยแผนนี้เน้นการจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด ช่วยให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มหาศาล รวมถึงยังได้รับอานิสงส์จากค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลงด้วย แม้ว่าในตลาดจีนจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากรถยนต์ไฟฟ้า (NEV) จนยอดขายรวมทั่วโลกอาจต้องปรับลดเป้าลงเล็กน้อยเหลือ 3.15 ล้านคันก็ตาม

  • รายได้รวมพุ่งแตะ 2.96 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้นกว่า 9.5%
  • กำไรจากการดำเนินงานสวนกระแสขาดทุนเดิม
  • เดินหน้าลดต้นทุนอย่างจริงจังตามแผน Re:Nissan
  • มุ่งเน้นรถยนต์เทคโนโลยี e-POWER และรถยนต์ไฟฟ้า

แม้ตลาดโลกจะมีการแข่งขันด้านราคาสูงมาก แต่ผู้บริหารของนิสสันยืนยันว่าบริษัทจะยังคงรักษาวินัยทางการเงินและมุ่งหน้าทำกำไรตามเป้า 200,000 ล้านเยนตลอดทั้งปีงบประมาณนี้ให้ได้ครับ

ก้าวต่อไปของนิสสันกับการปรับตัวสู่รถยนต์ยุคใหม่

สำหรับอนาคต นิสสันไม่ได้หยุดแค่การลดต้นทุนเท่านั้น แต่ยังเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าและลดการพึ่งพาส่วนลดทางการตลาด เรียกว่าเป็นการปรับตัวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัวเพื่อให้บริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

โดยส่วนตัวผมมองว่าก้าวนี้ของนิสสันน่าสนใจมากครับ เพราะในยุคที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนผ่านไปเร็วขนาดนี้ การที่นิสสันโชว์ตัวเลขกำไรได้ท่ามกลางความท้าทาย ถือเป็นการพิสูจน์ว่าแผนการบริหารจัดการภายในมีความแข็งแกร่งเพียงใด เราคงต้องลุ้นกันต่อว่าในไตรมาสถัดไป นิสสันจะสามารถรักษาระดับผลประกอบการที่ดีเยี่ยมนี้ไว้ได้หรือไม่ เพื่อนๆ ที่ใช้รถนิสสันอยู่ก็มั่นใจได้เลยว่าแบรนด์กำลังเดินหน้าอย่างมั่นคงแน่นอนครับ

ที่มา – Nissan พลิกฟื้น ไตรมาสแรกปี 2569 กลับมามีกำไร เดินหน้าลดต้นทุนฝ่าวิกฤตตลาดจีน

ถอดกลยุทธ์แบรนด์รถญี่ปุ่น เหตุใดต้องหันซบแพลตฟอร์มจีน?

เชื่อว่าหลายคนคงสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อแบรนด์ญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ที่เคยครองใจคนทั่วโลกด้วยความทนทาน กำลังเผชิญกับการบ้านข้อใหญ่จากการรุกคืบของรถยนต์ไฟฟ้าจากแดนมังกร วันนี้เราจะมา ถอดกลยุทธ์แบรนด์รถญี่ปุ่น เหตุใดต้องหันซบแพลตฟอร์มจีน? เพื่อไขคำตอบว่าทำไมยักษ์ใหญ่เหล่านี้ถึงยอมปรับตัวขนานใหญ่ครับ

ถอดกลยุทธ์แบรนด์รถญี่ปุ่น เหตุใดต้องหันซบแพลตฟอร์มจีน?

