Spacex

“ไชยชนก” ประสาน SpaceX แก้ปัญหาสื่อสารล่มในสงขลา

จากเหตุการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบสื่อสารในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ล่าสุด นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เร่งประสาน SpaceX เพื่อนำเทคโนโลยี Starlink เข้ามาแก้ปัญหา โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า หรือ ศป.กฉ.ส่วนหน้า

เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ ทำให้ระบบสื่อสารโทรคมนาคมในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้งานได้ การวางระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับหน่วยงานและเจ้าหน้าที่กู้ภัยในการให้ความช่วยเหลือและอพยพประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยนายไชยชนกได้ดำเนินการประสานงานกับ บริษัท SpaceX เพื่อขอความร่วมมือในการวางระบบสื่อสารอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมความเร็วสูง (satellite internet broadband) โดยใช้อุปกรณ์ดาวเทียม Starlink ในการเชื่อมต่อระบบ

ผลจากการหารือร่วมกันระหว่าง บริษัท SpaceX และ กสทช. ได้ข้อสรุปว่า SpaceX ยินดีสนับสนุนดาวเทียม Starlink เพื่อใช้งานในสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ และ กสทช. จะดำเนินการออกใบอนุญาตนำเข้า พร้อมเงื่อนไขหลักเกณฑ์การใช้งานเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น หลังจากที่นายกรัฐมนตรี หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจลงนามอนุญาตนำเข้าแล้ว

นายไชยชนกกล่าวเพิ่มเติมว่า “รัฐบาล และกระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ที่ยังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แต่ติดขัดอุปสรรคระบบการสื่อสารในภาคพื้นดินล่ม ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจึงมีข้อสั่งการให้กระทรวงดีอี ดำเนินการกู้ระบบสื่อสารอย่างเร่งด่วน เพื่อให้หน่วยงานช่วยเหลือและทีมกู้ภัยสามารถช่วยเหลืออพยพประชาชนผู้ประสบภัยได้ โดยกระทรวงดีอีขอขอบคุณความร่วมมือจากบริษัท SpaceX และ กสทช. ในการติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink เฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน พื้นที่ จ.สงขลา เท่านั้น ตามอำนาจของ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่ง ศป.กฉ.ส่วนหน้า จะดำเนินการกำหนดจุดติดตั้งต่อไป”

“ไชยชนก” ประสาน SpaceX ใช้งาน Starlink แก้ปัญหาระบบเครือข่ายสื่อสารล่ม ในสงขลา

การแก้ไขปัญหาระบบสื่อสารที่ล่มในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน การที่ “ไชยชนก” ประสาน SpaceX เพื่อนำ Starlink มาใช้งาน ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจและอาจเป็นต้นแบบสำหรับการรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตได้อีกด้วย การมีระบบสื่อสารสำรองที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น และทำให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างทันท่วงที

Starlink ช่วยแก้ปัญหาสื่อสารล่มในสงขลา

การนำเทคโนโลยี Starlink มาใช้แก้ปัญหาสื่อสารล่ม แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ในสถานการณ์ต่างๆ ที่มีความไม่แน่นอน นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีอวกาศในการเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือมนุษย์ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ผมมองว่าการที่รัฐบาลและภาคเอกชนร่วมมือกันในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้แก้ปัญหา ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและควรได้รับการสนับสนุนต่อไป การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่มีความทันสมัย จะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่นาย “ไชยชนก” ประสาน SpaceX เพื่อให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน และเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ

การประสานงานของ “ไชยชนก” กับ SpaceX ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีอวกาศมาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทย การแก้ไขปัญหาระบบสื่อสารล่มในสงขลาด้วย Starlink ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับระบบสื่อสารสำรองที่มีประสิทธิภาพในระยะยาวอีกด้วย

ที่มา – “ไชยชนก” ประสาน SpaceX ใช้งาน Starlink แก้ปัญหาระบบเครือข่ายสื่อสารล่ม ในสงขลา

SpaceX ระงับ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

SpaceX ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

บริษัท สเปซเอ็กซ์ ยืนยัน ระงับการให้บริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง ที่ศูนย์หลอกลวง หลังอุปกรณ์ถูกแก๊งมิจฉาชีพนำไปใช้อย่างกว้างขวาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รองประธานบริษัท “สเปซเอ็กซ์” (SpaceX) เปิดเผยว่า พวกเขาระงับการให้บริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมา ที่ศูนย์หลอกลวงไปแล้วมากกว่า 2,500 เครื่อง หลังจากกลุ่มมิจฉาชีพหันมาใช้บริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียมนี้มากขึ้นหลังทางการไทยตัดการส่งพลังงานและอินเทอร์เน็ต

