Thailand Zero Dropout

กระทรวงศึกษาธิการ จับมือ กระทรวงแรงงาน เชื่อม “ห้องเรียนสู่โลกอาชีพ”

ในยุคที่ตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาไทยกำลังก้าวเข้าสู่ก้าวย่างสำคัญ เมื่อ กระทรวงศึกษาธิการ จับมือ กระทรวงแรงงาน เชื่อม “ห้องเรียนสู่โลกอาชีพ” เพื่อทลายกำแพงระหว่างการเรียนและการทำงานจริง ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีของน้องๆ นักเรียนไทย เพราะนอกจากจะสร้างความมั่นคงในเป้าหมายอาชีพแล้ว ยังเป็นการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาไทยครั้งใหญ่ โดยเน้นหลักการ “มีงาน มีเงิน มีวุฒิ” ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

การยกระดับการศึกษาไทยโดย กระทรวงศึกษาธิการ จับมือ กระทรวงแรงงาน เชื่อม “ห้องเรียนสู่โลกอาชีพ”

การเดินหน้าความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้มุ่งเน้นการสร้างเส้นทางอาชีพตั้งแต่อยู่ในห้องเรียน เพื่อให้น้องๆ สามารถเรียนรู้ไปพร้อมกับการฝึกทักษะที่ตลาดต้องการจริงๆ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงแรงงานได้กำหนด 6 วาระขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นการส่งต่อความช่วยเหลือเด็กไทยไม่ให้หลุดพ้นจากระบบการศึกษาและมีรายได้ควบคู่กันไป

จุดเด่นของโครงการ กระทรวงศึกษาธิการ จับมือ กระทรวงแรงงาน เชื่อม “ห้องเรียนสู่โลกอาชีพ”

  • ระบบ E-Work Permit: ปรับลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตทำงานสำหรับครูต่างชาติ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเรียนการสอนภาษาและทักษะเฉพาะทาง
  • ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank): เชื่อมโยงหลักสูตรอาชีวะ ทำให้เด็กสามารถสะสมทักษะและเทียบโอนประสบการณ์การทำงานเป็นหน่วยกิตได้
  • โมเดลเรียนไปทำงานไป: สนับสนุนแนวคิด “เรียนไปด้วย มีงานทำ มีรายได้” เพื่อลดภาระครอบครัวและช่วยให้เยาวชนเติบโตได้อย่างมั่นคง
  • Thailand Zero Dropout: สำรวจกลุ่มเป้าหมายที่เสี่ยงออกจากระบบ เพื่อนำกลับเข้าสู่ทางเลือกการเรียนสายวิชาชีพที่ตอบโจทย์ชีวิต

ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนหลักสูตรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การจับคู่ความต้องการของงานและความรู้ของเด็กเข้าหากัน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังวางแผนอนาคต โครงการนี้คือโอกาสทองที่จะช่วยให้การเรียนไม่เป็นเพียงแค่การท่องจำ แต่เป็นการสร้างทุนมนุษย์ที่ทรงคุณค่าและแข่งขันได้ในระดับสากล การบูรณาการระหว่างสองกระทรวงใหญ่เปรียบเสมือนการเปิดประตูบานใหม่ที่กว้างกว่าเดิม ให้โอกาสเยาวชนรุ่นใหม่ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นกำลังสำคัญของชาติอย่างเต็มภาคภูมิ

หากเราต้องการเห็นระบบการศึกษาไทยก้าวไปข้างหน้า ประสบการณ์จากโครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเยี่ยมในการสร้างความสมดุลระหว่างวิชาการกับการปฏิบัติ หวังเป็นอย่างยิ่งว่านโยบายนี้จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างอนาคตที่สดใสให้กับเยาวชนไทยทุกคน

ที่มา – กระทรวงศึกษาธิการ จับมือ กระทรวงแรงงาน เชื่อม “ห้องเรียนสู่โลกอาชีพ”

กสศ. ชู 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม ยกระดับงบศึกษาไทยสู่การลงทุนทุนมนุษย์

ในโลกที่การศึกษากลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ กสศ. หรือ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญผ่านแนวคิด กสศ. ชู 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม ยกระดับงบศึกษาไทยสู่การลงทุนทุนมนุษย์ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับเด็กและเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านมุมมองต่องบประมาณด้านการศึกษาให้กลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว

เจาะลึก กสศ. ชู 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม ยกระดับงบศึกษาไทยสู่การลงทุนทุนมนุษย์

ปัญหาที่ผ่านมาของการศึกษาไทยมักติดหล่มอยู่กับความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย การเปลี่ยนรัฐบาลหรือตัวบุคคลบ่อยครั้งทำให้ทิศทางการพัฒนาหยุดชะงัก การสร้างกลไกเชิงสถาบันที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งจำเป็น และนี่คือเหตุผลที่ กสศ. นำเสนอนวัตกรรมทั้ง 8 ประการเพื่อเข้ามาอุดรอยรั่วและขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทยไปข้างหน้า

ทำความเข้าใจกับการปฏิรูปการศึกษาในแบบฉบับ กสศ. ชู 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม ยกระดับงบศึกษาไทยสู่การลงทุนทุนมนุษย์

นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เพียงทฤษฎี แต่เป็นเครื่องมือที่ทดลองใช้จริงและได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง โดยเน้นที่:

  • ระบบข้อมูลรายบุคคล: เพื่อให้มองเห็นเด็กที่หลุดออกจากระบบและเข้าถึงความช่วยเหลือได้ตรงจุด
  • หลักประกันโอกาสทางการศึกษา: ใช้ระบบเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขเพื่อตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น
  • Thailand Zero Dropout: ดึงเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษากลับสู่การเรียนรู้
  • โรงเรียนพัฒนาตนเอง: สร้างกระบวนการเรียนรู้จากพื้นที่จริง
  • โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น: พัฒนาคนในชุมชนให้กลับไปเป็นครูผู้เข้าใจบริบทเด็ก
  • การศึกษาที่ยืดหยุ่น: ปรับรูปแบบเวลาและสถานที่ให้เข้าถึงเด็กทุกกลุ่ม
  • All for Education: สร้างภาคีร่วมลงทุนจากทุกภาคส่วนในสังคม
  • การวิจัยเชิงประจักษ์: ใช้หลักฐานทางวิชาการชี้นำทิศทางนโยบายเพื่ออนาคต

การให้ความสำคัญกับ 8 นวัตกรรมนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงทุกภาคส่วนว่า การลงทุนกับการศึกษานั้นไม่ใช่เพียงรายจ่าย แต่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่ให้ผลตอบแทนมหาศาลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว เราทุกคนในฐานะคนในสังคมสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนี้ได้ เริ่มต้นจากการตระหนักรู้และช่วยกันผลักดันให้การศึกษาของไทยก้าวไปสู่อนาคตที่มั่นคงและไร้ความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมองให้ไกลกว่างบประมาณก้อนหนึ่ง และสร้างระบบที่ให้เด็กไทยทุกคนมีโอกาสเติบโตตามศักยภาพของตนเองอย่างภาคภูมิใจ

ที่มา – กสศ. ชู 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม ยกระดับงบศึกษาไทยสู่ “การลงทุนทุนมนุษย์”

กสศ. ชู 8 นวัตกรรมแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามว่า ทำไมการศึกษาไทยถึงยังดูเหมือนย่ำอยู่กับที่ แม้จะมีความพยายามปฏิรูปมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี คำตอบที่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้สะท้อนให้เห็นนั้นน่าสนใจมากครับ เพราะปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่เรื่องหลักสูตร แต่เป็นเรื่องของความไม่ต่อเนื่องของนโยบายและการเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยเกินไป

กสศ. ชู 8 นวัตกรรมแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

วันนี้ กสศ. ตั้งเป้าหมายที่จะเปลี่ยนเกมการศึกษาไทยด้วยการนำเทคโนโลยีและข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้ เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงโอกาสได้จริงโดยไม่หลุดออกจากระบบ โดยการ กสศ. ชู 8 นวัตกรรมแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นพิมพ์เขียวให้สังคมได้ช่วยกันผลักดันครับ

เปิด 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกม เพื่ออนาคตเด็กไทย

นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เพียงทฤษฎี แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริงในการแก้ปัญหา:

