Tiktok

อินโดนีเซียแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี ชาติแรกอาเซียน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวใหญ่จากเพื่อนบ้านอาเซียนเลยนะ อินโดนีเซียแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี แล้วล่ะ! ห้ามเด็กๆ เปิดบัญชีใช้ TikTok, YouTube, Facebook, Instagram และอื่นๆ อีกเพียบ เป็นชาติแรกในอาเซียนที่กล้าทำแบบนี้ เพื่อปกป้องน้องๆ จากเนื้อหาอันตราย การ bully ออนไลน์ หรือแม้แต่ติดงอมแงมหน้าจอ ฟังดูน่าสนใจใช่มั้ยล่ะ?

อินโดนีเซียแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี

มาตรการนี้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2567 โดยรัฐบาลอินโดนีเซียออกกฎห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดฮิตเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น TikTok ที่เด็กรุ่นใหม่ชอบเต้นๆ, YouTube ที่ดูคลิปเพลินๆ หรือแม้แต่ Roblox ที่เล่นเกมออนไลน์สนุกสุดๆ รัฐบาลอยากดึงอำนาจคืนจากยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี เพื่อให้เด็กปลอดภัยมากขึ้น

เป้าหมายหลักคือป้องกันความเสี่ยงต่างๆ เช่น เนื้อหาลามก, การหลอกลวง, cyberbullying และปัญหาสุขภาพจิตจากโซเชียลที่มากเกินไป อินโดนีเซียเป็นชาติแรกในอาเซียนที่ทำแบบนี้ ตามรอยออสเตรเลียที่เคยเริ่มก่อนหน้า

แพลตฟอร์มที่ได้รับผลกระทบจากอินโดนีเซียแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี

  • TikTok
  • YouTube
  • Facebook
  • Instagram
  • Threads
  • X (Twitter เดิม)
  • Bigo Live
  • Roblox

นางเมทยา ฮาฟิด รัฐมนตรีกระทรวงสื่อสารและดิจิทัล บอกว่า X เริ่มปิดบัญชีเด็กแล้ว ส่วน Roblox กำลังพัฒนาโหมดออฟไลน์สำหรับเด็กต่ำกว่า 13 ปี รัฐบาลยังไม่บอกวิธีตรวจอายุยังไง แต่เน้นให้แพลตฟอร์มเร่งปฏิบัติตาม คาดกระทบเด็ก 70 ล้านคนจากประชากร 280 ล้านคนเลยนะ!

กระแสตอบรับและความท้าทาย

เด็กๆ บางคนอย่างเด็กหญิง 13 ปีในจาการ์ตาบอกว่าครึ่งๆ กลางๆ เข้าใจเหตุผลแต่เสียดายความสนุก ส่วนผู้ปกครองส่วนใหญ่เชียร์ เพราะเห็นลูกติดจอหนักมาก ดิเอนา หรยาณา ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเด็กออนไลน์ ชี้ว่าโซเชียลกระทบสุขภาพจิต ทำให้เครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้าได้ แต่ถ้าใช้ถูกทางก็ดีได้ ผู้ปกครองและโรงเรียนต้องช่วยกันแนะนำ

การบังคับใช้ไม่ใช่เรื่องง่าย รัฐมนตรียอมรับว่าควบคุมยาก แต่จำเป็นต้องทำเพื่ออนาคตเด็ก

ประเทศอื่นๆ ที่สนใจอินโดนีเซียแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี

  • ออสเตรเลีย (เริ่มก่อน)
  • สเปน
  • ฝรั่งเศส
  • สหราชอาณาจักร

หลายประเทศเริ่มมองหามาตรการคล้ายๆ กัน เพราะกังวลผลกระทบระยะยาวต่อเยาวชน

ในมุมมองของผม นี่เป็นก้าวดีเลยนะ โดยเฉพาะในยุคที่เด็กไทยก็ติด TikTok YouTube ไม่แพ้กัน บางทีไทยเราก็ควรมีกฎคล้ายๆ นี้มั้ย? เพื่อให้เด็กมีเวลาว่างเล่นกีฬา อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมอื่นๆ แทนการ scroll feed ไม่รู้จบ แต่ก็ต้องสมดุลนะ อย่าห้ามจนเด็กเบื่อโลกดิจิทัลไปเลย

สุดท้ายแล้ว ผู้ปกครองอย่างเราต้องเป็นตัวกรองหลัก คุยกับลูก สอนใช้โซเชียลอย่างรับผิดชอบ คุณล่ะคิดยังไงกับ อินโดนีเซียแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี ? ดีหรือไม่ดี คอมเมนต์บอกกันหน่อย แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ผู้ปกครองด้วยนะ จะได้ช่วยกันปกป้องเด็กๆ!

