Prince Group

ขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน โยงเครือข่าย เฉิน จื้อ อายัด 600 ล้าน

ขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน โยงเครือข่าย เฉิน จื้อ อายัด 600 ล้าน

วงการอาชญากรรมข้ามชาติต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินหน้าปูพรมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายกว่า 14 จุดทั่วไทย โดยเป็นการสืบเนื่องมาจากการขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีนที่พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนสีเทาและเครือข่ายการเงินที่ซับซ้อน งานนี้บอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะเส้นทางการเงินพุ่งเป้าไปถึงเครือข่ายใหญ่ของ เฉิน จื้อ (Prince Group) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญระดับต้นๆ ของขบวนการนี้

เปิดเส้นทางปฏิบัติการระเบิดรังมังกร กับคดี หมิงเฉิน ซัน

ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ มาจากการที่ผู้เสียหายจำนวนมากถูกหลอกลวงผ่านกลโกงแบบ Hybrid Scam ผ่านแพลตฟอร์มลงทุนปลอม ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายรวมมหาศาล ตำรวจไทยได้ทำงานอย่างหนักในการแกะรอยเส้นทางการเงินจากบัญชีม้า จนพบว่าปลายทางของเงินเหล่านี้ถูกถ่ายโอนไปยังเครือข่ายของ หมิงเฉิน ซัน และสุดท้ายเงินจำนวนมากถูกนำไปฟอกผ่านอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัลหรูหราหลายแห่ง

จากการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินได้มูลค่ารวมเกือบ 600 ล้านบาท โดยทรัพย์สินที่พบมีรายการที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • คอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงย่านลุมพินี มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท
  • บ้านจัดสรรระดับมาสเตอร์พีชย่านกรุงเทพกรีฑา ราคา 75 ล้านบาท
  • ทรัพย์สินอื่นๆ อาทิ รถยนต์ซูเปอร์คาร์ วิลล่าหรู และเอกสารสิทธิ์ทางการเงินอีกจำนวนมาก

ทำไมคดีนี้ถึงสำคัญ? การขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน ไม่ใช่แค่การจับกุมอาชญากรรายย่อย แต่เป็นการทลายโครงข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน ซึ่งเครือข่ายของ เฉิน จื้อ นั้นมีความเกี่ยวพันกับธุรกิจสีเทาหลายประเภท การยึดทรัพย์ครั้งนี้จึงถือเป็นการตัดวงจรทางการเงินที่สำคัญที่สุด เพื่อไม่ให้กลุ่มอาชญากรเหล่านี้ใช้ประเทศไทยเป็นที่ซุกซนหรือฟอกเงินผิดกฎหมายได้อีกต่อไป

การสืบสวนในเชิงลึกยังคงดำเนินการต่อไปอย่างเข้มข้น ตำรวจเริ่มพบความเชื่อมโยงของบุคคลและนิติบุคคลเพิ่มขึ้นอีกหลายราย ซึ่งเชื่อว่าการขยายผลครั้งนี้จะนำไปสู่การออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกแน่นอน ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับมิจฉาชีพที่คิดจะมาอาศัยช่องว่างทางกฎหมายในประเทศไทยเพื่อทำเรื่องผิดกฎหมายครับ

ในมุมมองของเรา นี่คือความสำเร็จก้าวสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความสามารถในการประสานงานติดตามคดีที่มีความสลับซับซ้อนสูง ผู้เสียหายที่เคยถูกหลอกอาจจะมีความหวังมากขึ้นในการได้ทรัพย์สินคืน หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือการเห็นขบวนการเหล่านี้ถูกกำจัดออกไปจากสังคมไทย ทางเราจะคอยติดตามข่าวสารความคืบหน้ามาอัปเดตให้ฟังกันต่อไปนะครับ ใครที่มีเบาะแสหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับคดีอาญาออนไลน์ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมเป็นหูเป็นตาให้กับบ้านเมืองของเรา

ที่มา – ขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” พบการเงินโยงเครือข่าย “เฉิน จื้อ” อายัดเพิ่มเกือบ 600 ล้าน

กัมพูชาสั่งระงับขายอสังหาฯ Prince Group

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group หลังกลุ่มบริษัทแห่งนี้ ถูกกล่าวหาว่าเป็นฉากหน้าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กัมพูชาได้สั่งระงับการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ Prince Group อาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ในกัมพูชาซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร หลังจากนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง ถูกจับกุมและส่งตัวไปจีนในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อสัปดาห์ก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม สหรัฐอเมริกาได้สั่งฟ้องนาย เฉิน จื้อ นักธุรกิจเชื้อสายจีน กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้บงการแผนการหลอกลวงลงทุนออนไลน์ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านกลุ่มมิจฉาชีพซึ่งเชื่อกันว่าส่วนใหญ่ถูกหลอกมาทำงานเยี่ยงทาสในอาคารที่พักของบริษัทในกัมพูชา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า อสังหาริมทรัพย์ 4 แห่งในเครือ Prince Group ในกรุงพนมเปญ และอีก 1 แห่งในเมืองสีหนุวิลล์ ถูก “สั่งระงับการขาย” ทั้งในส่วนของห้องชุดคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรในโครงการหมู่บ้าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกัมพูชาถือเป็นวิบากกรรมล่าสุดที่เกิดกับ Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าทำหน้าที่เป็นฉากหน้าให้กับ “หนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย” เพิ่มเติมจากการถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลวอชิงตันและลอนดอนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุว่า บุคคลที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายห้องชุดในโครงการทั้ง 5 แห่งนี้ ยังคงมีภาระผูกพันที่จะต้องดำเนินการซื้อขายให้เสร็จสิ้นตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนผู้ที่ชำระเงินเต็มจำนวนแล้ว จะมีทางเลือกในการขายอสังหาริมทรัพย์ของตนได้ หลังจากจดทะเบียนกรรมสิทธิ์กับทางรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว

ที่คอนโดมิเนียม The Pinnacle Residence ซึ่งผู้พัฒนาโครงการคือบริษัท Prince Real Estate Cambodia ในเครือของ Prince Group พนักงานหลายคนบอกว่าสำนักงานขายถูกปิดตัวลงแล้ว โดยทีมขายเริ่มลดขนาดลงตั้งแต่เมื่อเดือนตุลาคม ซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

ทั้งนี้ นายเฉินถูกทางการสหรัฐฯ ตั้งข้อหา ฉ้อโกงผ่านการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ (Wire Fraud) และสมคบคิดฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ที่ถูกยึดได้ประมาณ 127,271 เหรียญ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) ตามราคาตลาดปัจจุบัน

นับตั้งแต่นั้นมา ทางการในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย ต่างมุ่งเป้าไปที่ Prince Group ด้วยการเร่งอายัดและยึดทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารกลางกัมพูชาได้สั่งให้ Prince Bank ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทในเครือที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีเพื่อปิดกิจการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัท Prince Group ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

สถานการณ์ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group นี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ผู้ซื้อ และพนักงานของบริษัท

ผลกระทบจากกัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

การที่ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group อาจนำไปสู่ผลกระทบดังนี้:

  • ความไม่แน่นอนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชา
  • ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงในการลงทุนในกัมพูชา
  • ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของกัมพูชาในฐานะจุดหมายปลายทางของการลงทุน

การตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชาที่ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนและประชาชน

ที่มา – กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

ตร.ไซเบอร์ยึดทรัพย์ “เฉิน จื้อ” เพิ่ม 350 ล้าน


ตำรวจไซเบอร์แถลงปฏิบัติการ “THE PURGE 2” ขยายผล Prince Group เครือข่าย “เฉิน จื้อ” แก๊งไฮบริดสแกม ยึดทรัพย์เพิ่มกว่า 350 ล้านบาท! มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น

ตร.ไซเบอร์ขยายผลเครือข่าย “เฉิน จื้อ” ยึดทรัพย์เพิ่มอีกกว่า 350 ล้าน

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้มีการแถลงข่าวปฏิบัติการ “THE PURGE 2” ซึ่งเป็นการขยายผลเครือข่าย Prince Group ของ “เฉิน จื้อ” แก๊งไฮบริดสแกม โดยสามารถยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมได้อีกกว่า 350 ล้านบาท

พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. กล่าวว่า สืบเนื่องจากปี 2566 ตำรวจไซเบอร์ได้สืบสวนคดีที่เชื่อมโยงกันหลายคดี ซึ่งเป็นกรณีผู้เสียหายถูกหลอกลงทุนในลักษณะ Hybrid Scam หรือ Pig Butchering Scam โดยคนร้ายจะสุ่มติดต่อประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย ชักชวนพูดคุยให้เกิดความเชื่อใจ แล้วสอนการลงทุนเทรดคริปโตเคอเรนซี อ้างว่าได้ผลกำไรดี จากนั้นหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีม้า เพื่อแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นเงินสกุลดิจิทัล โอนเข้าแอปเทรดเหรียญดิจิทัลปลอม

คดีของ สน.ศาลาแดง ที่ 452/2565 นำไปสู่ปฏิบัติการ “Trust No One” EP.1–5 ตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนพร้อมเครือข่าย ยึดทรัพย์ได้กว่า 2,000 ล้านบาท และเฉลี่ยทรัพย์คืนเงินผู้เสียหายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ต่อมาในปี 2567 ตำรวจไซเบอร์ได้สืบสวนขยายผลคดีของ สน.ดินแดง ที่ 462/2564 พบว่าปลายทางของเส้นทางการเงินถูกนำไปฟอกเงินด้วยระบบการเงินใต้ดิน และพบว่าหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการเป็นกลุ่มชาวจีนและชาวจีนสัญชาติพม่า โดยเป็นผู้จ้างวานเพื่อจดทะเบียนบริษัทนอมินี และนำข้อมูลบริษัทไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับเงินจากการกระทำความผิด แล้วนำเงินส่วนใหญ่ที่ได้มาแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล โอนต่อไปหลายลำดับเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

ปฏิบัติการ “The Purge” และการขยายผลสู่เครือข่าย “เฉิน จื้อ”

ตำรวจพบหลักฐานทางการเงินที่ไม่สัมพันธ์กับฐานะของเจ้าของบัญชี และมีพยานหลักฐานบ่งชี้ถึงการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม พบว่าบุคคลเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากการหลอกลวง การพนันออนไลน์ หรือยาเสพติด นำไปสู่ปฏิบัติการ “The Purge” จับกุมชาวจีนพร้อมเครือข่าย ตรวจยึดเงินสด 80 ล้านบาท พร้อมทรัพย์สินอื่นๆ รวมกว่า 250 ล้านบาท สืบสวนจนพบความเชื่อมโยงไปยังเครือข่าย “เฉิน จื้อ” (Chen Zhi)

