Quick Big Win

บสย. ลุยค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ฝ่าวิกฤตพลังงาน

สวัสดีครับทุกท่านที่กำลังมองหาโอกาสทางการเงินสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก! วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องน่าตื่นเต้นจาก บสย. ลุยค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ที่กำลังขานรับนโยบายรัฐบาลเต็มสูบ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้ฝ่าฟันวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่ผันผวนไปได้ ในไตรมาสแรกของปี 2569 บสย. ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ยอดค้ำประกันสินเชื่อพุ่งสูงถึง 23,448 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเป้าหมายทั้งปี 70,000 ล้านบาท โตขึ้น 2.87 เท่าจากปีก่อน! นี่คือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้สินเชื่อในระบบขยายตัว 26,032 ล้านบาท ช่วย SMEs และ Micro SMEs ได้รับเงินทุนกว่า 27,353 ราย รักษางาน 195,641 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์เศรษฐกิจถึง 96,842 ล้านบาทเลยทีเดียว

บสย. ลุยค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ผ่านมาตรการ Quick Big Win

หัวใจสำคัญของความสำเร็จมาจากมาตรการ ค้ำประกันสินเชื่อ บสย. Quick Big Win วงเงิน 50,000 ล้านบาท ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ธันวาคม 2568 จนถึงมีนาคม 2569 มียอดค้ำประกันเกือบ 50% หรือ 24,864 ล้านบาท ช่วย SMEs 30,684 รายเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น จุดเด่นคือฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปีแรก ค้ำยาว 7 ปี ใช้ TCG Score กำหนดค่าธรรมเนียมตามความเสี่ยง (RBP) เริ่มต้นแค่ 1% ต่อปีตั้งแต่ปีที่ 4 และเพิ่ม Max Claim เพื่อลดความเสี่ยงให้ธนาคาร ทำให้ rejection rate ลดลง สถาบันการเงินกล้าปล่อยกู้มากขึ้น

ประเภทธุรกิจที่ได้รับค้ำประกันสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

  • ภาคบริการ 35.1%
  • อาหารและเครื่องดื่ม 9.2%
  • การผลิตสินค้าและค้าอื่นๆ 9%

รวมสัดส่วน 53.3% สะท้อนฐานรากเศรษฐกิจไทย ส่วนภูมิภาค กรุงเทพฯ และปริมณฑลนำโด่ง 48% ตามด้วยอีสาน 15% ใต้ 10% เหนือ 9% ตะวันออก 9% กลาง 5% ตะวันตก 4% แสดงให้เห็น บสย. ลุยค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ทั่วประเทศจริงๆ

บสย. ลุยค้ำประกันสินเชื่อ SMEs และรถกระบะไฟฟ้า

นอกจากนี้ บสย. ยังช่วยเหลือลูกหนี้ที่เคยถูกจ่ายเคลมผ่านมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” ปรับโครงสร้างหนี้ 25,899 ราย มูลค่า 16,763 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2563 ในไตรมาส 1 ช่วย 1,575 ราย มูลค่า 630 ล้านบาท และปลดหนี้ 384 ราย 93 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง (หนี้ไม่เกิน 2 แสน) ลดต้นสูงสุด 50% และ SMEs หนี้เกิน ลด 40% กำลังจัดกิจกรรม “บสย. พร้อมค้ำ พร้อมช่วย ปี 2” ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาฟรี

ปีนี้ บสย. ลุยค้ำประกันสินเชื่อ SMEs กลุ่มรายย่อย พ่อค้าแม่ค้า อาชีพอิสระ โดยเฉพาะมาตรการ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” ขยายถึงสิ้นปี 2569 ครอบคลุมรถกระบะสันดาปและ EV ช่วยเกษตรกร ขนส่งขนาดเล็ก ท่ามกลางราคาน้ำมันพุ่ง และเตรียมขยายไปมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ตอบโจทย์วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง

แพลตฟอร์ม SMEs First ลดช่องว่างสินเชื่อ

บสย. กำลังพัฒนา “SMEs First” แพลตฟอร์มให้ SMEs ประเมินศักยภาพเครดิต เชื่อมต่อกับธนาคารและ Non-Bank ลดความเหลื่อมล้ำ (Financial Inclusion) สร้าง New Customer Journey รองรับ Virtual Bank ในอนาคต ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร ย้ำว่า บสย. คือเครื่องมือหลักประคองเศรษฐกิจฐานราก ปลดล็อกสินเชื่อให้เติบโตยั่งยืน

SMEs สนใจขอคำปรึกษาฟรีที่ บสย. F.A. Center ทั่วประเทศ หรือเช็คสุขภาพการเงิน จองคิวผ่าน LINE OA : @tcgfirst หรือโทร 02-890-9999 อย่ารอช้า ลุยเลยครับ!

