กรรมการการเลือกตั้ง

กกต. ตรวจความพร้อมรับมอบและส่งมอบบัตรเลือกตั้งเมืองพัทยา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมก่อนวันเลือกตั้งที่หลายคนตั้งตารอ โดยล่าสุดทาง กกต. ตรวจความพร้อมรับมอบและส่งมอบบัตรเลือกตั้งเมืองพัทยา เพื่อเป็นการยืนยันความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสที่สุดครับ

กกต. ตรวจความพร้อมรับมอบและส่งมอบบัตรเลือกตั้งเมืองพัทยา

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง นำโดยนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ได้ลงพื้นที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อติดตามภาพรวมการบริหารจัดการเลือกตั้ง ซึ่งการที่ กกต. ตรวจความพร้อมรับมอบและส่งมอบบัตรเลือกตั้งเมืองพัทยา ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องชาวพัทยาว่า ทุกคะแนนเสียงที่หย่อนลงไปนั้นจะถูกคุ้มครองอย่างดีเยี่ยม

กระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดเพื่อความโปร่งใส

การดำเนินการเลือกตั้งเมืองพัทยาในครั้งนี้มีจุดที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง เรามาดูกันว่าทาง กกต. ให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง:

  • การตรวจสอบจำนวนบัตรเลือกตั้งและวัสดุอุปกรณ์ให้ครบถ้วนก่อนแจกจ่าย
  • การเตรียมความพร้อมของหน่วยเลือกตั้งทั้ง 113 หน่วยทั่วเมืองพัทยา
  • การเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด
  • การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของหน่วยเลือกตั้งที่โรงเรียนเมืองพัทยา 4 เพื่อให้มั่นใจว่าสถานที่ต่างๆ มีความปลอดภัยและพร้อมรองรับผู้มาใช้สิทธิอย่างเพียงพอ การรักษาระเบียบกติกาอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ ยิ่งทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่ากระบวนการเลือกตั้งในครั้งนี้ยึดมั่นในหลักความเป็นธรรมและสุจริต ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่เราทุกคนมีส่วนร่วมได้

หากเพื่อนๆ คนไหนเป็นชาวเมืองพัทยา อย่าลืมไปใช้สิทธิของตัวเองกันนะครับ เพราะทุกเสียงคือพลังในการขับเคลื่อนเมืองของเราให้พัฒนาไปตามที่เราต้องการ หากมีข้อสงสัยหรืออยากทราบข้อมูลการเลือกตั้งเพิ่มเติม สามารถติดตามข่าวสารจากทาง กกต. ได้อย่างต่อเนื่องครับ

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือกันเป็นหูเป็นตาเพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด สำหรับใครที่ยังไม่ได้วางแผนไปเลือกตั้ง อย่าลืมตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งและเตรียมเอกสารยืนยันตัวตนให้พร้อม แล้วไปพบกันที่คูหาเลือกตั้งนะครับ!

ที่มา – กกต. ตรวจความพร้อมรับมอบและส่งมอบบัตรเลือกตั้งเมืองพัทยา สร้างความเชื่อมั่น ปชช. ทุกขั้นตอน

กกต.แจงคลิปพกโพยเข้าเลือก สว. อ้างศาลฯ ยันไม่ผิดกฎหมาย

กกต.แจงคลิปพกโพยเข้าเลือก สว. อ้างศาลฯ ยันไม่ผิดกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจสำหรับกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมา ล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเอกสารชี้แจงข่าวกรณีคลิปวิดีโอที่ปรากฏภาพกรรมการ กกต. เข้าไปเก็บกระดาษหรือโพยรายชื่อจากผู้สมัคร โดย กกต. ได้ออกมายืนยันผ่านข้อมูลเชิงลึกว่าการกระทำของกรรมการ กกต. นั้น เป็นไปตามมติเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและไม่ใช่ความผิดทางกฎหมายแต่อย่างใด กกต.แจงคลิปพกโพยเข้าเลือก สว. อ้างศาลฯ ยันไม่ผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนที่เฝ้าติดตามเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด

เปิดมุมมอง กกต.แจงคลิปพกโพยเข้าเลือก สว. อ้างศาลฯ ยันไม่ผิดกฎหมาย

ทางสำนักงาน กกต. ได้อธิบายรายละเอียดสำคัญแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก โดยประเด็นที่คนให้ความสนใจมากที่สุดคือเรื่องของข้อกฎหมาย ซึ่งทาง กกต. ระบุว่าศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อท 13/2568 ไว้อย่างชัดเจนว่า:

  • พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ห้ามเฉพาะการนำเข้าหรือใช้เครื่องมือสื่อสารและอุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงเท่านั้น
  • ไม่มีบทบัญญัติข้อใดที่ห้ามการนำกระดาษจดรายชื่อหรือโพยเข้าในคูหาโดยตรง
  • ผู้สมัครย่อมมีสิทธิส่วนบุคคลในการนำเอกสารเข้าสู่พื้นที่ แต่ กกต. ในฐานะผู้จัดงานมีความจำเป็นต้องออกมาตรการควบคุมเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

เจาะลึกกรณี พ.ต.อ.มนัส และอำนาจการจัดการในวันเลือก สว.

