กระทรวงเกษตร

โฆษกเกษตรฯ ย้ำ MOU ไทย-จีน ไม่เกี่ยวเปิดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีน

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารการเมืองและการเกษตรในช่วงนี้ คงได้เห็นประเด็นร้อนที่พรรคกล้าธรรมออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการไปเยือนจีนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จนนำไปสู่การจับโยงเรื่องการเปิดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากต่างประเทศ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า โฆษกเกษตรฯ ย้ำ MOU ไทย-จีน ไม่เกี่ยวเปิดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีน นั้นเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดจากข่าวลือครับ

ข้อเท็จจริงเรื่องโฆษกเกษตรฯ ย้ำ MOU ไทย-จีน ไม่เกี่ยวเปิดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีน

นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อสยบข่าวลือ โดยระบุว่าการเดินทางเยือนจีนล่าสุดเพื่อลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) นั้น เน้นไปที่ความร่วมมือด้านสัตว์น้ำมีชีวิตและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้มีเนื้อหาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดตลาดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีนแต่อย่างใด การที่พรรคกล้าธรรมนำประเด็นนี้มาเชื่อมโยงกันจึงถือเป็นการจับแพะชนแกะที่ไม่มีมูลความจริงรองรับ

ทำความเข้าใจกระบวนการพิจารณาคำขอเปิดตลาด

หลายท่านอาจสงสัยว่าแล้วคำขอเนื้อสัตว์ปีกจากจีนมาจากไหน? ทางโฆษกฯ ได้ชี้แจงว่าคำขอดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องเก่าที่ยื่นเข้ามาตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 ในสมัยรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันทุกอย่างยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณาของกรมปศุสัตว์ตามขั้นตอนปกติ โดยต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขอนามัยสัตว์อย่างเคร่งครัด ดังนั้นการกล่าวอ้างว่ามีการดีลลับหรือให้คำมั่นในครั้งนี้จึงไม่เป็นความจริง

  • MOU ไทย-จีน เน้นเรื่องสัตว์น้ำและทรัพยากรน้ำ
  • คำขอเนื้อสัตว์ปีกเป็นเรื่องค้างเก่าสมัยรัฐบาลก่อน
  • ยังไม่มีการอนุมัติใดๆ จากทางฝ่ายไทย
  • กระบวนการพิจารณาต้องเน้นหลักวิชาการและกฎหมายเป็นหลัก

รัฐบาลยืนยันว่าทุกการตัดสินใจจะทำอย่างโปร่งใสและรอบคอบที่สุด โดยจะพิจารณาถึงผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในประเทศเป็นสำคัญ หากไม่มีมาตรฐานที่ปลอดภัยหรือส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย เราย่อมไม่ยอมให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน การที่ โฆษกเกษตรฯ ย้ำ MOU ไทย-จีน ไม่เกี่ยวเปิดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีน จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลยึดถือผลประโยชน์ของคนไทยเป็นที่ตั้งครับ

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราควรเสพข้อมูลด้วยความระมัดระวังและตรวจสอบที่มาที่ไปให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการสร้างกระแสข่าวที่บิดเบือนข้อเท็จจริงครับ

ที่มา – โฆษกเกษตรฯ โต้กล้าธรรม ย้ำ MOU ไทย-จีน ไม่เกี่ยวเปิดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากจีน

ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ

ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามอง เมื่อล่าสุดมีกระแสตอบโต้กันไปมาระหว่างแกนนำพรรคกล้าธรรมและฝั่งรัฐบาล ถึงเรื่องการบริหารงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนายไผ่ ลิกค์ และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร ได้ออกมาเปิดใจถึงกรณีที่นางมนพร เจริญศรี ออกมาวิจารณ์การเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม ว่าเป็นการหวงกระทรวงหรือไม่

ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ ยืนยันว่าพรรคเพียงแค่ต้องการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการสอดส่องดูแลความถูกต้องเท่านั้น โดยนายไผ่ได้ระบุชัดเจนว่า ตนไม่ได้ยึดติดกับตัวบุคคลหรือตำแหน่งในกระทรวง แต่ในฐานะที่มีประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา จึงอยากเตือนให้ระวังการโยกย้ายข้าราชการที่อาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของคนทำงานจริง

