Thacca

ณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ที่ได้รับงบประมาณมหาศาลเกือบ 4,000 ล้านบาท นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นที่สำคัญ โดยณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ไม่ให้งบสูญเปล่าหรือตกเป็นเครื่องมือของกลุ่ม利益

ณัฐพล แนะตรวจสอบการใช้งบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

วันที่ 29 กันยายน 2568 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายณัฐพลได้หยิบยกประเด็นนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ขึ้นมาพูดถึง แม้จะไม่ใช่นโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นมรดกจากพรรคเพื่อไทยที่ใช้งบภาษีประชาชนจำนวนมาก เขาเตือนว่ารัฐบาลใหม่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอย โดยเฉพาะการใช้งบประมาณปี 2569 ที่เพิ่งผ่านสภาและจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์นี้มีงบสูงถึง 3,927.40 ล้านบาท กระจายไปใน 113 โครงการ ครอบคลุม 27 หน่วยงานภายใต้ 9 กระทรวง หากไม่มีการกำกับดูแลที่ดี เงินจำนวนนี้เสี่ยงที่จะละลายหายไปโดยเปล่าประโยชน์ นายณัฐพลแสดงความห่วงใยว่านโยบายนี้กำลังอยู่ในสภาพ “ลูกผีลูกคน” เนื่องจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ไม่สามารถจัดตั้งหน่วยงาน THACCA ได้ตามสัญญาเลือกตั้ง

ปัญหาการจัดตั้ง THACCA ที่ล่าช้าและงบที่รั่วไหล

ย้อนกลับไปในปี 2566 พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงด้วยการสัญญาว่าจะยกระดับเศรษฐกิจไทยผ่านซอฟต์พาวเวอร์ โดยเลียนแบบ KOCCA ของเกาหลีใต้ ชื่อหน่วยงานคือ THACCA แต่หลังจาก 2 ปีผ่านไป THACCA ยังคงเป็นเพียงชื่อบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น ไม่มีร่างกฎหมายจัดตั้งจริงจัง ร่างที่เคยพยายาม也被หน่วยงานอื่นคัดค้านเพราะซ้ำซ้อนภารกิจ

แม้หน่วยงานจะไม่เกิด แต่คณะกรรมการ THACCA ชั่วคราวกลับใช้งบไปมากโข ในปี 2567 ใช้งบกลาง 635.54 ล้านบาท ปี 2568 ได้งบปกติ 2,318.42 ล้านบาท บวกงบกลางอีก 566.18 ล้านบาท รวมกว่า 2,884.60 ล้านบาท และปี 2569 เพิ่มอีก 3,927.40 ล้านบาท สรุป 3 ปีใช้งบรวม 7,447 ล้านบาท นี่คือตัวเลขที่น่าตกใจที่นายณัฐพลนำเสนอเพื่อให้รัฐบาลตระหนัก

ข้อกังวลเรื่องการเอื้อประโยชน์และก๊วนกวาดงาน

ไม่เพียงแต่ปัญหาการจัดตั้ง นายณัฐพลยังชี้ถึงวิธีการดำเนินงานที่ลักไก่ โดยคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีอนุกรรมการย่อยหลายชุดที่รวมเอกชนมาร่วม แต่ไม่มีเกณฑ์ชัดเจนในการคัดเลือก ทำให้กลายเป็น “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” มีการเอื้องานให้เอกชนบางกลุ่มโดยไม่โปร่งใส

ล่าสุด เพจ CSI LA ได้แฉขบวนการ “ก๊วนกวาดงานพันล้านของ ททท.” ที่เชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยวางตัวบุคคลในบอร์ดเพื่อล็อกงานให้เครือข่าย นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในการใช้งบซอฟต์พาวเวอร์ หากไม่ตรวจสอบ

เพื่อแก้ไขปัญหา นายณัฐพลเสนอ 4 ทางเลือกให้รัฐบาลใหม่:

