Thailand Vision 2035

“เท้ง” ชูเมกะโปรเจกต์: พบหน้า “เสี่ยหนู” ไม่ต่างจากเดิม

“เท้ง ณัฐพงษ์” แคนดิเดตนายกฯ ปชน. โชว์วิสัยทัศน์เมกะโปรเจกต์ 6.3 แสนล้านใน 8 ปี ชี้ โมเดลพรรคร่วมรัฐบาลประชาชน พบหน้า “อนุทิน” บอกรู้สึกไม่ต่างจากเดิม “โรม” ซัดยืมคำศัตรูมาใช้หาคะแนนเสียง

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 12 มกราคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แสดงวิสัยทัศน์ Thailand Vision 2035 ที่จัดโดยช่อง 3 ตอนหนึ่ง ว่า พรรคประชาชน (ปชน.) เสนอ 12 วาระเปลี่ยนประเทศ สรุปมาเป็น 4 คานงัด ดูแลโดยรองนายกรัฐมนตรี 4 คน ภายใต้รัฐบาลประชาชน เพื่อรื้อระบบสีเทา ดังต่อไปนี้

  1. ปฏิรูปรัฐ สร้างความเชื่อมั่น
  2. ปลุกเศรษฐกิจฐานราก สร้างการเติบโตที่ทั่วถึง
  3. ปั้นทุนมนุษย์ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
  4. ปรับยุทธศาสตร์ สร้างความมั่นคงและการต่างประเทศใหม่ให้กับประเทศ

ทั้งนี้ จะเร่งลงทุนในคนเมือง ดิจิทัล และความยั่งยืน ผ่านการทำโครงการเมกะโปรเจกต์สีส้ม ตั้งเป้าการลงทุนไว้ 6.3 แสนล้านบาท ภายใน 8 ปี ตัวอย่างเช่น ลงทุนให้มีรถเมล์ไฟฟ้าทั่วประเทศ, Nano Bus เชื่อมต่อการเดินทางอย่างไร้รอยต่อ, น้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศ, ปั้นทุนมนุษย์ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า, จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน, ปรับสูตรค่าแรงขึ้นตามค่าครองชีพและทักษะที่เพิ่มขึ้น, สร้างกองทัพที่ทันสมัย โปร่งใส อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน เปลี่ยนการบังคับเกณฑ์ทหาร เป็นทหารอาชีพ, การทูตโปรไทย ไม่โปรมหาอำนาจใด, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ทำลายวงจรตั๋วและส่วย ขจัดการซื้อขายตำแหน่ง ฟื้นฟูศรัทธาองค์กรตำรวจ

นายณัฐพงษ์ ตอบคำถามที่ว่าในโมเดลที่พรรคประชาชนแถลงวิสัยทัศน์เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 คือโมเดลที่ต้องรัฐบาลพรรคเดียวเท่านั้น ว่า ไม่เชิงอย่างนั้น ถ้าไม่ถึง 250 ที่นั่ง โจทย์ของเราคือการตั้งรัฐบาลประชาชน เอาเป็นตัวตั้ง พรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลด้วยกันต้องทำงานข้ามกระทรวงเอาเป็นตัวตั้งให้ได้ โครงสร้างควรจะเป็นคือ มีรองนายกรัฐมนตรีที่ดูภาพรวม ทำให้งานสามารถทำข้ามกระทรวงได้ ไม่แบ่งกระทรวงใครกระทรวงมัน ต่างคนต่างทำ เงื่อนไขนี้พื้นฐานมาก ไม่ได้เป็นการสร้างเงื่อนไขทางการเมืองที่เกินจำเป็น การตั้งรัฐบาลครั้งหน้าตนเห็นหลายพรรคสื่อสารรับหลักการที่ว่าพรรคอันดับ 1 ควรได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน และอีกอย่างหนึ่งตนอยากจะให้เป็นความโปร่งใสในการเจรจาทางรัฐบาลร่วมกันให้อยู่ในสายตาประชาชน

สำหรับการแสดงวิสัยทัศน์ Thailand Vision 2035 นอกจาก นายณัฐพงษ์ ยังมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ร่วมเวทีดังกล่าวด้วย