ในอดีต รถญี่ปุ่นเปรียบเสมือนบรรทัดฐานของงานวิศวกรรม ความแม่นยำและการผลิตแบบ Lean Production คือหัวใจสำคัญที่ทำให้พวกเขาครองตลาดได้ยาวนาน แต่เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV ถอดกลยุทธ์แบรนด์รถญี่ปุ่น เหตุใดต้องหันซบแพลตฟอร์มจีน? กลายเป็นประเด็นที่วิเคราะห์ได้ว่า แบรนด์จีนไม่ได้ขายแค่รถ แต่ขายซอฟต์แวร์ที่เหมือนสมาร์ตโฟนติดล้อ ที่เน้นความฉลาดของชิปและการอัปเดตผ่าน OTA ได้ทันที

ความได้เปรียบที่ก้าวกระโดด

จีนไม่ได้โชคดี แต่จีนวางแผนมานานหลายทศวรรษในการคุม Supply Chain ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำอย่างเหลือเชื่อ ในขณะที่ค่ายญี่ปุ่นใช้เวลาพัฒนารถรุ่นหนึ่งนานถึง 4-5 ปี จีนกลับใช้ระบบ AI และโรโบติกส์ย่นเวลาเหลือเพียง 1.5-2 ปีเท่านั้น สิ่งนี้ทำให้การแข่งขันในสนามรถยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนกติกาไปอย่างสิ้นเชิง

  • Speed to Market: การส่งรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดได้เร็วกว่าคือผู้ชนะ
  • Software-Defined Vehicles: รถยนต์ที่ฉลาดขึ้นด้วย AI และการอัปเดตซอฟต์แวร์
  • Supply Chain Mastery: การคุมแร่หายากและแบตเตอรี่ในมือตัวเอง

ในปัจจุบัน เราจึงเห็นความร่วมมือที่น่าสนใจอย่าง Honda ที่ต้องหันมาจับมือกับพันธมิตรจีน หรือ Toyota ที่ร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Huawei ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เครื่องหมายของความพ่ายแพ้ แต่เป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในยุคที่เทคโนโลยีหมุนเร็วกว่าที่เคยเป็นมา การที่ค่ายรถญี่ปุ่นยอมรับว่าตนเองช้ากว่า แล้วหันมาเรียนรู้จากผู้ที่นำหน้าเพื่อพัฒนาต่อ จึงถือเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคมและน่าติดตามมากครับ

หากเรามองในมุมมองนักลงทุนหรือผู้ใช้งาน นี่คือโอกาสอันดีที่จะได้เห็นรถยนต์ราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นพร้อมฟังก์ชันที่ล้ำสมัย การรวมพลังระหว่างความเก๋าเกมของญี่ปุ่นและการเคลื่อนที่ที่เร็วปานจรวดของจีน อาจนำไปสู่รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิมในอนาคตอันใกล้นี้ครับ แล้วคุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการปรับตัวของค่ายรถญี่ปุ่นในครั้งนี้?

ที่มา – ถอดกลยุทธ์แบรนด์รถญี่ปุ่น เหตุใดต้องหันซบแพลตฟอร์มจีน?

BYD ท้าชนเจ้าตลาด หลังรถ EV จีนรุกตลาดทั่วโลกหนัก

เชื่อว่าหลายคนคงสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงบนท้องถนนช่วงนี้กันบ้างแล้วใช่ไหมครับ? กระแสรถยนต์ไฟฟ้ามาแรงจริงๆ โดยเฉพาะการที่ BYD ท้าชนเจ้าตลาด ค่ายรถญี่ปุ่นและยุโรปอย่างดุเดือด จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ต้องสั่นสะเทือนไปทั่วโลก

BYD ท้าชนเจ้าตลาด ค่ายรถญี่ปุ่น-ยุโรปเผชิญแรงกดดันหนัก หลังรถ EV จีนรุกตลาดทั่วโลก

เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เมื่อรถ EV จากแดนมังกรเริ่มรุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง ก็ทำให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ยืนหนึ่งมานานอย่าง Toyota, Honda หรือแม้แต่ Volkswagen ต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์กันใหม่ การที่ BYD ท้าชนเจ้าตลาด ได้สำเร็จนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาที่เข้าถึงง่าย แต่รวมถึงเทคโนโลยีแบตเตอรี่และฟีเจอร์ซอฟต์แวร์ที่ทันสมัย ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

