กรมศิลปากร

“สุรศักดิ์” เยี่ยมนักท่องเที่ยวต้นไม้ล้มทับที่อยุธยา

จากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่สร้างความตกใจให้กับหลายฝ่าย เมื่อต้นไม้ใหญ่ล้มทับนักท่องเที่ยวชาวสเปนในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ล่าสุด “สุรศักดิ์” เยี่ยมนักท่องเที่ยวต้นไม้ล้มทับที่อยุธยา เพื่อติดตามสถานการณ์และกำชับให้มีการเยียวยาอย่างเต็มที่ที่สุด

สถานการณ์ล่าสุด: “สุรศักดิ์” เยี่ยมนักท่องเที่ยวต้นไม้ล้มทับที่อยุธยา

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เดินทางลงพื้นที่ทันทีหลังทราบข่าว โดยมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา เพื่อเยี่ยมกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวสเปนทั้ง 4 รายที่ประสบอุบัติเหตุจากต้นนกยูงขนาดใหญ่ล้มทับ บริเวณทางเดินข้างวัดพระศรีสรรเพชญ์เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญที่กระทรวงต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

รายละเอียดการช่วยเหลือจากกรณี “สุรศักดิ์” เยี่ยมนักท่องเที่ยวต้นไม้ล้มทับที่อยุธยา

จากการรายงานอาการล่าสุด พบว่ามีนักท่องเที่ยวที่ได้รับบาดเจ็บแตกต่างกันไป ดังนี้:

  • ผู้ได้รับบาดเจ็บชาย 1 ราย: ได้รับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้วและอยู่ในการดูแลของห้องไอซียู (ICU)
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บหญิง 1 ราย: นอนพักฟื้นในโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าดูอาการ
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บหญิงอีก 2 ราย: บาดเจ็บเล็กน้อย แพทย์อนุญาตให้กลับที่พักได้หลังทำแผลเรียบร้อยแล้ว

ทางศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) และตำรวจท่องเที่ยวได้จัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลกลุ่มนักท่องเที่ยวชุดนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับความปลอดภัยและได้รับการดูแลที่ดีที่สุดตลอดการพักผ่อนในประเทศไทย

นายสุรศักดิ์ ได้เน้นย้ำและสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประสานกับกรมศิลปากรและอุทยานประวัติศาสตร์ เร่งตรวจสอบความแข็งแรงของต้นไม้ใหญ่ทั่วบริเวณโบราณสถานโดยด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเดิม เพราะความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวถือเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวไทย หากเราสามารถจัดการปัญหาเชิงรุกได้ดี ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับแขกผู้มาเยือนจากทั่วโลกได้มากขึ้น

ในฐานะนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ชื่นชอบการเดินทาง การได้รับทราบถึงมาตรการตอบสนองที่รวดเร็วเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของทุกคน หวังว่าผู้บาดเจ็บจะหายเป็นปกติในเร็ววัน และอยากฝากให้หน่วยงานรัฐคงมาตรการเฝ้าระวังความปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวให้เข้มงวดสม่ำเสมอ เพื่อให้การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของเรามีความยั่งยืนและน่าประทับใจตลอดไป

ที่มา – “สุรศักดิ์” เยี่ยมนักท่องเที่ยวต้นไม้ล้มทับที่อยุธยา สั่งดูแล-เยียวยาเต็มที่

อิโคโมสไทย ร้องเจาะยึดไฟศรีเทพ-ปราสาทเมืองต่ำ กระทบมรดกโลก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงนักอนุรักษ์ เมื่อสมาคมอิโคโมสไทยออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับกรณี อิโคโมสไทย ร้องเจาะยึดไฟศรีเทพ-ปราสาทเมืองต่ำ เนื่องจากมีความกังวลอย่างยิ่งว่าการติดตั้งระบบไฟฟ้าที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อสถานะการเป็นมรดกโลกและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของแหล่งโบราณสถานสำคัญทั้งสองแห่ง