นอกจากประเด็นเรื่องโพยแล้ว ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบันทึกการรายงานเหตุการณ์ที่พาดพิงถึง พ.ต.อ.มนัส นครศรี ซึ่งทางสำนักงาน กกต. ได้ทำการตรวจสอบจากบันทึกและกล้องวงจรปิดทั้งหมดแล้ว ไม่พบหลักฐานการแจ้งเหตุในเวลาที่มีการกล่าวอ้าง แต่พบรายงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 มิถุนายน 2567 ซึ่งถือว่ามีความล่าช้ากว่าเหตุการณ์จริง ดังนั้น กกต. จึงต้องยึดถือพยานหลักฐานทางราชการเป็นหลักในการพิจารณา

ในส่วนของมาตรการที่ ดร.ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ดำเนินการเก็บโพยนั้น กกต. ชี้แจงว่าเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 59 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เพื่อระงับยับยั้งสิ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง นี่คือหัวใจสำคัญที่ปรากฏในการที่ กกต.แจงคลิปพกโพยเข้าเลือก สว. อ้างศาลฯ ยันไม่ผิดกฎหมาย ผ่านคำตัดสินของศาลฯ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบมาตรฐานที่วางไว้

บทเรียนในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การเลือกตั้งระดับประเทศนั้นมีความละเอียดอ่อนสูงมาก การทำงานของคณะกรรมการต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายและระเบียบที่ประกาศไว้ ความโปร่งใสจึงเป็นดั่งหัวใจสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันประคับประคองเพื่อให้การได้มาซึ่งตัวแทนของประชาชนเป็นไปอย่างภาคภูมิใจ สำหรับใครที่ต้องการติดตามความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบผู้สมัครด้านอื่นๆ เพิ่มเติม คงต้องรอการแถลงอย่างเป็นทางการจาก กกต. อีกครั้งในอนาคต

ที่มา – กกต.แจงคลิปพกโพยเข้าเลือก สว. อ้างศาลฯ ยันไม่ผิดกฎหมาย

กลุ่ม สว.สำรอง บุกสภาฯ แฉ กกต. เตะถ่วงคดีฮั้วเลือกตั้ง ลากยาว 2 ปีส่อช่วยฟอกขาว

กลุ่ม สว.สำรอง บุกสภาฯ แฉ กกต. เตะถ่วงคดีฮั้วเลือกตั้ง ลากยาว 2 ปีส่อช่วยฟอกขาว

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อกลุ่ม สว.สำรอง ได้ออกมาเปิดเผยความไม่ชอบมาพากลในการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยชี้ว่ามีการ กลุ่ม สว.สำรอง บุกสภาฯ แฉ กกต. เตะถ่วงคดีฮั้วเลือกตั้ง ลากยาว 2 ปีส่อช่วยฟอกขาว เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำความผิด ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับประชาชนทั่วประเทศอย่างมาก

รายละเอียดการเปิดโปงความไม่ชอบมาพากล

นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล พร้อมด้วยตัวแทนกลุ่ม สว.สำรอง ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงพฤติกรรมของนายฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ และนายแสวง บุญมี ว่ามีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยอ้างว่ามีการตรวจพบโพยรายชื่อการจัดตั้งเลือก สว. แต่กลับไม่นำหลักฐานดังกล่าวมาดำเนินคดี ส่งผลให้กรณี กลุ่ม สว.สำรอง บุกสภาฯ แฉ กกต. เตะถ่วงคดีฮั้วเลือกตั้ง ลากยาว 2 ปีส่อช่วยฟอกขาว ยืดเยื้อมานานถึง 2 ปี

ประเด็นสำคัญที่กลุ่ม สว.สำรอง ออกมาขับเคลื่อนมีดังนี้:

  • เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทำงานของ กกต. อย่างเร่งด่วน
  • การประเมินผลงานของเลขาธิการ กกต. ที่ถูกมองว่าสวนทางกับข้อเท็จจริงและความล้มเหลวในการควบคุมการเลือกตั้ง
  • การเรียกร้องให้นายฐิติเชษฐ์ถอนตัวจากการพิจารณาวินิจฉัยคดีเพื่อให้เกิดความโปร่งใส
  • การยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางและ ป.ป.ช.