สุดท้ายนี้ การที่บสย. ก้าวหน้าขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่านโยบายรัฐมีพลังจริง หาก SMEs ใช้โอกาสนี้ให้ดี จะช่วยเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วขึ้นแน่นอน

ที่มา – บสย. ขานรับนโยบายรัฐ ลุยค้ำประกันสินเชื่อ SMEs-รถกระบะไฟฟ้า ฝ่าวิกฤตพลังงาน

จัดใหญ่! แฟรนไชส์ Roadshow 4 ภาคทั่วไทย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมจัดงาน แฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาค 4 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย คาดการณ์ว่าจะมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 590 ล้านบาท

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสนับสนุนผู้ประกอบการและประชาชนในส่วนภูมิภาคให้สามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และโอกาสทางการค้าอย่างเท่าเทียมกัน สอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)

ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึง มีนาคม 2569 กรมฯ เตรียมจัดกิจกรรม แฟรนไชส์ Roadshow จำนวน 4 ครั้ง ใน 4 ภูมิภาค โดยจะคัดเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน DBD Franchise Standard 2025 เข้าร่วมโรดโชว์ ซึ่งประกอบด้วย:

  • ครั้งที่ 1: วันที่ 19-22 ธันวาคม 2568 ณ เซ็นทรัลศรีราชา
  • ครั้งที่ 2: วันที่ 15-18 มกราคม 2569 ณ เซ็นทรัลเชียงใหม่ เฟสติวัล
  • ครั้งที่ 3: วันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เซ็นทรัลภูเก็ต เฟสติวัล
  • ครั้งที่ 4: วันที่ 5-8 มีนาคม 2569 ณ เซ็นทรัลอุดรธานี

กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงได้พบปะกับเจ้าของแฟรนไชส์โดยตรงเพื่อเจรจาธุรกิจ และเรียนรู้ข้อมูลธุรกิจอย่างครบวงจร นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจของตนเองด้วยระบบที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

แฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาค โอกาสทองของผู้ประกอบการ SMEs

ไฮไลท์สำคัญของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้คือ บูธแสดงแฟรนไชส์ไทยกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมหลากหลายประเภทธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม บริการ การศึกษา และธุรกิจค้าปลีก นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเป็นเวทีในการขยายธุรกิจ พบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อเปิดรับและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ สถาบันการเงินต่างๆ ก็จะมาร่วมออกบูธเพื่อให้คำแนะนำและสนับสนุนเงินทุน พร้อมเงื่อนไขพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจ

กิจกรรม แฟรนไชส์ Roadshow ทั้ง 4 ครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการและประชาชนในต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น เพิ่มทางเลือกในการเริ่มต้นธุรกิจที่มีระบบบริหารจัดการที่ได้รับการรับรอง รวมถึงเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 10,000 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจตลอดการจัดกิจกรรมได้ไม่ต่ำกว่า 590 ล้านบาท

ทำไมต้องไปงาน แฟรนไชส์ Roadshow?

อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “การกระจายโอกาสการเข้าถึงแฟรนไชส์ถือเป็นภารกิจสำคัญของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการผลักดันการสร้างงาน สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก การจัดกิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow นี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยขยายตลาดได้อย่างกว้างขวางขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมอาชีพ กระจายรายได้ และเพิ่มความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกรมฯ ในการพัฒนาผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน”

สำหรับผู้ที่กำลังว่างงานหรือผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ ขอเชิญชวนให้เข้าร่วมกิจกรรม แฟรนไชส์ Roadshow ทั้ง 4 ครั้ง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับตนเอง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1570, โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953, e-Mail : [email protected]