ประเด็นร้อน อิโคโมสไทย ร้องเจาะยึดไฟศรีเทพ-ปราสาทเมืองต่ำ

นายบวรเวท รุ่งรุจี นายกสมาคมอิโคโมสไทย ได้ทำหนังสือด่วนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งเตือนถึงความไม่เหมาะสมในการติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่างที่ยึดติดกับตัวโบราณสถานโดยตรง ซึ่งการกระทำนี้ไม่เพียงแต่สร้างทัศนอุจาดในช่วงเวลากลางวัน แต่ยังเป็นการทำลายวัสดุเดิมของโบราณสถานให้ได้รับความเสียหายอย่างไม่อาจแก้ไขได้

ผลกระทบต่อโบราณสถานและการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นจากการที่ อิโคโมสไทย ร้องเจาะยึดไฟศรีเทพ-ปราสาทเมืองต่ำ คือการที่โบราณสถานเขาคลังนอก ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งมรดกโลกศรีเทพ ถูกเจาะและยึดด้วยท่อร้อยสายไฟ ส่งผลต่อโครงสร้างดั้งเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ปราสาทเมืองต่ำที่กำลังอยู่ในบัญชีเบื้องต้นเพื่อเสนอเป็นมรดกโลก ก็กำลังเผชิญกับทัศนอุจาดจากงานระบบไฟฟ้าที่ขาดความประณีต ซึ่งอาจกลายเป็นจุดอ่อนในการประเมินผลจากยูเนสโกในอนาคต

สาเหตุหลักที่สมาคมฯ ต้องออกมาคัดค้านมีดังนี้:

  • การติดตั้งระบบไฟฟ้าที่ยึดติดกับโบราณสถานโดยตรง ทำให้เกิดความเสียหายทางกายภาพ
  • การทิ้งสิ่งแปลกปลอมไว้ในพื้นที่โบราณสถาน ส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม
  • ความไม่คุ้มค่าในระยะยาว ทั้งค่าบำรุงรักษาและค่าไฟฟ้าที่รัฐต้องแบกรับ
  • ภาพลักษณ์ที่ส่งผลลบต่อการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกในกลุ่มเทวสถานอื่นๆ

ในฐานะที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์ สมาคมอิโคโมสไทยเรียกร้องให้กรมศิลปากรปรับปรุงวิธีการติดตั้งให้เป็นไปตามหลักสากล โดยเน้นการรักษาความดั้งเดิมของแหล่งประวัติศาสตร์ไว้ให้มากที่สุด ไม่ใช่แค่เพียงการเน้นความสวยงามในยามค่ำคืน แต่ต้องไม่ทำให้คุณค่าของแหล่งโบราณสถานต้องเสื่อมถอยไปเพราะความมักง่ายในการก่อสร้าง

บทเรียนในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า การพัฒนาพื้นที่โบราณสถานต้องมาพร้อมกับความเข้าใจในหลักการอนุรักษ์อย่างถ่องแท้ เพื่อไม่ให้การท่องเที่ยวหรือการจัดแสดง กลายเป็นการทำลายมรดกอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้เราได้ชม

ที่มา – “อิโคโมสไทย” ร้องเจาะยึดไฟศรีเทพ-ปราสาทเมืองต่ำ หวั่นกระทบขึ้นทะเบียนมรดกโลก

กรมศิลป์ เตรียมฉลองใหญ่ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร มรดกโลกแห่งแรกภาคใต้

นับเป็นข่าวดีที่คนไทยทั้งประเทศต่างตั้งตารอคอย เมื่อทางกรมศิลปากรได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับชาวนครศรีธรรมราชและคนไทยทุกคน กับข่าวที่ว่า กรมศิลป์ เตรียมฉลองใหญ่ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร มรดกโลกแห่งแรกภาคใต้ อย่างยิ่งใหญ่หลังจากผ่านการพิจารณาในเวทีระดับนานาชาติ

กรมศิลป์ เตรียมฉลองใหญ่ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร มรดกโลกแห่งแรกภาคใต้ อย่างสมเกียรติ