ทำไมค่ายรถดั้งเดิมถึงเสียส่วนแบ่งตลาด?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมค่ายรถญี่ปุ่นที่ไม่เคยแพ้ใคร กลับมาเสียท่าให้รถจีนได้ง่ายๆ คำตอบอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วเกินคาดครับ ผู้เชี่ยวชาญมองว่าผู้ผลิตดั้งเดิมยังยึดติดกับโมเดลเครื่องยนต์สันดาปมากเกินไป ในขณะที่ฝั่งจีนทุ่มงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและซอฟต์แวร์อย่างเต็มสูบ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างความเร็วในการปรับตัว ดังนี้ครับ:

  • การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าจีนมีความรวดเร็วเหนือความคาดหมาย
  • ต้นทุนการผลิตและราคาของรถ EV จีนมีความได้เปรียบสูง
  • นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐจีนช่วยผลักดันให้เกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด

อย่างไรก็ตาม แม้ค่ายญี่ปุ่นจะเสียเปรียบในฝั่ง EV แต่ในตลาดรถหรูอย่าง BMW หรือ Mercedes-Benz ยังคงได้รับความนิยมด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งเป็นโจทย์ที่แบรนด์จีนต้องพิสูจน์ตัวเองในระยะยาวต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้ได้ทั้งยอดขายและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

สรุปภาพรวมและอนาคตของอุตสาหกรรม

การเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าจีนไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่มันคือการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมในยุคใหม่ครับ การที่แบรนด์จีนประสบความสำเร็จได้ทั่วโลก ทั้งในสิงคโปร์และอีกหลายทวีป เป็นสัญญาณเตือนภัยให้ค่ายรถยนต์โลกต้องรีบปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด ในความคิดเห็นของผม การแข่งขันที่รุนแรงนี้เป็นผลดีต่อผู้บริโภคมากที่สุด เพราะเราจะได้เห็นนวัตกรรมที่ล้ำสมัยในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้นในอนาคต

ที่มา – BYD ท้าชนเจ้าตลาด ค่ายรถญี่ปุ่น-ยุโรปเผชิญแรงกดดันหนัก หลังรถ EV จีนรุกตลาดทั่วโลก

NISSAN จัดแสดงยานยนต์ต้นแบบในงาน JMS 2025

15 ตุลาคม 2568 Nissan Motor เผยรายละเอียดของบูธในงาน Japan Mobility Show 2025 (JMS 2025) ด้วยตัวอย่างการออกแบบ ก่อนวันแถลงข่าวเปิดงาน ในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ บูธของปีนี้เป็นการแสดงออกทางศิลปะที่สะท้อนถึงธีมของงาน JMS ในภาพรวมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม การสร้างสรรค์ และอนาคต

บูธ Nissan ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมมังงะ เอกลักษณ์ของญี่ปุ่น โทนสีขาวดำ สะท้อนถึงแนวคิดที่หล่อหลอมจินตนาการ การเลือกสรรดีไซน์ที่เป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรม เชื่อมโยงมรดกของ Nissan เข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต สุนทรียศาสตร์ของมังงะ เป็นผืนผ้าใบสำหรับการเล่าเรื่อง เชื้อเชิญให้ผู้เข้าชมสำรวจเส้นทางที่บรรจบกันระหว่างประเพณี และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากการทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับการเปิดตัว Elgrand รุ่นใหม่ล่าสุด และผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่จะมาฟื้นคืนตลาดของ Nissan แล้ว การออกแบบยังผสมผสานการแสดงออกของศิลปะให้เข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อนำเสนอนวัตกรรม และบริการล่าสุดของ Nissan ในรูปแบบที่น่าจดจำ

การออกแบบที่สนุกสนานแต่ซับซ้อนมีจุดมุ่งหมายเพื่อดึงดูดผู้เยี่ยมชมเข้าสู่ภาพเมืองที่มีชีวิตชีวาซึ่งพวกเขาสามารถสำรวจ โต้ตอบ และสัมผัสประสบการณ์ทางเลือกของการสัญจรล่าสุดของ Nissan ได้โดยตรง