  • ทางเลือกที่ 1: ปล่อยให้หน่วยงานทำไปตามเดิม แม้เสี่ยงโดนโทษแต่ไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรง
  • ทางเลือกที่ 2: ตัดงบทั้งก้อน ชะลอโครงการและโอนเงินไปใช้อย่างอื่น แต่เสียความต่อเนื่อง
  • ทางเลือกที่ 3: ทำตามแนวทางเดิม ตั้งคณะกรรมการชุดเก่า
  • ทางเลือกที่ 4: คิดใหม่ทำใหม่ กำหนดหน่วยงานหลักชัดเจน มีหลักเกณฑ์คัดเลือกเอกชนที่โปร่งใส ปิดช่องเอื้อประโยชน์ แล้วกลั่นกรองโครงการให้เหลือแต่ของดี

เขาแนะนำทางเลือกที่ 4 มากที่สุด เพราะจะวางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ไม่ทิ้งงานที่ทำมาแล้ว นอกจากนี้ ยังขอให้พรรคเพื่อไทยนำเสนอโมเดลอื่นๆ ผ่านกลไกสภา เพื่อติดตามกำกับดูแลต่อไป

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์มีศักยภาพในการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี แฟชั่น และอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักระดับโลก หากจัดการดี จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และเสริมภาพลักษณ์ประเทศ แต่หากปล่อยปละ เงินภาษีประชาชนจะสูญเปล่า รัฐบาลใหม่จึงต้องลงมือตรวจสอบและปรับปรุงทันที

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองสำหรับรัฐบาลอนุทินในการแสดงความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ หากทำได้ จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอของนายณัฐพล? ลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนี้ เพื่อให้เราช่วยกันผลักดันนโยบายที่ดีต่อประเทศ

ที่มา – “ณัฐพล” แนะรัฐบาลตรวจสอบการใช้งบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

สส. เกาะติดงบ Soft Power แฉอบรมไม่เข้าเป้า

สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power เผยโครงการเรือธงอบรมทักษะขนาดใหญ่ ตั้งเป้าหมายอบรมคนไทย 20 ล้านคนภายใน 4 ปี แต่ปรากฏ 2 ปีผ่านมา อบรมได้เพียง 2 หมื่นคนเท่านั้น กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

วันที่ 14 ก.ย. 2568 นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กระบุว่า จากกรณีเพจ THACCA ที่อ้างว่าปี 2567 ได้รับงบประมาณเพียง 635 ล้านบาทนั้น ตนในฐานะ สส. ที่ติดตามนโยบายด้าน Soft Power มาโดยตลอด ขอชี้แจงถึงข้อเท็จจริงที่ได้เคยอภิปรายในสภา คือ

1. THACCA ยังไม่ได้จัดตั้งเป็นหน่วยงานส่วนราชการ ไม่มีงบประมาณเป็นของตัวเอง ไม่มีตัวตนอยู่จริง การดำเนินงานนั้นจะเป็นการกระจายเงินงบประมาณไปยังกระทรวงและกรมต่าง ๆ เพื่อดูแลโครงการ เช่น ด้านภาพยนตร์อยู่กับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ด้านอาหารอยู่กับกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น

2. งบประมาณปี 2567 จริงอยู่ คณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ได้งบ 635.54 ล้านบาท จากงบกลาง แต่นอกเหนือจากงบก้อนนั้น รัฐบาลยังของบเพิ่มเติมซอฟต์พาวเวอร์เพื่อจัดงานมหาสงกรานต์และอีเวนต์อีก 404.96 ล้านบาท และยังมีงบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ในกระทรวงอื่น ๆ อีก 2,188.96 ล้านบาท ดังนั้น งบซอฟต์พาวเวอร์ในปี 67 มากกว่า 3,000 ล้านบาท