ที่มา – อินโดนีเซียเริ่มแบนโซเชียลเด็กต่ำกว่า 16 ปี ใช้ไม่ได้ทั้ง TikTok-YouTube ชาติแรกในอาเซียน

TikTok รอดแบน! ByteDance ขายหุ้นให้สหรัฐฯ

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการ! TikTok รอดโดนแบน ByteDance บรรลุข้อตกลงขายหุ้นให้กลุ่มทุนสหรัฐฯ-เอมิเรตส์แล้ว! หลังจากเผชิญมรสุมข่าวคราวเรื่องความมั่นคงปลอดภัยมาอย่างยาวนาน ล่าสุด ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok ได้บรรลุข้อตกลงทางกฎหมายกับกลุ่มนักลงทุนจากสหรัฐฯ และต่างชาติ เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ซึ่งจะเข้ามาดูแลและบริหารจัดการ TikTok ในสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้งาน TikTok ทั่วโลก รวมถึงครีเอเตอร์ชาวไทยที่สร้างสรรค์คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มนี้

โจว โช่วจือ (Shou Zi Chew) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TikTok ได้แจ้งกับพนักงานภายในองค์กรว่า ข้อตกลงดังกล่าวคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ 22 มกราคมที่จะถึงนี้ สร้างความหวังและความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานและผู้ที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม

TikTok รอดโดนแบน ByteDance บรรลุข้อตกลงขายหุ้นให้กลุ่มทุนสหรัฐฯ-เอมิเรตส์

ตามรายละเอียดที่ปรากฏในบันทึกภายในบริษัท กลุ่มนักลงทุนที่จะเข้ามาร่วมทุนในครั้งนี้ ประกอบไปด้วยบริษัทชื่อดังอย่าง Oracle, Silver Lake และ MGX บริษัทด้านการลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยกลุ่มนักลงทุนเหล่านี้จะถือหุ้นรวมกันประมาณครึ่งหนึ่งของบริษัทร่วมทุน ในขณะที่ ByteDance จะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นไว้ที่ 19.9% ส่วนหุ้นที่เหลืออีก 30.1% จะตกเป็นของบริษัทในเครือของนักลงทุนเดิมของ ByteDance โดย Oracle, Silver Lake และ MGX จะถือหุ้นในสัดส่วนรายละ 15%

เป้าหมายหลักของข้อตกลงครั้งนี้ คือการยุติความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ ByteDance ขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ ด้วยความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งข้อตกลงนี้สอดคล้องกับกรอบข้อตกลงที่เคยเปิดเผยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ระงับการบังคับใช้กฎหมายที่กำหนดให้แบนแอปพลิเคชัน TikTok หากไม่ขายกิจการให้แก่บริษัทสัญชาติอเมริกัน

TikTok ยืนยันว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานชาวอเมริกันกว่า 170 ล้านคน สามารถใช้งานแพลตฟอร์มต่อไปได้ โดยทางทำเนียบขาวได้เคยระบุว่า Oracle จะได้รับสิทธิ์ในการอนุญาตให้ใช้อัลกอริทึมแนะนำคอนเทนต์ของ TikTok ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนความนิยมของ TikTok

ก่อนหน้านี้ ในเดือนเมษายน 2024 สภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกาได้ผ่านกฎหมายสั่งแบน TikTok หากไม่มีการขายกิจการ โดยกำหนดเส้นตายไว้ที่วันที่ 20 มกราคม 2025 แต่กำหนดการนี้ถูกเลื่อนออกไปหลายครั้ง ในระหว่างที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์เจรจาข้อตกลงการโอนความเป็นเจ้าของ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เคยเปิดเผยว่าได้รับการอนุมัติจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนแล้ว แม้อนาคตของแพลตฟอร์มจะยังไม่แน่นอนหลังจากการพบปะกันของผู้นำทั้งสองในเดือนตุลาคม

ทำไม TikTok รอดโดนแบน จึงเป็นข่าวดี?

ข้อตกลงนี้ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เพราะยังคงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยวุฒิสมาชิก รอน ไวเดน จากพรรคเดโมแครต ได้แสดงความกังวลว่า ข้อตกลงนี้ไม่ได้ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานชาวอเมริกัน และยังไม่ชัดเจนว่าจะทำให้อัลกอริทึมของ TikTok ปลอดภัยจากการแทรกแซงจากภายนอกได้จริงหรือไม่ แม้ว่าข้อตกลงจะกำหนดให้มีการฝึกอัลกอริทึมใหม่โดยใช้ข้อมูลผู้ใช้งานในสหรัฐฯ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากภายนอกก็ตาม