ปัจจุบัน มีธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมฯ รวมทั้งสิ้น 1,253 ราย แบ่งเป็น อาหาร 556 ราย (คิดเป็นร้อยละ 44) เครื่องดื่ม 165 ราย (คิดเป็นร้อยละ 13) การศึกษา 70 ราย (คิดเป็นร้อยละ 6) บริการ 200 ราย (คิดเป็นร้อยละ 16) ค้าปลีก 177 ราย (คิดเป็นร้อยละ 14) ความงามและสปา 85 ราย (คิดเป็นร้อยละ 7) หากคุณกำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจ การเข้าร่วมงานนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ที่มา – เตรียมจัดใหญ่ แฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs

กนศ. เห็นชอบ “Quick Big Win” เพิ่มความมั่นคงทางการเงิน

“อนุทิน” มอบ “เอกนิติ” ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบและรับทราบการดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งที่ 7/2568 โดยมีคณะรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมด้วย

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รองนายกฯ เอกนิติ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ฝากข้อสั่งการว่า ได้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุภัยพิบัติได้คลี่คลายลง และเข้าสู่ช่วงการฟื้นฟูเมือง โดยช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้ลงไปพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามเร่งรัดการฟื้นฟูเมือง รวมทั้งได้ไปที่จังหวัดสตูล เพื่อให้กำลังใจและรับฟังปัญหาจากประชาชน และคนทำงานในพื้นที่ ซึ่งที่นั่นก็มีผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมเช่นกัน และนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายกระทรวงมหาดไทย เพื่อปรับปรุงเกณฑ์การจ่ายเงินผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท ขยายให้ครอบคลุมผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมทั้งหมด 9 จังหวัดภาคใต้ ด้วยแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างนำเสนอ ครม. ตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับประชาชนที่กำลังมองหาโอกาสในการเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน มาตรการ “Quick Big Win” ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

รับทราบ Quick Big Win

สำหรับที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั้ง 3 ตัว ได้แก่ 1) ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภูมิภาค 2) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และ 3) ดัชนีความเชื่อมั่น SMEs มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภูมิภาค ปรับเพิ่มขึ้นจาก 65.9 ในเดือนกันยายน 2568 เป็น 71.1 ในเดือนตุลาคม 2568 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค มีการฟื้นตัวจาก 50.7 ในเดือนกันยายน 2568 มาอยู่ที่ 53.2 ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่น SMEs ปรับเพิ่มจาก 48.0 ในเดือนกันยายน 2568 เป็น 53.2 ในเดือนพฤศจิกายน 2568

กระตุ้นการออมประชาชน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการและรับทราบการดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” การเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน โดยกระทรวงการคลัง (กค.) โดยจะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ มาตรการเพื่อเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชนดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนมีช่องทางในการออมที่หลากหลายและสะดวกมากขึ้น ประชาชนมีแรงจูงใจในการออม กระตุ้นให้ผู้ที่มีรายได้ปานกลางและมีรายได้น้อยมีการออมเพิ่มขึ้น มีภาวะทางการเงินที่ดี (Financial Well-being) มีรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีพยามเกษียณอายุ และภาครัฐสามารถบรรเทาภาระงบประมาณด้านสวัสดิการกรณีชราภาพในการดูแลผู้ที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้

มาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน จะช่วยให้ประชาชนคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน

การประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งล่าสุดได้ให้ความเห็นชอบมาตรการสำคัญที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประชาชน นั่นคือมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายที่น่าจับตามองและคาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

“Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน คืออะไร?

มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสในการออมเงินมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ซึ่งจะช่วยสร้างหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงสำหรับอนาคต โดยเฉพาะในวัยเกษียณ นโยบายนี้จะสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงช่องทางการออมที่สะดวกและหลากหลายมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจในการออมผ่านรูปแบบต่างๆ

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน นั้น นอกจากประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนในการสร้างความมั่นคงทางการเงินแล้ว ยังคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมอีกด้วย การที่ประชาชนมีเงินออมมากขึ้นจะทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจต่างๆ และช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ภาครัฐยังจะได้รับประโยชน์จากการลดภาระด้านสวัสดิการในระยะยาว เนื่องจากประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในวัยชรา ลดการพึ่งพางบประมาณภาครัฐในการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

มาตรการนี้จึงเป็น win-win situation สำหรับทุกฝ่าย ทั้งประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่มั่นคงและยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

ที่มา – คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน

โสภณ ลุยแก้ยาเสพติดบุรีรัมย์ ย้ำสร้างภูมิคุ้มกัน

“โสภณ ซารัมย์” ลงพื้นที่บุรีรัมย์ ลุยขับเคลื่อนนโยบาย “Quick Big Win” แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ ใน 4 อำเภอ สั่งเน้นย้ำอย่าปราบปรามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมด้วย