ประสบการณ์การทำงานคือสิ่งที่พรรคกล้าธรรมยึดถือ

นายไผ่ยังกล่าวเสริมว่า สิ่งที่พรรคกล้าธรรมนำมาวิพากษ์วิจารณ์นั้น ไม่ใช่การมโนขึ้นมาเอง แต่มาจากข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจากคนในกระทรวง และหากมีการโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นจริง พรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเน้นย้ำว่า ไผ่-เบนซ์ สวน มนพร อย่าร้อนตัว พรรคกล้าธรรมไม่หวง ก.เกษตรฯ แต่ห่วงเรื่องผลงานและการแก้ปัญหาให้แก่พี่น้องเกษตรกรมากกว่า พร้อมชี้ให้เห็นว่า หากกระทรวงขาดการบริหารงานที่โปร่งใส ปัญหาเรื่องการทุจริตหรือการกินเปอร์เซ็นต์อาจกลับมาเป็นประเด็นใหญ่

  • การตรวจสอบการโยกย้ายข้าราชการต้องเป็นไปตามความเหมาะสม
  • ขวัญกำลังใจของข้าราชการคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเกษตรไทย
  • ฝ่ายค้านพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบหากพบความไม่โปร่งใส

ในขณะที่นายอรรถกร ศิริลัทธยากร หรือเบนซ์ ได้ออกมาตอกกลับอย่างดุเดือดว่า อย่าเอามาตรฐานการทำงานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มาเหมารวมกับแนวทางการทำงานของคนอื่น โดยมองว่าในช่วงที่ ร.อ.ธรรมนัส ดูแลกระทรวงนั้น มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและไม่ก้าวก่ายในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองคือการแข่งขันด้วยผลงาน ไม่ใช่การสร้างภาพ

สุดท้ายนี้ ความขัดแย้งดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในจุดที่ต้องพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ประชาชนกำลังเฝ้ามองว่า การทำงานของกระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าไปในทิศทางใด และการออกมาเตือนของกลุ่มพรรคกล้าธรรมจะเป็นจริงหรือไม่ในอนาคต

ที่มา – “ไผ่-เบนซ์” สวน “มนพร” อย่าร้อนตัว ลั่นกล้าธรรมไม่ได้หวง ก.เกษตรฯ แต่มีประสบการณ์

ธรรมนัสหดหู่ ข่าวย้ายผู้บริหาร ไม่สนองนโยบายการเงิน

ธรรมนัสหดหู่ ข่าวย้ายผู้บริหาร ไม่สนองนโยบายการเงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาหลายคนต้องหันมาจับตามอง เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งมีเนื้อหาที่สะท้อนถึงความรู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรงต่อกระแสข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายข้าราชการข้าระดับสูงในหลายกรม โดยประเด็นที่น่าสนใจและทำให้เกิดข้อโต้เถียงกันอย่างกว้างขวางคือ ข่าวย้ายผู้บริหารที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะเหตุผลเรื่อง “ธรรมนัสหดหู่ ข่าวย้ายผู้บริหาร ไม่สนองนโยบายการเงิน” มากกว่าประเด็นความสามารถในการปฏิบัติงานจริง

เบื้องลึกปัญหาเมื่อการงานแพ้การเงิน

ร.อ.ธรรมนัส ได้เผยว่า การได้รับทราบข่าวสารเหล่านี้ทำให้ตนรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับข้าราชการที่ตั้งใจปฏิบัติตนเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและประชาชน แต่กลับต้องมาถูกโยกย้ายเพียงเพราะไม่ตอบสนองต่อผลประโยชน์ทางการเงินของผู้มีอำนาจ นี่คือจุดที่ทำให้เกิดคำถามว่า ในยุคปัจจุบันระบบราชการไทยเดินทางมาถึงจุดที่ความดีความชอบเริ่มวัดกันด้วยตัวเลขในกระเป๋ามากกว่าผลงานเชิงประจักษ์แล้วจริงหรือ?

ผลกระทบที่อาจตามมาหากปล่อยให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไป มีดังนี้:

  • ข้าราชการน้ำดีขาดกำลังใจในการทำงาน
  • ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนลดน้อยลง
  • เกิดระบบอุปถัมภ์ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทับซ้อน
  • ผลกระทบต่อภาคเกษตรกรโดยตรง เช่น ปัญหาการส่งออกสินค้าเกษตร หรือการทะลักของสินค้าจากต่างประเทศ

ร.อ.ธรรมนัส ยังได้ย้ำเตือนด้วยความเป็นห่วงว่า หากข่าวเรื่อง “ธรรมนัสหดหู่ ข่าวย้ายผู้บริหาร ไม่สนองนโยบายการเงิน” เป็นเรื่องจริง ปัญหาที่จะตามมาคือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรไทย ซึ่งปัจจุบันก็ต้องเผชิญกับปัญหามากมายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกุ้ง ปลากะพง รวมถึงความเสี่ยงที่ไก่จากจีนจะทะลักเข้ามาทำลายกลไกตลาดในบ้านเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องการผู้บริหารที่ใส่ใจงานมากกว่ามองหาช่องทางโกยเงินเข้ากระเป๋าตนเอง