  • ระบบข้อมูลรายบุคคล: เชื่อมโยงข้อมูลเด็กยากจนตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงวัยทำงาน เพื่อลดปัญหาเด็กหลุดจากระบบ
  • หลักประกันโอกาสทางการศึกษา: จัดสรรงบประมาณแบบมุ่งเป้าให้ถึงมือเด็กที่ขาดแคลนจริงๆ
  • Thailand Zero Dropout: ตั้งเป้าหมายให้ตัวเลขเด็กหลุดจากระบบการศึกษาต้องเป็นศูนย์ภายในปี 2570
  • โรงเรียนพัฒนาตัวเอง: ใช้ระบบ Q-Info มาช่วยบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาตามบริบทของโรงเรียน
  • ครูรัก(ษ์)ถิ่น: คัดเลือกเด็กในพื้นที่มาเรียนครูแล้วกลับไปพัฒนาบ้านเกิด เพิ่มความยั่งยืนให้โรงเรียนห่างไกล
  • การศึกษาที่ยืดหยุ่น: ปรับรูปแบบการเรียนให้สอดคล้องกับการทำงานของเด็กผ่านโมเดล 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ
  • All for Education: ดึงภาคเอกชนและภาคสังคมมาร่วมลงทุนเพื่อสร้างโอกาส
  • การวิจัยเชิงประจักษ์: ใช้ข้อมูลวิจัยเป็นเข็มทิศในการกำหนดนโยบายให้คุ้มค่า

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดในตอนนี้คือ การตัดงบประมาณด้านการวิจัยของ กสศ. เปรียบเสมือนการทิ้งเข็มทิศกลางมหาสมุทร การที่ กสศ. ชู 8 นวัตกรรมแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดการสนับสนุนที่มั่นคง ดังนั้นความยั่งยืนจึงต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ไม่ยึดติดกับตัวบุคคลหรือวาระของรัฐบาล

ผมมองว่าการแก้ปัญหาการศึกษาไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีกที่ต้องอาศัยทุกคนช่วยกัน ส่งเสียงถึงผู้มีอำนาจว่าเราต้องการนโยบายที่ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้เติบโตไปเป็นทุนมนุษย์ที่แข็งแกร่งของประเทศอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – กสศ. ชู 8 นวัตกรรมแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน หวังเห็นนโยบายต่อเนื่อง

ไทยรัฐวิทยา 80 ต้นแบบชาติ ขยายโมเดล PRBL-6P4L ทั่วไทย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวดีจากกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 80 (วังปริงเพ็ชรไพศาล) จ.สงขลา และได้เล็งเห็นถึงความสำเร็จในการพัฒนาการศึกษาที่น่าทึ่ง จนยกให้เป็น ไทยรัฐวิทยา 80 ต้นแบบชาติ ที่พร้อมจะส่งต่อองค์ความรู้ไปสู่โรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศ

ทำไม ไทยรัฐวิทยา 80 ต้นแบบชาติ ถึงน่าจับตา?

หัวใจสำคัญที่ทำให้โรงเรียนแห่งนี้โดดเด่น คือการนำนวัตกรรม PRBL-6P4L มาปรับใช้ โดยการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากบริบทชุมชนจริง นักเรียนไม่ได้แค่เรียนในตำรา แต่ได้ลงมือทำโครงงานจากทรัพยากรท้องถิ่น เช่น ผลิตภัณฑ์ไข่เค็มใบเตยหอม ที่ช่วยฝึกทักษะผู้ประกอบการและสร้างรายได้ให้กับชุมชนชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม

ก้าวต่อไปกับการขยายผล ไทยรัฐวิทยา 80 ต้นแบบชาติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นที่จะผลักดันโมเดลนี้ออกเป็น 3 ระยะ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ได้แก่:

  • ระยะที่ 1: ขยายผลในพื้นที่ สพป.สงขลา เขต 3 โดยใช้โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 80 เป็นพี่เลี้ยง
  • ระยะที่ 2: สร้างระบบโค้ชการศึกษาโดยดึงมหาวิทยาลัยในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเข้มข้น
  • ระยะที่ 3: จัดทำโมเดลนี้เป็น Best Practice ระดับชาติที่โรงเรียนทั่วไทยนำไปปรับใช้ได้ทันที

นอกจากนวัตกรรมการสอนแล้ว โรงเรียนแห่งนี้ยังทำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างยอดเยี่ยมผ่านระบบ Thailand Zero Dropout (TZD) เพื่อลดปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาแบบเชิงรุกที่น่าชื่นชม แม้ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ด้วยความมุ่งมั่นของครูและผู้บริหาร ทำให้ที่นี่กลายเป็นแสงสว่างทางการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้