ในส่วนของผู้ใช้งานเอง ผู้ประกอบการรายย่อยบางส่วนก็แสดงความกังวลเช่นกัน นาง ทิฟฟานี เซียนซี เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่มีผู้ติดตามกว่า 3 แสนคน ได้แสดงความหวังว่า นักลงทุนใหม่จะรักษาสภาพแวดล้อมการใช้งานเดิม และปกป้องผู้ประกอบการรายย่อย โดย TikTok ระบุว่า มีธุรกิจขนาดเล็กกว่า 7 ล้านรายใช้แพลตฟอร์มเพื่อทำการตลาดในสหรัฐฯ และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้งานจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รักษา TikTok ไว้ต่อไป

TikTok รอดโดนแบน ByteDance บรรลุข้อตกลงขายหุ้นให้กลุ่มทุนสหรัฐฯ-เอมิเรตส์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแพลตฟอร์มนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งาน ครีเอเตอร์ และธุรกิจต่างๆ ทั่วโลก แม้ว่าข้อตกลงนี้จะยังคงมีข้อกังวลอยู่บ้าง แต่ก็เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่า TikTok ยังคงมีความสำคัญและมีศักยภาพในการเติบโตต่อไป

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลต่อทิศทางของ TikTok ในอนาคตอย่างไร? ต้องติดตามดูกันต่อไป!

ที่มา – TikTok รอดโดนแบน ByteDance บรรลุข้อตกลงขายหุ้นให้กลุ่มทุนสหรัฐฯ-เอมิเรตส์

ทรัมป์-สี จิ้นผิง พบที่ปูซาน คุยอะไรกัน?

โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง เตรียมประชุมสุดยอดร่วมกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยคาดกันว่าจะหารือกันเรื่องปัญหาต่างๆ ทั้ง ภาษี, TikTok, แร่หายาก, เฟนทานิล และสงครามรัสเซียยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดหวังว่าการประชุมกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เกาหลีใต้ จะสามารถ แก้ไข “ปัญหามากมาย” ระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้ ในขณะที่ความตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายพุ่งสูง หลังสหรัฐฯ ขู่ตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีนอีก 100% ตอบโต้ที่แดนมังกรจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากเพิ่มขึ้น

ตั้งแต่เดือนสิงหาคม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และจีนเจรจาการค้ามาตลอด และมีการจัดทำกรอบข้อตกลงแล้ว โดยนายทรัมป์กล่าวในการประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ว่า ข้อตกลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้น จะเป็นผลดีและน่าตื่นเต้นสำหรับทุกคน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มีความคาดหวังเพียงเล็กน้อยว่า การพบกันครั้งนี้ จะมีการบรรลุข้อตกลงที่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้จริง

ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง?

คาดกันว่า ประเด็นที่ผู้นำทั้งสองคนจะหารือกันจะครอบคลุมถึงเรื่อง กำแพงภาษีทางการค้า, การลักลอบขนยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาเสพติดที่คร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐฯ ปีละหลายหมื่นคน, การควบคุมการส่งออกแร่หายาก (rare-earth) ของจีนกับการนำเข้าถั่วเหลืองสหรัฐฯ ของจีน

นอกจากนั้นยังมีเรื่อง การควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ, ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง โดยเฉพาะ สงครามรัสเซียยูเครน และจุดยืนของสหรัฐฯ เรื่องไต้หวัน, ค่าธรรมเนียมท่าเรือสำหรับเรือจีนที่จอดเทียบท่าในสหรัฐฯ และการสรุปข้อตกลงเพื่อซื้อ TikTok

ศ.อเลฮานโดร เรเยส จากภาควิชาการเมืองและรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกงบอกกับ อัลจาซีรา ว่า สหรัฐฯ กับจีนต้องการที่จะ ประคับประคองความสัมพันธ์การเป็นคู่แข่งที่น่าหงุดหงิดใจนี้เอาไว้ แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

สำหรับสหรัฐฯ เป้าหมายคือการแสดงให้เห็นว่าท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจีนของพวกเขานั้น “ได้ผลลัพธ์แล้ว” นายทรัมป์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดนี้หลังจากลงนามข้อตกลงการค้ากับ มาเลเซีย, กัมพูชา และญี่ปุ่น เชื่อมโยงการเข้าถึงตลาดเข้ากับการร่วมมือด้านความมั่นคงแห่งชาติโดยตรง

ส่วนจีน สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “การแสดงออกถึงความสงบและความอดทน” การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นการย้ำยืนยันอำนาจของผู้นำจีน สี จิ้นผิง และกำหนดทิศทางสำหรับแผนพัฒนาประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ศ.เรเยสกล่าวด้วยว่า การหารือเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องกำแพงภาษีทางการค้า, แร่หายาก, เทคโนโลยี AI และยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในปัจจุบันมากที่สุดนั้น จะไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย

ความเสียหายในยูเครน
ความเสียหายในยูเครน

ประเด็นที่เป็นอุปสรรคสำคัญ

-ยาเฟนทานิล

หนึ่งในประเด็นที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดคือเรื่อง ยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาอันตรายที่ไหลเข้าสหรัฐฯ จากจีน ซึ่งนายทรัมป์เคยขึ้นภาษีสินค้าจีนในอัตรา 20% เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อกดดันให้จีนเพิ่มการควบคุมการส่งออกสารตั้งต้นของยาชนิดนี้

น.ส.บอนนี เกลเซอร์ กรรมการผู้จัดการโครงการอินโด-แปซิฟิกของ German Marshall Fund of the United States (GMF) มองว่า ปัญหานี้เป็นประเด็นที่ขัดแย้งกันอย่างมาก แต่จีนอาจพร้อมให้ความร่วมมือในการปราบปรามการฟอกเงินของอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าเฟนทานิล

ขณะที่ The Wall Street Journal รายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ จีนอาจให้คำมั่นว่าจะควบคุมสารตั้งต้นในการผลิตเฟนทานิลมากขึ้น และหากบรรลุข้อตกลง ทรัมป์อาจลดภาษีที่เกี่ยวกับเฟนทานิลลงได้ถึง 10%

-กำแพงภาษีทางการค้า

หลังจากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีเรื่องเฟนทานิล จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าเกษตรสหรัฐฯ 15% ก่อนที่สงครามภาษีจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 145% และจีนโต้กลับที่ 125% แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะลดภาษีลงเหลือ 30% และ 10% และตกลงสงบศึกเป็นเวลา 90 วัน (ขยายเวลาไปแล้ว 2 ครั้ง) แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้จนถึงทุกวันนี้

-แร่หายากกับถั่วเหลือง

จีนจำกัดการส่งออกแร่หายาก 12 ชนิด (7 ชนิดในเดือนเมษายน และอีก 5 ชนิดในเดือนตุลาคม) และเครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ โดยแร่หายากเหล่านี้ คือโลหะที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมกลาโหม และ AI ส่งผลให้นายทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีน 100% และขู่ควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์ด้วย

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดว่า จีนจะชะลอการจำกัดการส่งออกแร่หายาก และการขู่ขึ้นภาษี 100% อาจถูกยกเลิกไปพร้อมทั้งคาดว่าจีนจะตกลงเพิ่มการซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าข้อพิพาทการค้านี้อาจมีทางออกที่ดี แต่ไม่เชื่อว่าความตึงเครียดพื้นฐานจะคลี่คลาย เพราะปัญหาอยู่ลึกกว่าเศรษฐกิจและต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ดีและมองข้ามแนวคิดที่ว่า ผลประโยชน์ของคนอื่นจะเท่ากับผลขาดทุนของตัวเอง (zero-sum game)

แร่หายาก
แร่หายาก

-เทคโนโลยีและ TikTok

ในเดือนกันยายน นายทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อให้มีการ โอนทรัพย์สินของ TikTok ในสหรัฐฯ ไปยังนักลงทุนชาวสหรัฐฯ แล้ว โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังกล่าวว่า สหรัฐฯ และจีน “บรรลุข้อตกลงสุดท้ายเกี่ยวกับ TikTok แล้ว” ซึ่งจะมีการสรุปในการประชุมนี้

แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่ยุติความขัดแย้งเรื่องชิป, AI และการควบคุมทางดิจิทัล

ในเดือนตุลาคม สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีจีนหลายร้อยแห่ง และจำกัดการส่งออกชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ไปยังจีน ซึ่งทำให้ปักกิ่งไม่พอใจและเริ่ม สอบสวนการผูกขาดของ Nvidia และ Qualcomm ซึ่งนายทรัมป์กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาอาจจะหารือเรื่องชิป Nvidia กับสี จิ้นผิง ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้

-ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์

ทรัมป์ต้องการใช้โอกาสนี้หารือกับสี จิ้นผิง เรื่องการยุติสงครามยูเครน แม้ว่าจีนจะเคยบอกว่า สงครามที่ยืดเยื้อในยูเครน “ไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ของใครเลย” แต่พวกเขาก็ย้ำว่า จีนไม่สามารถปล่อยให้รัสเซียแพ้สงครามในยูเครนได้ เนื่องจากสหรัฐฯ จะหันมาให้ความสนใจกับจีนแทน

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เคยขู่คว่ำบาตรประเทศที่ซื้อน้ำมันรัสเซีย และได้ขึ้นภาษีอินเดียไปแล้ว 50% แต่ยังไม่ได้ดำเนินการกับจีน ทั้งที่แดนมังกรนำเข้าน้ำมันรัสเซียทางทะเลมากถึง 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม หลังจากสหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งของมอสโก คือ Rosneft และ Lukoil ในเดือนตุลาคม บริษัทน้ำมันบางแห่งในจีนก็ระบุว่า จะงดเว้นจากการนำเข้าน้ำมันรัสเซียทางทะเลในระยะสั้น