การผลักดันให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของจังหวัดนครศรีธรรมราชเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของพุทธศาสนาในประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก ในโอกาสนี้ กรมศิลปากรได้ร่วมมือกับจังหวัดนครศรีธรรมราชจัดเตรียมกิจกรรมเฉลิมฉลองไว้อย่างเต็มที่ ทั้งการถ่ายทอดสดบรรยากาศจากนครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี มาให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมลุ้นและยินดีไปพร้อมๆ กัน

กิจกรรมไฮไลท์ต้อนรับมรดกโลกใหม่

ภายในงานฉลอง กรมศิลป์ เตรียมฉลองใหญ่ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร มรดกโลกแห่งแรกภาคใต้ ครั้งนี้ จะมีการจัดเต็มด้วยกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมมากมาย ได้แก่:

  • พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล
  • พิธีสวดมนต์และเจริญจิตตภาวนาจากเหล่าพุทธศาสนิกชน
  • การแสดงพลังศรัทธาด้วยการรำโนราบูชาพระธาตุอันเป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้
  • การแสดงแสงสีเสียงสุดตระการตาบริเวณหน้าพระวิหารหลวง

นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังเตรียมเปิดห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวรเรื่อง “พระมหาธาตุแห่งเมืองนครศรีธรรมราช” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช โดยรวบรวมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุอันทรงคุณค่ากว่า 100 รายการ มาจัดแสดงด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจถึงรากเหง้าและตำนานการสร้างพุทธสถานแห่งนี้อย่างลึกซึ้งโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประเทศไทยจะมีมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 6 และเป็นแห่งแรกในภาคใต้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นทั้งการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง อย่าลืมไปร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่และร่วมภูมิใจไปกับมรดกที่ล้ำค่าของชาติกันนะครับ

ที่มา – กรมศิลป์ เตรียมฉลองใหญ่ “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” มรดกโลกแห่งแรกภาคใต้

สลับเก้าอี้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม-รองปลัด วธ. ต่อเวลาอธิบดีกรมศิลปากร อีกปี

สรุปการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง: สลับเก้าอี้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม-รองปลัด วธ. ต่อเวลาอธิบดีกรมศิลปากร อีกปี

เรียกได้ว่าเป็นการขยับปรับเปลี่ยนที่น่าจับตามองในแวดวงข้าราชการไทย เมื่อล่าสุด ครม. ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอให้มีการโยกย้ายตำแหน่งครั้งใหญ่ ส่งผลให้เกิดความคึกคักในการบริหารหน่วยงานสำคัญ โดยเฉพาะการ สลับเก้าอี้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม-รองปลัด วธ. ต่อเวลาอธิบดีกรมศิลปากร อีกปี เพื่อให้การขับเคลื่อนงานด้านวัฒนธรรมมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด

รายละเอียดการสลับเก้าอี้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม-รองปลัด วธ. ต่อเวลาอธิบดีกรมศิลปากร อีกปี

ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา มีการปรับย้ายข้าราชการระดับสูงดังนี้:

  • นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา ย้ายจากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
  • นางโชติกา อัครกิจโสภากุล ย้ายจากรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม

การดำเนินการ สลับเก้าอี้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม-รองปลัด วธ. ต่อเวลาอธิบดีกรมศิลปากร อีกปี ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแผนการบริหารทรัพยากรบุคคลเพื่อให้งานนโยบายของกระทรวงมีความสอดคล้องและทันสมัยต่อสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น

ก้าวต่อไปของกรมศิลปากรภายใต้การนำของ นายพนมบุตร จันทรโชติ

นอกจากนี้ ครม. ยังได้อนุมัติให้มีการต่ออายุการดำรงตำแหน่งของ นายพนมบุตร จันทรโชติ ในฐานะอธิบดีกรมศิลปากรต่อไปอีก 1 ปี เพื่อให้ท่านได้ดำเนินภารกิจที่คั่งค้าง โดยเฉพาะงานด้านการอนุรักษ์อาคารโบราณสถานและงานวิชาการที่สำคัญให้สำเร็จลุล่วงตามกำหนดการ ซึ่งการตัดสินใจต่อเวลาครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีของวงการประวัติศาสตร์ไทย

นอกจากการปรับเปลี่ยนในกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว ครม. ยังได้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และกรรมการในคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ครบวาระอีกด้วย

ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนถ่ายที่น่าสนใจมากสำหรับประเทศไทย การปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บริหารในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการ แต่ยังย้ำเตือนให้เห็นว่างานด้านวัฒนธรรมและการวิจัยเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การสลับเก้าอี้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม-รองปลัด วธ. ต่อเวลาอธิบดีกรมศิลปากร อีกปี ในครั้งนี้ จะสร้างผลงานที่โดดเด่นอะไรออกมาให้ประชาชนได้ชื่นชมบ้าง

ที่มา – สลับเก้าอี้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม-รองปลัด วธ. ต่อเวลาอธิบดีกรมศิลปากร อีกปี

กรมศิลป์พบภาชนะพิมายดำสมบูรณ์ อายุราว 2,500 ปี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวที่น่าตื่นเต้นมากจากแวดวงประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทยมาฝากกันครับ ล่าสุดกรมศิลป์พบภาชนะพิมายดำสมบูรณ์ อายุราว 2,500 ปี กลางเขื่อนมูลบน จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถือเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่ช่วยเปิดเผยร่องรอยอารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่ลุ่มน้ำมูลตอนบนได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจครับ

กรมศิลป์พบภาชนะพิมายดำสมบูรณ์ อายุราว 2,500 ปี ในเขื่อนมูลบน

การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ระดับน้ำในเขื่อนมูลบนลดลง ทำให้ชาวบ้านได้พบเห็นโครงกระดูกมนุษย์และหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากกระจายอยู่ตามพื้นที่ เจ้าหน้าที่จากสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา จึงลงพื้นที่ตรวจสอบและยืนยันว่าเป็นแหล่งโบราณคดีที่เรียกได้ว่ามีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สูงมาก โดยไฮไลท์สำคัญคือการที่ กรมศิลป์พบภาชนะพิมายดำสมบูรณ์ อายุราว 2,500 ปี ซึ่งหาดูได้ยากมากเพราะส่วนใหญ่เราจะพบเพียงชิ้นส่วนแตกหัก แต่ครั้งนี้กลับพบในสภาพเต็มใบดั่งบาตรหรือชามครับ

รายละเอียดการค้นพบและสิ่งที่เจ้าหน้าที่พบเพิ่มเติม

จากการสำรวจโดยนักโบราณคดี นอกจากภาชนะดินเผาแบบพิมายดำแล้ว ยังพบหลักฐานที่เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของประวัติศาสตร์ดังนี้ครับ:

  • เครื่องมือเหล็กและขวานหินขัด: สะท้อนถึงภูมิปัญญาการดำรงชีวิตของคนในยุคนั้น
  • ลูกปัดแก้วสีส้ม: หลักฐานการติดต่อสื่อสารและการค้าขายในสังคมโบราณ
  • แวดินเผา: บ่งบอกถึงทักษะด้านการทอผ้า
  • ภาชนะดินเผาอื่นๆ: ที่ถูกฝังไว้พร้อมกับโครงกระดูกมนุษย์ในฐานะเครื่องอุทิศ

เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าพื้นที่นี้เคยเป็น “โนนฝังศพโบราณ” และเป็นแหล่งอารยธรรมที่ใกล้ต้นน้ำมูลมากที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมาเลยทีเดียวครับ ซึ่งถ้ามองในแง่ของการศึกษาทางวิชาการ สิ่งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญให้เราเข้าใจการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในอำเภอครบุรีได้ลึกซึ้งขึ้น

สำหรับใครที่สนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยเรายังมีเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวดินอีกมากมาย การที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามาจัดการและศึกษาอย่างเป็นระบบแบบนี้ ยิ่งทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่าบรรพบุรุษของเรามีความเป็นมาอย่างไร การดูแลรักษาแหล่งโบราณคดีเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนต้องร่วมกันตระหนักถึงคุณค่า เพื่อส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมนี้ไปให้คนรุ่นหลังต่อไปครับ