“เท้ง” ชูเมกะโปรเจกต์ 6.3 แสนล้านใน 8 ปี พบหน้า “เสี่ยหนู” บอกรู้สึกไม่ต่างจากเดิม

นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมแลกเปลี่ยนกับแคนดิเดตจากพรรคอื่นๆ ในเวทีแสดงวิสัยทัศน์ ซึ่งวันนี้ได้กลับมาเจอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยครั้งแรกหลังจาก MOA รู้สึกอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รู้สึกไม่แตกต่างจากเดิม ก่อนหน้านี้ที่ทำงานร่วมกันในสภาฯ ก็ทำบนข้อตกลงที่ประชาชนรับทราบ วันนี้กลับมาเจออีกครั้งก็ไม่ได้มีอะไรที่รู้สึกแตกต่างออกไป สำหรับกรณีอื่นๆ ตนยืนยันจุดยืนเดิมว่าเราไม่สามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมได้ และตนรวมถึง สส.พรรคประชาชน ไม่สามารถโหวตให้กับแคนดิเดตของพรรคภูมิใจไทยได้ ทั้งนี้ ยังมีความมั่นใจเต็มร้อยว่าจะได้รับความไว้วางใจจากชาวกรุงเทพฯ มากขึ้น เป้าหมายของเราคืออยากได้ครบทั้ง 33 เขต

รู้ทัน รมต.กัมพูชาสกัด ไม่ให้ ปชน. ล้มดีลเทาๆ

เมื่อถามถึงกรณี สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาเชียร์พรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยให้เป็นรัฐบาล โดยมีการวิเคราะห์ว่าจะทำให้ สมเด็จฮุน เซน ได้เปรียบ เพราะสามารถบงการบีบบังคับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทยได้ นายณัฐพงษ์ ตอบว่า อยากให้มองเรื่องนี้ 2 ชั้น ฝั่งกัมพูชารู้ดีว่าบริบทการเมืองไทยเป็นอย่างไร การแสดงความเห็นแบบนั้นย่อมส่งผลต่อคะแนนนิยม สำหรับพรรคประชาชนเรามีจุดยืนชัดเจนว่า ต้องการกำจัดเครือข่ายแสกมเมอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบฮุนเซน และเครือข่ายของเขาในปัจจุบัน หากมองอีกมุมหนึ่ง ถ้าเขาต้องการสกัดไม่ให้พรรคส้มไปล้มดีลเทาๆ หรือสกัดไม่ให้พรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล การแสดงออกของเขาที่ผ่านมาก็เห็นวัตถุประสงค์ได้ชัดเจน จึงอยากให้คิด 2 ชั้น อย่าคิดชั้นเดียว

ต่อมาเวลา 17.15 น. นายรังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กเตือนว่า อย่าหลงกลสมเด็จฮุน เซน คำพูดของรัฐมนตรีกัมพูชาที่ออกมาชี้นำว่าควรเลือกพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ไม่ควรเลือกพรรคภูมิใจไทย เพราะคือการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยอย่างโจ่งแจ้ง แท็กติกตื้นๆ ที่คนในรัฐบาลกัมพูชานำมาใช้ คือความพยายามสร้างแนวร่วมมุมกลับ นี่คือลูกไม้การเมืองราคาถูกที่บอสแก๊งสแกมเมอร์อย่าง สมเด็จฮุน เซน คงเชื่อว่าประชาชนชาวไทยจะหลงเชื่อได้โดยง่าย

นายรังสิมันต์ เผยต่อไปว่า เป็นเรื่องตลกร้ายที่ในวันนี้ ศาลของประเทศอันเป็นที่รักของตนมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีอาญา ซึ่งที่ปรึกษาของสมเด็จฮุน เซน เป็นผู้ยื่นฟ้องต่อตน ทั้งหมดที่กล่าวมาขอยืนยันอีกครั้งว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยต้องไม่ตกหลุมพรางลูกไม้ตื้นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างแนวร่วมมุมกลับให้กับฝ่ายฮุน เซน