พล.ต.ท.สุรพล กล่าวว่า ตำรวจไซเบอร์ได้ขยายผลกรณีดังกล่าว เพื่อหาผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงคดีอาญาของ สภ.หนองขาม จว.ชลบุรี ที่ 727/2564 รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้แล้ว (75 คน) และตรวจพบทรัพย์สินที่คาดว่าได้มาจากการกระทำผิดอีกจำนวนมาก จึงได้ประสานงานกับ ปปง. ออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว

ต่อมา ตำรวจไซเบอร์ได้เปิดปฏิบัติการ “The Purge 2” เข้าตรวจค้นเป้าหมายสำคัญ 4 จุด ได้แก่

  • ห้องพัก 2 ห้อง ในคอนโดหรู ซอยสุขุมวิท 61 แยก 1
  • บ้านพักมูลค่ากว่า 38 ล้านบาท ในหมู่บ้านหรู ย่านพระราม 9
  • ห้องพักในคอนโดหรู ย่านพร้อมพงษ์ ซอยสุขุมวิท 26
  • ห้องพักในคอนโดหรู ในซอยต้นสน

ผลการตรวจค้น สามารถตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินต่างๆ อาทิ ห้องพัก (อสังหาริมทรัพย์ มูลค่ารวมกว่า 166 ล้านบาท), ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ (102,900 ดอลลาร์), ธนบัตรจีน (55,000 หยวน), กระเป๋าแบรนด์เนม (33 ใบ), รองเท้า Louis Vuitton (3 คู่), รถยนต์ Toyota Alphard (1 คัน), นาฬิกาหรู (2 เรือน), สมุดบัญชีธนาคาร (10 เล่ม), อุปกรณ์บันทึกภาพกล้องวงจรปิด (3 เครื่อง), อุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณ (1 เครื่อง), เมมโมรีการ์ด (2 อัน), โทรศัพท์มือถือ (4 เครื่อง), คอมพิวเตอร์ (2 เครื่อง), อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอก (5 เครื่อง) และเอกสารสำคัญต่างๆ รวมทรัพย์สินที่ตรวจยึดและอายัดได้ทั้งหมด รวมมูลค่ากว่า 350 ล้านบาท

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเว็บไซต์พนันออนไลน์ ซึ่งมียอดเงินหมุนเวียนในเครือข่ายสูงกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี ขณะนี้ตำรวจไซเบอร์อยู่ระหว่างการเร่งสืบสวนขยายผล หากตรวจสอบแล้วพบพยานหลักฐานว่าทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด ก็จะตรวจยึดทรัพย์สินเพื่อนำมาเฉลี่ยทรัพย์คืนให้แก่ผู้เสียหายต่อไป

การขยายผลเครือข่าย “เฉิน จื้อ” และการยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมกว่า 350 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจไซเบอร์ในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา – ยึดทรัพย์เพิ่มอีกกว่า 350 ล้าน ตร.ไซเบอร์ ขยายผลเครือข่าย “เฉิน จื้อ” แก๊งไฮบริดสแกม

เพื่อไทยขีดเส้น อนุทิน ปราบสแกมเมอร์ 1 เดือน!

“เพื่อไทย” ขีดเส้น “อนุทิน” 1 เดือน ปราบสแกมเมอร์ ก่อนยุบสภา ให้หยุดสร้างภาพ ต้องขึงขังปฏิบัติจริง จี้ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง Prince Group เร็วที่สุด

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 พ.ย. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีที่บางพรรคการเมืองชื่นชมผลการเข้าร่วมประชุมเอเปคของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยว่า พรรคเพื่อไทยมีมุมมองแตกต่าง โดยเฉพาะเรื่องมาตรการปราบสแกมเมอร์ที่รัฐบาลประกาศเป็นผู้นำปราบแก๊งสแกมเมอร์ระดับโลก แต่ทำได้เพียงสร้างภาพ ขาดการปฏิบัติจริง ปล่อยให้กลับมาเป็นปัญหาใหญ่ ไม่ใช้เวทีโลกอย่างอาเซียนและเอเปกผลักดันความร่วมมือเชิงรูปธรรม ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งปราบสแกมเมอร์ใน 30 วัน ก่อนยุบสภา ไม่ต้องรอ 4 เดือน ต่อยอดจากกลไกที่รัฐบาลเพื่อไทยวางไว้คือ 1.ให้รัฐบาลแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ แฉถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านบาทต่อเดือน แลกไม่ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่เคยบอกจะสรุปผลสิ้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา 2.ดำเนินคดีบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวกับบริษัท Prince Group เร็วที่สุด

3. รัฐบาลต้องเอาคืนที่ถูกเหล่าอาชญากรยึดไปคืนให้ประชาชนมากที่สุด ใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีระงับบัญชีม้า 4.เดินหน้าความร่วมมือปราบสแกมเมอร์ 3 ฝ่าย ไทย-จีน-กัมพูชา พัฒนาจากโมเดลความร่วมมือ ไทย-จีน-เมียนมา ที่รัฐบาลเพื่อไทยริเริ่มไว้ และมาตรการตัดไฟ ตัดเน็ต ตัดการขนน้ำมัน เข้มงวดปิดกั้นเส้นทางธรรมชาติทางชายแดนด้วย รัฐบาลต้องหยุดเล่นการเมืองบนความมั่นคงของชาติ ถึงเวลาต้องทำจริง ไม่ใช่สร้างภาพตามกระแส

