Offset Policy

“เท้ง” โชว์วิสัยทัศน์เปลี่ยนงบกลาโหมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันไทยสู่ Middle Power

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามเวลาเห็นตัวเลขงบประมาณจัดซื้ออาวุธจำนวนมหาศาล ว่าเม็ดเงินเหล่านั้นจะสร้างประโยชน์คืนสู่ประชาชนได้อย่างไร ล่าสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาฉายภาพวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจมาก ซึ่งก็คือ “เท้ง” โชว์วิสัยทัศน์เปลี่ยนงบกลาโหมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันไทยสู่ Middle Power เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินมีความคุ้มค่าและมุ่งเน้นการพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน

“เท้ง” โชว์วิสัยทัศน์เปลี่ยนงบกลาโหมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันไทยสู่ Middle Power

หัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์นี้คือการนำนโยบาย “Offset Policy” หรือมาตรการจัดซื้อแบบชดเชยมาปรับใช้ โดยเปลี่ยนจากการเป็นผู้ซื้อเพียงอย่างเดียว มาเป็นการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ขายอาวุธต้องส่งมอบสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจคืนกลับมายังประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงาน หรือการร่วมลงทุน ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

ทำไมต้อง Offset Policy?

การผลักดันให้ “เท้ง” โชว์วิสัยทัศน์เปลี่ยนงบกลาโหมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันไทยสู่ Middle Power ผ่านกลไก Offset Policy ไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อของแพงให้คุ้มค่า แต่คือการสร้างฐานรากทางเทคโนโลยี โดยใช้โมเดล “Triple Helix” เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนเงินภาษีให้กลายเป็นนวัตกรรม อาวุธ และโอกาสในการทำงานของวิศวกรไทย

  • สร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลก: ไทยจะเลิกเป็นแค่ผู้ซื้อ และก้าวขึ้นสู่การเป็นพันธมิตรของประเทศกลุ่ม Middle Power เช่น เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น
  • ยกระดับทักษะแรงงาน: การถ่ายทอดเทคโนโลยีจะช่วยให้บุคลากรไทยเชี่ยวชาญด้านยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย
  • สร้างอุตสาหกรรมในประเทศ: ลดการนำเข้าและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเองในอนาคต

ในอนาคต หากร่าง พ.ร.บ.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรม นี้สำเร็จ จะไม่ใช่แค่หน่วยงานความมั่นคง แต่หน่วยงานรัฐอื่นๆ ก็จะสามารถนำเงื่อนไข Offset มาใช้เพื่อดึงเม็ดเงินและเทคโนโลยีกลับสู่ประเทศได้ นี่คือการมองการไกลที่เปลี่ยนวิธีคิดจากการจ่ายเงินทิ้งไปสู่การลงทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงบวก

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายนี้ถือเป็นการปรับตัวที่ทันสมัยและตอบโจทย์โลกยุคใหม่ที่ความมั่นคงต้องเดินคู่ไปกับเศรษฐกิจ การเปลี่ยนกระดานซื้ออาวุธให้เป็นการสร้างชาติด้วยนวัตกรรมคือทิศทางที่ไทยต้องมุ่งไป หากเราทำสำเร็จ ประเทศไทยจะมีอำนาจต่อรองและศักยภาพทางเศรษฐกิจที่มั่นคงกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน

ที่มา – “เท้ง” โชว์วิสัยทัศน์เปลี่ยนงบกลาโหมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ดันไทยสู่ Middle Power

ผบ.ทอ.ลงนามซื้อ Gripen E/F เฟสแรก: ดีต่อชาติยังไง?

ผบ.ทอ.ลงนามซื้อ Gripen E/F เฟสแรก พร้อม Offset Policy สร้างความฮือฮา! มารู้จักรายละเอียดและความคุ้มค่าของการจัดซื้อครั้งนี้กัน

ผบ.ทอ.ลงนามซื้อ Gripen E/F เฟสแรก

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 12.20 น. (ตามเวลาท้องถิ่นประเทศสวีเดน) พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้ลงนามร่วมกับ FMV (องค์การบริหารจัดการยุทธภัณฑ์ทางทหารสวีเดน) และบริษัท Saab สวีเดน ในส่วนของ Offset Policy ในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน Gripen E/F ในเฟสแรก จำนวน 4 เครื่อง มูลค่า 19,500 ล้านบาท โดยมี นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยาน

การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพทางการทหารของไทย และยังเป็นการผลักดันนโยบาย Offset Policy ที่จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอีกด้วย

รายละเอียดสัญญาการจัดซื้อ Gripen

สำหรับการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตีกริพเพนครั้งนี้ ประกอบด้วยสัญญา 3 ฉบับ ได้แก่

  • สัญญาจัดซื้อเครื่องบินระหว่าง พล.อ.อ.พันธ์ภักดี กับ นายมิคาเอล กรันโฮล์ม ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานยุทโธปกรณ์สวีเดน (FMV)
  • ความตกลง Offset Policy ระหว่าง ผบ.ทอ. กับ นายลาร์ส ทอสส์มันน์ จากบริษัท Saab AB ผู้ผลิต
  • ข้อตกลงภายในของฝ่ายสวีเดน

การจัดซื้อครั้งนี้เป็น 4 ลำแรกจากแผนทั้งหมด 12 ลำ เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่ประจำการมานานกว่า 37 ปี โดยมีกำหนดเริ่มจัดส่งตั้งแต่ปี 2572 เป็นต้นไป

ทางสวีเดนจะเริ่มจัดส่งเครื่องบินให้ไทยในปี 2572-2577 โดยจะจัดส่งปีละ 2 เครื่อง จนครบ 1 ฝูงบิน

พล.อ.อ.พันธ์ภักดี กล่าวว่า การจัดซื้อครั้งนี้ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับ Offset Policy ซึ่งเป็นนโยบายที่กองทัพอากาศริเริ่มขึ้นมา และเสนอผ่านไปยังรัฐบาล

“เชื่อว่าผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่หลายคนเห็นว่าเราซื้อเครื่องบิน Gripen E/F เฟสแรก สูง 67,000 ล้านบาท แต่มูลค่าทางเครดิตที่กองทัพและประเทศชาติจะได้รับอาจจะถึงแสนล้านก็ไม่ใช่ไกลเกินจริง เราก็จะพิสูจน์ให้เห็นด้วยโครงการกริพเพนว่าเรามีความตั้งใจจริงที่จะให้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากภาษีประชาชน มีมูลค่าเพิ่มขึ้นและกลับเข้าสู่ประเทศ” พล.อ.อ.พันธ์ภักดี กล่าว

ด้าน นายมาริษ กล่าวว่า ข้อตกลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเสริมสร้างศักยภาพให้กองทัพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันนโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ (Offset Policy) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยในระยะยาว

รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก ขณะที่ผู้ประกอบการจะเป็นผู้เล่นหลักในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ การลงนามครั้งนี้ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่สวีเดนและประชาคมโลก ภายหลังจากสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกองทัพไทยได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและการปฏิบัติตามหลักสากลอย่างชัดเจน

การตัดสินใจผบ.ทอ.ลงนามซื้อ Gripen E/F เฟสแรก ไม่ได้เป็นเพียงแค่การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติ ทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ การผลักดันนโยบาย Offset Policy อย่างจริงจัง จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาเทคโนโลยีให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – ผบ.ทอ. ลงนามซื้อ Gripen E/F เฟสแรก ชี้ สร้างมูลค่าเครดิตกองทัพ-ประเทศเป็นแสนล้าน

Scroll to top