วันที่ 1 พ.ย. 2568 เวลา 11.00 น. นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ขับเคลื่อนนโยบาย “Quick Big Win: ติดตาม เร่งรัด โครงการรวมพลังรักศรัทธาแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” โดยมี นพ.พิเชษฐ พืดขุนทด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด นายอำเภอ 4 อำเภอ พุทไธสง คูเมือง บ้านใหม่ไชยพจน์ นาโพธิ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล สาธารณสุขอำเภอ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผอ.รพ.สต. และผู้นำชุมชน ร่วมให้การต้อนรับ เพื่อเน้นย้ำแนวทางการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน พร้อมลงพื้นที่เยี่ยม “มินิธัญญารักษ์พุทไธสง (บ้านทอแสงตะวัน)” ซึ่งมีผู้เข้ารับการบำบัดจำนวน 31 คน

ในโอกาสนี้ มูลนิธิอาณัตพล ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) โดย พันตำรวจเอก สมยศ พื้นชัยภูมิ ได้มอบเงินสนับสนุนการดำเนินงานของบ้านทอแสงตะวัน จำนวน 100,000 บาท เพื่อส่งเสริมกิจกรรมบำบัดและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่

จากนั้น เวลา 13.00 น. รองนายกรัฐมนตรี เดินทางต่อไปยัง ศูนย์ฟื้นฟูรวมพลังรักศรัทธาแก้ปัญหายาเสพติด วัดสมศรี อำเภอนาโพธิ์ ซึ่งเปิดค่ายบำบัดภายใต้ความอนุเคราะห์ของ พระครูโพธิคุณากร รองเจ้าคณะอำเภอนาโพธิ์ โดยมีนายอำเภอ ผู้กำกับ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล สาธารณสุขอำเภอ ผอ.รพ.สต. กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมให้การต้อนรับ และให้กำลังใจผู้บำบัดในค่าย จำนวน 43 คน

จากการพูดคุยกับผู้บำบัด พบว่าสาเหตุหลักของการเสพยา ได้แก่ 1. เสพเพื่อเพิ่มแรงในการทำงาน 2. ปัญหาความขัดแย้งและแตกแยกภายในครอบครัว

รองนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า ต้อง “ป้องกันควบคู่ปราบปราม” การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่อาจพึ่งการปราบปรามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง ภูมิคุ้มกันทางสังคม โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และครอบครัว เพื่อจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ สร้างโอกาสให้ผู้มีความเสี่ยงได้รับความรู้ มีอาชีพ และสามารถดูแลตนเองได้จึงจะแก้ปัญหายาเสพติดได้อย่างยั่งยืน

“ขอให้ผู้นำได้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ในการให้โอกาสแก่ผู้ที่ผ่านบำบัด ได้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างปกติ” นายโสภณ กล่าว

โสภณ ลุยแก้ยาเสพติดบุรีรัมย์ สั่งย้ำอย่าปราบอย่างเดียว ต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมด้วย

นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมควบคู่ไปกับการปราบปราม โสภณ ลุยแก้ยาเสพติดบุรีรัมย์ ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

แนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดของโสภณ ซารัมย์

  • บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน, ผู้นำชุมชน, และครอบครัว
  • สร้างกิจกรรมสร้างสรรค์: ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาอาชีพ
  • ให้โอกาสแก่ผู้ที่ผ่านการบำบัด: สนับสนุนการกลับคืนสู่สังคม

การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ใช่เพียงแค่การจับกุมและลงโทษผู้กระทำผิด แต่เป็นการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน การ โสภณ ลุยแก้ยาเสพติดบุรีรัมย์ ในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนให้กับชุมชน

จากข้อมูลการพูดคุยกับผู้บำบัด พบว่าสาเหตุของการเสพยามาจากหลากหลายปัจจัย ทั้งเพื่อเพิ่มแรงในการทำงาน และปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัว การแก้ไขปัญหาจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว และสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับผู้ที่ต้องการหลีกหนีจากวงจรยาเสพติด

การที่ โสภณ ลุยแก้ยาเสพติดบุรีรัมย์ และเน้นย้ำถึงการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมนั้น เป็นแนวทางที่ถูกต้องและควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพราะการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนนั้นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกคนในสังคม เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดจากยาเสพติดและมีความสุขอย่างแท้จริง