เพื่อไทยขีดเส้น อนุทิน ปราบสแกมเมอร์ 1 เดือน

พรรคเพื่อไทยออกมาขีดเส้นตายให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งดำเนินการปราบสแกมเมอร์ภายใน 1 เดือนก่อนที่จะมีการยุบสภา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติจริงมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ และเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับ Prince Group อย่างรวดเร็วที่สุด

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้แถลงถึงประเด็นดังกล่าว โดยแสดงความเห็นต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ชื่นชมผลงานการเข้าร่วมประชุมเอเปคของนายอนุทิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการปราบสแกมเมอร์ ซึ่งพรรคเพื่อไทยมองว่ารัฐบาลยังขาดความจริงจังในการแก้ไขปัญหา

ข้อเสนอแนะเพื่อเร่งการปราบสแกมเมอร์

พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนะแนวทางในการเร่งปราบสแกมเมอร์ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ให้รัฐบาลแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน
  • ดำเนินคดีบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Prince Group อย่างรวดเร็ว
  • รัฐบาลต้องเร่งนำทรัพย์สินที่ถูกยึดไปคืนให้กับประชาชน โดยใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • เดินหน้าความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีนและกัมพูชา เพื่อปราบสแกมเมอร์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • เข้มงวดในการปิดกั้นเส้นทางธรรมชาติทางชายแดน เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงของแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการเล่นการเมืองบนความมั่นคงของชาติ และหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

สถานการณ์การหลอกลวงออนไลน์หรือการสแกมยังคงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อสังคมไทย การมีมาตรการที่เข้มงวดและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องประชาชนจากอาชญากรรมเหล่านี้ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาจึงเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน เพราะการแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะส่งผลดีต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว

ที่มา – “เพื่อไทย” ขีดเส้น“อนุทิน” ปราบสแกมเมอร์ 1 เดือน จี้ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องให้เร็วที่สุด

ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย สอบผู้ถือหุ้น ปรินซ์ อินเตอร์ฯ

ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย สอบปากคำพยาน 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ไขปมโยงเครือข่าย ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป และ เฉิน จื้อ

จากกรณีที่บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่ง นายเฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ กำลังถูกทางการสหรัฐฯ ดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน จากการทำธุรกิจศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยใช้แรงงานบังคับ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เช่าพื้นที่ในอาคาร Sino-Thai Tower โดยทำสัญญาเช่าระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 กันยายน 2569 เพื่อประกอบธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และเป็นคนละบริษัทกับกลุ่มที่ถูกสหรัฐฯ อายัดทรัพย์ของนายเฉิน จื้อ และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการเช่าอาคาร Sino-Thai Tower หรือเจ้าของอาคาร

บริษัท เอช ที อาร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าพื้นที่ในอาคาร Sino-Thai Tower แก่บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ชี้แจงว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยให้บริการด้านการให้เช่าและดูแลอาคารสำนักงานในนาม Sino-Thai Tower ในฐานะผู้ให้เช่า บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เช่าพื้นที่สำนักงานอยู่บนชั้น 7 ของอาคาร เพื่อดำเนินธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ให้บริการลูกค้าภายในประเทศไทยเท่านั้น และยืนยันว่าบริษัทฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตและการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ดีเอสไอ เข้าตึกซิโน-ไทย สอบ 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย ปรินซ์ อินเตอร์ฯ ไขปมโยง “เฉิน จื้อ”

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 09:30 น. ที่อาคาร Sino-Thai Tower เลขที่ 32/28 ถนนสุขุมวิท 21 (ซอยอโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำโดย ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม พร้อมคณะพนักงานสืบสวนเรื่องที่ 134/2568 และเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางเข้าพบผู้ถือหุ้น บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อบันทึกการสอบปากคำและรับมอบพยานเอกสารตามที่ผู้ถือหุ้นประสงค์จะให้ความร่วมมือกับ DSI

กระบวนการสอบปากคำพยานกับผู้ถือหุ้นบริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะเป็นการสอบปากคำผู้ถือหุ้นชาวไทย 2 ราย ได้แก่ นายปริตวาทย์ กุลศรีสุวรรณ และ นายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ โดยจะสอบถามถึงที่มาที่ไปของการประกอบธุรกิจ และผลประกอบการที่ผ่านมา รวมถึงความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป และผู้ถือหุ้นทั้งหมดว่ามีใครถือหุ้นในบริษัทอื่นหรือไม่

ประเด็นสำคัญในการสอบสวน ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย

หากผู้ถือหุ้นรายใดให้การว่าตนเองเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป หรือไม่เกี่ยวข้อง คณะพนักงานสืบสวนจะบันทึกคำให้การไว้ทั้งหมด เพราะบุคคลมีสิทธิ์ที่จะให้การอย่างไรก็ได้ หากให้การว่าเคยเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป พนักงานสืบสวนก็จะสอบถามต่อว่าเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง จากธุรกิจใด เกิดขึ้นในช่วงเวลาใด และตอนนี้ยังร่วมธุรกิจกันอยู่หรือไม่ หากผู้ถือหุ้นต้องการมอบพยานเอกสารใดแก่ DSI เพื่อประกอบคำให้การ ทาง DSI ก็ยินดีรับนำไปพิจารณาในสำนวนการสืบสวน

บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 ทุนปัจจุบัน 2 ล้านบาท ประกอบธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยมีนาย หวัง ยู่ ถัง สัญชาติจีน (ไต้หวัน) เป็นกรรมการรายเดียว รายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 พบว่า นายหวัง ยู่ ถัง ถือหุ้นใหญ่สุด 49% ส่วนผู้ถือหุ้นชาวไทยอีก 3 ราย ได้แก่ นายพิภพ ประทุมวัลย์ ถือหุ้น 21%, นายปริตวาทย์ กุลศรีสุวรรณ ถือหุ้น 20%, นายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ ถือหุ้น 10%

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2566 บริษัทมีการแจ้งเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 1 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท นายหวัง ยู่ ถัง เพิ่งเข้ามาเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2566 และนายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ เข้ามาเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 ปัจจุบัน นายวุฒิชัย ได้ยุติการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว เหลือนายหวัง ยู่ ถัง เป็นกรรมการรายเดียว

วัตถุประสงค์การทำธุรกิจของบริษัทเมื่อปี 2565 พบว่า บริษัทแห่งนี้ประกอบกิจการขายสินค้าตามวัตถุประสงค์จากประเทศญี่ปุ่น เช่น เครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม อาหารแห้ง เสื้อผ้า เป็นต้น แต่ในปี 2566 แจ้งเปลี่ยนเป็นการขายปลีกสินค้าอื่น ๆ ในร้านค้าทั่วไป จากนั้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 เปลี่ยนเป็นกิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง กระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ได้เปลี่ยนประเภทธุรกิจเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทได้มีการนำส่งงบการเงิน 3 ปีย้อนหลัง ดังนี้:

  • งบการเงินปี 2565: สินทรัพย์รวม 1,006,266 บาท, หนี้สินรวม 44,000 บาท, รายได้รวม 6,266 บาท, รายจ่ายรวม 44,000 บาท, ขาดทุนสุทธิ 37,733 บาท
  • งบการเงินปี 2566: สินทรัพย์รวม 729,345 บาท, หนี้สินรวม 18,888 บาท, รายได้รวม 10,000 บาท, รายจ่ายรวม 1,261,810 บาท, ขาดทุนสุทธิ 1,251,810 บาท
  • งบการเงินปี 2567: สินทรัพย์รวม 1,521,851 บาท, หนี้สินรวม 5,096,157 บาท, รายได้รวม 858,415 บาท, รายจ่ายรวม 5,072,286 บาท, ขาดทุนสุทธิ 4,284,763 บาท

การ ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความโปร่งใสในการทำธุรกิจ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ จะมีการรายงานให้ทราบต่อไป

ที่มา – ดีเอสไอ เข้าตึกซิโน-ไทย สอบ 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย ปรินซ์ อินเตอร์ฯ ไขปมโยง “เฉิน จื้อ”

เกาหลีใต้ เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน สู้ภัยอาชญากรรมกัมพูชา

เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน ธุรกิจเชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา คาดตัดสินใจปลายเดือนนี้ หวังลดปัญหาพลเมืองถูกหลอกลวงและค้ามนุษย์

สถานการณ์อาชญากรรมในกัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อพลเมืองเกาหลีใต้ กำลังนำไปสู่มาตรการตอบโต้ที่เข้มข้นขึ้น ล่าสุด รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาใช้มาตรการ เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และการหลอกลวง

การตัดสินใจว่าจะดำเนินการคว่ำบาตรหรือไม่ คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ และหากดำเนินการจริง จะถือเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดที่เกาหลีใต้เคยใช้เพื่อตอบโต้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในกัมพูชา

เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน

ตามรายงานของหน่วยงานข่าวกรองทางการเงิน (FIU) ภายใต้คณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ กำลังพิจารณาที่จะกำหนดให้ผู้ต้องสงสัยและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเป็น “นิติบุคคลที่ถูกจำกัด” ซึ่งจะนำไปสู่การอายัดทรัพย์สินและการสกัดกั้นธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงสกุลเงินดิจิทัล

เจ้าหน้าที่รัฐบาลเกาหลีใต้รายหนึ่งกล่าวว่า “หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้หารือกันแล้วว่าจะกำหนดลักษณะขององค์กรอาชญากรรมในกัมพูชาและตอบสนองต่อองค์กรเหล่านี้อย่างไร”

การหารือนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรได้ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มบริษัท Prince Group และ Huione Group ในกัมพูชา ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และการฉ้อโกงทางไซเบอร์

ผลกระทบของการคว่ำบาตรทางการเงินต่อเครือข่ายอาชญากรรม

หาก เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน จริง จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจะถูกจำกัด ทำให้การดำเนินงานเป็นไปได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเกาหลีใต้จะไม่ยอมรับการกระทำผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ และพร้อมที่จะใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อปกป้องพลเมืองของตน

