การตรวจสอบ

ชัยชนะ โพสต์ร่วมโต๊ะ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ย้ำสัมพันธ์ยังดี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในโลกโซเชียล เมื่อนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยการเผยแพร่ภาพขณะรับประทานอาหารร่วมกับ พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ สวัสดิโกมล หรือรองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจภูธรทุ่งใหญ่ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า ชัยชนะ โพสต์ร่วมโต๊ะ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ย้ำสัมพันธ์ยังดี เพื่อสยบข่าวลือความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้

ชัยชนะ โพสต์ร่วมโต๊ะ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ย้ำสัมพันธ์ยังดี

การพบปะกันในครั้งนี้ นายชัยชนะได้ระบุข้อความสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “มื้อนี้ พี่รองตุ้มและครอบครัวเลี้ยงครับ มิตรภาพที่ยืนยาวมั่นคง เข้าใจตรงกันนะครับ” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเขากับรองผู้กำกับทุ่งใหญ่ยังคงแน่นแฟ้น ไม่ได้เป็นไปตามที่มีกระแสข่าวความขัดแย้งในช่วงก่อนหน้านี้แต่อย่างใด

เบื้องหลังการโพสต์ ชัยชนะ โพสต์ร่วมโต๊ะ รอง ผกก.ทุ่งใหญ่ ย้ำสัมพันธ์ยังดี

หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เป็นต้นเรื่อง จะพบว่าทั้งสองท่านเคยมีกรณีพิพาทที่เป็นประเด็นทางสังคม ซึ่งส่งผลให้เกิดการแจ้งความดำเนินคดีและเป็นที่จับตามองของสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม การที่ทั้งคู่เลือกจะนั่งรับประทานอาหารร่วมกันอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ถือเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นมิตรที่อยู่เหนือปัญหาความเห็นต่างทางการเมืองหรือข้อพิพาททางคดีความ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มีดังนี้:

  • บรรยากาศการรับประทานอาหารเป็นไปอย่างเป็นกันเอง มีครอบครัวและเพื่อนร่วมโต๊ะ
  • นายชัยชนะยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยุติข่าวลือความบาดหมางในสังคม
  • ทั้งสองฝ่ายพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนปกติ

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ทางการเมือง การกระทำของนายชัยชนะในครั้งนี้เป็นการใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์เพื่อลดแรงปะทะจากกระแสสังคม โดยเน้นไปที่การสร้างภาพลักษณ์ของความเป็นมิตรภาพและวุฒิภาวะในการจัดการกับปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัว แม้ในยามที่มีคดีความค้างคาอยู่ก็ตาม ซึ่งต้องรอดูต่อไปว่าในเชิงคดีความทางกฎหมายจะมีความคืบหน้าอย่างไร แต่ในแง่ของภาพลักษณ์ส่วนตัวถือว่าการแสดงออกครั้งนี้ช่วยปรับลดอุณหภูมิความขัดแย้งไปได้มากทีเดียว

ที่มา – “ชัยชนะ” โพสต์ร่วมโต๊ะอาหาร “รอง ผกก.ทุ่งใหญ่” ย้ำสัมพันธ์ยังดี

โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการราชการไทยอีกครั้ง เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในกรณีทุจริตการสอบบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น โดยล่าสุด โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หวั่นตัดตอนช่วยฝ่ายการเมือง เพื่อหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบกว่า 5,200 ราย

โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ในเมื่อคดีนี้มีมูลความผิดฐานฟอกเงินชัดเจน การตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเข้มข้นขึ้น นายพิทักษ์เดช เดชเดชะ ในฐานะประธาน กมธ.ปปง. สภาผู้แทนราษฎร จึงเตรียมเดินหน้าขุดคุ้ยเส้นทางการเงินทั้งหมด เพื่อดูว่ามีใครบ้างที่อยู่เบื้องหลังการแก้คะแนนสอบในครั้งนี้

เหตุผลที่ต้องดันเรื่องเข้า กมธ.ปปง.

ปัญหาใหญ่ที่หลายฝ่ายกังวลคือการตรวจสอบกันเองภายในกระทรวงมหาดไทย อาจนำไปสู่การตัดตอนข้อมูลเพื่อปกป้องผู้มีอำนาจหรือฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การที่ โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หวั่นตัดตอนช่วยฝ่ายการเมือง จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้เรื่องนี้ถึงมือองค์กรอิสระหรือศาลโดยเร็วที่สุด

ประเด็นที่น่าสนใจและต้องจับตามองเป็นพิเศษ มีดังนี้:

  • ความพยายามในการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดกว่า 5,200 ราย ไม่ใช่แค่ตัวบุคคลเพียงไม่กี่คน
  • การแสวงหาความจริงว่านักการเมืองคนใดมีส่วนรู้เห็นหรือสั่งการหรือไม่
  • ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นที่ถูกทำลายลง