ที่มา – กรมศิลป์พบภาชนะพิมายดำสมบูรณ์ อายุราว 2,500 ปี โครงกระดูก-ชิ้นส่วนโบราณ

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีสุดๆ เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของบ้านเรามาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา คุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศรอคอย นั่นคือการที่ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของเราได้รับการยอมรับในระดับสากลครับ

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

การผลักดันให้ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก นั้นมีความคืบหน้าไปมากครับ โดยทางกระทรวงได้บรรจุวาระนี้เข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ นครปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 25-27 ก.ค. นี้ หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก และอาจเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแหล่งที่ 6 ของประเทศไทยเลยทีเดียวครับ

ก้าวต่อไปของมรดกวัฒนธรรมไทย

นอกจากข่าวดีของวัดพระมหาธาตุฯ แล้ว รมว.วัฒนธรรม ยังเผยแผนงานที่น่าตื่นเต้นเพิ่มเติมอีกดังนี้ครับ:

  • ผลักดันแหล่งอนุสรณ์สถานและภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ เข้าสู่การพิจารณามรดกโลกในปี 2570
  • เตรียมส่งร่างเอกสารของพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เป็นมรดกวัฒนธรรมในลำดับถัดไป
  • มุ่งเน้นการทำเอกสารตามมาตรฐานสากลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคณะกรรมการ

ความสำเร็จที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของสถานที่ท่องเที่ยว แต่มันคือความภาคภูมิใจที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของคนไทย การที่วัดพระมหาธาตุฯ ได้รับการยอมรับ จะช่วยส่งเสริมทั้งเรื่องการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ให้กลับมาคึกคักอีกครั้งอย่างแน่นอนครับ

ส่วนตัวผมเชื่อเหลือเกินว่า เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งของเมืองนครฯ จะทำให้ทั่วโลกต้องทึ่งและยกย่องให้ที่นี่เป็นมรดกของมวลมนุษยชาติอย่างไม่ต้องสงสัย เรามาร่วมลุ้นและเป็นกำลังใจให้คณะทำงานกันต่อไปครับว่าข่าวดีนี้จะเป็นจริงในเร็ววัน เพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง อย่าลืมคอมเมนต์พูดคุยกันได้นะครับ

ที่มา – รมว.วัฒนธรรม มั่นใจ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

ขนมจีน ยังเคลม: ดีอีเตือนข่าวบิดเบือนกัมพูชา

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าอาหารไทยที่กำลังเป็นไวรัลในโซเชียล “ขนมจีน ยังเคลม” จากทางกัมพูชา ที่อ้างว่าเป็นอาหารพื้นเมืองเขมรโบราณล้วนๆ แต่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเตือนแล้วว่าเป็นข่าวบิดเบือน อย่าเพิ่งแชร์ต่อแบบไม่เช็กนะครับ กรมศิลปากรยืนยันชัดว่า “ขนมจีน” เป็นวัฒนธรรมอาหารร่วมกันของภูมิภาค ไม่ใช่ของชาติใดชาติหนึ่ง!

เรื่องนี้มาจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ที่มอนิเตอร์ข้อมูลในวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 พบข้อความน่าสงสัยกว่า 160,000 ข้อความ และต้อง verify กว่า 3,200 รายการ โดยขนมจีน ยังเคลม ขึ้นอันดับ 1 ในข่าวที่คนสนใจมากที่สุด แต่ผลตรวจสอบคือข่าวบิดเบือน เพราะไม่มีหลักฐานทางวิชาการยืนยันว่ามาจากกัมพูชาเพียงแห่งเดียว

ขนมจีน ยังเคลม: เช็ก 7 ข่าวปลอมยอดฮิตที่ AFNC พบ

นอกจากขนมจีน ยังเคลม แล้ว ยังมีข่าวอื่นๆ ที่คนแชร์กันเยอะ ลองดูอันดับกันครับ:

  1. อันดับ 1: ข่าวบิดเบือน “กัมพูชาแจ้งขนมจีนเป็นอาหารพื้นเมืองเขมรโบราณ”
  2. อันดับ 2: ข่าวจริง กระทรวงวัฒนธรรมรับมอบโบราณวัตถุอายุ 3,000 ปีจากกุดฉิม
  3. อันดับ 3: ข่าวปลอม ธ.ก.ส.กู้สินเชื่อผ่าน TikTok good.bye3514
  4. อันดับ 4: ข่าวปลอม ฟันผุจากแมงกินฟัน รักษาด้วยรมควัน
  5. อันดับ 5: ข่าวปลอม รับพับถุงกาแฟทำที่บ้านจากเพจ JobStation TH
  6. อันดับ 6: ข่าวปลอม รับทำใบขับขี่จากเพจ Learn to drive ครูทิวร์
  7. อันดับ 7: ข่าวปลอม ลักลอบซื้อทุเรียนไทยขายกัมพูชาวันละ 1 ตัน

เห็นมั้ยครับ ข่าวพวกนี้แพร่กระจายเร็วมาก โดยเฉพาะใน Line และโซเชียล ถ้าไม่เช็กอาจโดนหลอกได้ง่ายๆ

ความจริงเบื้องหลัง “ขนมจีน ยังเคลม” และนมบันจ็อก

มาดูข้อเท็จจริงกันบ้าง “ขนมจีน” ของไทยมีความเชื่อมโยงกับชาติพันธุ์มอญ และเส้นข้าวหมักแบบนี้มีในหลายประเทศอย่างกัมพูชา (นมบันจ็อก Nom Banh Chok), เวียดนาม ลาว เมียนมา เป็นวัฒนธรรมร่วม จากการแลกเปลี่ยนในอดีต ไม่ใช่มรดกเฉพาะชาติ

ส่วนกัมพูชาเคยยื่น “นมบันจ็อก” เข้า UNESCO Tentative List แต่ไม่ผ่าน เพราะมันเป็นอาหารพื้นบ้านทั่วไปในภูมิภาค ไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะกัมพูชาเพียงแห่งเดียว นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกดีอี ฝ่ายข้าราชการประจำ ย้ำชัด อย่าแชร์ข่าวบิดเบือนแบบนี้ เพราะอาจสร้างความขัดแย้งไม่จำเป็น

ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นบ่อย? เพราะในยุคดิจิทัล ข้อมูลปลอมแพร่ได้ไว โดยเฉพาะเรื่องชาตินิยมอาหารที่คนอินง่าย แต่จริงๆ อาหารไทยอย่างขนมจีนน้ำยา กินคู่ปลาเผา หรือน้ำพริก ก็อร่อยแบบไทยแท้ๆ ไม่ต้องไปเถียงกับเพื่อนบ้านหรอกครับ

ดีอีแนะนำ: เช็กก่อนแชร์ อย่าให้ข่าวบิดเบือนทำร้ายสังคม

กระทรวงดีอีห่วงใยทุกคน ขอให้เท่าทันข่าวปลอม โดยเฉพาะที่สร้างความเข้าใจผิดเรื่องวัฒนธรรม ถ้าแชร์ต่อโดยไม่คิด อาจเสียหายทั้งตัวเองและสังคม เช่น หลงเชื่อมิจฉาชีพ หรือแตกหักกับเพื่อนบ้าน

วิธีเช็กง่ายๆ: ดูแหล่งที่มาเป็นหน่วยงานรัฐมั้ย? มีหลักฐานชัดเจนรึเปล่า? พบข่าวสงสัย รายงานได้ที่

สุดท้ายนี้ ความเห็นส่วนตัวนะครับ ในโลกที่ข้อมูลล้นมือ การเป็นนักตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ดีคือทักษะสำคัญที่สุด อย่าให้ “ขนมจีน ยังเคลม” หรือข่าวบิดเบือนอื่นๆ มาทำให้เราตกเป็นเหยื่อ ลองกินขนมจีนน้ำยาไทยๆ ดีกว่า สดชื่น อร่อย แถมไม่ดราม่า! ถ้าชอบบทความนี้ แชร์ต่อแต่เช็กก่อนนะครับ 😉