นายยู แจ-ซอง รักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตำรวจกำลังตรวจสอบข้อกล่าวหาเพื่อพิจารณาว่าจะเปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อบริษัทในเครือ Prince Group ในเกาหลีใต้หรือไม่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาอย่างจริงจัง

การคว่ำบาตรทางการเงินครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีครั้งสำคัญของเกาหลีใต้ ที่ผ่านมาเน้นใช้วิธีทางการทูตในการแก้ไขปัญหา แต่สถานการณ์ที่เลวร้ายลงทำให้ต้องใช้มาตรการที่แข็งกร้าวมากขึ้น FIU ยังมีแผนที่จะขยายการสอบสวนกิจกรรมการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในสิ้นปีนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตรบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมในกัมพูชาก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การที่เกาหลีใต้เข้าร่วมในความพยายามนี้ จะยิ่งทำให้การต่อสู้กับอาชญากรรมในภูมิภาคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การคว่ำบาตรทางการเงินอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกาหลีใต้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และความจำเป็นที่รัฐบาลต้องใช้มาตรการที่หลากหลายเพื่อแก้ไขปัญหา นอกจากมาตรการทางกฎหมายและการเงินแล้ว การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยของการหลอกลวงและการค้ามนุษย์ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

การตัดสินใจของเกาหลีใต้ที่จะ เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน จะเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคพิจารณา และอาจนำไปสู่ความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่มา – เกาหลีใต้พิจารณาคว่ำบาตรทางการเงิน สู้เครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา

สหรัฐฯ ตัด Huione Group ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศตัดกลุ่มบริษัท Huione Group ของกัมพูชาออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าบริษัทนี้เป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน และเป็นภัยคุกคามต่อระบบการเงินโลก การตัดสินใจครั้งนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อ Huione Group และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) และเครือข่ายบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) ภายใต้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ สำนักงานต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนา (FCDO) ของสหราชอาณาจักร ร่วมกันจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งมุ่งเป้าไปที่พลเมืองสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ผ่านการหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน

FinCEN ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายภายใต้มาตรา 311 ของกฎหมาย USA PATRIOT Act เพื่อตัดกลุ่ม Huione Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทบริการทางการเงินที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา ออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ เนื่องจากกลุ่มบริษัทนี้ทำการฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงและการโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลให้แก่ผู้กระทำความผิดทางไซเบอร์มานานหลายปีแล้ว

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการฉ้อโกงข้ามชาติได้สร้างความเสียหายแก่พลเมืองอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ ทำให้เงินเก็บทั้งชีวิตหายไปในไม่กี่นาที”

“กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการเพื่อปกป้องชาวอเมริกันด้วยการปราบปรามแก๊งหลอกลวงจากต่างประเทศ ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางและพันธมิตรระหว่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร กระทรวงการคลังจะยังคงเป็นผู้นำในการดำเนินความพยายามเพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากอาชญากรผู้แสวงหาประโยชน์เหล่านี้ต่อไป”

ทั้งนี้ ตามรายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ Huione Group ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญในการฟอกเงินที่ได้จากการโจรกรรมไซเบอร์ฝีมือเกาหลีเหนือ และเพื่อองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ (TCO) กลุ่มต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ก่อเหตุหลอกลวงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในชื่อ “Pig Butchering” (หลอกเชือดหมู) และการหลอกลวงอื่น ๆ

ที่สำคัญคือ Huione Group ได้ฟอกเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายเป็นมูลค่าอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างเดือนสิงหาคม 2564 ถึงมกราคม 2568 และจากเงินผิดกฎหมายมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ดังกล่าว Huione Group ได้ฟอกเงินสกุลเงินดิจิทัลมูลค่าอย่างน้อย 37 ล้านดอลลาร์ ที่มาจากการโจรกรรมไซเบอร์ของเกาหลีเหนือ

ด้วยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายนี้ สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ จะถูกห้ามไม่ให้เปิดหรือรักษาบัญชีตัวแทน (correspondent accounts) ให้แก่หรือในนามของ Huione Group และต้องดำเนินการตามสมควรเพื่อไม่ให้ดำเนินการธุรกรรมสำหรับบัญชีตัวแทนของสถาบันธนาคารต่างประเทศในสหรัฐฯ หากธุรกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ Huione Group เพื่อป้องกันไม่ให้ Huione Group เข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ โดยทางอ้อม

ในวันเดียวกันนี้ สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ได้กำหนดให้กลุ่มบริษัท Prince Holding Group (Prince Group) เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติแล้ว และได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรอย่างครอบคลุม ต่อเป้าหมาย 146 ราย ภายใน Prince Group ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา นำโดย เฉิน จื้อ พลเมืองกัมพูชา

เครือข่ายนี้ดำเนินกิจการอาชญากรรมข้ามชาติ ผ่านการหลอกลวงการลงทุนออนไลน์มุ่งเป้าไปที่ชาวอเมริกันและบุคคลอื่น ๆ ทั่วโลก โดยมีศูนย์หลอกลวงมากมายในกัมพูชา

กค.สหรัฐฯ ตัด Huione Group จากระบบการเงิน ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

ทำไมสหรัฐฯ ถึงตัด Huione Group ออกจากระบบการเงิน?