ที่มา – “โสภณ” ลุยแก้ยาเสพติดบุรีรัมย์ สั่งย้ำอย่าปราบอย่างเดียว ต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมด้วย

กบน. ตรึงราคา LPG 423 บาท ถึง 30 พ.ย. 68

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติให้ตรึงราคาจำหน่ายก๊าซหุงต้ม (LPG) ต่อไปอีก 1 เดือน จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 เพื่อเดินหน้าตามนโยบาย “Quick Big Win” และช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนชาวไทย

กบน. ตรึงราคา LPG 423 บาท/ถัง ถึง 30 พ.ย. 68

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดเผยว่า ในการประชุมของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในวันนี้ ได้มีมติเห็นชอบให้คงราคาจำหน่ายก๊าซหุงต้ม (LPG) ในราคาเดิมคือ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ต่อไปอีก 1 เดือนเต็ม หรือตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 หลังจากที่มาตรการเดิมกำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามนโยบาย Quick Big Win “ทำจริง เห็นผลจริง” ของรัฐบาล ซึ่งมุ่งเน้นที่จะให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ เพื่อดูแลและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่ไปกับการรักษาสเถียรภาพด้านราคาพลังงานของประเทศ ตามแนวทางที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบไว้

ท่านปลัดกระทรวงพลังงานยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการหารือถึงแนวทางการดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ และสร้างสมดุลระหว่างประชาชนกับระบบเศรษฐกิจในประเทศ โดยจะไม่ปล่อยให้ราคาพลังงานผันผวนไปตามตลาดโลกมากจนเกินไป พร้อมกันนี้ ก็ให้มีการติดตามสถานการณ์ราคา LPG ในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งมีแนวโน้มว่าราคา LPG จะปรับตัวสูงขึ้น จึงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว และป้องกันผลกระทบด้านราคาที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน”

ทำไม กบน. ถึงตัดสินใจตรึงราคา LPG 423 บาท

เหตุผลหลักที่ กบน. ตัดสินใจตรึงราคา LPG ไว้ที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ก็เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ค่าครองชีพกำลังสูงขึ้น การตรึงราคา LPG จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานในราคาที่เป็นธรรม และลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก

สถานการณ์ราคา LPG CARGO ในช่วงวันที่ 13-24 ตุลาคม 2568 มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 453.22 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2568 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีสภาพคล่องที่ดี แม้ว่าภาพรวมจะติดลบอยู่ที่ 13,740 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นบัญชีน้ำมันเป็นบวกอยู่ที่ 27,745 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG ติดลบอยู่ที่ 41,485 ล้านบาท

การตัดสินใจของ กบน. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลประชาชน และแก้ไขปัญหาค่าครองชีพอย่างจริงจัง แม้ว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะยังคงติดลบอยู่ แต่รัฐบาลก็พร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือและดูแลประชาชนอย่างเต็มที่

การที่ กบน. ยังคงตรึงราคา LPG 423 บาท ต่อไปอีกหนึ่งเดือน ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่ต้องพึ่งพาก๊าซหุงต้มในการดำรงชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม เราทุกคนก็ควรที่จะใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของตนเองและของประเทศชาติ

กบน. ตรึงราคา LPG 423 บาท ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนจริง แต่ผู้บริโภคก็ควรใช้พลังงานอย่างประหยัดด้วยนะครับ

ที่มา – มติ กบน. ตรึงราคา LPG ที่ 423 บาท/ถัง 15 กก. ต่ออีก 1 เดือน ถึง 30 พ.ย. 68

สำนักงานสลากฯ จ่อเคาะสัดส่วนเงินออม คืนเงินผู้ซื้อไม่ถูกรางวัล

สำนักงานสลากฯ จ่อเคาะสัดส่วนเงินออม คืนเงินผู้ซื้อไม่ถูกรางวัล สรุปชัดสัปดาห์หน้า

ในยุคที่การเงินส่วนบุคคลกลายเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับประชาชนชาวไทย การมีนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการออมเงินถือเป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย ล่าสุด สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (สำนักงานสลากฯ) ได้ประกาศความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการคืนเงินให้ผู้ซื้อสลากดิจิทัลที่ไม่ถูกรางวัล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลเพื่อสนับสนุนการออม โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปชัดเจนในสัปดาห์หน้า

โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่ผู้ที่ซื้อสลาก L6 ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งเป็นรูปแบบดิจิทัลที่สะดวกและปลอดภัย หากไม่ถูกรางวัล ผู้ซื้อจะได้รับเงินคืนบางส่วนในรูปแบบเงินออม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออมเงินมากขึ้น แทนที่จะมองว่าการซื้อสลากเป็นเพียงการเสี่ยงโชคเท่านั้น

สำนักงานสลากฯ จ่อเคาะสัดส่วนเงินออม คืนเงินผู้ซื้อไม่ถูกรางวัล สรุปชัดสัปดาห์หน้า

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการนี้ โดยระบุว่าสำนักงานสลากฯ พร้อมรับนโยบายจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ การหารือกับปลัดกระทรวงการคลังได้ดำเนินมาหลายครั้งแล้ว และในสัปดาห์หน้า คาดว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องสัดส่วนการคืนเงินที่ชัดเจน โดยจะนำเสนอต่อบอร์ดสลากฯ เพื่ออนุมัติ ก่อนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงนามเพื่อเดินหน้าต่อไป

กำหนดการคืนเงินจะอยู่ในกรอบ 4 เดือน ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็ว โครงการนี้มาจากสัดส่วนรายได้ของสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ 17% ซึ่งเป็นส่วนของค่าบริหารจัดการและจำหน่าย โดยปกติแล้ว รายได้จากการขายสลากจะแบ่งเป็น 60% สำหรับรางวัล, 23% ส่งเข้ารัฐ, และ 17% สำหรับบริหารจัดการ

รายละเอียดสัดส่วนเงินคืนและการบริหารจัดการ

ในส่วนของ 17% นี้ จะถูกแบ่งย่อยอีก โดย 12-14% เป็นส่วนลดให้ตัวแทน มูลนิธิ และองค์กรต่าง ๆ ส่วนที่เหลือ 3-5% เป็นค่าดำเนินการของสำนักงานสลากฯ เช่น ค่าเงินเดือน ค่าน้ำค่าไฟ เป็นต้น สำนักงานสลากฯ จะนำเงินจากส่วนนี้มาคืนให้ประชาชนในรูปแบบเงินออม อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงตัวชี้วัดที่กำหนดให้ต้องนำเงินคืนส่งรัฐอีกส่วนหนึ่ง โดยแต่ละปี สำนักงานสลากฯ มีรายได้จากส่วนนี้ประมาณ 9,000 ล้านบาท และนำส่งรัฐ 7,000 ล้านบาท

พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลกำหนดชัดเจนว่าส่วน 23% ที่ส่งเข้ารัฐไม่สามารถนำไปใช้อย่างอื่นได้ ดังนั้น การพิจารณาจะเน้นที่ส่วน 17% เท่านั้น ปัจจุบัน ยอดขายสลากดิจิทัลอยู่ที่ 27 ล้านใบต่องวด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้น หากโครงการนี้เดินหน้า จะช่วยให้ผู้ซื้อสลากดิจิทัลมีแรงจูงใจมากยิ่งขึ้นในการซื้อผ่านช่องทางดิจิทัล

สำหรับคำถามที่ว่าการดำเนินโครงการนี้จะทำให้ต้องเพิ่มราคาสลากหรือไม่ พันโท หนุน ยืนยันว่ายังไม่จำเป็น เนื่องจากราคาสลากปัจจุบันยังเกิน 80 บาทอยู่แล้ว หากเพิ่มเป็น 100 บาท รางวัลจะเพิ่มตาม แต่สำนักงานสลากฯ เคยทำแบบสอบถามและเห็นว่ายังไม่ควรขยายราคาในตอนนี้

ประโยชน์ของโครงการต่อการออมของประชาชน

โครงการคืนเงินสำหรับสลากดิจิทัลที่ไม่ถูกรางวัลนี้ ไม่ได้มุ่งแข่งขันกับหวยเกษียณของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) แต่เป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้ประชาชนสามารถออมได้ทั้งสองช่องทาง หลักการเบื้องต้นคือ เงินคืนจะถอนได้เมื่ออายุ 55 ปี ส่วนผู้ที่อายุ 56 ปีขึ้นไป สามารถออมเพิ่มได้อีก 5 ปี ซึ่งช่วยเสริมสร้างวินัยการออมในระยะยาว