“ผมขอเรียกร้องไปยังทุกฝ่ายว่า อย่านำประเด็นนี้มาใช้ดิสเครดิตพรรคประชาชน เพราะเท่ากับกำลังเดินตามเกมที่ฮุน เซน วางไว้ น่าผิดหวังอย่างยิ่งที่คุณอนุทิน กลับเลือกหยิบถ้อยคำจากรัฐมนตรีกัมพูชามาใช้โหนกระแสเพื่อเรียกคะแนนนิยมให้ตนเอง ทั้งที่ในฐานะผู้นำรัฐบาล สิ่งที่ควรทำคือการออกมาประณามการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย เป็นเรื่องร้ายแรงและไม่อาจยอมรับได้ แต่ท่านกลับใช้จังหวะนี้เพื่อหวังผลทางการเลือกตั้ง คำถามคือ การกระทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่ครับ หน้าที่ของท่านนายกฯ คือปกป้องประเทศ แต่ท่านกลับไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง ดันไปยืมคำของศัตรูมาหาคะแนน ท่านทำแบบนี้ไปเพื่อใครครับ”

โดยสรุปแล้ว การที่ “เท้ง” ชูเมกะโปรเจกต์ 6.3 แสนล้านใน 8 ปี พบหน้า “เสี่ยหนู” บอกรู้สึกไม่ต่างจากเดิม เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคตได้

ที่มา – “เท้ง” ชูเมกะโปรเจกต์ 6.3 แสนล้านใน 8 ปี พบหน้า “เสี่ยหนู” บอกรู้สึกไม่ต่างจากเดิม

“อนุทิน” ลั่น! ไม่ใช่นายกฯ ฝึกงาน ประเทศไทยดีขึ้นแน่

“อนุทิน” ลั่น ไม่ใช่นายกฯ ฝึกงาน หวังผลงาน 3 เดือน ได้กลับมานั่งนายกฯ อีกครั้ง ยันรัฐบาลภูมิใจไทยไม่มีทุนเทา ไม่เอากาสิโน-สแกมเมอร์ ถ้าได้ไปต่อ 4 ปี จะได้เห็นไทยในเวอร์ชันที่ดีที่สุด

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 12 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แสดงวิสัยทัศน์ Thailand Vision 2035 ผ่านสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 โดยมี นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นผู้ดำเนินรายการ และมี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีดังกล่าวด้วย

นายอนุทิน เริ่มการแสดงวิสัยทัศน์ด้วย 3 เรื่อง คือ นโยบาย ทีมบริหาร และผู้นำ ว่า ตนทราบดีประชาชนอาจจะรู้สึกว่าเอาอีกแล้ว ตอนหาเสียง ก็สร้างภาพสวยหรู นโยบายเลิศเลอ แต่พอเริ่มทำงานจริงก็ติดแข้งติดขา คงจะอยู่ไม่ครบเทอม นโยบายพรรคการเมืองถูกมองว่าเป็นปราสาททราย ก่อขึ้นมาก่อนเลือกตั้งเท่านั้น นั่นเป็นเพราะเรามักจะมีปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง แต่รัฐบาลของตนแม้จะอยู่เพียง 3 เดือน ก็ทำให้ท่านสามารถเห็นได้ว่าสามารถทำหลายอย่างสำเร็จ

โดยช่วงนี้นายอนุทิน ปล่อยมุกว่าหลายคนบอกสำเร็จ 37 เราทำ 37 (เล่นคำพ้องเสียงคำว่าสำเร็จ) ไปหลายอย่าง จนเรียกเสียงฮือฮาในห้องประชุม ก่อนกล่าวต่อไปว่า สำเร็จด้วยความร่วมมือกับทุกฝ่าย ทั้งส่วนราชการ กองทัพ ภาคเอกชน หรือแม้แต่พรรคการเมืองด้วยกันเราก็ไม่มีศัตรู ตนไม่ได้มายืนตรงนี้เพื่อขายฝัน หรือสัญญาในสิ่งที่ทำไม่ได้ พรรคภูมิใจไทยอาจจะไม่ได้มีนโยบายที่หวือหวา น่าตื่นเต้น แต่เป็นเรื่องที่เราพูดแล้วทำได้จริงเท่านั้น

“อนุทิน” ลั่น ไม่ใช่นายกฯ ฝึกงาน หากได้ทำงานต่อ 4 ปี จะเห็นประเทศไทยเวอร์ชันที่ดีที่สุด