สถานการณ์นี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับรัฐบาลในการตรวจสอบและวางรากฐานการบริหารจัดการให้โปร่งใส เพราะข้าราชการคือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ หากฟันเฟืองเหล่านี้เดินไปอย่างไม่เป็นธรรม ประชาชนนั่นแหละที่จะเป็นผู้รับกรรมโดยตรง เราจึงหวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะได้รับความกระจ่าง และหากเป็นเพียงข่าวลือ ก็ควรมีการจัดการให้ความมั่นใจแก่ผู้ที่ตั้งใจทำงานอย่างแท้จริง

ที่มา – “ธรรมนัส” หดหู่ ข่าวย้ายผู้บริหารหลายกรม ไม่สนองนโยบาย “การเงิน” มากกว่า “การงาน”

ก.เกษตรฯ ยันสถานการณ์ “ปุ๋ย” ในประเทศมีเพียงพอ ราคายูเรียตลาดโลกปรับตัวลดต่อเนื่อง

ก.เกษตรฯ ยันสถานการณ์ “ปุ๋ย” ในประเทศมีเพียงพอ ราคายูเรียตลาดโลกปรับตัวลดต่อเนื่อง

ข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรไทยครับ! ล่าสุดทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาให้ความมั่นใจแล้วว่า ก.เกษตรฯ ยันสถานการณ์ “ปุ๋ย” ในประเทศมีเพียงพอ ราคายูเรียตลาดโลกปรับตัวลดต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ของปัจจัยการผลิตทางการเกษตรขณะนี้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันเราไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนปุ๋ยแต่อย่างใด แม้ว่าที่ผ่านมาต้องเผชิญกับวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาและห่วงโซ่อุปทานโลก แต่ด้วยการบริหารจัดการที่ดี ทำให้เกษตรกรยังคงมีปุ๋ยใช้งานอย่างต่อเนื่อง

มาตรการรับมือและการปรับตัวของเกษตรกร

เพื่อให้เกษตรกรไทยยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ก.เกษตรฯ ยันสถานการณ์ “ปุ๋ย” ในประเทศมีเพียงพอ ราคายูเรียตลาดโลกปรับตัวลดต่อเนื่อง พร้อมทั้งสนับสนุนนโยบายการลดการใช้ปุ๋ยเคมีแบบเดิมๆ โดยกระตุ้นให้ปรับสัดส่วนการใช้ ดังนี้ครับ:

  • ลดการใช้ปุ๋ยเคมีจากเดิมที่เคยใช้สูง ให้เหลือร้อยละ 70
  • เพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภัณฑ์อีกร้อยละ 30
  • สนับสนุนการตรวจวิเคราะห์ดินก่อนใส่ปุ๋ย เพื่อให้ได้สูตรปุ๋ยที่เหมาะสม
  • นำนวัตกรรมเครื่องผสมปุ๋ยที่แม่นยำรายกระสอบมาช่วยลดต้นทุน

การปรับตัวในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนการผลิต แต่ยังช่วยให้ดินของพี่น้องเกษตรกรมีสุขภาพดีขึ้นในระยะยาวอีกด้วย การใช้เทคโนโลยีควบคู่ไปกับการทำเกษตรแบบผสมผสานถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคปัจจุบัน

ข่าวดีเรื่องราคายูเรียในตลาดโลก

สำหรับประเด็นที่ทุกคนรอคอยคือเรื่องราคาครับ ตอนนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้นมาก เพราะราคายูเรียในตลาดโลกได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับ 800 ทำให้ต้นทุนการนำเข้ามีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย ซึ่งนี่ถือเป็นสัญญาณบวกที่ ก.เกษตรฯ ยันสถานการณ์ “ปุ๋ย” ในประเทศมีเพียงพอ ราคายูเรียตลาดโลกปรับตัวลดต่อเนื่อง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่เกษตรกรได้อย่างชัดเจน

ในฐานะที่เราเป็นเมืองเกษตรกรรม การติดตามสถานการณ์ปัจจัยการผลิตอย่างใกล้ชิดและปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การตรวจวิเคราะห์ดินและการใช้ปุ๋ยสั่งตัด จะช่วยให้ทุกท่านสามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากใครต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านเพื่อขอรับข้อมูลนวัตกรรมสนับสนุนได้เลยครับ หวังว่าฤดูกาลเพาะปลูกนี้จะเป็นปีที่ราบรื่นและสร้างกำไรให้พี่น้องเกษตรกรทุกท่านครับ

