การขนส่งน้ํามัน

รมว.พลังงานเริ่มมาตรการระงับส่งออกน้ำมัน เพิ่มผลิตก๊าซ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนในแวดวงพลังงานไทยกันเลยนะครับ จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิหร่านที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของเราก็ไม่นิ่งนอนใจ รีบออกมาตรการรับมือทันที เพื่อปกป้องพลังงานในประเทศให้เพียงพอต่อประชาชน

รมว.พลังงาน เริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน สั่งกรมเชื้อเพลิงทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติ

วันที่ 1 มีนาคม 2569 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ได้สั่งการด่วนให้เริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันทันที พร้อมเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อติดตามเหตุการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ทุกหน่วยงานต้องประเมินผลกระทบทั้งปริมาณสำรองและราคา รวมถึงเตรียมแผนรองรับ หากจำเป็นจะใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคา เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ปริมาณน้ำมันสำรองไทยเพียงพอแค่ไหน?

ดีใจด้วยนะครับที่ไทยมีน้ำมันสำรองเยอะพอสมควร ณ วันที่ 1 มี.ค. 2569 มีน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปคงเหลือ 4,877 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอใช้ได้ 38 วัน แถมยังมีน้ำมันดิบระหว่างขนส่งที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่นอีก 1,117 ล้านลิตร รวมแล้ว 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ถึง 60 วันเลยทีเดียว กระทรวงพลังงานยังตรวจวัดสต็อกทั่วประเทศเป็นประจำ เช่น วันที่ 13 และ 25 ก.พ. ก็ยืนยันว่าพร้อมใช้ ไม่ต้องห่วงครับ

  • น้ำมันคงเหลือ: 4,877 ล้านลิตร (38 วัน)
  • น้ำมันขนส่งผ่านฮอร์มุซ: 1,666 ล้านลิตร
  • น้ำมันจากแหล่งอื่น: 1,117 ล้านลิตร
  • รวมทั้งหมด: 60 วัน

นอกจากนี้ รมว.พลังงาน เริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน สั่งกรมเชื้อเพลิงทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติ โดยให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเร่งทำแผนเพิ่มกำลังผลิตก๊าซจากอ่าวไทย และเลื่อนการซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซออกไปก่อน เพื่อรักษาแหล่งผลิตให้เต็มที่ ในส่วนไฟฟ้าก็สั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินและพลังน้ำเต็มกำลัง ช่วยลดการพึ่งพาก๊าซนำเข้าได้บ้าง

ทำไมช่องแคบฮอร์มุซถึงสำคัญขนาดนี้?

เพื่อนๆ รู้ไหมครับ ช่องแคบฮอร์มุซเป็น “ประตูสู่น้ำมันโลก” ราว 20-30% ของน้ำมันดาษลีที่ขนส่งทางทะเลผ่านที่นี่ ถ้าปิดนานๆ ราคาน้ำมันโลกพุ่งชัวร์ ไทยที่นำเข้าน้ำมันกว่า 80% ของความต้องการ ก็เสี่ยงกระทบทั้งราคาและปริมาณ แต่ด้วยมาตรการที่ รมว.พลังงานออกมาแบบนี้ เราก็สบายใจขึ้นเยอะ

นายอรรถพล กล่าวย้ำว่า “ยังไม่กระทบไทยทั้งปริมาณและราคา แต่เราระงับส่งออกทันที เปิดศูนย์เฝ้าระวัง และเตรียมแผนระยะสั้น-ยาว รวมถึงกองทุนชดเชย ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก ใช้พลังงานประหยัด จะช่วยลดนำเข้า ลดต้นทุนทั้งระบบ”

ผลกระทบที่อาจเกิดและคำแนะนำ

ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจเห็นราคาน้ำมันในปั๊มปรับขึ้น แต่กองทุนจะช่วยรับมือ ค่าขนส่ง สินค้าอุปโภคก็อาจแพงตาม แต่ไทยมีสำรองดี และกำลังเพิ่มผลิตในประเทศแบบ รมว.พลังงาน เริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน สั่งกรมเชื้อเพลิงทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติ ทำให้เรามั่นใจได้มากขึ้น