อัลฟอนโซ อัลบายซ่า รองประธานอาวุโสด้านการออกแบบระดับโลกของ Nissan (Alfonso Albaisa, Corporate Executive of Global Design, Nissan Motor) กล่าวว่า “ในฐานะนักออกแบบ เราค้นพบแรงบันดาลใจอันลึกซึ้งจากวัฒนธรรมสร้างสรรค์อันมีชีวิตชีวาของญี่ปุ่น บูธในปีนี้คือการเฉลิมฉลองจิตวิญญาณนั้น ผสมผสานศิลปะ และนวัตกรรม เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกับอนาคตแห่งการขับเคลื่อน แม้แนวคิดด้านภาพจะเป็นตัวกำหนดฉาก แต่แก่นแท้ที่แท้จริงจะมีชีวิตชีวาขึ้นเมื่อผู้เข้าชมก้าวเข้ามาภายใน พร้อมนำสีสัน และพลังของตนเองมาสร้างสรรค์ความแตกต่างอันทรงพลังบนฉากหลัง”

Nissan กำหนดจัดงานแถลงข่าวในวันที่ 29 ตุลาคม เวลา 10:40 น. ตามเวลา JST.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]   
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom   
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/      

ในงาน JMS 2025 นี้ NISSAN จัดแสดงยานยนต์ต้นแบบแนวคิดผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นผ่านบูทธีมมังงะ ในงาน JMS 2025 ที่น่าสนใจอย่างมาก

เตรียมพบกับความล้ำสมัยที่ NISSAN จัดแสดงยานยนต์ต้นแบบแนวคิดผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นผ่านบูทธีมมังงะ ในงาน JMS 2025 ที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน

NISSAN จัดแสดงยานยนต์ต้นแบบแนวคิดผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นผ่านบูทธีมมังงะ ในงาน JMS 2025

การออกแบบบูธของ NISSAN ในงาน Japan Mobility Show 2025 (JMS 2025) เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมญี่ปุ่นเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างลงตัว โดยได้รับแรงบันดาลใจจากมังงะ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของญี่ปุ่น ทำให้บูธมีความน่าสนใจและดึงดูดสายตาผู้เข้าชม

ไฮไลท์เด่นในบูธ NISSAN จัดแสดงยานยนต์ต้นแบบแนวคิดผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นผ่านบูทธีมมังงะ ในงาน JMS 2025

  • การเปิดตัว Elgrand รุ่นใหม่ล่าสุด
  • การนำเสนอนวัตกรรมและบริการล่าสุดของ NISSAN
  • การออกแบบบูธที่ผสมผสานศิลปะและเทคโนโลยี

การที่ NISSAN จัดแสดงยานยนต์ต้นแบบแนวคิดผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นผ่านบูทธีมมังงะ ในงาน JMS 2025 ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ NISSAN ในการพัฒนารถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า

ที่มา – NISSAN จัดแสดงยานยนต์ต้นแบบแนวคิดผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นผ่านบูทธีมมังงะ ในงาน JMS 2025

นิสสันรัดเข็มขัด! ปิด Design Studios สองแห่ง

แผนการปรับโครงสร้างองค์กรของนิสสันเพื่อลดต้นทุนยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น ล่าสุดมีข่าวว่า สตูดิโอออกแบบสองแห่งกำลังจะปิดตัวลง ทำให้การ รัดเข็มขัดแน่นตึบ Nissan เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยแผนกออกแบบ NDA (Nissan Design America) ในซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย และ NDLA (Nissan Design Latin America) ในเซาเปาโล ประเทศบราซิล จะถูกยุบ รวมถึงการปรับลดค่าใช้จ่ายด้านดีไซน์ในสหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น

การปรับเปลี่ยนดังกล่าวส่งผลให้ในอนาคตอันใกล้ โรงงานที่อัตสุกิในญี่ปุ่นจะทำหน้าที่เป็นสตูดิโอออกแบบชั้นนำสำหรับตลาดโลก Studio Six ในลอสแอนเจลิส รับหน้าที่พัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ที่เตรียมผลักดันขึ้นสู่สายการผลิต รวมถึงยังเป็นศูนย์กลางหลักสำหรับ Nissan Infiniti ในสหรัฐอเมริกา สตูดิโอในลอนดอนจะยังคงให้การสนับสนุนงานออกแบบของ Nissan ในภูมิภาคแอฟริกา ตะวันออกกลาง อินเดีย ยุโรป และโอเชียเนีย (AMIEO) ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Renault