นักวิเคราะห์คาดว่า ทรัมป์จะขอให้สี จิ้นผิง ช่วยกดดันปูตินให้เข้าร่วมโต๊ะเจรจา แต่ สี จิ้นผิง อาจจะลังเล ขณะที่ฝ่ายจีนจะหารือเรื่องจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน สี จิ้นผิง อาจกดดันให้ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ คัดค้านเอกราชของไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่น่าจะทอดทิ้งไต้หวัน เพราะต้องการเครดิตในการยุติสงครามไม่ใช่นำไปสู่สงคราม

อย่างไรก็ดี นายทรัมป์กล่าวก่อนเมื่อวันพุธ (29 ต.ค.) ว่า เขาไม่แน่ใจว่าจะหารือเรื่องไต้หวันหรือไม่

ป้ายโฆษณาเทคโนโลยี AI ในจีน
ป้ายโฆษณาเทคโนโลยี AI ในจีน

ฝ่ายไหนได้เปรียบกว่ากัน?

ดุลอำนาจการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-จีนมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน จำกัดการส่งออก เซมิคอนดักเตอร์ ให้จีน และนายทรัมป์ก็เพิ่มภาษีจีนเป็น 145% ทำให้จีนตอบโต้ด้วยภาษี 125% และ จำกัดการส่งออกโลหะหายากรวม 12 ชนิด

ทั้งสองฝ่ายต่างก็พยายามสร้างพันธมิตรทางการค้า จีนเสริมสร้างข้อตกลงกับ อาเซียน ขณะที่สหรัฐฯ ทำข้อตกลงใหม่กับ ญี่ปุ่น มาเลเซีย กัมพูชา และเกาหลีใต้ ทำให้นักวิเคราะห์ชี้ว่า ณ ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าฝ่ายใดได้เปรียบในการเจรจา

ส่วน ศ.เรเยส มองว่า สหรัฐฯ และจีนมีจุดแข็งต่างกัน สหรัฐฯ ได้เปรียบตรงที่สร้างเครือข่ายพันธมิตรใหม่ (เช่น ข้อตกลงกับมาเลเซีย) ซึ่งช่วยเสริมแรงขับเคลื่อนในการเจรจา แต่จีนมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ พวกเขายังคงเป็นแกนหลักของการผลิตโลก, ครองการแปรรูปแร่ธาตุสำคัญ และพิสูจน์แล้วว่าสามารถต้านทานกำแพงภาษีได้

สรุปคือ สหรัฐฯ มีอำนาจที่รวดเร็วและเสียงดัง แต่จีนมีความอดทนและมั่นคงกว่า สามารถอดทนได้นานกว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร?

แม้ทรัมป์คาดว่านี่จะเป็นการประชุมที่ “ยอดเยี่ยม” แต่นักวิเคราะห์มีความคาดหวังเพียงเล็กน้อยว่า การพบกันครั้งนี้จะมีผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ใดๆ

ศ.เรเยสคาดว่า จะมีการ “สงบศึกชั่วคราว” และการประกาศชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ เช่น การชะลอภาษีหรือแถลงการณ์ร่วมเรื่องเสถียรภาพทางการค้า แต่การประชุมนี้จะไม่ยุติความเป็นคู่แข่ง หากเป็นการเริ่มต้นของ “เฟสใหม่” ในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับความเป็นคู่แข่ง ในขณะที่สหรัฐฯ สร้างพันธมิตรผ่านสนธิสัญญา ส่วนจีนก็เพิ่มความเข้มแข็งด้วยความอดทน

จากการวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ที่ ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง? จะเห็นได้ว่าการเจรจาครั้งนี้มีความซับซ้อนและมีหลายประเด็นที่ต้องจับตามอง การพบกันของ ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง? จึงเป็นที่น่าสนใจว่าผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางใด

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการพบปะของ ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง? อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์โลกและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง?

รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว

รัฐบาลทรัมป์กับจีนบรรลุข้อตกลงร่วมกันที่จะให้ TikTok ยังคงสามารถดำเนินงานในสหรัฐฯ ต่อไปได้แล้ว สิ้นสุดมหากาพย์ที่ดำเนินมาตั้งแต่นายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ก.ย. 2568 นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ สหรัฐฯ กับจีนได้บรรลุกรอบการทำงานเรื่องการให้ TikTok ยังคงสามารถดำเนินงานในสหรัฐฯ ต่อไปได้แล้ว โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง ผู้นำจีน จะคุยกันในวันศุกร์นี้ (19 ก.ย.) เพื่อสรุปข้อตกลงดังกล่าว

“ประธานาธิบดีทรัมป์มีบทบาทในเรื่องนี้ เราได้โทรศัพท์คุยกับเขาเมื่อคืนนี้ เราได้รับคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงจากเขา และได้แบ่งปันเรื่องดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่จีน” นายเบสเซนต์กล่าว หลังการเจรจาที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันจันทร์ (15 ก.ย.) “หากปราศจากความเป็นผู้นำและอำนาจต่อรองที่เขามี เราก็คงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในวันนี้ได้”

รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ระบุชื่อผู้ซื้อที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ที่จะเข้าซื้อกิจการของ TikTok ในแดนลุงแซม แต่คาดกันอย่างกว้างขวางว่ากลุ่มดังกล่าวจะนำโดย นายแลร์รี เอลลิสัน ประธานคณะผู้บริหารของบริษัท ออราเคิล ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอยู่ช่วงหนึ่ง

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายทรัมป์เคยออกมากล่าวว่า เขาสนับสนุนให้นายเอลลิสัน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนนายทรัมป์ ให้ซื้อทรัพย์สินของ TikTok ในสหรัฐฯ

“เราให้ความสำคัญอย่างมากกับ TikTok และทำให้แน่ใจว่าข้อตกลงนี้เป็นธรรมสำหรับชาวจีนและเคารพต่อความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ อย่างยิ่ง ซึ่งนั่นคือข้อตกลงที่เราบรรลุ” นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันจันทร์

“แน่นอนว่าเราต้องการให้แน่ใจว่าจีนมีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เป็นธรรมในสหรัฐอเมริกา แต่ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ” นายเกรียร์กล่าว

ด้าน TikTok และบริษัทแม่อย่าง ByteDance ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ในเรื่องข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

ทั้งนี้ ในช่วงก่อนสิ้นสุดการปกครองสมัยแรกของนายทรัมป์ เขาพยายามชงเรื่องการแบนแอปพลิเคชัน TikTok ในสหรัฐฯ แม้นโยบายของเขาจะไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากสภา แต่ในท้ายที่สุด รัฐบาลชุดต่อมาของนายโจ ไบเดน ก็ให้การสนับสนุนและลงนามเป็นกฎหมาย

กฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองพรรคในสภาคองเกรส สั่งแบน TikTok ในสหรัฐฯ อ้างความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ และจะอนุญาตให้แอปฯ นี้สามารถดำเนินการในอเมริกาต่อไปได้ก็ต่อเมื่อเจ้าของ TikTok ในจีน ขายหุ้นธุรกิจ TikTok ในสหรัฐฯ ให้บุคคลหรือบริษัทที่สหรัฐฯ สนับสนุน

กฎหมายดังกล่าวทำให้บริการ TikTok ในสหรัฐฯ หยุดไปช่วงระยะเวลาหนึ่งในวันที่ 18 ก.ค. ก่อนที่ “กฎหมายควบคุมแอปพลิเคชันต่างชาติที่เป็นปรปักษ์” (Foreign Adversary Controlled Applications Act) จะเริ่มมีผลบังคับใช้ ก่อนที่นายทรัมป์จะลงนามคำสั่งพิเศษ เลื่อนเส้นตายการแบน TikTok ออกไป 75 วัน

หลังจากนั้น นายทรัมป์ก็เลื่อนเส้นตายการแบน TikTok ในสหรัฐฯ อีกหลายครั้ง โดยล่าสุดถูกเลื่อนไปวันที่ 17 ก.ย. เพื่อหาทางทำข้อตกลงกับจีน และคาดกันว่านายทรัมป์จะเลื่อนเส้นตายอีกหากทีมเจรจาของทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงไม่ทันเวลา

รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว

สถานการณ์ของ TikTok ในสหรัฐอเมริกาเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผยว่าบรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้วนั้น ถือเป็นข่าวที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งาน TikTok จำนวนมาก

รายละเอียดข้อตกลง รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว

แม้ว่ารายละเอียดของข้อตกลงยังไม่ชัดเจนทั้งหมด แต่มีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาคือ การรักษาความมั่นคงของข้อมูลผู้ใช้งานชาวอเมริกัน และการดำเนินการของ TikTok ในสหรัฐฯ จะเป็นไปในทิศทางใดต่อไป

การบรรลุข้อตกลงในครั้งนี้ อาจหมายถึง TikTok จะยังคงสามารถให้บริการในสหรัฐฯ ได้ต่อไป แต่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานโดยรัฐบาลจีน หรือการใช้ TikTok เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นอันตราย

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ดำเนินงานในต่างประเทศด้วย เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงแห่งชาติ และพร้อมที่จะใช้มาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