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังช่วยลดปัญหาการขายสลากเกินราคา เนื่องจากการซื้อผ่านเป๋าตังจะควบคุมราคาได้ที่ 80 บาท และเพิ่มความโปร่งใสในการซื้อขาย ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์สำนักงานสลากฯ หรือแอปเป๋าตัง

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การซื้อสลากไม่ใช่แค่การลุ้นรางวัล แต่กลายเป็นเครื่องมือในการออมเงินที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน หากคุณกำลังมองหาทางเลือกการออมใหม่ ลองพิจารณาการซื้อสลากดิจิทัลดูสิ อาจช่วยให้คุณมีเงินออมเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ติดตามข่าวสารนโยบายรัฐบาลเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – สำนักงานสลากฯ จ่อเคาะสัดส่วนเงินออม คืนเงินผู้ซื้อไม่ถูกรางวัล สรุปชัดสัปดาห์หน้า

กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ

กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ประชาชน

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ กรมการค้าภายใน (DIT) ไม่นิ่งนอนใจ ได้ลุยมาตรการ Quick Big Win เพื่อลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างจริงจัง ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนและรวดเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ

กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ประชาชน เริ่มจากมหกรรมธงฟ้า

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า มาตรการหลักคือการจัดมหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้งทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ที่จังหวัดศรีสะเกษ และต่อเนื่องตลอดปี 2569 รวมถึงช่วงเทศกาลสำคัญอย่างปีใหม่ เทศกาลกินเจ ตรุษจีน และเปิดเทอม เพื่อลดราคาสินค้าจำเป็น คาดว่าช่วยประชาชนประหยัดได้กว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงสินค้าเกษตรเข้าตลาดใหญ่ และเพิ่มช่องทางขายในต่างจังหวัด ช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยรวมทั้งโครงการธงเขียวที่ลดราคาปุ๋ยและยาเกษตร

มาตรการ MOU กับโรงพยาบาล ลดค่ายาและเวชภัณฑ์

MOU โรงพยาบาลเปิดเผยค่ายา

อีกมาตรการเด่นคือการลงนาม MOU กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้โรงพยาบาลเปิดเผยราคายาและเวชภัณฑ์ก่อนชำระเงิน ช่วยให้ผู้ป่วยเลือกซื้อจากร้านยาภายนอกได้อย่างโปร่งใส คาดประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี ลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ และเพิ่มผู้ใช้บริการให้เอกชน สำหรับเวชภัณฑ์สำคัญอย่างผ้ากอซ สำลี แผ่นแปะแผล ชุดตรวจ ATK ถุงมือยาง และแผ่นรองซับ กรมฯ กำกับต้นทุน คาดช่วยประหยัดอีก 1,100 ล้านบาท

นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ประชาชน ยังครอบคลุมสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ควบคุมการนำเข้าจากพื้นที่เผาไหม้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เพื่อสิ่งแวดล้อม และประกันราคารับซื้อให้เกษตรกร สำหรับมันสำปะหลัง ส่งเสริมแปรรูปเป็นมันเส้น สนับสนุนเครื่องจักร และใช้พันธุ์ต้านโรคใบด่าง ควบคุมนำเข้าสินค้าต่ำคุณภาพ ป้องกันอุตสาหกรรมไทย

สินค้าเกษตร

ผลักดันผลไม้และพืชเศรษฐกิจ

สำหรับกระเทียม หอมแดง หอมใหญ่ ที่ผลผลิตออกมามากและเน่าเสียง่าย กรมฯ ร่วมห้างค้าปลีกกระจายผลผลิต เชื่อมโยงซื้อขายล่วงหน้า และรณรงค์กินผลไม้ไทย เพื่อรักษาราคาให้เป็นธรรมทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงลดค่าครองชีพ แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโต

  • จัดมหกรรมธงฟ้าลดราคาสินค้าจำเป็น
  • MOU โรงพยาบาลโปร่งใสค่ายา
  • สนับสนุนเกษตรกรเพิ่มรายได้
  • ควบคุมนำเข้าสินค้าคุณภาพต่ำ

โดยรวมแล้ว กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ประชาชน จะช่วยให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้บริโภค อย่าลืมติดตามกิจกรรมเหล่านี้เพื่อประโยชน์สูงสุด มุมมองของผมคือ นโยบายแบบนี้คือกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต

ที่มา – กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ประชาชน

Scroll to top