กลุ่มอาคารของแก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา ซึ่งหลอกลวงชาวต่างชาติด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งหลอกให้รักแล้วตบทรัพย์ หรือ “โรแมนซ์สแกม” และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขยายขนาดขึ้นตามแนวชายแดนของเมียนมาโดยอาศัยช่วงที่การปกครองหย่อนยานเนื่องจากภาวะสงครามกลางเมือง ซึ่งเริ่มขึ้นหลังกองทัพก่อรัฐประหารในปี 2564

การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ในเมียนมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้มีคนงานเกือบ 7,000 คนถูกส่งกลับประเทศต้นทาง ขณะที่ทางการไทยบังคับใช้มาตรการระงับการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน ไม่ให้กลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้งาน

แต่การสืบสวนของ AFP เปิดเผยว่า การก่อสร้างอาคารเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว

ศูนย์จำนวนมากดูเหมือนจะติดตั้งเครื่องรับอินเทอร์เน็ต Starlink จำนวนมากบนหลังคา หลังจากที่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านได้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าของพวกเขา

น.ส.ลอเรน เดรเยอร์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจ Starlink ของบริษัท SpaceX กล่าวว่า บริษัทได้ยกเลิกการใช้งานชุดอุปกรณ์ Starlink มากกว่า 2,500 ชุด ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่ต้องสงสัยว่าเป็น “ศูนย์หลอกลวง” ในเมียนมา แต่เธอไม่ได้ระบุว่า การยกเลิกการเชื่อมต่ออุปกรณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด

ด้านกองทัพเมียนมาเพิ่งประกาศว่า ได้บุกเข้าตรวจค้นอาคาร “เคเค พาร์ก” (KK Park) ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์หลอกลวงที่เป็นที่รู้จักที่สุดของประเทศ และยึดอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ได้ 30 เครื่อง แต่ตามรายงานของ AFP ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของจำนวนที่ใช้ในสถานที่ดังกล่าวเท่านั้น

นักข่าวของ AFP รายงานว่า พวกเขาเห็นผู้คนกว่า 1,000 คนเดินทางออกจากสถานที่ดังกล่าวด้วยการเดินเท้า, ขี่จักรยานยนต์ หรืออัดแน่นอยู่ในรถกระบะ

คนงาน เคเค พาร์ก คนหนึ่งซึ่งกำลังจะเดินทางออกไป บอกกับ AFP ว่า การปราบปรามยังคงดำเนินอยู่ “ประมาณ 10 โมงเช้า มีทหารเมียนมานั่งรถบรรทุกสี่คันมาถึงที่ไซต์ของเรา.”

นักวิเคราะห์บอกกับ AFP ว่า ศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ได้กลายเป็น เสาหลักสำคัญ ของเศรษฐกิจในช่วงสงครามของเมียนมา ซึ่งกองทัพกำลังต่อสู้กับกลุ่มกบฏหลายกลุ่มนับตั้งแต่เข้ายึดอำนาจ และพึ่งพาการสนับสนุนทางทหารจากจีนเพื่อรักษาอำนาจในการปกครอง

แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลทหารยังต้องพึ่งพากองกำลังติดอาวุธที่ทรงอิทธิพลซึ่งควบคุมพื้นที่ชายแดนในนามของพวกเขา แลกกับการได้รับผลประโยชน์จากศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

นาธาน รูเซอร์ นักวิเคราะห์จากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย กล่าวว่า “รัฐบาลทหารจำเป็นต้องสามารถทำให้กองกำลังติดอาวุธเหล่านั้นร่ำรวยได้ … แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ถูกกดดันจากจีนด้วย.”

อนึ่ง จีนไม่พอใจที่พลเมืองจีนกลายเป็นแกนนำในการหลอกลวงในเมียนมา และหลอกคนจำนวนมากเข้าไปให้ศูนย์เหล่านี้และบังคับให้ทำงานหลอกลวงผ่านทางออนไลน์ โดยมุ่งเป้าหมายไปยังหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงชาวจีนด้วยกัน รัฐบาลปักกิ่งจึงเป็นผู้นำในการกดดันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อควบคุมตลาดมืดที่กำลังเฟื่องฟูนี้

รูเซอร์กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ได้คือการรักษาสมดุล โดยรัฐบาลเมียนมาจะดำเนินการในเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย

ผลกระทบจากการระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

การที่ SpaceX ตัดสินใจระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง ถือเป็นมาตรการที่เข้มงวดเพื่อต่อต้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัย Starlink ในการหลอกลวง แต่ยังส่งสัญญาณไปยังผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการป้องกันการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด

แม้ว่าการระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมา จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกลุ่มมิจฉาชีพ แต่ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อจัดการกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์อย่างครบวงจร

ในอนาคต เราอาจได้เห็นมาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในการควบคุมการใช้งานเทคโนโลยี เพื่อป้องกันการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด และสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

การตัดสินใจของ Space X ในการ ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง เป็นสิ่งที่น่าจับตามองและแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการต่อต้านการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด

ที่มา – SpaceX ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

Scroll to top