ประเทศจะมั่นคงต้องกำจัดภัย 4 ด้าน

ดังนั้น การที่ประเทศจะมั่นคงได้จะต้องกำจัดภัย 4 ด้านให้หายไปจากชีวิตคนไทย คือ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยพิบัติ และภัยทางสังคม ซึ่งการแก้ไขปัญหาแบบพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่การถมเงินลงไปกับโครงการประชานิยม ประเทศไทยไม่ได้ขาดทรัพยากร ไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่สิ่งที่เราขาดคือระบบการบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพต่อเนื่องและคิดล่วงหน้า จึงไม่ควรถามว่าเราจะแจกอะไรเพิ่ม แต่โจทย์คือเราจะทำอย่างไรให้คนไทยยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างมั่นคง นี่จึงเป็นที่มาของนโยบาย 10 พลัส เราไม่เน้นแจกปลา เราเน้นให้เบ็ดตกปลา เราจะพาคนไทยเข้าสู่น่านน้ำใหม่ในโลก

นายอนุทิน ระบุต่อไป ด้านความมั่นคง ไม่ได้เกิดจากความเข้มแข็งทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างชาญฉลาด ควบคู่กับนโยบายเศรษฐกิจ นั่นคือเหตุผลที่เราทำสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้มีสามขา คือ กลาโหม การต่างประเทศ และกระทรวงเศรษฐกิจ เราให้ความสำคัญกับรั้วของชาติ คือการสร้างกำแพงความมั่นคงแห่งชาติ กั้นเขตแดนในจุดที่เหมาะสมป้องกันการรุกราน การลอบนำเข้ายาเสพติด แรงงานเถื่อน สินค้าเถื่อน รวมถึงรั้วของชาติคือทหารหาญ อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยี ที่จะทำให้เราพร้อมรับมือกับภัยคุกคามตามแนวชายแดน

รวมถึงนโยบายทหารอาสาใน 100,000 อัตรา เงินเดือน 12,000 บาท มีวาระ 4 ปี ระหว่างนั้นเราจะฝึกและส่งเสริมโอกาสทางอาชีพเพื่ออนาคตที่ตอบโจทย์ทุกฝ่าย กองทัพได้กำลังพล ได้นโยบายที่ตอบโจทย์ ทุกฝ่ายวิน-วินแบบนี้คือสไตล์ของพรรคภูมิใจไทย คือการไม่หักหาญน้ำใจกัน ไม่ต้องหักด้ามพร้าด้วยเข่า ปรับวิธีการบริหาร แน่นอนว่าความมั่นคงจะมีได้โดยปราศจากสงคราม คือความมั่นคงที่ยั่งยืนที่สุด เราให้ความสำคัญกับการต่างประเทศ และเหตุผลที่เราเลือก นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย

ภูมิใจไทยไม่มีทุนเทา ไม่มีกาสิโน ไม่เอาสแกมเมอร์

ขณะที่นโยบายการต่างประเทศของพรรคภูมิใจไทย จะตั้งอยู่บนคำว่าไทยต้องเป็นไท หมายถึงเป็นอิสระจากข้อจำกัด อิสระจากความกลัวว่าประเทศของเราจะไม่ใหญ่กว่า ไม่รวยพอหรือไม่มีอำนาจมากพอที่จะต่อรองหรือมีที่ยืนบนเวทีโลก การต่างประเทศของเราต้องอยู่บนคำว่าศักดิ์ศรีที่เกิดจากการเคารพตัวเอง เคารพกติกาสากล ศักดิ์ศรีที่เกิดจากการไม่รุกรานใครและไม่ยอมให้ใครมารุกราน ตนคิดว่าช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเราแสดงให้เห็นชัดแล้วว่า รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยนำประเทศไทยไปยืนอย่างมีศักดิ์ศรีบนโลกได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงตัวเลือกของต่างชาติ แต่เป็นหุ้นส่วนที่ขาดไม่ได้

