การจัดเก็บภาษี

เจาะลึกงบฯไร้อนาคตปี 70 หนี้ทะลุ 70% เตือน 5 ปีแตะ 80%

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภา เมื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อย่างดุเดือด โดยขนานนามว่าเป็น “งบฯไร้อนาคต” เนื่องจากมองว่าโครงสร้างงบประมาณปีนี้สะท้อนถึงปัญหาที่หมักหมมมานาน และรัฐบาลยังไม่สามารถหาทางออกที่ยั่งยืนให้กับประเทศได้

สถานการณ์งบฯไร้อนาคตปี 70 ที่น่ากังวล

เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณอภิสิทธิ์มองว่างบประมาณฉบับนี้เป็นงบฯไร้อนาคต คือการที่งบลงทุนถูกตัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการจัดเก็บรายได้ที่ทำได้เพียงแค่ประคับประคองงบประจำและการใช้หนี้เก่าเท่านั้น ทำให้ประเทศขาดแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว

เปิดปมหนี้สาธารณะทะลุ 70% ชี้ชัดอีก 5 ปีเสี่ยงแตะ 80%

นอกจากเรื่องของงบลงทุนแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่สร้างความสั่นสะเทือนคือตัวเลขหนี้สาธารณะ คุณอภิสิทธิ์ชี้ให้เห็นว่าหากรวมภาระหนี้ตามมาตรา 28 แห่งกฎหมายวินัยการเงินการคลังเข้าไปด้วย หนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันได้ทะลุเพดาน 70% ไปแล้ว และหากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการแก้ไขที่ชัดเจน ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า มีโอกาสสูงที่หนี้สาธารณะจะพุ่งกระฉูดไปแตะระดับ 80% หรือ 90% ซึ่งจะกลายเป็นภาระหนักอึ้งของคนไทยทั้งประเทศ

  • วิกฤตงบลงทุน: งบลงทุนลดลง -13.1% ขณะที่งบบุคลากรและงบอุดหนุนกลับเพิ่มสูงขึ้น
  • ความล่าช้าด้านการปฏิรูป: การจัดเก็บภาษีต่อ GDP ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้สวัสดิการประชาชนไม่ทั่วถึง
  • การลงทุนที่ไม่ชัดเจน: งบประมาณด้าน AI หรือดิจิทัลถูกมองว่าเป็นการวิ่งตามกระแสโดยขาดกลยุทธ์สร้างมูลค่าที่แท้จริง

ในมุมมองของคุณอภิสิทธิ์ สิ่งที่รัฐบาลนำเสนอภายใต้แนวคิด 5T นั้น ดูเหมือนจะห่างไกลจากความจริง เนื้อในของ งบฯไร้อนาคต ฉบับนี้ไม่ได้สะท้อนถึงการทำงบประมาณฐานศูนย์หรือการมุ่งเป้าที่แท้จริง แต่มันคือการใช้งบประมาณแบบ “หาเช้ากินค่ำ” ที่เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ เท่านั้น

ท้ายที่สุดแล้ว หากรัฐบาลยังไม่มีความกล้าหาญพอที่จะผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณ และปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยกำลังติดหล่มและยากที่จะก้าวข้ามผ่านวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ไปได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า จะสร้างอนาคตให้ประเทศได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การใช้จ่ายที่ไร้ทิศทางอย่างที่เป็นอยู่

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ตั้งชื่องบประมาณปี70 “งบฯไร้อนาคต” ปูดหนี้สาธารณะทะลุ70% อีก5 ปีหวั่นทะลุ80%

กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่มีกระแสข่าวร้อนแรงว่า กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย หากพบว่ามีการชำระภาษีไม่ครบถ้วนตามการประเมิน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลสำคัญอย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

สถานการณ์ล่าสุด: กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่กรมสรรพากรได้ออกเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยอ้างอิงคำพิพากษาของศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานนั้นถูกต้องตามกฎหมาย และถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ดังนั้น หนี้ภาษีดังกล่าวจึงเป็นภาระที่ต้องเร่งดำเนินการจัดเก็บให้ครบถ้วน

รายละเอียดการดำเนินการเชิงรุกจากภาครัฐ

ทางด้านนายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ได้เปิดเผยว่า กรมสรรพากรไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการในหลายขั้นตอน ดังนี้:

  • มีการแจ้งเตือนให้ไปชำระภาษีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • ทำการสืบสวนทรัพย์สินทุกประเภทของนายทักษิณทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระหนี้ภาษีให้ได้มากที่สุด
  • ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามทรัพย์สินจากต่างแดน

แม้ว่าจะมีความพยายามในการเจรจาหรือดำเนินการตามสิทธิอุทธรณ์ในอดีต แต่เมื่อศาลได้ตัดสินให้เป็นที่ยุติแล้ว กรมสรรพากรจึงต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย ก็เพื่อเป็นแนวทางสุดท้ายหากพบว่ายอดเงินภาษีที่ชำระเข้ามายังไม่เพียงพอต่อยอดการประเมิน ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับการปฏิบัติกับภาษีอากรในรายอื่นๆ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

มุมมองต่อเหตุการณ์นี้

การดำเนินการของภาครัฐในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างบรรทัดฐานความเท่าเทียมทางกฎหมาย หากใครมีหนี้ภาษีต่อแผ่นดินก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะมีสถานะหรือบทบาทอย่างไรในสังคม สำหรับกรณีนี้เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในขั้นสุดท้ายจะมีการชำระหนี้ได้ครบถ้วนหรือไม่ หรือจะเข้าสู่กระบวนการล้มละลายตามที่ได้มีการประกาศไว้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมายอย่างชัดเจน

ที่มา – กรมสรรพากร ขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย หากชำระภาษีไม่ครบถ้วน

“พรรคเศรษฐกิจ” เสนอเก็บภาษีแรงงานต่างด้าว-ปราบคอร์รัปชัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวการเมืองที่กำลังร้อนแรงเรื่องภาษีกันดีกว่า โดยเฉพาะข้อเสนอสุดแซ่บจาก “พรรคเศรษฐกิจ” เสนอเก็บภาษีแรงงานต่างด้าว-ปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อคัดค้านการขึ้น VAT จาก 7% เป็น 10% ที่หลายคนกังวลว่าจะทำให้ของทุกอย่างแพงขึ้น ซ้ำเติมค่าครองชีพของคนไทยในช่วงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

“พรรคเศรษฐกิจ” เสนอเก็บภาษีแรงงานต่างด้าว-ปราบคอร์รัปชัน แทนขึ้น VAT

วันที่ 22 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ พร้อมทีม ส.ส. และสมาชิกพรรค แถลงข่าวชัดเจนคัดค้านการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบเต็มตัว พวกเขายืนยันว่านี่ไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่มีเอกสารราชการอย่าง “แผนการคลังระยะปานกลาง” ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 จากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่พูดถึงการขึ้น VAT เป็น 10% ชัดๆ เลยครับ

นายคริสอธิบายว่าถ้าขึ้น VAT จริง ทุกอย่างจะแพงขึ้น 3% ทันที ลองนึกภาพสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ 100 บาท ตอนนี้ VAT 7% จ่ายภาษี 7 บาท แต่ถ้าขึ้นเป็น 10% จะกลายเป็น 103 บาท สะสมทุกวันทุกเดือน ยิ่งทำให้ค่าครองชีพพุ่ง โดยเฉพาะตอนนี้เศรษฐกิจไทยโตช้า แค่ 2.4% ถ้าขึ้นภาษีอาจหดตัวลง 1% เหลือโตแค่ 1.4% กำลังซื้อลด การผลิตชะงัก การจ้างงานหด รัฐอาจได้ภาษีน้อยกว่าที่คิดซะอีก

ทำไมรัฐเก็บ VAT ได้มากขึ้นโดยไม่ขึ้นภาษี?