ความคาดหวังต่อวงการเมืองไทย

ความพยายามของ กลุ่ม สว.สำรอง บุกสภาฯ แฉ กกต. เตะถ่วงคดีฮั้วเลือกตั้ง ลากยาว 2 ปีส่อช่วยฟอกขาว ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงความเสื่อมถอยขององค์กรอิสระ หากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสุจริตและโปร่งใส จะทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเลือกตั้งพังทลายลง ซึ่งเราต้องติดตามกันต่อไปว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถคืนความถูกต้องให้กับสังคมได้หรือไม่ หรือสุดท้ายจะกลายเป็นเพียงเรื่องเงียบหายตามข่าวลือที่ปรากฏ

ที่มา – กลุ่ม สว.สำรอง บุกสภาฯ แฉ กกต. เตะถ่วงคดีฮั้วเลือกตั้ง ลากยาว 2 ปีส่อช่วยฟอกขาว

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง คดีฮั้ว สว. ชี้ผู้ร้องไม่มีอำนาจ

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง คดีฮั้ว สว. ชี้ผู้ร้องไม่มีอำนาจ ซึ่งเป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการทุจริตในระดับสูง กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อ สว.สำรองคนหนึ่งยื่นฟ้อง กกต. และเลขาธิการ กกต. รวม 8 คน ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากการสอบสวนคดีฮั้ว สว. ที่ล่าช้าและไม่คืบหน้า

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง คดีฮั้ว สว. ชี้ผู้ร้องไม่มีอำนาจ

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ศาลมีคำสั่งยกฟ้องชั้นตรวจฟ้องในคดีดังกล่าว โจทก์คือ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ที่ยื่นฟ้องนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. พร้อมคณะกรรมการการเลือกตั้ง 7 คน และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เป็นจำเลยทั้งหมด 8 คน

ศาลชี้แจงเหตุผลหลักว่าผู้ร้องหรือโจทก์ไม่มีอำนาจในการฟ้องร้องคดีนี้ โดยอำนาจดังกล่าวต้องเป็นของอัยการสูงสุดเท่านั้น เนื่องจากคดีเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ซึ่งอยู่ในขอบเขตของกฎหมายอาญาคดีทุจริต

พื้นหลังคดีฮั้ว สว. และการสอบสวนที่ล่าช้า

คดีนี้มีรากฐานมาจากกรณีฮั้วประมูลหรือการทุจริตในการเลือกตั้ง สว. ซึ่งอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของ กกต. รับผิดชอบในการสอบสวน แต่ถูกกล่าวหาว่าดำเนินการล่าช้า ไม่มีความคืบหน้า สน.ทุ่งสองห้อง ได้ส่งสำนวนคดีไปยัง ปปช. แล้ว แต่กระบวนการยังไม่เดินหน้า

หลังฟังคำพิพากษา นายอัครวัฒน์ กล่าวว่าศาลยกฟ้องเพราะเหตุผลเรื่องอำนาจฟ้อง แต่เขาจะเดินหน้าตรวจสอบต่อไป อาจยื่นต่อศาลฎีกาหรือใช้วิธีอื่น โดยยังไม่เปิดเผยรายละเอียด จะปรึกษาทีมกฎหมายก่อนว่าจะอุทธรณ์หรือไม่

ผลกระทบและบทเรียนจากกรณีนี้

กรณี ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง คดีฮั้ว สว. สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของอำนาจฟ้องร้องในคดีทุจริต หากบุคคลทั่วไปหรือแม้แต่ สว. ลุกขึ้นฟ้องเองโดยไม่มีอำนาจที่ถูกต้อง คดีอาจถูกยกฟ้องตั้งแต่ชั้นแรก สิ่งนี้ช่วยรักษาความเป็นกลางของกระบวนการยุติธรรม แต่ก็อาจทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการตรวจสอบผู้มีอำนาจยากลำบาก

  • เหตุผลหลักที่ศาลยกฟ้อง: ผู้ร้องไม่มีอำนาจฟ้อง ต้องเป็นอัยการสูงสุด
  • สถานะคดี: สำนวนส่ง ปปช. แล้ว แต่ กกต. ถูกกล่าวหาล่าช้า
  • ขั้นตอนต่อไป: โจทก์อาจยื่นศาลฎีกาหรือช่องทางอื่น
  • บทบาท กกต.: รับผิดชอบสอบสวนอนุชุด 36

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการต่อสู้กับทุจริตต้องผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น หากไม่เช่นนั้นอาจเสียเวลาและโอกาส นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นช่องโหว่ในระบบตรวจสอบ กกต. ที่ควรเร่งปฏิรูประบบให้โปร่งใสยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนที่สนใจติดตามคดีการเมืองและทุจริต แนะนำให้ศึกษากฎหมายอาญาคดีทุจริตให้ละเอียด เพื่อเข้าใจสิทธิและขอบเขตของตัวเอง หากคุณมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ เราจะอัปเดตความคืบหน้าต่อไป!