การที่กระทรวงฯ รับปากจะเร่งแก้ไขปัญหาพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณซ่อมแซมอาคาร หรือการจัดสรรอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้ครบถ้วน จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้โรงเรียนแบบนี้เติบโตได้ไกลกว่าเดิม สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ไทยรัฐวิทยา 80 ไม่ใช่แค่เรื่องของโรงเรียนชายแดน แต่เป็นบทเรียนว่า “การศึกษาที่ดีเริ่มต้นจากความรักและความตั้งใจ” ซึ่งพวกเราทุกคนในฐานะคนไทยควรช่วยกันเป็นกำลังใจและติดตามการขยายผลครั้งนี้อย่างใกล้ชิดครับ

ที่มา – “ประเสริฐ” ปั้น ไทยรัฐวิทยา 80 ต้นแบบชาติ เตรียมขยายโมเดล “PRBL-6P4L” โรงเรียนชายแดนทั่วไทย

TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

ข่าวดีสุดๆ สำหรับวงการศึกษาไทยเลยนะ! TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต แล้ว เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน ล่าสุดตัวเลขเด็กนอกระบบลดฮวบจากกว่า 1 ล้านคนในปี 2566 เหลือแค่ 603,095 คน (ข้อมูล ณ พ.ย. 2568) ต้องชื่นชมความร่วมมือทุกภาคส่วนจริงๆ

TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต ลดเด็กหลุดระบบ

TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ หรือ TZD มีมติเห็นชอบแนวโน้มการศึกษาแบบยืดหยุ่น (Flexible Learning) และโครงการ Learning Passport ที่จะเปลี่ยนบัตรประชาชนใบเดียวให้กลายเป็นบัญชีคลังหน่วยกิตชีวิต (ILA) สะสมทักษะได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องยึดติดห้องเรียนแบบเดิมๆ พลเอกตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานคณะกรรมการ กล่าวว่า นโยบายนี้จะช่วยสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต 3 ด้านหลัก จากงานวิจัย กสศ. คือ ทักษะดิจิทัล ทักษะอารมณ์-สังคม และทักษะผู้ประกอบการ

ภาพประชุม TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

เจ๋งตรงที่ ILA นี้เทียบโอนหน่วยกิตได้เลย สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยกับ อว. หรือใช้สมัครงานโดยตรง เพราะข้อมูลสมรรถนะรับรองมาตรฐาน แถมมีแพลตฟอร์มช่วยอย่าง Mobile School จาก กสศ. หรือ EWE จาก สคช. เรียนรู้ anywhere anytime สะดวกสุดๆ

ตัวอย่างความสำเร็จจากจังหวัดต่างๆ หลัง TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

หลายจังหวัดเดินหน้าจนเห็นผลชัด เช่น บุรีรัมย์ กับโครงการ BURIRAM ZERO DROPOUT (BZDM) ช่วยเด็ก 17,401 คน ด้วย 4 กลไก: ป้องกัน แก้ไข ส่งต่อ และติดตาม ผนึก อสม. อพม. ผู้นำชุมชน ค้นหาเชิงรุก สนับสนุนอุปกรณ์ อุปโภค อาชีพ

ตัวอย่างโครงการบุรีรัมย์ TZD

สงขลาโมเดล 2569 หรือ Songkhla Model ใช้ “ค้นหา-ช่วยเหลือ-ดูแล-ส่งต่อ” ใน 16 อำเภอ 127 ตำบล สทิงพระโมเดลเปลี่ยนชุมชนเป็นห้องเรียน 3 ฐาน: วิชาชีวิต วิชาการ วิชาอาชีพ เช่น ทำน้ำตาลโตนด โนราห์ แถม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” รองรับทุกกลุ่ม

พิษณุโลก ติดตามเด็ก TZD 7,178 คน (99.61%) ด้วย “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” One Stop Service และ “ตาข่ายการศึกษา 3 ชั้น”: ชั้น 1 ปรับสถานศึกษา ชั้น 2 ศูนย์ ม.12 Mobile School ชั้น 3 ชุมชนฐาน บูรณาการทุกภาคส่วน