ข้อมูลเจ๋งๆ จากนายคริส ปี 2557 VAT 7% รัฐเก็บได้ 700,000 ล้านบาท แต่ปี 2568 ยังอัตราเดิม เก็บพุ่งเป็น 950,000 ล้านบาท เพราะเศรษฐกิจโต รายได้ประชาชนเพิ่ม แค่นี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ต้องขึ้นภาษีก็เพิ่มรายได้ได้ ถ้าทำเศรษฐกิจให้ดี

ยิ่งกว่านั้น รัฐยังคุยขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% เพื่อกู้เพิ่ม 500,000 ล้านบาท แสดงว่าเศรษฐกิจยังเปราะบาง ไม่ควรมาซ้ำเติมประชาชนด้วย VAT ใหม่ รัฐอ้างขึ้น 1% ได้เงินเพิ่ม 100,000 ล้าน ขึ้น 3% ได้ 300,000 ล้าน แต่ก่อนรีดจากประชาชน ควรดูตัวเองก่อน งบประมาณปีละ 3.78 ล้านล้านล้าน 明年 4.1 ล้านล้าน แต่รั่วไหลจากคอร์รัปชันปีละไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท!

ทางออกทางเลือกจากพรรคเศรษฐกิจ

แทนที่จะขึ้น VAT พรรคเศรษฐกิจมีทางออก 2 ข้อที่เป็นธรรมกว่า

  • ข้อ 1: เก็บภาษีเงินได้จากแรงงานต่างด้าว ปัจจุบันมีแรงงานถูกกฎหมาย 4 ล้านคน ผิดกฎหมายรวมอาจ 10 ล้านคน รายได้เฉลี่ยเดือนละ 12,000 บาท ปีละ 144,000 บาท ยังไม่ถึงเกณฑ์ยกเว้น 150,000 บาท เลยไม่เสียภาษี แต่ใช้ถนน โรงพยาบาล โรงเรียนไทยเหมือนกัน ขอเสนอยกเลิกยกเว้น 150,000 บาทแรกสำหรับต่างด้าว เก็บตั้งแต่บาทแรก คาดได้เงินเพิ่ม 30,000 ล้านบาท/ปี
  • ข้อ 2: ปราบคอร์รัปชันจริงจัง ถ้าลดรั่วไหลได้ครึ่งเดียวจาก 500,000 ล้านบาท ก็ประหยัด 250,000 ล้านบาท รวมกับภาษีต่างด้าว 30,000 ล้าน ก็เกือบ 280,000 ล้าน เท่าๆ กับขึ้น VAT 3% แล้ว!

นายคริสสรุปชัด “ถ้าจะเก็บภาษีคนไทยเพิ่ม ต้องเริ่มจากต่างด้าวที่ใช้สาธารณูปโภคก่อน และดูรายจ่ายตัวเองว่ารั่วไหลเท่าไร” พรรคยืนยันไทยยังไม่พร้อมขึ้น VAT เพราะจะฉุดเศรษฐกิจ ลดการบริโภค จ้างงานน้อยลง

เห็นด้วยมั้ยครับ? ข้อเสนอนี้ดูเป็นธรรมและสมเหตุสมผลดีนะ ถ้ารัฐบาลเอาไปใช้ เศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นเร็วขึ้น คุณล่ะคิดยังไงกับ “พรรคเศรษฐกิจ” เสนอเก็บภาษีแรงงานต่างด้าว-ปราบคอร์รัปชัน นี้ คอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

ที่มา – “พรรคเศรษฐกิจ” เสนอเก็บภาษีแรงงานต่างด้าว-ปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง

5 เดือนแรก ปีงบ 69 สรรพสามิต จับ 15,827 คดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวดีจากภาครัฐที่น่าสนใจมากเลยนะ ในช่วง 5 เดือนแรก ปีงบ 69 กรมสรรพสามิต จับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต 15,827 คดี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 6.57% เลยทีเดียว! คิดค่าปรับจริงไปแล้ว 455.42 ล้านบาท และประมาณการรวมกว่า 1,578.31 ล้านบาท นี่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับการปราบปรามสินค้าละเมิดกฎหมายสรรพสามิตมากแค่ไหน โดยเฉพาะยาสูบที่ครองแชมป์คดีสูงสุด

5 เดือนแรก ปีงบ 69 กรมสรรพสามิต จับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต 15,827 คดี

จากข้อมูลที่ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ เผยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 กรมสรรพสามิตได้ขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล ปราบปรามผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงศูนย์ปราบปรามสินค้าออนไลน์ ตั้งแต่ตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 จับกุมได้ทั้งหมด 15,827 คดี สูงขึ้นชัดเจนจากปีก่อนๆ นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่หมายถึงการปกป้องรายได้ของรัฐ สร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการที่ถูกกฎหมาย และลดความเสี่ยงจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานที่อาจอันตรายต่อสุขภาพประชาชน