ที่มา – ก.เกษตรฯ ยันสถานการณ์ “ปุ๋ย” ในประเทศมีเพียงพอ ราคายูเรียตลาดโลกปรับตัวลดต่อเนื่อง

จบดราม่านมโรงเรียน รัฐบาลยันเด็กได้ดื่มครบทุกพื้นที่

สวัสดีครับคุณพ่อคุณแม่และทุกท่านที่ติดตามข่าวสารการศึกษา ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับปัญหานมโรงเรียนล่าช้าจนกลายเป็นประเด็นที่พูดถึงกันในวงกว้าง วันนี้เรามีข่าวดีมาอัปเดตให้สบายใจกันครับ เพราะสถานการณ์เรื่อง จบดราม่านมโรงเรียน รัฐบาลยันเด็กได้ดื่มครบทุกพื้นที่ นั้นมีความคืบหน้าเชิงบวกอย่างมาก โดยรัฐบาลได้ออกมาการันตีแล้วว่าปัญหาต่างๆ กำลังจะคลี่คลายในเร็วๆ นี้ครับ

จบดราม่านมโรงเรียน รัฐบาลยันเด็กได้ดื่มครบทุกพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้า

หลายคนอาจกังวลว่าลูกหลานจะไม่มีนมดื่มในช่วงเปิดเทอม แต่ล่าสุดทางรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งสั่งการให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. เข้าไปจัดการปัญหาในพื้นที่ตกค้างอย่างเร่งด่วน โดยข้อมูลล่าสุดยืนยันว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับการจัดสรรสิทธิเรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณี จบดราม่านมโรงเรียน รัฐบาลยันเด็กได้ดื่มครบทุกพื้นที่ นั้น จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมภายในสัปดาห์หน้าแน่นอน

ทำไมถึงเกิดความล่าช้าในบางพื้นที่?

สำหรับประเด็นที่ใครหลายคนสงสัยว่าทำไมบางแห่งถึงได้นมช้า แหล่งข่าวระบุว่าเป็นเพราะสาเหตุหลักๆ ดังนี้ครับ:

  • โรงเรียนบางแห่งยังอยู่ในระหว่างรอการจัดสรรสิทธิเพิ่มเติม
  • ท้องถิ่นบางแห่งกำลังรอตัวเลขนักเรียนย้ายเข้า-ออกที่ชัดเจนเพื่อทำสัญญา
  • ขั้นตอนการส่งมอบนมในพื้นที่ที่มีการอุทธรณ์หรือสอบข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ตาม ทางการได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการให้ อ.ส.ค. เข้าไปดูแลจัดส่งนมให้นักเรียนดื่มไปก่อนล่วงหน้าเป็นเวลา 20 วัน เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กๆ จะไม่ขาดช่วงในการได้รับโภชนาการที่ดีครับ

ในฐานะผู้ติดตามข่าว เรามองว่าความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะสุขภาพของเด็กๆ รอไม่ได้ การที่รัฐบาลออกมาประกาศชัดเจนว่า จบดราม่านมโรงเรียน รัฐบาลยันเด็กได้ดื่มครบทุกพื้นที่ ถึง 260 วันตามโครงการนั้น ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แม้กระบวนการบางอย่างอาจจะมีความซับซ้อน แต่การนำประโยชน์ของนักเรียนเป็นที่ตั้งคือสิ่งถูกต้องที่สุดครับ

หวังว่าข่าวนี้จะช่วยคลายความกังวลให้ผู้ปกครองทุกท่านได้นะครับ แล้วมาคอยติดตามกันต่อไปว่าการส่งมอบนมในสัปดาห์หน้าจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะราบรื่นขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – จบดราม่านมโรงเรียน รัฐบาลยืนยันเด็กได้ดื่มครบทุกพื้นที่สัปดาห์หน้า-เร่งส่งให้พื้นที่ตกค้าง

ดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง โดย สุริยะ-สรวุฒิ

เชื่อว่าเพื่อนๆ เกษตรกรหลายคนคงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการปศุสัตว์ไทย ล่าสุดมีข่าวดีเมื่อ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้สั่งการด่วนให้คุณ สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ลงพื้นที่จังหวัดหนองคายเพื่อลุยโปรเจกต์ใหญ่ นั่นคือการ ดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นกว่าเดิมครับ

ดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะทางกระทรวงเกษตรฯ ต้องการเปลี่ยนจากเกษตรแบบเดิมๆ มาสู่การเกษตรอัจฉริยะหรือ Precision Farming โดยวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านโคกคำถือเป็นต้นแบบที่น่าสนใจมาก จากที่เคยเลี้ยงแบบปล่อยทุ่ง ก็ปรับเปลี่ยนมาสู่ระบบเลี้ยงยืนโรงแบบประณีต ซึ่งช่วยให้ควบคุมคุณภาพเนื้อได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ก้าวสำคัญในการดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง

สำหรับการขับเคลื่อนอย่างจริงจังในครั้งนี้ คุณสรวุฒิได้วางแนวทางการทำงานไว้ถึง 3 ระยะ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าการ ดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง จะประสบความสำเร็จ:

  • ต้นน้ำ: เน้นการลดต้นทุนและสร้างมาตรฐานฟาร์มให้ถูกสุขลักษณะ โดยปศุสัตว์จังหวัดจะเข้ามาช่วยให้ความรู้เรื่องอาหารสัตว์
  • กลางน้ำ: พิจารณาความคุ้มค่าเพื่อสนับสนุนโรงเชือดมาตรฐานให้กลุ่ม เพื่อการจัดการที่ครบวงจร
  • ปลายน้ำ: บูรณาการร่วมกับหน่วยงานวิจัยเพื่อแปรรูปเนื้อ เช่น ทำเนื้อแดดเดียว หรือแหนมเนื้อ ให้ตรงใจคนยุคใหม่

สิ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษคือการที่กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับเรื่อง “การบัญชีนำการผลิต” เพราะไม่ว่าธุรกิจจะดีแค่ไหน หากไม่มีการจดบันทึกต้นทุนที่ชัดเจน ความยั่งยืนก็เกิดขึ้นยาก การนำสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เข้ามาช่วยสอนสมาชิกกลุ่ม จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรกลายเป็นผู้ประกอบการตัวจริง

ในมุมมองของผม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการเลี้ยงวัว แต่เป็นเรื่องของการสร้างระบบนิเวศน์ทางเศรษฐกิจชุมชนที่แข็งแกร่ง หากเราสามารถสร้างสินค้าที่มีมูลค่าสูงและตรงความต้องการตลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเกรดพรีเมียมหรือผลิตภัณฑ์แปรรูป การสร้างรายได้ก็จะมั่นคงถาวร เกษตรกรไทยเราไม่ได้เป็นรองใคร ขอแค่ได้รับแรงสนับสนุนที่ถูกจุดและนวัตกรรมที่เหมาะสม เชื่อว่าเราจะเห็นมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลกอย่างภาคภูมิแน่นอนครับ

ที่มา – “สุริยะ” สั่ง “สรวุฒิ” ลุยหนองคาย ดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง

“คาลบี้” เปลี่ยนซองขนมเป็นสีขาว-ดำ จากสงครามอิหร่าน

“คาลบี้” บริษัทขนมญี่ปุ่น เปลี่ยนซองเป็นสีขาว-ดำ ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน กำลังกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลก โดยเฉพาะในญี่ปุ่นที่เป็นบ้านเกิดของแบรนด์ดังนี้

“คาลบี้” บริษัทขนมญี่ปุ่น เปลี่ยนซองเป็นสีขาว-ดำ ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

บริษัท คาลบี้ (Calbee) ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวชื่อดังจากญี่ปุ่น ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ยอดฮิตอย่างมันฝรั่งทอดกรอบ (Potato Chips) และกุ้งถัง (Kappa Ebisen) ได้ประกาศเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์บางรายการให้เป็นสีขาว-ดำแบบโมโนโครมชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป เหตุผลหลักมาจากปัญหาการจัดหาวัสดุ โดยเฉพาะหมึกพิมพ์และสีที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งได้รับผลกระทบหนักจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน

สาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงซองคาลบี้

สำนักข่าว NHK รายงานเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ว่า ความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทานเกิดจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและการหยุดชะงักของการส่งออกวัตถุดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลาง สีและหมึกพิมพ์ส่วนใหญ่ผลิตจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ซึ่งขึ้นอยู่กับน้ำมันดิบ คาลบี้จึงเลือกทำให้บรรจุภัณฑ์เรียบง่ายขึ้น โดยบนซองจะมีข้อความอธิบายว่า “บรรจุภัณฑ์นี้เพื่อประหยัดวัสดุที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน” เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจและไม่สับสน

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบมีถึง 14 รายการด้วยกัน ได้แก่:

  • มันฝรั่งทอดกรอบ (Potato Chips) – สินค้าเรือธง
  • กุ้งถัง (Kappa Ebisen)
  • ขนมขบเคี้ยวรสอื่นๆ ที่เป็นที่นิยมในญี่ปุ่น

บริษัทระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยรับประกันการจัดส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารญี่ปุ่นและทั่วโลก

ไม่ใช่แค่คาลบี้เท่านั้น แต่บริษัท Itoham Yonekyu Holdings ผู้ผลิตเนื้อสัตว์แปรรูป ก็กำลังพิจารณาปรับบรรจุภัณฑ์ให้เรียบง่ายเช่นกัน กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหารและหมึกพิมพ์หลายแห่งเริ่มจำกัดการส่งมอบสินค้า เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นต่อเนื่อง สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น โดยเฉพาะเมื่อเกิดความขัดแย้งในแหล่งผลิตน้ำมันหลักอย่างอิหร่านและตะวันออกกลาง

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่คาลบี้ได้เข้าพบกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น เพื่อชี้แจงการตัดสินใจนี้ กระทรวงยืนยันว่าจะให้คำปรึกษาและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาการจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สงครามอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวน สีที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์ซึ่งต้องใช้วัตถุดิบจากปิโตรเคมีจึงขาดแคลน คาลบี้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาการผลิตและการขายให้ปกติ

สำหรับผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น การเห็นซองสีขาว-ดำอาจทำให้รู้สึกแปลกตาในตอนแรก แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป หากสงครามยืดเยื้อ อาจกระทบราคาขนมขบเคี้ยวที่เรารักทั่วโลก รวมถึงในไทยด้วย

สุดท้ายแล้ว สถานการณ์ “คาลบี้” บริษัทขนมญี่ปุ่น เปลี่ยนซองเป็นสีขาว-ดำ ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน นี้เป็นบทเรียนสำคัญว่าธุรกิจต้องเตรียมพร้อมรับมือความไม่แน่นอน ลองนึกภาพว่าถ้าปัญหานี้ลุกลาม จะส่งผลต่อสินค้าอาหารในตู้เย็นของคุณอย่างไร? ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองโลกเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแบ่งปันความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – “คาลบี้” บริษัทขนมญี่ปุ่น เปลี่ยนซองเป็นสีขาว-ดำ ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

“ธรรมนัส” โชว์ฟิตออกกำลังกาย ท่ามกลางข่าวร้อน

ธรรมนัส โชว์ฟิตออกกำลังกาย กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย เมื่อ “จุ๊บจิ๊บ” ธนพร ศรีวิราช ภรรยาของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า โพสต์คลิปวิดีโอสุดฟิต ท่ามกลางกระแสข่าวทางการเมืองที่พรรคกล้าธรรมอาจไม่ได้ร่วมรัฐบาล และมี “งูเขียว” โผล่มาสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย

ธรรมนัส โชว์ฟิตออกกำลังกาย

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 หลังจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) เดินทางกลับจากการพักผ่อนดูแสงเหนือที่ฟินแลนด์ เขาเลือกเก็บตัวเงียบ ไม่เดินทางเข้าทำงานที่กระทรวง แต่ส่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ไปปฏิบัติหน้าที่แทน ล่าสุดเวลา 20.00 น. “จุ๊บจิ๊บ” ได้โพสต์สตอรี่อินสตาแกรม @jarubjubjib คลิปวิดีโอที่ ธรรมนัส โชว์ฟิตออกกำลังกาย โดยยกดัมเบลในชุดเสื้อกล้ามสีน้ำเงิน กางเกงขาสั้นสีขาว มีลูกสาวร่วมเวิร์คเอาท์ด้วย บรรยากาศดูอบอุ่นและแข็งแรง

คลิปนี้มียอดวิวสูงทันที เพราะเกิดขึ้นท่ามกลางข่าวลือหนาหูเรื่องพรรคกล้าธรรมที่อาจไม่ได้รับเก้าอี้ในรัฐบาลใหม่ แถมยังมีข่าว “งูเขียว” จากพรรคกล้าธรรมบางคนไปร่วมสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ทำให้สมาชิกพรรคแตกแยก สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทย

กระแสข่าวพรรคกล้าธรรมและงูเขียว

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งโดยกลุ่มอดีต ส.ส. ที่แยกตัวจากพรรคพลังประชารัฐ โดยมี ร.อ.ธรรมนัส เป็นกำลังสำคัญ แต่ล่าสุดเกิดกระแสว่าพรรคอาจพลาดโอกาสร่วมรัฐบาล เพราะการเจรจาล่ม และมีสมาชิกบางคนที่ถูกเรียกว่า “งูเขียว” (สัญลักษณ์ของการทรยศหรือแปรพักตร์) ไปสมัครใจร่วมกับพรรคภูมิใจไทยแทน สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามว่าพรรคจะไปต่ออย่างไร