สำหรับผู้ใช้งาน TikTok ในประเทศไทย การที่ รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว อาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรง แต่ก็ควรตระหนักถึงความสำคัญของความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ และควรตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากแหล่งต่างๆ อย่างรอบคอบ

ความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงนี้อาจเป็นผลมาจากแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการของทั้งสองฝ่ายที่จะรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การที่ รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว ถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและความมั่นคงในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากรายละเอียดของข้อตกลงอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และอาจมีข้อพิพาทเกิดขึ้นในอนาคต

การบรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการเจรจาและการประนีประนอมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

ที่มา – รัฐบาลสหรัฐฯ เผย บรรลุข้อตกลงเรื่อง TikTok กับจีนแล้ว

ชายสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหาฆ่ายิงเด็กแกล้งกดกริ่ง

ข่าวเศร้าจากสหรัฐฯ เมื่อชายคนหนึ่งถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังก่อเหตุยิงเด็กชายที่มาแกล้งกดกริ่งประตูบ้านจนเสียชีวิต เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจและจุดประกายคำถามเกี่ยวกับขอบเขตของการป้องกันตัว

ชายสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังยิงเด็กแกล้งกดกริ่งประตูบ้านดับ

นายเลออน กอนซาโล จูเนียร์ วัย 42 ปี กำลังเผชิญข้อหาฆาตกรรม หลังจากเขายิงเด็กชายวัยเพียง 11 ขวบที่มาแกล้งกดกริ่งประตูบ้านของเขาในเมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และได้กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคมอเมริกัน

ตำรวจเมืองฮิวส์ตันเปิดเผยว่า เด็กชายผู้เคราะห์ร้ายและเพื่อนๆ กำลังเล่นเกมที่เรียกว่า “ding dong ditch” หรือ แกล้งกดกริ่งประตูบ้านแล้ววิ่งหนี เหตุการณ์เกิดขึ้นที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเด็กๆ เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. จู่ๆ ก็มีคนในบ้านหลังนั้นออกมาและใช้อาวุธปืนยิงใส่เด็กชาย

นายกอนซาโล จูเนียร์ ถูกจับกุมและถูกคุมขังในเรือนจำในเวลาต่อมา และในที่สุดก็ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม นายไมเคิล แคส ตำรวจสืบสวนคดีฆาตกรรม ให้ความเห็นว่า การเสียชีวิตของเด็กชายรายนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันตัว เนื่องจากจุดที่ยิงไม่ได้อยู่ใกล้กับตัวบ้านของคนร้าย

เลออน กอนซาโล จูเนียร์ ผู้ก่อเหตุ
เลออน กอนซาโล จูเนียร์ ผู้ก่อเหตุ

อันตรายจากการแกล้งกดกริ่งประตูบ้าน

การแกล้งกดกริ่งประตูบ้านเป็นกิจกรรมที่แพร่หลายในหมู่เด็กและวัยรุ่น ซึ่งมักจะมองว่าเป็นเรื่องสนุกและไม่เป็นอันตราย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฮิวส์ตันได้แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว กิจกรรมนี้ได้รับความนิยมอีกครั้งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง TikTok ซึ่งมีการแชร์คลิปวิดีโอการแกล้งกดกริ่งประตูบ้านในรูปแบบต่างๆ

น่าเศร้าที่เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากการแกล้งกันในลักษณะนี้หลายครั้งในสหรัฐฯ ตัวอย่างเช่น:

  • เมื่อช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม ชายคนหนึ่งในเมืองดัลลัสถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง หลังจากที่เขายิงปืนใส่รถยนต์ที่กำลังขับหนี หลังจากมีคนมาทุบประตูบ้านของเขา
  • ในเดือนพฤษภาคม นักเรียนมัธยมปลายวัย 18 ปีคนหนึ่งในรัฐเวอร์จิเนียถูกยิงเสียชีวิตขณะถ่ายคลิปวิดีโอการกดกริ่งแล้วหนีเพื่อโพสต์ลงบน TikTok
  • ในปี 2563 เด็กอายุ 16 ปี 3 คนเสียชีวิตหลังจากชายคนหนึ่งขับรถพุ่งชนรถที่พวกเขานั่งมา

เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การกระทำที่ดูเหมือนเล็กน้อยหรือไม่เป็นอันตราย อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าเศร้าและไม่คาดฝันได้

คดีของนายกอนซาโล จูเนียร์ ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล และยังไม่มีการตัดสินว่าเขามีความผิดจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับความเหมาะสมในการใช้อาวุธปืนเพื่อป้องกันทรัพย์สิน และขอบเขตของการป้องกันตัวที่ชอบด้วยกฎหมาย

การแกล้งกดกริ่งประตูบ้าน อาจดูเป็นเรื่องสนุกสำหรับวัยรุ่น แต่สำหรับเจ้าของบ้านที่รู้สึกไม่ปลอดภัยหรือไม่พอใจ อาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ และก่อให้เกิดความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น