3. ในปี 2568 คณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ได้รับงบไป 2,318.42 ล้านบาท และยังมีการขอเพิ่มเติมในงบกลางอีก 1,336.72 ล้านบาท และยังมีงบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ในกระทรวงอื่น ๆ อีก 2,082.85 ล้านบาท ดังนั้นงบในปี 2568 รัฐบาลเพื่อไทยได้ใช้เงินในเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ไปกว่า 5,000 ล้านบาท หากรวมเงินงบประมาณสองปีแล้ว เกือบ 8,000 ล้านบาท

4. โครงการเรือธงที่อยู่ภายในโครงการนี้ที่สำคัญคือ OFOS (one family one soft power) เป็นโครงการอบรมทักษะขนาดใหญ่ โดยใช้งบประมาณในปี 2567 ถึง 227 ล้านบาท และในปี 2568 ถึง 752 ล้านบาท โดยโครงการนี้มีเป้าหมายอบรมคนไทย 20 ล้านคนให้ได้ภายใน 4 ปี แต่ปรากฏว่าภายในสองปีที่ผ่านมา ผลผลิตของผู้อบรมได้เพียง 20,355 คน เท่านั้น ดังเช่น โครงการ OFOS อาหาร ที่ตั้งเป้าหมายในปี 2567 ว่าจะมีเชฟอาหารไทยถึง 10,000 คนในปีนั้น แต่ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมฝึกอบรมเพียง 1,300 คนเท่านั้น นี่คือความน่ากังวลของการใช้งบประมาณ

5. ในปีงบประมาณ 2569 นั้นรัฐบาลเพื่อไทย ได้ของบประมาณในแผนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์กว่า 3.9 พันล้านบาท แต่หลังจากการพ้นตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ทำให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์สิ้นสภาพไปด้วย แต่งบกว่า 3.9 พันล้านบาทที่ผ่านสภาไปแล้วนั้น ยังคงจะกระจายไปอยู่ตามหน่วยงานอื่น ๆ เช่น เงินอุดหนุนภาพยนตร์ก็ยังคงอยู่กับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เงินอบรมเชฟอาหารไทยอยู่กับ กระทรวงการอุดมศึกษา เป็นต้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า จากนี้สิ่งที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน ๆ ตนในฐานะ สส.จะติดตามตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณก้อนนี้ ที่กระจายอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ ต่อไป

สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power

สถานการณ์สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ทำไม สส. ต้องเกาะติดงบ Soft Power?

การที่ สส. ต้องเกาะติดเรื่องสส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power เนื่องจากงบประมาณก้อนนี้มีขนาดใหญ่ และเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศชาติ การตรวจสอบอย่างโปร่งใสจะช่วยป้องกันการทุจริต และส่งเสริมให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า

หลายภาคส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ Soft Power ที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการอบรมทักษะที่ดูเหมือนจะไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การที่ สส. ออกมาเปิดเผยข้อมูลและตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณ จึงเป็นเรื่องที่น่ายกย่องและควรสนับสนุน

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่การมีนโยบาย Soft Power แต่อยู่ที่การบริหารจัดการและการดำเนินงานที่อาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การปรับปรุงกลไกการทำงาน การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และการติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้การใช้งบประมาณ Soft Power เกิดประโยชน์สูงสุด

ต่อไปนี้เป็นข้อเสนอแนะบางส่วนเพื่อให้การใช้งบประมาณ Soft Power มีประสิทธิภาพมากขึ้น:

  • กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้
  • สร้างกลไกการติดตามประเมินผลที่เข้มแข็ง
  • เปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส
  • รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

การลงทุนใน Soft Power เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ต้องทำอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การที่ สส. ออกมาเกาะติดเรื่องสส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power ถือเป็นการทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในฐานะตัวแทนของประชาชน เราหวังว่าการตรวจสอบนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสร้างผลประโยชน์ที่แท้จริงให้กับประเทศชาติ

ที่มา – สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power แฉโครงการเรือธงอบรมทักษะไม่เข้าเป้า

Scroll to top