ในส่วนอื่น ๆ สตูดิโอของ Nissan ในเซี่ยงไฮ้จะยังคงเป็นศูนย์กลางการออกแบบสำหรับ Nissan ในตลาดจีน ส่วน Creative Box ในโตเกียว รับผิดชอบ “การออกแบบรถรุ่นใหม่ และไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมโยงกับรถรุ่นต่าง ๆ” แม้ว่าจะยังไม่มีการระบุจำนวนพนักงานที่จะถูกเลิกจ้าง แต่อีวาน เอสปิโนซา ซีอีโอ กล่าวว่าการลดจำนวนพนักงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการลดจำนวนพนักงานครั้งใหญ่ ซึ่งจะลดจำนวนพนักงานลง 20,000 ตำแหน่ง

Nissan ระบุว่า การปรับโครงสร้างใหม่ ทำให้สตูดิโอออกแบบกลายเป็น “ศูนย์กลางการออกแบบที่คล่องตัว 5 แห่ง” ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2569 นอกจากจะช่วยประหยัดเงินแล้ว Nissan แจ้งว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำไปสู่ “การตัดสินใจที่เร็วขึ้น ความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ที่ลึกซึ้งขึ้น และการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่คล่องตัวกว่าเดิม”

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน Nissan ประกาศว่า ได้นำแนวคิด “การออกแบบที่เรียบง่าย” มาปรับใช้ในยานยนต์รุ่นใหม่ที่จะออกขายในอนาคต เพื่อลดต้นทุนลงประมาณ 6 หมื่นล้านเยน (409 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการลดความซับซ้อนของชิ้นส่วนลงสูงสุด 70 เปอร์เซ็นต์ ภายใต้แผนฟื้นฟู “Re:Nissan”

กลยุทธ์ใหม่ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนารถยนต์ การเร่งกระบวนการเพื่อลดต้นทุน เป้าหมายคือ การออกแบบรถยนต์เจเนอเรชันใหม่ให้แล้วเสร็จภายในเวลา 37 เดือน ลดระยะเวลาดำเนินการลง 15 เดือน ส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ จะใช้เวลา 30 เดือน หรือเร็วกว่าเดิม 20 เดือน การลดความซับซ้อนเพิ่มเติม จะมาจากการลดจำนวนแพลตฟอร์มรถยนต์ จาก 13 แพลตฟอร์ม ให้เหลือเพียง 7 แพลตฟอร์ม ภายในกลางทศวรรษหน้า

เมื่อบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต้องตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤต การปรับโครงสร้างใหม่ ถือเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก ไม่มี CEO คนไหนอยากทำ แต่หากไม่มีการคิดจะทำอะไรให้ดีขึ้น Nissan อาจต้องตกอยู่ในสถานะการณ์ที่ยากลำบากมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก

รัดเข็มขัดแน่นตึบ Nissan ทางรอดในยุคเศรษฐกิจผันผวน

สถานการณ์ของ Nissan สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเผชิญ การ รัดเข็มขัดแน่นตึบ Nissan เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้บริษัทยังสามารถแข่งขันได้ในตลาด

Nissan รัดเข็มขัดแน่นตึบ จริงหรือไม่?

การปิดสตูดิโอออกแบบและการลดจำนวนพนักงานเป็นสัญญาณที่ชัดเจน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อความอยู่รอด

การตัดสินใจเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Nissan กำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน การลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

อนาคตของ Nissan จะเป็นอย่างไรต่อไป? ต้องจับตามองกันต่อไปว่าการ รัดเข็มขัดแน่นตึบ Nissan จะนำพาบริษัทไปในทิศทางใด แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ Nissan กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่สำคัญและต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ

ที่มา – รัดเข็มขัดแน่นตึบ Nissan ปิด Design Studios สองแห่ง

Scroll to top