แต่ส่วนสำคัญที่อยากจะสื่อสารนอกจากนโยบายของพรรค คือทีมผู้บริหารมืออาชีพ เพราะว่านโยบายจะมีแค่ไหน ถ้าไปอยู่ในมือของคนที่ทำไม่เป็นก็สูญเปล่า ช่วงเวลาแค่ 3 เดือนเราได้ทำให้เห็นแล้วว่าภูมิใจไทยพร้อมทำงาน และทำงานได้เร็วขนาดไหน เรามียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนทำงานได้โดยไม่ต้องหันซ้ายหันขวามาถามกันตลอดเวลา เศรษฐกิจทำให้ไปอยู่ในเรดาร์เวทีโลกได้

ทั้งนี้ ในช่วงหนึ่งนายอนุทิน ระบุว่า “อย่าไปพูดถึงเทา เพราะเทาก็สามารถเป็นขาวและดำได้ ต่อไปนี้เงินที่ไม่มีที่มาที่ไปหรือน่าสงสัยถือว่าเป็นเงินดำ จะต้องปราบปรามอย่างเต็มที่ เขาบอกว่าเป็นสีเทา ก็อาจจะมีช่องแทรกออกไปได้ ผมยืนยันว่ารัฐบาลภูมิใจไทยไม่มีทุนเทา แต่มีแต่ทุนดำที่ต้องถูกกำจัด ภูมิใจไทยไม่มีกาสิโน ไม่เอาสแกมเมอร์”

อนุทิน: หากได้ทำงานต่ออีก 4 ปี จะได้เห็นประเทศไทยเวอร์ชันที่ดีที่สุด

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ยังระบุอีกว่า “หนูฟังเสียงพี่น้องประชาชนตลอดเวลา ผมน่าจะมีแต้มบุญอยู่พอสมควรจึงได้รับการสนับสนุนจากทุกท่านอย่างเต็มที่ เราไม่ได้แค่นี้นะครับ ท่านทราบดีอยู่แล้วว่า สส.ของเราในทุกเขตดูแลประชาชนได้ใกล้ชิดขนาดไหน หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นการนำจัดตั้งรัฐบาล เราจะสร้างทีมไทยแลนด์ในเวอร์ชันดรีมทีม ผมเชื่อว่าผมได้สร้างความประหลาดใจให้เกิดขึ้นมาแล้วในตอนที่ตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจที่ทำงานมาตลอด 3 เดือน บอกได้เลยนี่แค่เริ่มต้น หากได้ทำงานต่ออีก 4 ปี ท่านจะได้เห็นประเทศไทยมีเวอร์ชันที่ดีที่สุด ที่เราเรียกว่าไทยแลนด์พลัส”

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน พูดถึงตนเองว่าไม่ใช่นายกฯ ฝึกงาน ตนอยู่ในการเมืองมานานพอจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะราบรื่น เราคือทีมบริหารมืออาชีพที่มีใจรักชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และพร้อมรับภารกิจในการบริหารประเทศเพื่ออนาคตของชาติ การเลือกตั้งครั้งนี้ความสำคัญจะเลือกเพื่อความสนใจ หรือเลือกเพื่อความมั่นคง จะเลือกเพื่ออนาคตที่ดี หรือเลือกเพื่อที่จะเสี่ยงกับการวนกลับไปสู่วังวนเดิมของปัญหาทางการเมือง

“ผมไว้ใจในการเลือกของประชาชน ขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทยและ สส.ทุกเขตของพรรคภูมิใจไทย แล้วท่านจะได้เห็นประเทศไทย พลัส พลัส พลัส”

ถ้าคิดว่าในช่วง 3 เดือนนี้พึงพอใจ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำกับด้านค้าขาย พาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถรักษาวินัยการเงินการคลัง บริหารงบประมาณ กำกับดูแลความมั่นคงทางการคลังของประเทศ นายสีหศักดิ์ ดำเนินแนวนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ ทางการทูต ทำให้ประเทศไทยไม่เคยเสียเปรียบใครในการเจรจาระหว่างประเทศ พึงพอใจหรือไม่ที่ นายอนุทิน ทำให้ทุกคนมีความภาคภูมิใจในประเทศและความเป็นคนไทย 3 เดือนที่ผ่านมา ท่านหวงแหนแผ่นดินมากขึ้นหรือไม่ ดีใจหรือไม่ที่ประเทศไทยไม่เสียแผ่นดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ขอโอกาสให้พรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37 ทำงานรับใช้ต่อไป แต่ถ้าไม่พึงพอใจ มีตัวเลือกอื่น ไม่ใช่เฉพาะ 2 ท่านนี้ ขอบคุณที่ให้โอกาสตนทำหน้าที่ 3 เดือน ครบการทดลองงานพอดี และหวังว่าจะให้ผ่านโปร