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการตัด Huione Group ออกจากระบบการเงินนั้นมีเหตุผลสำคัญ คือการป้องกันการฟอกเงินและการฉ้อโกงข้ามชาติ การที่ Huione Group เป็นศูนย์กลางในการฟอกเงินที่ได้จากการโจรกรรมไซเบอร์และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้สหรัฐฯ ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องระบบการเงินของตนเองและพลเมืองของตน

  • การฟอกเงิน: Huione Group มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงทางการเงิน
  • การฉ้อโกงข้ามชาติ: กลุ่มบริษัทนี้เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงการลงทุนออนไลน์ที่มุ่งเป้าไปที่ชาวอเมริกันและคนอื่นๆ ทั่วโลก
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: การดำเนินการนี้เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรระหว่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร

การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการต่อต้านอาชญากรรมทางการเงินและปกป้องพลเมืองของตนเอง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การตัด Huione Group ออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบหลายด้าน:

  • Huione Group จะไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ ได้โดยตรงหรือโดยอ้อม
  • สถาบันการเงินที่ทำธุรกิจกับ Huione Group อาจถูกลงโทษ
  • การดำเนินการนี้อาจส่งผลกระทบต่อเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับ Huione Group

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการนี้อาจมีข้อจำกัด เนื่องจาก Huione Group อาจพยายามที่จะหาช่องทางอื่นในการฟอกเงิน ซึ่งอาจต้องมีการตรวจสอบและติดตามอย่างต่อเนื่อง

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้มีการใช้ระบบการเงินของตนเพื่อการฟอกเงินและการฉ้อโกงข้ามชาติ และจะดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและพันธมิตร

ที่มา – กค.สหรัฐฯ ตัด Huione Group จากระบบการเงิน ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ. Prince Group คดีหลอกลวง

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group เป็นบิตคอยน์มูลค่ากว่า 4.9 แสนล้านบาท ฐานเปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา ทั้งบังคับใช้แรงงานและฉ้อโกงเงินดิจิทัล มีเหยื่อทั่วโลก

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 กระทรวงยุติธรรมยื่นฟ้องนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา เพื่อขอให้ริบทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุด มูลค่าประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในรูปแบบ Bitcoin ที่อยู่ในการดูแลของสหรัฐฯ

คำฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองบรูคลิน รัฐนิวยอร์ก กล่าวหานาย เฉิน จื้อ หรือที่รู้จักกันในชื่อ วินเซนต์ ผู้ถือสัญชาติสหราชอาณาจักรกับกัมพูชา และมีเชื้อสายจีน วัย 37 ปี ในข้อหา สมคบคิดฉ้อโกงทางโทรศัพท์ และสมคบคิดฟอกเงิน จากการสั่งให้กลุ่ม Prince Group เปิดฐานหลอกลวงบังคับใช้แรงงานไปทั่วกัมพูชา

บุคคลที่ถูกกักขังไว้ในฐานที่มั่นดังกล่าวมีส่วนร่วมใน แผนการฉ้อโกงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Pig Butchering” (หลอกเชือดหมู) ขโมยเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากเหยื่อในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก โดยขณะนี้จำเลยยังอยู่ระหว่างการหลบหนี

ในวันอังคาร สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตตะวันออกของนิวยอร์ก และแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรม ยังได้ยื่นฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อ ริบทรัพย์สินของนายเฉิน เป็น Bitcoin ประมาณ 127,271 เหรียญบิตคอยน์ ซึ่งมีมูลค่าปัจจุบันประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท)

โดย Bitcoin เหล่านี้เป็นเงินที่ได้มาและเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกงและการฟอกเงินของจำเลย ปัจจุบันเงินทุนเหล่านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ อายัดเอาไว้แล้ว โดยการฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินการริบทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม

น.ส.พาเมลา บอนดี อัยการสูงสุดสหรัฐฯ และนายทอดด์ บลานเช รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า “การดำเนินการในวันนี้ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีครั้งสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อมหันตภัยของการค้ามนุษย์และการฉ้อโกงทางการเงินที่ใช้ไซเบอร์เป็นเครื่องมือในระดับโลก”

“ด้วยการทำลายอาณาจักรอาชญากรรมที่สร้างขึ้นจากการหลอกลวงและการบังคับใช้แรงงาน เรากำลังส่งสารที่ชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาจะใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีเพื่อปกป้องเหยื่อ กู้คืนทรัพย์สินที่ถูกขโมยไป และนำตัวผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากกลุ่มเปราะบางมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม เราขอขอบคุณสำหรับการทำงานอย่างหนักของผู้อำนวยการ พาเทล (ผอ.FBI) และเจ้าหน้าที่ชายหญิงของ FBI ทุกคน”

แถลงการณ์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุอีกว่า นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา นายเฉิน จื้อ หรือจำเลยในคดีนี้ เป็นผู้ก่อตั้งและประธานของ Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในกัมพูชาที่ดำเนินกิจการธุรกิจหลายสิบแห่งในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

Prince Group นั้นตั้งเป้าหมายหลักในด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และบริการผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม จำเลยและผู้บริหารระดับสูงได้ดำเนินการอย่างลับๆ ขยาย Prince Group ให้กลายเป็นหนึ่งใน “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ภายใต้การสั่งการของจำเลย Prince Group ได้ทำกำไรมหาศาลจากการ ดำเนินการฐานที่มั่นของแก๊งหลอกลวง ทั่วกัมพูชา ซึ่งกระทำการ ฉ้อโกงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