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหลักนิติธรรมในการต่อสู้ทุจริต คุณคิดอย่างไรกับคำตัดสินของศาล ลองแชร์มุมมองกันนะ

ที่มา – ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง คดีฮั้ว สว. ชี้ผู้ร้องไม่มีอำนาจ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ถือเป็นข่าวสำคัญในแวดวงการเมืองไทยล่าสุด ที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและนักการเมืองจำนวนมาก ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการนี้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการแต่งตั้งนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เข้ามารับตำแหน่งแทนนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ตามที่วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เนื่องจากนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ได้พ้นจากตำแหน่งเพราะครบวาระ ทำให้ตำแหน่งว่างลง การแต่งตั้งนี้จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560

รายละเอียดในพระบรมราชโองการ

ในประกาศระบุชัดเจนว่านายจิรุตม์ วิศาลจิตร มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย การโปรดเกล้าฯ นี้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังกำหนดจัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการในวันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 10.59 น. ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 สำนักงาน กกต. เพื่อความเป็นทางการ

บทบาทสำคัญของกรรมการการเลือกตั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลการเลือกตั้งทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย การมีกรรมการใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต

  • กำกับดูแลกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด
  • รับเรื่องร้องเรียนและทุจริตเลือกตั้ง
  • จัดทำทะเบียนผู้มาใช้สิทธิ์
  • ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งนี้ คาดว่าจะนำประสบการณ์มาปรับใช้ในการทำงานของ กกต. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น การลงทะเบียนออนไลน์หรือการตรวจสอบผลแบบเรียลไทม์

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ หลังจากการเลือกตั้งใหญ่ครั้งล่าสุดและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐบาล การมีคณะกรรมการชุดใหม่ที่สมบูรณ์ จะช่วยให้การเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติในอนาคตดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ลดข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใสที่มักเกิดขึ้นในอดีต

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงกระบวนการทำงานของรัฐธรรมนูญที่ให้วุฒิสภามีบทบาทในการเสนอชื่อผู้เหมาะสม ซึ่งช่วยให้เกิดความสมดุลในการตรวจสอบอำนาจ ประชาชนควรติดตามการทำงานของนายจิรุตม์ในตำแหน่งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งไทยจะยั่งยืนและเป็นธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความต่อเนื่องของสถาบันการเมือง หาก กกต. ชุดใหม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตยได้อย่างมาก แนะนำให้ทุกท่านติดตามข่าวสารจากราชกิจจานุเบกษาและเว็บไซต์ กกต. เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทย เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ในการประชุมวุฒิสภา สภาสูงได้ลงมติเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยผลปรากฏว่านายจิรุตม์ วิศาลจิตร ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 144 เสียง ขณะที่นายมณฑล สุดประเสริฐ ได้รับคะแนนเห็นชอบเพียง 9 เสียงเท่านั้น ส่งผลให้พลาดโอกาสนั่งเก้าอี้สำคัญนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 สมัยวิสามัญ ซึ่งมีวาระสำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ถูกเสนอชื่อ กกต. คะแนนเสียงที่ถล่มทลายของนายจิรุตม์ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจจากสมาชิกวุฒิสภา ส่วนนายมณฑลนั้น แม้จะมีประสบการณ์ยาวนาน แต่กลับไม่ผ่านด่านนี้ โดยมีผู้ไม่เห็นชอบถึง 102 เสียง และงดออกเสียง 57 เสียง ทำให้ไม่ถึงเกณฑ์กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกวุฒิสภา

เส้นทางอาชีพสุดโชกโชนของ “จิรุตม์ วิศาลจิตร”

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ถือเป็นบุคลากรลูกหม้อกระทรวงคมนาคมตัวจริง เขาเริ่มต้นจากสายงานกรมการขนส่งทางบก ก้าวขึ้นสู่อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และรองปลัดกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ยังเคยเป็นประธานบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คุณสมบัติหลักที่ทำให้ผ่านการคัดเลือกคือการดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่าไม่น้อยกว่า 5 ปี จุดแข็งของเขาคือการบริหารองค์กรขนาดใหญ่และความเชี่ยวชาญด้านระเบียบราชการ ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่ของสำนักงาน กกต. โดยตรง

ที่สำคัญ นายจิรุตม์ถูกมองว่าเป็นตัวแทน “สายสีน้ำเงิน” หรือกลุ่มพรรคภูมิใจไทยอย่างชัดเจน เขาเคยเป็นมือขวาของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในสมัยอธิบดีกรมการขนส่งทางบก การได้รับคะแนนเสียงมากมายครั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าเป็นผลจากการรวมตัวของ สว. สายภูมิใจไทย ที่โหวตให้อย่างเป็นเอกภาพ ชื่นชมนายจิรุตม์ในฐานะนักบริหารมืออาชีพที่น่าเชื่อถือ

ทำไม “มณฑล สุดประเสริฐ” ถึงวืดเก้าอี้ กกต.

นายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตข้าราชการบิ๊กจากกระทรวงมหาดไทย เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองนาน 7 ปี และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เขามีประสบการณ์กว้างขวางในการประสานงานกับฝ่ายปกครองทั่วประเทศ รวมถึงคอนเน็กชันในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาฯ แต่ในการโหวตครั้งนี้ กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภา

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้นายมณฑลจะมาจาก “สายสิงห์มหาดไทย” ที่มีบารมี แต่กลุ่มเสียงข้างมากในวุฒิสภาชุดนี้ไม่ให้ไฟเขียว สัญญาณชัดเจนว่าคอนเน็กชันสายมหาดไทยไม่อาจฝ่าด่านขั้วอำนาจการเมืองปัจจุบันได้ ส่งผลให้คะแนนเห็นชอบต่ำติดดินเพียง 9 เสียง

ความสำคัญของตำแหน่ง กกต. และผลกระทบต่อการเมืองไทย

สำนักงานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีบทบาทสำคัญยิ่งในการกำกับดูแลการเลือกตั้งทุกระดับ ให้โปร่งใสและเป็นธรรม การเลือกนายจิรุตม์เข้ามาใหม่นี้ จะช่วยเสริมทีมบริหารให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะด้านการจัดการองค์กรขนาดใหญ่ ในขณะที่การตัดนายมณฑลออกไป อาจสะท้อนการเมืองเบื้องหลังระหว่างกลุ่มอิทธิพลต่างๆ

  • จุดเด่นของนายจิรุตม์: ประสบการณ์บริหารกระทรวงคมนาคม, ความใกล้ชิดพรรคภูมิใจไทย, ทักษะราชการสูง
  • บทเรียนจากนายมณฑล: คอนเน็กชันไม่ใช่ทุกอย่าง ต้องได้รับการยอมรับจากสภาสูง
  • ผลกระทบ: เสริมความมั่นคงให้ กกต. ชุดใหม่ เตรียมรับมือเลือกตั้งใหญ่

การตัดสินใจของวุฒิสภาในครั้งนี้ ไม่เพียงกำหนดผู้เข้ารับตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนพลวัตการเมืองไทยที่กลุ่มพรรคและอิทธิพลต่างๆ ยังคงมีบทบาทสำคัญ ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกนายจิรุตม์คือตัวอย่างของนักบริหารที่ใช่ในเวลาที่ใช่ ซึ่งจะช่วยยกระดับการทำงานของ กกต. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์ วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง นี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตล่าสุดกับเรา!

ที่มา – วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

เซอร์ไพรส์! สว. เห็นชอบ กกต. จิรุตม์ ไม่เห็นชอบ มณฑล

เซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. กันเลยทีเดียวครับ เมื่อที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพียงแค่ “จิรุตม์ วิศาลจิตร” อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก คนเดียว แต่ไม่เห็นชอบ “มณฑล สุดประเสริฐ” อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงอดีตอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 1 สมัยวิสามัญ ถือเป็นวาระสำคัญที่ทุกคนจับตามอง เพราะ กกต. มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการเลือกตั้งให้โปร่งใสยุติธรรม

การประชุมเริ่มต้นด้วยการพิจารณาแบบลับ ก่อนจะเปิดให้ถ่ายทอดสดอีกครั้ง เวลา 12.24 น. นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานในขณะนั้น เรียกให้สมาชิกลงคะแนนเสียงเห็นชอบบุคคลทั้ง 2 ราย ผลการลงคะแนนกลายเป็นเซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. ที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะการปฏิเสธรายหนึ่งอย่างชัดเจน

เซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. “จิรุตม์ วิศาลจิตร”

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ได้รับความไว้วางใจจากวุฒิสภาเป็นอย่างมาก ด้วยผลคะแนนที่ถล่มทลาย ดังนี้

  • เห็นชอบ 144 เสียง
  • ไม่เห็นชอบ 1 เสียง
  • งดออกเสียง 26 เสียง
  • ไม่ลงคะแนน 0 เสียง

คะแนนเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ทำให้คุณจิรุตม์ผ่านฉลุยในการดำรงตำแหน่ง กกต. คุณจิรุตม์มีประสบการณ์ยาวนานในกรมการขนส่งทางบก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ น่าจะนำมาปรับใช้ในการทำงาน กกต. ได้อย่างดี

จิรุตม์ วิศาลจิตร กกต.