  • ธรรมนัสเก็บตัวหลังกลับจากฟินแลนด์ ไม่เข้าอoffice
  • มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยฯ ทำงานแทน
  • โพสต์คลิปธรรมนัส โชว์ฟิตออกกำลังกาย ผ่านอินสตาแกรมภรรยา
  • ข่าวพรรคกล้าธรรมอาจไม่ร่วมรัฐบาล
  • งูเขียวจากพรรคไปร่วมภูมิใจไทย

หลายคนวิเคราะห์ว่า การที่ธรรมนัสเลือกโชว์ฟอร์มฟิตในช่วงนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงสุขภาพที่แข็งแรง พร้อมลุยการเมืองต่อ แม้จะมีปัญหาภายในพรรค ร.อ.ธรรมนัสซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานในวงการทหารและการเมือง เคยผ่านศึกเลือกตั้งหลายสมรภูมิ และเป็นตัวละครสำคัญในพรรคพลังประชารัฐมาก่อน การออกกำลังกายยกดัมเบลนี้ ไม่เพียงแสดงถึงวินัยส่วนตัว แต่ยังอาจเป็นภาพลักษณ์ที่ต้องการสื่อถึงความพร้อมรับมือสถานการณ์

ความหมายเบื้องหลังคลิปธรรมนัส โชว์ฟิตออกกำลังกาย

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นเวทีการเมือง การโพสต์คลิปเช่นนี้ช่วยสร้างภาพลักษณ์บวก โดยเฉพาะกับนักการเมืองวัย 60+ ที่แสดงให้เห็นว่ายังฟิตปั๋ง ลูกสาวร่วมออกกำลังกายยังเพิ่มความน่ารักและครอบครัวอบอุ่น แต่ท่ามกลางข่าวร้ายเรื่องพรรค คลิปนี้อาจเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจ หรือยืนยันว่าธรรมนัสยังคุมเกมได้

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิเคราะห์ถึงทริปฟินแลนด์ที่เพิ่งจบ ว่าอาจเป็นช่วงพักผ่อนเพื่อวางแผนกลยุทธ์ใหม่สำหรับพรรคกล้าธรรม การเมืองไทยช่วงจัดตั้งรัฐบาลมักเต็มไปด้วยการเจรจาลับและการแปรพักตร์ คำว่า “งูเขียว” กลายเป็นวลีฮิตที่ชาวเน็ตใช้ล้อเลียนนักการเมืองที่เปลี่ยนข้าง

ผู้เชี่ยวชาญการเมืองมองว่า สถานการณ์นี้จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของพรรคกล้าธรรม หากธรรมนัสสามารถรวมพรรคได้อีกครั้ง อนาคตอาจสดใส แต่หากแตกแยกต่อเนื่อง อาจกลายเป็นพรรคเล็กที่ไม่มีอิทธิพล

สุดท้าย ธรรมนัส โชว์ฟิตออกกำลังกาย คลิปนี้ไม่ใช่แค่เรื่องฟิตเนส แต่สะท้อนมุมมองชีวิตและการเมืองที่เชื่อมโยงกัน นักการเมืองสมัยใหม่ต้องฟิตทั้งกายและใจเพื่อสู้ในสนามรบที่โหดร้าย

คุณคิดอย่างไรกับคลิปนี้? มันเป็นสัญญาณบวกหรือกลยุทธ์การเมือง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันได้ที่นี่!

ที่มา – “ธรรมนัส” โชว์ฟิตออกกำลังกาย ท่ามกลางกระแสข่าวกล้าธรรมไม่ได้ร่วมรัฐบาล-งูเขียวโผล่

“ธรรมนัส” เผย นายกฯ ชิงยุบสภาก่อนซักฟอกจริง

“ธรรมนัส” เผยปิดห้องคุยนายกฯ ฝากแต่การบ้านให้สะสาง แจง ประเด็นร้อนชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก นายกฯพูดเอง ยอมรับสนิทกันมานานแล้ว โทรศัพท์คุยกันทุกคืน รับปากจะทำงานให้ดีที่สุด

วันที่ 6 พ.ย. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อวานนี้(5 พ.ย.2568) นาน 3 ชั่วโมง ว่าเป็นการพูดคุยแต่เรื่องการบ้าน ไม่มีเรื่องการเมือง ส่วนใหญ่นายกรัฐมนตรีได้ฝาก เน้นย้ำโครงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแวดวงกีฬาเพราะสะสมมานาน สมาคมแต่ละสมาคมส่วนใหญ่มีปัญหากัน นายกรัฐมนตรีจึงเป็นห่วงภาพลักษณ์เพราะกำลังจะเข้าสู่เทศกาลแข่งขันซีเกมส์ในปลายปี นายกรัฐมนตรีก็ได้ถามความพร้อมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์เพราะเป็นเรื่องสำคัญ