สำหรับประชาชน แนะนำให้เช็คน้ำมันในรถให้เต็ม ถ้าจำเป็น ขับขี่ประหยัด ใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น ลดใช้ไฟฟ้าไม่จำเป็น จะช่วยแบ่งเบาภาระพลังงานชาติได้จริงๆ ครับ

โดยสรุป มาตรการนี้แสดงให้เห็นความคล่องตัวของกระทรวงพลังงานไทยดีมาก ถ้าทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้แน่นอน ขอให้ทุกคนติดตามสถานการณ์ต่อไป และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ จะได้ไม่ตื่นตระหนกกัน ถ้ามีอัพเดทใหม่ จะรีบมาบอกเลย!

ที่มา – รมว.พลังงาน เริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน สั่งกรมเชื้อเพลิงทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติ

อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม

อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมด ทำให้เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก

อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม

ตามรายงานจากสื่อรัฐบาลอิหร่าน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้เริ่มปฏิบัติการฝึกซ้อมทางทหารในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นเพียงวันก่อนการเจรจารอบใหม่กับสหรัฐฯ เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ การซ้อมรบครั้งนี้ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน แต่มีเป้าหมายหลักเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางทหารและความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้น

เหตุผลหลักที่อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม มาจากการเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ที่ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินชุดใหญ่เข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น และกำลังจะส่งเจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ตามมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าการส่งกำลังนี้เป็นเพื่อกดดันให้อิหร่านยอมทำข้อตกลงนิวเคลียร์

背景และความตึงเครียดที่นำไปสู่การซ้อมรบ

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียสู่ตลาดโลก นักการเมืองอิหร่านสายเหยี่ยวเคยขู่ว่าหากถูกโจมตี จะปิดช่องแคบนี้เพื่อตอบโต้ ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก การซ้อมรบภายใต้การบัญชาการของพลเอกโมฮัมหมัด ปัคปูร์ ผู้บัญชาการ IRGC มุ่งเน้นการเสริมขีดความสามารถในการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อภัยคุกคาม

  • เตรียมรับมือกองเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย
  • ฝึกปฏิบัติการทางเรือและขีปนาวุธ
  • ทดสอบระบบป้องกันช่องแคบฮอร์มุซ

ทั้งนี้ การซ้อมรบเกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาที่โอมานเป็นตัวกลาง โดยทั้งสองฝ่ายกลับมาคุยกันครั้งแรกตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีก่อน หลังจากความพยายามทางการทูตหยุดชะงักเนื่องจากสงครามอิหร่าน-อิสราเอล ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์นี้

หากอิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม นำไปสู่การเผชิญหน้าจริง ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูงขึ้นทันที ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั่วโลกเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจกระทบต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ ที่พึ่งพาช่องทางนี้

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการซ้อมรบครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนจากเตหะรานต่อวอชิงตัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตน แม้จะมีการเจรจาที่เจนีวาในวันอังคารนี้ แต่ความเสี่ยงยังคงสูง

สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานควรติดตามอย่างใกล้ชิด หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและการวิเคราะห์ geopolitical ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สมัครรับข่าวสารจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย สร้างความฮือฮาในแวดวงข่าวต่างประเทศ เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ประกาศปฏิบัติการครั้งใหญ่ โดยบุกขึ้นตรวจค้นเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 2 ในรอบสัปดาห์เดียวกัน ไล่ตามจากทะเลแคริบเบียนมาจนถึงมหาสมุทรอินเดีย นับเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรน้ำมันจากเวเนซุเอลา