สถิติคดีเด่นใน 5 เดือนแรก ปีงบ 69 กรมสรรพสามิต จับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต 15,827 คดี

มาดูกันว่าคดีไหนบ้างที่ถูกจับมากที่สุด โดยแบ่งตามประเภทสินค้า:

  • ยาสูบ: 9,599 คดี (60.65%) ค่าปรับ 294.50 ล้านบาท ของกลางยาสูบในประเทศ 152,376 ซอง ยาสูบต่างประเทศ 2,368,573 ซอง – นี่แหละตัว-TOP ที่รัฐบาลโฟกัสเพราะกระทบสุขภาพและรายได้รัฐมหาศาล
  • สุรา: 4,720 คดี (29.82%) ค่าปรับ 58.69 ล้านบาท สุราในประเทศ 116,160.500 ลิตร สุราต่างประเทศ 6,442.555 ลิตร
  • น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน: 494 คดี ค่าปรับ 51.31 ล้านบาท ของกลาง 1,264,587 ลิตร
  • รถจักรยานยนต์: 409 คดี ค่าปรับ 8.99 ล้านบาท ของกลาง 983 คัน
  • ไพ่: 137 คดี ค่าปรับ 1.26 ล้านบาท ของกลาง 9,507 สำรับ
  • รถยนต์: 117 คดี ค่าปรับ 15.76 ล้านบาท ของกลาง 276 คัน
  • เครื่องหอมและเครื่องสำอาง: 104 คดี ค่าปรับ 14.46 ล้านบาท ของกลาง 72,260 ขวด หัวน้ำหอม 41,838.294 กิโลกรัม
  • เครื่องดื่ม: 72 คดี ค่าปรับ 1.07 ล้านบาท ของกลาง 40,718.292 ลิตร
  • แบตเตอรี่: 139 คดี ค่าปรับ 8.65 ล้านบาท ของกลาง 123,839 ก้อน
  • ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องดื่ม: 11 คดี ค่าปรับ 0.56 ล้านบาท ของกลางเครื่องดื่มผง 733.735 กิโลกรัม เครื่องดื่มเข้มข้น 19,932.280 ลิตร

เห็นตัวเลขแล้วตื่นเต้นแทนเลยใช่มั้ยครับ? การจับกุมเหล่านี้ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่ชายแดน ลักลอบนำเข้า การกระจายสินค้า ไปจนถึงออนไลน์ ภายใต้นโยบาย “ปราบปรามเชิงรุก ยุติวงจรผิดกฎหมาย” ที่ใช้ข้อมูล大数据 (Data Driven Enforcement) พุ่งเป้าไปที่ขบวนการใหญ่ๆ ไม่ใช่แค่ปลายน้ำ แต่ตัดตอนตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำ

นโยบายปราบปรามของกรมสรรพสามิตที่เข้มข้น

รัฐบาลสั่งการให้กรมสรรพสามิตเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์รัฐ สร้างความเป็นธรรมทางการค้า และความปลอดภัยสังคม ภารกิจไม่ใช่แค่เก็บภาษี แต่ขจัดสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ยาสูบปลอม สุราปลอม ที่อาจมีสารพิษปนเปื้อน ทำให้ประชาชนเสี่ยงสุขภาพ นอกจากนี้ยังปรับปรุงกฎหมายดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบถูกต้อง ลดช่องโหว่

ในมุมมองผมนะ การที่ 5 เดือนแรก ปีงบ 69 กรมสรรพสามิต จับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต 15,827 คดี แล้วยังมีแนวโน้มเพิ่ม แสดงว่าระบบเฝ้าระวังดีขึ้นมาก ผู้ประกอบการที่สุจริตควรดีใจเพราะตลาดจะแฟร์ขึ้น ลูกค้าซื้อของปลอดภัยกว่าเดิม

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการหรือสนใจเรื่องภาษีสรรพสามิต แนะนำให้ติดตามข่าวจากกรมสรรพสามิตอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์หรือหลงผิดกฎหมาย ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันด้วยนะครับ แล้วคุณคิดยังไงกับมาตรการนี้ คอมเมนต์มาบอกกัน!