เห็นผลประโยชน์ประเทศชาติเหนือสิ่งอื่นใด

จากนั้น นายสรยุทธ์ ได้สอบถามภายหลังแสดงวิสัยทัศน์เสร็จสิ้นว่า ใช้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อสร้างคะแนนนิยม และความได้เปรียบทางการเมืองใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า หน้าที่ของความเป็นรัฐบาลและหัวหน้ารัฐบาล อธิปไตยเป็นเรื่องของเราที่ต้องรักษาสุดความสามารถ รัฐมนตรีของประเทศคู่ขนานบอกว่าอย่าเลือกอนุทิน ให้ไปเลือกคนอื่น ตนคิดว่าชัดเจนถ้าเลือกอนุทิน มีโอกาสที่เขาแพ้เราราบคาบ มีโอกาสที่เขาจะเอาเปรียบประเทศไทยไม่ได้ มีโอกาสที่เขาจะไม่สามารถมาคุกคามอธิปไตยของไทย เขาถึงไม่ต้องการให้ตนมาเป็น ฉะนั้นอย่าทำให้เขาสมใจ ยืนยันว่ายุคอนุทินตอนนี้ไม่เปิดด่านแน่นอน จนกว่ามั่นใจว่าบูรณภาพแห่งดินแดนเกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่มีศัตรู ไม่มีคนอยู่นอกอธิปไตยของไทยกล้าคิดที่จะมารุกรานหรือทำให้ไทยเสียอธิปไตย

ส่วนกรณีที่ นายณัฐพงษ์ บอกว่าจะไม่ยกมือให้นายอนุทิน อีกแล้วนั้น นายอนุทิน นำมือไปแตะไหล่ นายณัฐพงษ์ ก่อนระบุว่า “ถ้าท่านเข้ามาที่ 1 ท่านไม่ต้องยกมือให้ผม แต่เข้ามาที่ 2 ยังไม่คุยถึงขนาดนั้น ผมคิดว่าเราทั้ง 3 คน อายุไม่ห่างกันเท่าไหร่ แต่ความคิด ความรักชาติ รักแผ่นดิน มองเห็นผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือสิ่งอื่นใด เรา 3 คนมีอยู่เต็มเปี่ยม เราให้ประชาชนตัดสินใจ”

นายสรยุทธ์ ถามย้ำว่าหากเขามาเป็นที่หนึ่ง นายอนุทิน ตอบว่า หากพรรคภูมิใจไทยมีประโยชน์ นโยบายพรรคภูมิใจไทยดีก็มาว่ากัน เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่เคยปิดกั้นอะไรอยู่แล้ว การเลือกตั้งตนต้องยึดประชาชนที่สะท้อนมาจากจำนวน สส.แบบแบ่งเขต และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ตนไปถูกทางแน่นอน

ปัดตอบไม่ปิดกั้นจับมือทุกพรรค

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ นายอนุทิน ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ก่อนเดินทางกลับมีแฟนคลับมาทักทายพร้อมให้กำลังใจและสนับสนุนเบอร์ 37 ขอให้สำเร็จ ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องที่พูดบนเวทีว่าจะไม่ปิดกั้นการจับมือกับพรรคการเมืองอื่น นายอนุทิน ตอบกลับด้วยการโบกมือ และขอให้ประสบความสามเจ็ด (หมายถึงว่าให้ประสบความสำเร็จ) ซึ่ง 37 เป็นหมายเลขปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคภูมิใจไทย.

อนุทิน ชาญวีรกูล ย้ำชัดเจนว่าพร้อมนำพาประเทศไทยไปสู่เวอร์ชันที่ดีที่สุด หากได้รับโอกาสอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้า ดังนั้น การตัดสินใจของประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นไม่ใช่นายกฯ ฝึกงาน หากได้ทำงานต่อ 4 ปี จะเห็นประเทศไทยเวอร์ชันที่ดีที่สุด

Scroll to top