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย: รายละเอียดปฏิบัติการ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพสหรัฐฯ ได้ติดตามเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “เวโรนิกา 3” (Veronica III) ซึ่งติดธงชาติปานามา มาจากทะเลแคริบเบียนไกลถึงมหาสมุทรอินเดีย เรือลำนี้ถูกสงสัยว่าช่วยเวเนซุเอลาขนส่งน้ำมันหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ นี่เป็นเรือลำที่ 7 ที่ถูกยึดตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการปลายปีก่อน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ออกแถลงการณ์ว่า “ระยะทางไม่ได้คุ้มครองคุณ” พร้อมเผยวิดีโอและภาพการบุกตรวจค้น พวกเขาย้ำสิทธิในการสกัดกั้นทางทะเล แม้ยังไม่ระบุชัดว่าจะยึดเรือหรือปล่อยต่อ แต่ชัดเจนว่า “น่านน้ำสากลไม่ใช่ที่หลบภัย” ไม่ว่าจะทางบก อากาศ หรือทะเล สหรัฐฯ จะตามล่าจนกว่าจะได้ตัว

เส้นทางและปริมาณน้ำมันของเรือเวโรนิกา 3

ตามข้อมูลจาก TankerTrackers.com เรือเวโรนิกา 3 ออกจากเวเนซุเอลาเมื่อ 3 มกราคม 2569 ซึ่งตรงกับวันที่สหรัฐฯ จับกุมนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาในการบุกบ้านพักที่กรุงการากัส เรือบรรทุกน้ำมันดิบกว่า 1.9 ล้านบาร์เรล และมีประวัติเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันจากรัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลาตั้งแต่ปี 2566

  • ออกเดินทางจากเวเนซุเอลา 3 ม.ค. 2569
  • ไล่ล่าจากทะเลแคริบเบียนถึงมหาสมุทรอินเดีย
  • บรรทุกน้ำมันดิบ 1.9 ล้านบาร์เรล
  • เรือลำที่ 7 ที่ถูกสหรัฐฯ จับในปฏิบัติการนี้

สัปดาห์ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เพิ่งบุกเรือ “อากีลา 2” (Aquila II) ในลักษณะเดียวกัน แสดงถึงความมุ่งมั่นของเพนตากอนในการบังคับใช้การคว่ำบาตร

ผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันเวเนซุเอลา

ปฏิบัติการเหล่านี้ทำให้การส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาลดลงอย่างหนัก จากข้อมูลของ Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลสหรัฐฯ เดือนมกราคมที่ผ่านมา การขนส่งเหลือเพียง 400,000 บาร์เรลต่อวัน ลดลงเกือบครึ่ง มีเพียงเรือที่เกี่ยวข้องกับ Chevron และมุ่งหน้ามายังสหรัฐฯ เท่านั้นที่ยังดำเนินการได้ปกติ

นี่สะท้อนถึงนโยบายเข้มงวดของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อรัฐบาลมาดูโร ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทุจริตและละเมิดสิทธิมนุษยชน การคว่ำบาตรน้ำมันเป็นเครื่องมือสำคัญในการกดดันเศรษฐกิจเวเนซุเอลาที่พึ่งพาน้ำมันถึง 90%

ผู้เชี่ยวชาญอย่าง แมตต์ สมิธ จาก Kpler วิเคราะห์กับ BBC ว่าการปิดล้อมนี้มีประสิทธิภาพสูง สหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีติดตามเรือขั้นสูง ขีดความสามารถทางทหารที่เหนือชั้น และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำให้เรือต้องสงสัยหนีไม่พ้น

ความสำคัญของปฏิบัติการนี้ในบริบท geopolitics

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย ไม่ใช่แค่การจับเรือ แต่เป็นสัญญาณถึงการรักษาอำนาจทางทะเลของสหรัฐฯ ในยุคที่จีนและรัสเซียขยายอิทธิพล มันแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ สามารถปฏิบัติการไกลถึงมหาสมุทรอินเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับเวเนซุเอลา เศรษฐกิจย่ำแย่ลง รายได้จากน้ำมันลด ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น ขณะที่พันธมิตรอย่างรัสเซียและอิหร่านก็ถูกกระทบ เพราะเรือเหล่านี้มักใช้เป็นเครือข่าย shadow fleet ในการค้าขายน้ำมันผิดกฎหมาย

ในมุมมองของผู้เขียน ปฏิบัติการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กระทบเสรีภาพการเดินเรือสากล คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตล่าสุด!

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

Scroll to top