หลังจากนั้นไม่นาน เวลา 12.35 น. มีการอ่านพระบรมราชโองการ พระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมวิสามัญ พ.ศ. 2569 โดยสมาชิกวุฒิสภาทุกคนยืนเคารพ ก่อนปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ

ไม่เห็นชอบ “มณฑล สุดประเสริฐ” ด้วยคะแนนถล่มทลาย

ในทางตรงกันข้าม นายมณฑล สุดประเสริฐ กลับไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา คะแนนออกมาเป็น

  • เห็นชอบ 9 เสียง
  • ไม่เห็นชอบ 102 เสียง
  • งดออกเสียง 57 เสียง
  • ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

คะแนนไม่เห็นชอบพุ่งสูงเกินกึ่งหนึ่ง ทำให้คุณมณฑลไม่ผ่านเกณฑ์ แม้จะมีประสบการณ์ในกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่เหตุผลที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบยังไม่เปิดเผยชัดเจน อาจมาจากการพิจารณาในที่ประชุมลับ

ที่ประชุมวุฒิสภา

เซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. แบบนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการคัดกรองที่เข้มงวดของวุฒิสภาในการเลือกคนเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะ กกต. ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องการเลือกตั้งทั่วไป การเลือกตั้งท้องถิ่น และการตรวจสอบทุจริตเลือกตั้ง หาก กกต. ไม่น่าเชื่อถือ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบประชาธิปไตย

พื้นหลังและบทบาทของ กกต.

ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา กกต. มีหน้าที่หลักในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นธรรม จัดทำทะเบียนผู้มาใช้สิทธิ์ และปราบปรามการซื้อสิทธิขายเสียง ในอดีต กกต. เคยถูกวิจารณ์เรื่องความโปร่งใส ดังนั้นการเลือกคนใหม่จึงต้องรอบคอบยิ่งขึ้น

สำหรับคุณจิรุตม์ นี่คือก้าวสำคัญที่อาจนำประสบการณ์ด้านการขนส่งมาช่วยพัฒนาระบบ IT การเลือกตั้งให้ทันสมัยมากขึ้น ส่วนคุณมณฑล แม้ไม่ผ่าน แต่ประสบการณ์ด้านภัยพิบัติอาจนำไปใช้ในที่อื่นได้

เหตุการณ์เซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. ครั้งนี้ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าปัจจัยอะไรที่วุฒิสภาตัดสินใจแบบนี้? เป็นเพราะคุณสมบัติส่วนตัว ความรู้ความสามารถ หรือมีประเด็นอื่นซ่อนอยู่? ไม่ว่าจะอย่างไร การตัดสินใจนี้จะส่งผลต่อคณะ กกต. ชุดใหม่ที่กำลังจะสมบูรณ์แบบ

ในมุมมองของผม การเลือก กกต. ต้องให้ความสำคัญกับความเป็นกลางและความเชี่ยวชาญจริงๆ เพื่อให้การเลือกตั้งไทยก้าวหน้า ลดข้อครหาได้ในอนาคต คุณคิดเห็นอย่างไรกับเซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. ครั้งนี้? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่างนะครับ หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้เลย!

ที่มา – เซอร์ไพรส์ สว. เห็นชอบ กกต. แค่ “จิรุตม์ วิศาลจิตร” คนเดียว ไม่เห็นชอบ “มณฑล”

ประวัติ “มณฑล สุดประเสริฐ” สว.พิจารณา กกต. 26 ก.พ.

วันนี้เราจะมาสำรวจประวัติ มณฑล สุดประเสริฐ ผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญของรัฐสภาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 โดยวุฒิสภา หรือ สว. จะพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่เสนอชื่อนี้ รวมถึงนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เพื่อแทนที่ตำแหน่งที่ว่างลงตามวาระ หากคุณสนใจเรื่องการเมืองและการแต่งตั้งบุคคลสำคัญ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักประวัติ มณฑล สุดประเสริฐแบบละเอียดยิบเลยทีเดียว

ประวัติ มณฑล สุดประเสริฐ ว่าที่ กกต.