โครงการสงขลาโมเดล

แผนปี 2569: 3 มาตรการเร่งด่วนหลัง TZD ไฟเขียว

  • เชื่อมข้อมูลข้ามกระทรวง: ศธ. มท. กต. ยธ. พม. แรงงาน เดสิมิเทค สร้าง Case Management รายบุคคล
  • ขยายกลุ่มเปราะบาง: เยาวชนยุติธรรม แรงงานนอกระบบ เด็กศูนย์ ม.12 เข้าถึงเงินอุดหนุน นม อาหารกลางวัน
  • ดูแล Crisis PLUS: เด็กน้ำท่วม โรคระบาด ภัยสงคราม ไม่ให้หลุดถาวร

พลัสยังมี Prime Minister TZD+ Awards มอบโล่จากนายกฯ ให้หน่วยงานต้นแบบ สร้างแรงบันดาลใจปีที่ 3

นโยบาย TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต นี้ จะปฏิรูประบบการศึกษาไทยให้เท่าเทียมยั่งยืน ลดช่องโหว่ได้จริง คุณคิดว่านโยบายนี้จะช่วยเด็กไทยได้แค่ไหน? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะ จะได้ช่วยกันผลักดัน!

ที่มา – TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต ลดเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไทย

7,850 อปท. จับมือ ช่วยเด็กหลุดจากระบบ


7,850 อปท. จับมือ ช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา

7,850 อปท. จับมือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สร้าง “ตำบลแห่งโอกาส” ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ นี่คือก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทย

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า กองทุนฯ ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: หุ้นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout สู่ตำบลพื้นที่แห่งโอกาสที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนคนใดไว้ข้างหลัง” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จากทั่วประเทศเข้าร่วม การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่มีอยู่ราว 8.8 แสนคน

หลังจากที่ 11 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร สปสช. สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และ กสศ. ได้ร่วมลงนาม MOU แก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ให้ได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ

“ปี 2568 ถือเป็นครั้งแรกที่การดำเนินงานขยายจากพื้นที่นำร่อง 25 จังหวัด สู่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดย อปท. 7,850 แห่งจะเป็น “หัวใจ” และ “กลไกหลัก” ในการเปลี่ยนตำบลและอำเภอให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนไว้ข้างหลัง” นายพัฒนะ กล่าวถึงความสำคัญของบทบาท 7,850 อปท. จับมือ ช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา

7,850 อปท. จับมือ ช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา

นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า สถ. ทำงานร่วมกับ กสศ. มาอย่างต่อเนื่อง และการที่นโยบาย Thailand Zero Dropout ขยายครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ถือเป็นหมุดหมายที่รอคอย เพราะ อปท. เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนและปัญหามากที่สุด

“การค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบจะเกิดขึ้นจริง หาก อปท. ในฐานะเจ้าภาพหลักลุกขึ้นมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง และจับมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างแนบแน่น” นายสุรพลกล่าว

ทำไม 7,850 อปท. จับมือกันถึงสำคัญต่อการช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ?

ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองประธานคณะอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า การศึกษาที่มีคุณภาพ คือ “คานงัด” สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ โดยมี อปท. เป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อสังคม และความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการทรัพยากร จึงสามารถเชื่อมโยงการศึกษากับการแก้ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“อปท. ต้องทำงานเชิงรุก ค้นหาและช่วยเหลือเด็กหลุดออกจากระบบเป็นรายกรณี และสร้างกลไกการส่งต่อให้เด็กได้กลับเข้าสู่การศึกษา ภายใต้หลักการของการให้ความรู้และการเปิดโอกาส” ศาสตราจารย์วุฒิสารกล่าว

การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีถอดบทเรียนการทำงานของ อปท. ซึ่งพบว่ามีการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแล้วกว่า 330 รูปแบบ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และการแก้ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ขณะเดียวกันยังพบอุปสรรคกว่า 381 ประเด็น ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นโจทย์แก้ไขต่อไป

การที่ 7,850 อปท. จับมือ กันในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างจริงจัง ด้วยการทำงานที่ใกล้ชิดกับชุมชนและความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

มาร่วมกันสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ 7,850 อปท. จับมือช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ เพื่อสร้างสังคมไทยที่ทุกคนมีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – 7,850 อปท. จับมือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

Scroll to top