แผนการของ Prince Group มุ่งเป้าไปที่เหยื่อทั่วโลก รวมถึงใน สหรัฐอเมริกา ด้วยความช่วยเหลือจากเครือข่ายท้องถิ่นที่ทำงานในนามของ Prince Group เครือข่ายหนึ่งได้ดำเนินการอยู่ใน บรูคลิน นครนิวยอร์ก และอำนวยความสะดวกในการโอนเงินที่ฉ้อโกงและการฟอกเงินหลายล้านดอลลาร์ในนามของ Prince Group จากเหยื่อกว่า 250 ราย ในนิวยอร์กและทั่วประเทศ

Prince Group ยังลักลอบนำแรงงานหลายร้อยชีวิตเข้ามาในกัมพูชา และบังคับให้พวกเขาใช้ทำงานหลอกลวง ในศูนย์ต่างๆ และบ่อยครั้งที่พวกเขาถูกข่มขู่ด้วยการใช้ความรุนแรง ศูนย์หลอกลวงดังกล่าวประกอบด้วย หอพักขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงและลวดหนาม และทำหน้าที่เป็น ค่ายที่บังคับใช้แรงงานด้วยความรุนแรง

จำเลยมีส่วนร่วมโดยตรงในการ บริหารจัดการฐานที่มั่นของแก๊งหลอกลวง และเก็บรักษาบันทึกที่เกี่ยวข้องกับสถานที่แต่ละแห่ง มีบัญชีติดตามผลกำไรและบันทึกว่าแผนการฉ้อโกงใดดำเนินการจากสถานที่ใดบ้าง

จำเลยยังเก็บเอกสารที่อธิบายและแสดงภาพ “ฟาร์มโทรศัพท์” (phone farms) ในฐานที่มั่น ซึ่งเป็นศูนย์บริการทางโทรศัพท์อัตโนมัติที่ใช้โทรศัพท์หลายพันเครื่องและหมายเลขโทรศัพท์มือถือหลายล้านหมายเลขเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินแผนการฉ้อโกงต่างๆ

จำเลยยังมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการ ใช้ความรุนแรงต่อบุคคลที่อยู่ภายในค่ายบังคับใช้แรงงาน และครอบครองรูปภาพวิธีการใช้ความรุนแรงของ Prince Group ซึ่งรวมถึงภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นถึง การทุบตีและวิธีการทรมานอื่น ๆ จำเลยได้สื่อสารโดยตรงกับผู้ใต้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการทุบตีบุคคลที่ “ก่อปัญหา” โดยในกรณีหนึ่งได้ระบุเจาะจงว่าเหยื่อ ไม่ควรถูก “ทุบตีจนตาย”

เพื่อดำเนินแผนการฉ้อโกงเหล่านี้ จำเลยและเครือข่ายใกล้ชิดของผู้บริหารระดับสูงของ Prince Group ได้ใช้ อิทธิพลทางการเมือง ของตนในหลายประเทศต่าง ๆ เพื่อปกป้ององค์กรอาชญากรรมของตน และได้ ติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกขัดขวางจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

หลังจากนั้น พวกเขาได้ ฟอกเงินที่ได้จากการฉ้อโกง ผ่านปฏิบัติการฟอกเงินอย่างเป็นมืออาชีพและผ่านเครือข่ายกิจการธุรกิจที่ดูเหมือนจะถูกต้องตามกฎหมายของ Prince Group เอง ซึ่งรวมถึง การพนันออนไลน์และการขุดสกุลเงินดิจิทัล

จำเลยและผู้สมรู้ร่วมคิดนำเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมบางส่วนไปใช้เพื่อ การเดินทางและความบันเทิงต่างๆ ซื้อ ทรัพย์สินฟุ่มเฟือยมากมายเช่น นาฬิกา เรือยอชต์ เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว บ้านพักตากอากาศ ของสะสมราคาสูง และงานศิลปะหายาก ซึ่งรวมถึง ภาพวาดของปิกัสโซ ที่ซื้อผ่านโรงประมูลในนครนิวยอร์ก

หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีเหล่านี้ จำเลยจะต้องโทษจำคุกสูงสุด 40 ปี

อนึ่ง ในวันเดียวกันนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังกำหนดให้กลุ่ม Prince Group เป็น องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และ ประกาศมาตรการคว่ำบาตร ต่อจำเลย ตลอดจนบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายราย สำหรับบทบาทของพวกเขาในการกระทำผิดกฎหมาย

นอกจากนั้น สำนักงานต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาของสหราชอาณาจักร ก็ประกาศมาตรการคว่ำบาตรด้วยเช่นกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เราควรตระหนักถึงกลโกงเหล่านี้และระมัดระวังในการลงทุนออนไลน์อยู่เสมอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : justice.gov

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group เปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา

ล่าสุด สหรัฐฯ ได้ทำการ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group จากการที่บริษัทนี้ได้เข้าไปเปิดศูนย์หลอกลวงในประเทศกัมพูชา

ทำไมสหรัฐฯ ถึงฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group?

การตัดสินใจ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group ของสหรัฐฯ มาจากการที่พบว่าบริษัทนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา ซึ่งทำให้เกิดการฉ้อโกงและบังคับใช้แรงงาน

สถานการณ์นี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการจัดการกับอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่มา – สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group เปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา

Scroll to top