ประวัติ “มณฑล สุดประเสริฐ”

นายมณฑล สุดประเสริฐ อายุ 65 ปี เป็นข้าราชการผู้มากประสบการณ์ โดยประวัติ มณฑล สุดประเสริฐเริ่มต้นจากการศึกษาที่แข็งแกร่งในสายวิศวกรรมและบริหาร เขาสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาโยธา จากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ปริญญาโทวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสุขาภิบาล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิตจากจุฬาฯ เช่นกัน นอกจากนี้ยังผ่านหลักสูตรชั้นนำมากมาย เช่น วปอ. 2552 จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร วุฒิวิศวกรสาขาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนักบริหารระดับกลางรุ่นที่ 9 จากกรมโยธาธิการ หลักสูตรนักปกครองระดับสูงรุ่นที่ 48 จากกระทรวงมหาดไทย หลักสูตรบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชนรุ่นที่ 6 จากสถาบันพระปกเกล้า รวมถึงทุน ก.พ. ไปอบรม Thai Senior Executive Development Program ที่ Nation Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) ในญี่ปุ่น และหลักสูตรอื่นๆ อีกมากมายที่แสดงถึงความรู้รอบด้านทั้งด้านเทคนิคและการบริหาร

การศึกษาที่ปูพื้นฐานให้ประวัติ มณฑล สุดประเสริฐ

  • ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (โยธา) มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี
  • ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (สุขาภิบาล) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • วปอ. 2552 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
  • วุฒิวิศวกร สาขาวิศวกรรมโยธา
  • หลักสูตรนักบริหารระดับกลาง รุ่นที่ 9 กรมโยธาธิการ
  • หลักสูตรนักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 48 กระทรวงมหาดไทย
  • หลักสูตรบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 6 สถาบันพระปกเกล้า
  • ทุน ก.พ. Thai Senior Executive Development Program ญี่ปุ่น
  • โครงการพัฒนานักบริหารระดับสูง (นบส.2) รุ่นที่ 3
  • Director Accreditation Program (DAP) ปี 2547

เส้นทางการทำงานของ มณฑล สุดประเสริฐ

เส้นทางอาชีพของนายมณฑล สุดประเสริฐเต็มไปด้วยตำแหน่งสำคัญในภาครัฐ โดยเฉพาะด้านโยธาธิการและการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับบทบาท กกต. ที่ต้องดูแลความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

  • 2564 – ปัจจุบัน: ประธานกรรมการบริษัท และกรรมการอิสระ บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน)
  • 2562 – 2563: อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ก่อนย้ายกลับกรมโยธาฯ)
  • 2555 – 2563: อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • 2553 – 2555: รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • 2552 – 2553: ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนและพัฒนาตามผังเมือง กรมโยธาธิการและผังเมือง
  • 2551 – 2552: ผู้ตรวจราชการกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง
  • 2548 – 2551: วิศวกรวิชาชีพ 9 วช. (วิศวกรรมโยธา) สำนักวิศวกรรมโครงสร้างและงานระบบ กรมโยธาธิการและผังเมือง

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ประวัติ มณฑล สุดประเสริฐโดดเด่นในด้านการบริหารโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการวิกฤต ซึ่ง กกต. ต้องการบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือสูง หาก สว. ให้ความเห็นชอบในวันที่ 26 ก.พ.นี้ เขาจะมาแทนที่นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ที่ครบวาระ 7 ปี

เส้นทางทำงาน มณฑล สุดประเสริฐ

สว. พิจารณาให้ความเห็นชอบประวัติ มณฑล สุดประเสริฐ หรือไม่

การประชุมครั้งนี้ยังมีวาระอื่นที่น่าจับตา เช่น การตั้งกมธ.ตรวจสอบประวัติ นายยุทธนา สาโยชนกร เพื่อเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และนายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ เพื่อเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน บทบาทของ กกต. มีความสำคัญยิ่งต่อระบบประชาธิปไตยไทย เพราะต้องรับผิดชอบการเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรม ประวัติการทำงานในกรมโยธาฯ และกรมป้องกันภัยของนายมณฑล แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการวางแผนและจัดการทรัพยากร ซึ่งอาจช่วยยกระดับการจัดการเลือกตั้งในอนาคตได้

จากประวัติที่ยาวนานและการศึกษาที่ครบครัน เชื่อว่านายมณฑล สุดประเสริฐ มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ หาก สว. เห็นชอบ ก็น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับวงการเลือกตั้งไทย ติดตามผลการลงมติและข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเราเลยนะ!

ที่มา – ประวัติ “มณฑล สุดประเสริฐ” สว. พิจารณาให้ความเห็นชอบเป็น “กกต.” หรือไม่ 26 ก.พ.นี้

“อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้ง

หลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด สถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ โดยเฉพาะประเด็นข้อพิพาทเรื่องผลการนับคะแนนและความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง ล่าสุด “อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน ไม่ต้องรอสายชวนร่วมรัฐบาล หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้งทุกหน่วย เพื่อคลายข้อกังขาในสังคมและป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลาย

“อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน ไม่ต้องรอสายชวนร่วมรัฐบาล หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้งทุกหน่วย