ที่มา – 5 เดือนแรก ปีงบ 69 กรมสรรพสามิต จับผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต 15,827 คดี

ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก! รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า

ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก! รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า นักเศรษฐศาสตร์–สาธารณสุข–ภาคการเงิน เตือนโครงสร้างภาษีซับซ้อนทำรายได้รั่วไหล แนะเร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อสร้างรายได้

ปีงบประมาณ 2569 ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปีที่ท้าทายที่สุดของการคลังไทยในรอบทศวรรษ หลายสัญญาณชี้ชัดรายได้ภาษีอาจไม่ถึงเป้าหมายทั้งจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงความซับซ้อนของโครงสร้างภาษีในบางผลิตภัณฑ์ที่กระตุ้นให้รัฐบาลทบทวนมาตรการแก้ไขเร่งด่วน

ภาษีไทยปี 2569 รายได้เสี่ยงหลุดเป้า โจทย์หนักกว่าที่คาด

แม้เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวหลังโควิด-19 แต่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ยังไม่ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ ทำให้ระบบเศรษฐกิจยังไม่กลับมาเดินเครื่องเต็มร้อย และกำลังซื้อก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ภาษีนิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT โตไม่ตามกรอบ และหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ฝั่งภาษีศุลกากร และภาษีสรรพสามิตก็ยังมีหลายส่วนที่ไม่เป็นไปตามเป้าซึ่ง KKP Research ของธนาคารเกียรตินาคินภัทรจำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ความสามารถในการจัดเก็บภาษีของไทยลดจาก 17% เหลือเพียง 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และเตือนชัดว่าหากรายได้ภาษีหลุดเป้าในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ความเสี่ยงทางการคลังจะสูงขึ้นมาก และอาจส่งผลต่ออันดับเครดิตของประเทศได้

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TTB ระบุว่า “เมื่อรายได้ภาษีไม่ถึงเป้า แต่รายจ่ายรัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความเสี่ยงเชิงการคลังจะสูงขึ้น และอาจส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย”

โจทย์ใหม่ของการคลังไทย “แก่ก่อนรวย” ทำฐานภาษีหดตัว

สิ่งที่ทวีความเสี่ยงให้การเก็บภาษีในปี 2569 หนักยิ่งขึ้นคือโครงสร้างประชากรไทยที่เดินหน้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์” (Super-Aged Society) อย่างต่อเนื่อง ทำให้คนวัยทำงานลดลง ฐานภาษีเงินได้จึงลดลงตาม ในขณะเดียวกันการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์นั้น ทำให้โครงสร้างการใช้จ่ายเปลี่ยนไป กล่าวคือผู้สูงอายุใช้จ่ายน้อยลงในสินค้าที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ใช้จ่ายมากขึ้นในหมวดสุขภาพที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มโตช้ากว่าที่คาด แต่ภาระรายจ่ายรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทัั้งจากงบบำนาญ งบสาธารณสุขและงบสวัสดิการผู้สูงอายุ เมื่อฐานภาษีหดตัว แต่รายจ่ายเพิ่มต่อเนื่อง ทำให้ปี 2569 เป็นต้นไปรัฐบาลจะมีพื้นที่นโยบายทางการคลัง (Fiscal Space) น้อยลงกว่าที่เคยเป็นมา 

ผู้บริโภคเลือกสินค้าราคาประหยัด ทำรายได้สรรพสามิตต่ำกว่ากรอบ

พฤติกรรม “คุมค่าใช้จ่าย” ในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ส่งผลโดยตรงกับสินค้าสรรพสามิต ที่ผู้บริโภคจำนวนมากเปลี่ยนไปซื้อสินค้าราคาถูกลง (Down Trading) เช่น บุหรี่ราคาประหยัด สุราราคาถูก สินค้าพลังงานต้นทุนต่ำ ที่มีภาษีต่อหน่วยต่ำ แม้ยอดขายอาจใกล้เคียงเดิม แต่รัฐจัดเก็บภาษีได้ลดลง นอกจากนี้ สินค้าผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่เถื่อน แอลกอฮอล์เถื่อน ที่ลักลอบหนีภาษี ยังขยายตัวและบั่นทอนรายได้รัฐโดยตรง

ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า

โฟกัส “ภาษียาสูบ” – ช่องโหว่ใหญ่สุดของรายได้รัฐในปี 2569

จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2568 พบว่า ภาษีรถยต์ สุรา และยาสูบ เป็นกลุ่มสินค้าที่สร้างรายได้หลักให้กับสรรพสามิต แต่มีการจัดเก็บได้ลดน้อยลงจากปีงบประมาณก่อนหน้า โดยภาษีรถยนต์ และภาษีสุรา มีการจัดเก็บน้อยลงเนื่องจากมาตรการลดภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการ และจูงใจให้ผู้บริโภคหันไปใช้สินค้าที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แต่สำหรับสินค้ายาสูบนั้นไม่ได้มีมาตรการใดออกมา แต่กลับจัดเก็บรายได้ได้ลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากโครงสร้างภาษีแบบ “สองอัตรา” เปิดช่องให้เกิดพฤติกรรมหลีกเลี่ยงภาษีโดยไม่ผิดกฎหมาย ทั้งในฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นปรากฏการณ์ที่ผู้บริโภค Down Trading ไปยังบุหรี่ราคาถูก และผู้ผลิตตั้งราคาถูกลงเพื่ออยู่ในชั้นภาษีต่ำ รายได้รัฐที่เก็บได้ต่อซองต่ำลง บุหรี่ผิดกฎหมายเพิ่มส่วนแบ่งตลาด ซ้ำเติมการจัดเก็บรายได้ของรัฐ

ศาสตราจารย์ ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าตั้งแต่มีการบังคับใช้โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา ยังไม่เห็นข้อดีของโครงสร้างแบบนี้ จึงเสนอแนะให้ใช้โครงสร้างภาษีแบบอัตราเดียว เช่นเดียวกับในต่างประเทศซึ่งจะทำให้ระบบภาษีโปร่งใสและลดการบิดเบือนราคาได้มากกว่าเดิม

มุมสาธารณสุข ภาษีหลายอัตราเปิดช่องให้เยาวชนเข้าถึงบุหรี่ได้ง่ายขึ้น

นอกจากรายได้รัฐที่รั่วไหล โครงสร้างภาษีแบบหลายอัตรายังถูกวิพากษ์จากมุมสาธารณสุขอย่างหนัก เพราะทำให้ราคาบุหรี่บางกลุ่มต่ำเกินจริง โดยเฉพาะสินค้าราคาประหยัดที่เยาวชนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเยาวชนมี price sensitivity สูง ผู้ที่ “เริ่มสูบครั้งแรก” มักเลือกสินค้าที่ราคาต่ำที่สุดในตลาด เมื่อระบบภาษีเปิดช่องให้ยังมีบุหรี่ราคาถูกอยู่จำนวนมาก จึงทำให้มาตรการป้องกันการเริ่มสูบ “ไม่ทำงานเต็มที่”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ กล่าวไว้ชัดว่า “ภาษีบุหรี่เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดตามคำแนะนำของธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลก จึงมีความปรารถนาตลอดเวลาให้ประเทศไทยมีระบบภาษีบุหรี่ที่ดี คือ ‘อัตราเดียว’ เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการบริโภคและเพิ่มรายได้รัฐไปพร้อมกัน”

ปี 2569 ปีแห่งการปฏิรูปภาษีไทย – เริ่มจากหมวดที่รั่วไหลที่สุด

เมื่อพิจารณาทั้งภาพเศรษฐกิจ ภาพการคลัง และภาพประชากร จะเห็นว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ไทยต้องเร่ง “ปฏิรูปโครงสร้างภาษี” เพื่อสร้างรายได้ มากกว่าจะรอพึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หาสิ่งที่เป็น Quick Big Win และเลือกขึ้นมาก่อน เป็นก้าวแรกของรากฐานทางการคลังที่เข้มแข็ง

รับมืออย่างไรเมื่อ ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า

สำหรับผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป การทำความเข้าใจสถานการณ์ ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับนโยบายและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น การวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อช่วยให้ประเทศก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า เตือนโครงสร้างซับซ้อนทำรายได้รั่วไหล

Scroll to top