เตรียมลงนามขายข้าวให้จีน

ส่วนอีกเรื่องคือวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ตนเองจะเดินทางไปนครฉงชิ่ง ประเทศจีน จะไปลงนามการขายสินค้าการเกษตร นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงว่านอกจากสินค้าภาคการเกษตร ที่หลายอย่างราคาตกต่ำ อย่าง ข้าว หรือสินค้าอื่นๆจึงอยากขยายตลาดซึ่งกระทรวงเกษตรมีอุปทูต ประจำประเทศจีน 3 คน จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรที่จะต้องทำ

รับปากดึงนักท่องเที่ยว

นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรียังพูดถึงโครงการ Quick win ที่จะให้ของขวัญประชาชนในช่วงปีใหม่ และตนเองที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งรับปากว่าจะนำเอานักท่องเที่ยวเข้ามาในช่วง ก่อนระยะเวลา 4 เดือนซึ่งตนเองตั้งเป้าเอาไว้จะต้องมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยถึงเป้าหมายให้ได้ ซึ่งไม่ได้คุยเรื่องการเมืองกันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะคุยกันแต่เรื่องการบ้าน

คุยโทรศัพท์นายกฯทุกคืน

ร.อ.ธรรมนัสยังกล่าวอีกว่า ตนเองกับนายอนุทินโทรศัพท์คุยกันทุกคืนจนภรรยาเข้าใจว่ามีอะไรกับนายอนุทินไปแล้ว ซึ่งคุยกันเรื่องงานทุกคืนสิ่งสำคัญที่สุดนายกรัฐมนตรีก็พยายามให้กำลังใจตนเอง เพราะตัวนายกฯก็ต้องทำงาน ซึ่งก็รับปากไปว่าจะทำงานให้ดีที่สุด

ยันนายกฯพูดเองยุบสภาหนีอภิปราย

ส่วนที่ช่วงหนึ่งบนเวทีที่ตนเองพูดว่า “ถ้าเกิดจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ก็จะชิงยุบสภาก่อนนั้น” ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าเป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ ตนจึงถามนายอนุทินว่าจะเอาอย่างนั้นจริงหรือ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีชิงยุบสภาก่อน แต่ ครม. ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติจนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่มา

ยันข้อกล่าวหาไม่เกี่ยวกับตัวเอง

เมื่อถามว่ายังมีความตั้งใจจะทำงานต่อเพราะมีหลายเรื่องที่ถูกพาดพิงมาที่ตัวร้อยเอกธรรมนัส โดยเจ้าตัวกล่าวว่าหลายเรื่องก็ไม่เกี่ยวกับตัวผม แต่เป็นเรื่องของคนรอบข้างซึ่งก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อันไหนผิดก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเอาจริงเอาจัง บ้านเมืองเราที่วุ่นวายทุกวันนี้เพราะการบังคับใช้กฎหมายแบบเอาจริงเอาจังยังไม่เข้มพอ

ยอมรับการตรวจสอบ

ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับ พรรคกล้าธรรม หรือตัวของผมเองก็เป็นเรื่องการเมือง เราอยู่วิถีการเมืองหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตรวจสอบ แต่การตรวจสอบจากคำครหาหรือข้อเท็จจริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ประธานยุทธศาสตร์ของพรรคก็ตั้งวอร์รูมเพื่อจะหาข้อมูล อะไรที่คนของเราถูกครหาก็ต้องตรวจสอบ อันไหนที่ข้อมูลฝั่งตรงข้ามที่กล่าวหาเราก็ต้องจัดการอย่างเป็นระบบโดยใช้กฎหมายนำ ไม่ใช้อารมณ์หรือความคิดส่วนตัวเข้ามา ต้องเห็นประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

“ธรรมนัส” เผย นายกฯ ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก

ทำไมนายกฯ ถึงอาจตัดสินใจชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก?

จากคำกล่าวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น การชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกนั้น อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย การประเมินสถานการณ์และความเสี่ยงต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการใดๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนล้วนมีผลต่อทิศทางของประเทศชาติ สิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

การชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกถือเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสีย

ที่มา – “ธรรมนัส” เผย นายกฯ พูดเอง ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก ยอมรับสนิท “อนุทิน” โทรศัพท์คุยกันทุกคืน

Scroll to top