ที่มา – “ขนมจีน” ยังเคลม ดีอีเตือนข่าวบิดเบือน กัมพูชาอ้างสิทธิ์อาหารพื้นเมืองโบราณ

ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนต้องระวัง รัฐบาลไทยโดยสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาเตือนประชาชนให้เท่าทันข่าวปลอม โดยเฉพาะกรณีที่สื่อกัมพูชาอ้างว่าพระบรมมหาราชวังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวน่าไปในกัมพูชา ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ที่มอนิเตอร์ข้อความทั้งหมด 161,352 ข้อความ พบเรื่องต้องตรวจสอบ 1,017 ข้อความ โดยช่องทางหลักคือ Social Listening 1,016 ข้อความ และ Facebook 1 ข้อความ มี 20 เรื่องที่ต้อง verify ตรวจสอบแล้ว 9 เรื่อง แบ่งเป็นข่าวจริง 1 ข่าวปลอม 4 และข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง

อันดับข่าวที่ประชาชนสนใจมากที่สุด

  • อันดับ 1: ข่าวปลอม พระบรมมหาราชวังถูกจัดอันดับสถานที่น่าเที่ยวในกัมพูชา กระทรวงดีอีตรวจสอบกับกรมศิลปากร ยืนยันเป็นข่าวปลอม เกิดจากการนำภาพนครวัดผสมกับภาพพระบรมมหาราชวัง สร้างความเข้าใจผิด
  • อันดับ 2: ข่าวบิดเบือน โครงการแลนด์บริดจ์ต้องให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดิน 50-99 ปี ไม่เป็นเช่นนั้นทั้งหมด
  • อันดับ 3: ข่าวจริง วิธีสังเกตผงชูรสแท้เบื้องต้น
  • อันดับ 4: ข่าวปลอม กระทรวงการคลังเปิดเว็บใหม่ยื่นภาษี
  • อันดับ 5: ข่าวบิดเบือน โรงน้ำดื่มต้องจ่ายค่าตรวจน้ำเพิ่มจาก 6,900 เป็น 50,000 บาทต่อปี
  • อันดับ 6: ข่าวปลอม คนไทย 600 คนกลับประเทศไม่ได้เพราะกัมพูชาไม่เปิดด่าน
  • อันดับ 7: ข่าวปลอม สนามบินนานาชาติหมู่เกาะพีพีเปิดบริการ 1 พ.ค.

กรณีพระบรมมหาราชวังที่ถูกบิดเบือนนี้ ใช้ภาพ collage รวมภาพนครวัดกับพระราชวังคล้ายพระบรมมหาราชวัง ทำให้ดูเหมือนเป็นสถานที่ในกัมพูชา แต่จริงๆ พระบรมมหาราชวังเป็นมรดกไทยแท้ๆ รัฐบาลย้ำว่าไม่มีแหล่งข้อมูลเชื่อถือได้ยืนยัน

ปัญหาข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง ส่งผลกระทบรุนแรง เช่น สร้างความแตกแยก สูญเสียทรัพย์สิน หรือภัยข้อมูลส่วนบุคคล ประชาชนควรตรวจสอบจากแหล่ง官方 เช่น เว็บรัฐบาล หรือโทร 1111 ต่อ 87

เคล็ดลับเท่าทันข่าวปลอม: 1) ตรวจแหล่งข่าว 2) ดูวันที่ 3) คิดก่อนแชร์ 4) ใช้เครื่องมือ fact-check เช่น AFNC สิ่งเหล่านี้ช่วยลดการแพร่กระจายข้อมูลเท็จได้

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ข่าวปลอมมักใช้ AI สร้างภาพและข้อความ ทำให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น ประชาชนต้องฝึกทักษะดิจิทัลเพื่อปกป้องตัวเองและสังคม

สุดท้าย อย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ ให้ตื่นตัวกับข่าวปลอม หากสงสัยโทรตรวจสอบทันทีที่ 1111 ต่อ 87 ช่วยกันสร้างสังคมข้อมูลจริง!