ที่มา – ชายสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลังยิงเด็กแกล้งกดกริ่งประตูบ้านดับ

ทำเนียบขาวเปิดบัญชี TikTok แม้อนาคตไม่แน่นอน

ทำเนียบขาวเปิดตัวบัญชีทางการบน TikTok อย่างเป็นทางการ แม้ว่าอนาคตของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมแห่งนี้ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายในสหรัฐอเมริกา การเปิดตัวครั้งนี้สร้างความฮือฮาในโลกออนไลน์ และจุดประกายให้เกิดการถกเถียงถึงความเหมาะสมในการที่รัฐบาลสหรัฐฯ เลือกใช้แพลตฟอร์มที่ถูกจับตามองในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล

ทำเนียบขาวเปิดบัญชี TikTok แม้อนาคตแพลตฟอร์มยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย

บัญชีใหม่ของทำเนียบขาวบน TikTok ประเดิมด้วยคลิปวิดีโอแรกที่มีความยาว 27 วินาที พร้อมคำทักทายว่า “America we are BACK! What’s up TikTok?” เพียงแค่ชั่วโมงแรกหลังจากการเปิดตัว บัญชีดังกล่าวก็มียอดผู้ติดตามพุ่งทะยานกว่า 4,500 คน แสดงให้เห็นถึงความสนใจอย่างมากจากผู้ใช้งาน TikTok ที่มีต่อการปรากฏตัวของทำเนียบขาวบนแพลตฟอร์มนี้

การตัดสินใจของทำเนียบขาวในการเปิดบัญชี TikTok เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่แพลตฟอร์มกำลังเผชิญอยู่ในสหรัฐอเมริกา TikTok ซึ่งมีบริษัทแม่คือ ByteDance ตั้งอยู่ในประเทศจีน กำลังถูกสภาคองเกรสสหรัฐฯ กดดันอย่างหนักให้ขายกิจการให้กับบริษัทที่ไม่ใช่ของจีน มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการถูกแบนในสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม ซึ่งเป็นวันก่อนหน้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์

อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ชะลอการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวออกไป พร้อมทั้งขยายเวลาให้อีก 90 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้ TikTok สามารถหาผู้ซื้อรายใหม่ที่ไม่ใช่บริษัทจีนได้ ซึ่งเส้นตายล่าสุดในการดำเนินการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในกลางเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

ท่าทีของทรัมป์ต่อ TikTok ที่เปลี่ยนแปลงไป

น่าสนใจว่า ทรัมป์ ซึ่งเคยเป็นผู้สนับสนุนหลักในการแบน TikTok กลับเปลี่ยนจุดยืนของตนเอง โดยมองว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงฐานเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ในช่วงการเลือกตั้งปี 2024 ที่กำลังจะมาถึง ปัจจุบัน บัญชีส่วนตัวของทรัมป์บน TikTok มียอดผู้ติดตามมากกว่า 110 ล้านคน แม้ว่าโพสต์ล่าสุดจะถูกโพสต์เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2024 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งก็ตาม

เมื่อเปรียบเทียบกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ บัญชีทางการของทำเนียบขาวกลับมียอดผู้ติดตามที่ค่อนข้างน้อยกว่ามาก ตัวอย่างเช่น บัญชีบน X (Twitter) มีผู้ติดตามประมาณ 2.4 ล้านคน และบัญชีบน Instagram มีผู้ติดตามประมาณ 9.3 ล้านคน ในขณะที่ Truth Social แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เป็นของทรัมป์เอง มียอดผู้ติดตามอยู่ที่ 10.6 ล้านคน

การตัดสินใจของทำเนียบขาวในการเปิดบัญชี TikTok จึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า รัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวของ โดนัลด์ ทรัมป์ เอง อาจกำลังวางแผนยุทธศาสตร์ใหม่ในการเข้าถึงและสื่อสารกับผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมีท่าทีและการดำเนินการอย่างไรต่อไปเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม TikTok ที่มีผู้ใช้งานเกือบ 2 พันล้านคนทั่วโลกนี้

การที่ทำเนียบขาวเปิดบัญชี TikTok แม้อนาคตแพลตฟอร์มยังแขวนอยู่บนเส้นด้ายนั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของโซเชียลมีเดียในการสื่อสารกับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ถึงแม้จะมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล แต่รัฐบาลก็ยังต้องการใช้ช่องทางนี้ในการเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความเข้าใจอันดีกับประชาชน

ที่มา – ทำเนียบขาวเปิดบัญชี TikTok แม้อนาคตแพลตฟอร์มยังแขวนอยู่บนเส้นด้าย

Scroll to top