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งและกำหนดทิศทางอนาคตของพรรค หลังการประชุม นายอภิสิทธิ์ได้ออกมาเปิดเผยท่าทีที่ชัดเจน โดยย้ำ 2 เรื่องด่วนที่พรรคให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

หนุน กกต. เร่งสร้างความโปร่งใส เปิดข้อมูลเลือกตั้งรายหน่วย

เรื่องแรกคือปัญหาการจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณีบัตรเลือกตั้ง 2 ระบบที่มีจำนวนไม่เท่ากันในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดข้อสงสัยมากมาย นายอภิสิทธิ์เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียด เช่น คะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง จำนวนบัตรทั้งสองระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย

หากปล่อยให้ข้อกังขาค้างคา สังคมจะสูญเสียศรัทธาในกระบวนการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์เตือนว่า กกต. ควรใช้อำนาจสั่งนับคะแนนใหม่หรือลงคะแนนใหม่ในพื้นที่ที่มีปัญหา โดยอ้างระเบียบที่กำหนดให้เปิดผลคะแนนรายละเอียดภายใน 5 วัน แม้ครั้งนี้จะระบุแค่ว่า “โดยเร็ว” แต่ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

  • เปิดคะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง
  • เปรียบเทียบจำนวนบัตร 2 ระบบ
  • นับคะแนนใหม่หากพบความผิดปกติ
  • ป้องกันการลุกลามเป็นวิกฤตการเมือง

พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับข้อมูลร้องเรียนจากผู้สมัครและวิเคราะห์เพื่อให้ความจริงปรากฏ โดยนายอภิสิทธิ์เข้าใจความไม่พอใจของประชาชน แต่ขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวังไม่ให้เกิดสถานการณ์ไม่พึงประสงค์

ย้ำจุดยืนพรรค ไม่รอสายชวนร่วมรัฐบาล ยึดเงื่อนไขเดิม

สำหรับเรื่องที่สอง นายอภิสิทธิ์ย้ำจุดยืนของพรรคที่ชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงหาเสียง คือไม่ต้องรอสายเชิญจากพรรคใดๆ เพื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาล พรรคจะยึดตามเงื่อนไขและนโยบายที่ประกาศไว้ทุกประการ โดยไม่ร่วมกับพรรคที่ขัดหลักการ

เมื่อถูกถามว่าเป็นการปิดโอกาสร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า ถ้าเงื่อนไขไม่ตรง ก็ไม่ร่วม เมื่อถามถึงบทบาทฝ่ายค้านหากพรรคสีส้มและพรรคฟ้ารวมกัน เขาตอบว่า ถ้าบริหารโปร่งใส ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ที่พรรคติดตามมาตั้งแต่ต้น โดยเรียกร้องให้เร่งอายัดทรัพย์ภายใน 90 วัน ตามมาตรการของรัฐบาลรักษาการณ์ รวมถึงดำเนินการกับสถาบันการเงินและโครงการอื่นๆ เช่น สแกนม่านตา เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินถูกยักย้าย

พรรคยังเตรียมปรับโครงสร้างภายใน จัดทีมนิติบัญญัติเพื่อผลักดันนโยบายหาเสียง และบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากที่กก.บห.ชุดนี้แทบไม่มีเวลาจัดการเพราะหาเสียง

นายอภิสิทธิ์ยังวิเคราะห์สถานการณ์ โดยไม่เห็นด้วยกับการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ เพราะอาจก่อความวุ่นวาย แต่ย้ำว่าการเปิดข้อมูลจะช่วยคลายกระแสได้ดีที่สุด โดยเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ปี 2500 ที่กระบวนการเลือกตั้งถูกตั้งคำถามจนนำไปสู่วิกฤต หากกกต.มั่นใจ ต้องรีบนำข้อมูลออกมา

ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล คาดว่าจะล่าช้าถ้าผลเลือกตั้งไม่ชัดเจน กกต.มีเวลา 60 วัน แต่ยิ่งเร็วชัดเจนยิ่งดี โดยเฉพาะหลังถูกวิจารณ์จากครั้งก่อนที่เอาผิดน้อย

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลแพร่กระจายเร็วผ่านภาพและคลิป การสร้างความโปร่งใสจึงสำคัญยิ่ง หากกกต.ชะลอ อาจลุกลามเป็นปัญหาระดับชาติ สังคมไทยจะสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อทุกกระบวนการโปร่งใสทั้งเลือกตั้งและบริหารประเทศ

ความเห็นของเรา: จุดยืนของอภิสิทธิ์สะท้อนหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง การเปิดข้อมูลไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นหนทางรักษาศรัทธาประชาชน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้กกต.เร่งดำเนินการ!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน ไม่ต้องรอสายชวนร่วมรัฐบาล หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้งทุกหน่วย

Scroll to top