ที่มา – ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง

“ซาบีดา” คาด บูรณะปราสาทตาควาย 2 ปี

ข่าวดีสำหรับคนรักมรดกวัฒนธรรมไทย เมื่อ “ซาบีดา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงแผนการบูรณะปราสาทตาควายที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในระยะเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น ชาวไทยหลายคนคงตื่นเต้นกับโอกาสที่จะได้เห็นโบราณสถานสำคัญแห่งนี้กลับมาสวยงามดังเดิม โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยในการอนุรักษ์

“ซาบีดา” คาด บูรณะปราสาทตาควาย 2 ปี

จากข้อมูลล่าสุดที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของโครงการนี้ โดยระบุว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการขอจัดสรรงบประมาณจากกรมศิลปากร ซึ่งได้สำรวจพื้นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าการบูรณะทั้งหมดจะใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี กระทรวงวัฒนธรรมยังประสานงานกับหน่วยทหารในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อเคลียร์พื้นที่และรับประกันความปลอดภัยในการทำงาน

ปราสาทตาควาย คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ปราสาทตาควาย หรือที่รู้จักในชื่อ Ta Krabey เป็นโบราณสถานสมัยขอมตั้งอยู่ในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสุรินทร์ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสูง สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มปราสาทปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาเมือนโต๊ด ที่เคยถูกทิ้งร้างและเสียหายจากทั้งธรรมชาติและความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต การบูรณะครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การซ่อมแซม แต่เป็นการคืนชีวิตให้มรดกชาติ

ความท้าทายด้านความปลอดภัยและการประสานงาน

หนึ่งในอุปสรรคหลักคือสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่ง “ซาบีดา” ยอมรับว่าไม่สามารถยืนยัน 100% ได้ แต่จากข้อมูลที่ได้รับ เจ้าหน้าที่ทหารพร้อมอำนวยความสะดวกเต็มที่ ทำให้ทีมบูรณะสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ ยังมีการเคลียร์พื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันเหตุร้าย

เทคโนโลยีช่วยให้ปราสาทกลับมาคล้ายเดิมมากที่สุด

จุดเด่นของโครงการนี้คือการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ เช่น การสแกน 3 มิติและวัสดุสังเคราะห์ที่ทนทาน ทำให้โครงสร้างปราสาทจะกลับมาคล้ายสภาพดั้งเดิมมากที่สุด แม้จะมีการแยกแยะส่วนเก่า-ใหม่ด้วยสี แต่รูปแบบโดยรวมยังคงความงดงามแบบขอมดั้งเดิม กรมศิลปากรมีผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์รับประกันผลงานคุณภาพ

  • สำรวจและวางแผน: เสร็จสิ้นแล้ว
  • ขอ预算และเตรียมอุปกรณ์: ดำเนินการ
  • บูรณะโครงสร้างหลัก: ภายใน 2 ปี
  • ปรับภูมิทัศน์และเปิดท่องเที่ยว: หลังเสร็จ

หลังบูรณะเสร็จ ปราสาทตาควายจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นและส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทย-ขอม

ประโยชน์ระยะยาวจากการบูรณะ

ไม่เพียงแต่คืนสภาพปราสาท แต่ยังช่วยลดความขัดแย้งชายแดนผ่านการอนุรักษ์ร่วมกัน สร้างความภาคภูมิใจให้ชาวไทย และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนใจอารยธรรมขอม การบูรณะนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสานเทคโนโลยีกับภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในฐานะนักอนุรักษ์ มองว่านี่เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องมรดกชาติ หากคุณสนใจเรื่องวัฒนธรรมไทย ลองติดตามความคืบหน้าโครงการนี้ และมาแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคาดหวังอะไรจากปราสาทตาควายหลังบูรณะ!

ที่มา – “ซาบีดา” คาด บูรณะปราสาทตาควาย 2 ปี มั่นใจปราสาทจะกลับมาคล้ายเดิมมากที่สุด

Scroll to top