เราต้องยอมรับว่า การทุจริตในระบบราชการเป็นมะเร็งร้ายที่บั่นทอนศักยภาพของประเทศ การตั้งคณะกรรมการอิสระที่ปราศจากความเกรงใจทางการเมืองจึงเป็นทางออกเดียวที่จะกู้คืนความยุติธรรมให้กับผู้เข้าสอบที่ตั้งใจจริงและถูกโกงโอกาสไป หวังว่าก้าวสำคัญนี้จะนำไปสู่การปฏิรูประบบสอบให้โปร่งใสอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อจบกระแสสังคมเท่านั้น

ที่มา – โฆษก ปชป. ชง “กมธ.ปปง.” สอบเส้นเงินโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น หวั่นตัดตอนช่วยฝ่ายการเมือง

รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย

รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการกระจายงบประมาณโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน ว่าอาจมีความไม่เป็นธรรม ล่าสุด นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่าการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้ไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยระบุว่า รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย อย่างเป็นรูปธรรม

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังตัวเลขโครงการน้ำบาดาล

จากการชี้แจง พบว่าโครงการทั้งหมด 858 แห่งนั้นเป็นโครงการชุดเดิมและพิกัดเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อนำมาวางเทียบกับแผนที่เขตเลือกตั้งใหม่หลังปี 2566 ตัวเลขการกระจุกตัวของโครงการจึงเปลี่ยนไปตามผู้ชนะในแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่การจัดสรรใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจคือ:

  • พรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างพรรคกล้าธรรม ก็ได้รับโครงการไปถึง 142 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 16.6 ของทั้งหมด
  • ค่าเฉลี่ยของจำนวนโครงการต่อ สส. 1 คน ของฝ่ายค้านบางพรรคสูงกว่าพรรคร่วมรัฐบาลเสียอีก
  • พื้นที่ของพรรคประชาชน กลับได้รับวงเงินเฉลี่ยต่อโครงการสูงที่สุดที่ 7.81 ล้านบาทต่อแห่ง

ด้วยเหตุนี้ รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย โดยยืนยันว่าวงเงินงบประมาณที่แตกต่างกันในแต่ละแห่งนั้น ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทางวิศวกรรม ความลึกของบ่อ และระยะทางในการเดินระบบท่อส่งน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยทางเทคนิคล้วนๆ ไม่ใช่เรื่องของการแบ่งเค้กทางการเมืองแต่อย่างใด

หากเราลองพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านจะเห็นได้ว่า พรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ปัจจุบันกลับมีจำนวนโครงการในเขตพื้นที่ลดลงอย่างมากถึงร้อยละ 93 ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่ย้อนแย้งกับข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลจัดสรรงบให้พวกพ้อง นอกจากนี้ ในฐานะประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากน้ำสะอาด การได้รับข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จากทางรัฐบาลถือเป็นเรื่องดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดจากกระแสข่าวที่อาจยังไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน

รัฐบาลยืนยันพร้อมรับการตรวจสอบในทุกขั้นตอน ขอเพียงให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลที่รอบด้านและเป็นธรรมในการพิจารณา เพื่อให้โครงการน้ำบาดาลเหล่านี้สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนทั่วประเทศอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเขตเลือกตั้งของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม

ที่มา – รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย

รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. หลังจากที่มีการออกมาตั้งข้อสังเกตถึงพฤติการณ์ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความกังขาให้กับสังคมเป็นวงกว้าง

รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาพูดถึงกลุ่ม “สว.สีส้ม” และตั้งคำถามถึงพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใส อย่างไรก็ตาม นายรังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน ได้ออกมาโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน โดยยืนยันว่าการตั้งข้อกล่าวหาลักษณะนี้เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังให้ความสนใจ นั่นก็คือความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมของฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐเอง

เปิดใจ รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. ให้ชัดเจน

ในการแถลงข่าว นายรังสิมันต์ย้ำชัดว่าหากมีหลักฐานว่าพรรคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้ง สว. จริง ก็ขอให้นำรายชื่อออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะให้ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการใช้วาทกรรมเพื่อสาดโคลนใส่กัน การกล่าวอ้างเลื่อนลอยโดยไม่มีพยานหลักฐานทั้งเส้นทางการเงินหรือคลิปวิดีโอถือเป็นการเสียเวลาเปล่า

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเชื่อมโยงในระดับท้องถิ่นว่า:

  • จังหวัดที่มี สว.สีน้ำเงินจำนวนมาก มักพบปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอำนาจในพรรคการเมืองใหญ่กับตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ในบ้านเมือง
  • กระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็นที่พึ่งของประชาชน แต่กลับเกิดคำถามเรื่องมาตรฐาน

ในมุมมองของพรรคประชาชน การจะแก้ปัญหาเรื่องการโกง สว. นั้นไม่สามารถใช้วิธีการโยนความผิดให้ฝ่ายอื่นได้ แต่ต้องมาดูที่หลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ว่าจะเป็นผลคะแนนหรือพยานบุคคล นายรังสิมันต์เชื่อมั่นว่าถ้าตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ความจริงจะปรากฏออกมาเอง และผู้ที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือย่อมเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ง่ายกว่าใคร

บทสรุปของเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่การตอบโต้ผ่านวาทกรรม แต่คือการพิสูจน์ว่าระบบยุติธรรมไทยจะสามารถจัดการกับผู้กระทำผิดได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีคำถามถึงความโปร่งใสของนักการเมืองระดับสูง นี่คือโจทย์ใหญ่ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านกำลังจับตามองและจะใช้กลไกในสภาฯ เดินหน้าตรวจสอบให้ถึงที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏต่อสายตาประชาชน

ที่มา – “รังสิมันต์” ท้า “ศุภชัย” เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. ซัดสาดวาทกรรมหวังเบี่ยงประเด็น

“ภคมน” เรียกร้อง “วรศิษฎ์” มท.4 ถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นคดีใหญ่ที่มีความเสียหายมหาศาล ล่าสุดทาง ป.ป.ช. ได้ยกระดับเป็นคดีพิเศษโดยมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนกว่า 6,000 ราย ท่ามกลางความสงสัยว่าขบวนการนี้อาจมีทั้งข้าราชการระดับสูงและฝ่ายการเมืองอยู่เบื้องหลัง

“ภคมน” เรียกร้อง “วรศิษฎ์” มท.4 ถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

เหตุการณ์กลับเข้มข้นขึ้นเมื่อหนึ่งในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาคือ นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายก อบจ.สตูล ซึ่งเป็นคุณลุงของนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ทำให้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส. พรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใส โดยมองว่าการที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นโดยตรง กลับมีญาติใกล้ชิดเข้าไปพัวพันคดีเสียเอง ย่อมทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความขัดแย้งเชิงจริยธรรมกับการตรวจสอบที่โปร่งใส

น.ส.ภคมนย้ำว่า การที่ “ภคมน” เรียกร้อง “วรศิษฎ์” มท.4 ถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบคดีทุจริตสอบท้องถิ่น นั้น ไม่ใช่เรื่องของการปรักปรำ แต่เป็นเรื่องของการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองที่ดี ซึ่งในมุมมองของคุณธรรมจริยธรรม การมีคนใกล้ตัวเป็นผู้ถูกกล่าวหาควรเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะแสดงสปิริต เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าไปได้อย่างไร้ข้อกังขาจากสังคม

ประเด็นที่น่าสนใจที่คุณภคมนได้ชี้ให้เห็นคือเรื่องของความรู้สึกของประชาชน ดังนี้:

  • ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานรัฐ
  • ความกังขาว่ารัฐมนตรีจะกล้า “ขุดรากถอนโคน” หรือ “สาวให้ถึงตอ” ได้จริงหรือไม่ในเมื่อผู้ถูกกล่าวหาคือคนในครอบครัว
  • ความโปร่งใสของพยานหลักฐานที่อาจถูกแทรกแซงได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การ “ภคมน” เรียกร้อง “วรศิษฎ์” มท.4 ถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลว่า หากยังเพิกเฉยต่อความรู้สึกของภาคประชาชน ตำแหน่งหน้าที่และความมั่นคงทางการเมืองในอนาคตอาจได้รับผลกระทบไปไม่มากก็น้อย การแสดงความบริสุทธิ์ใจโดยการถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบจึงอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับนายวรศิษฎ์ในขณะนี้ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนย่อมต้องการเห็นความยุติธรรมที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่คำพูดที่ปิดบังข้อเท็จจริงด้วยนามสกุลที่เหมือนกัน

คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? การถอนตัวจะส่งผลต่อความโปร่งใสในคดีนี้จริงหรือไม่ ร่วมแชร์ความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – “ภคมน” เรียกร้อง “วรศิษฎ์” มท.4 ถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

นายกรัฐมนตรี ไม่รอ ป.ป.ช. สอบเสร็จ เร่งพิสูจน์ข้อเท็จจริง ก่อนถอนชื่อบรรจุ เอาผิดอาญา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามองอย่างต่อเนื่อง หลังจากมีการเปิดเผยผลการตรวจสอบการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นกว่า 15,000 คน โดยพบความผิดปกติใน 5,000 รายที่มีคะแนนไม่ตรงกับกระดาษคำตอบ นำไปสู่ความเคลื่อนไหวสำคัญจากระดับนโยบายที่ยืนยันว่าจะไม่มีการละเว้น

นายกรัฐมนตรี ไม่รอ ป.ป.ช. สอบเสร็จ เร่งพิสูจน์ข้อเท็จจริง ก่อนถอนชื่อบรรจุ เอาผิดอาญา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาระบุชัดเจนว่า กระทรวงฯ จะไม่รอผลการพิจารณาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพียงอย่างเดียว แต่จะดำเนินการบริหารจัดการภายในเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงโดยเร็วที่สุด หากพบว่าที่มาไม่ถูกต้องจะทำการเพิกถอนชื่อบรรจุทันที พร้อมเรียกคืนเงินเดือนและดำเนินคดีทางอาญาอย่างเด็ดขาด

เหตุผลที่ต้องทำเร่งด่วน: นายกรัฐมนตรี ไม่รอ ป.ป.ช. สอบเสร็จ เร่งพิสูจน์ข้อเท็จจริง ก่อนถอนชื่อบรรจุ เอาผิดอาญา

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่ต้องการล้างบางขบวนการทุจริตที่แฝงตัวอยู่ในการสอบบรรจุ โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การใช้กระบวนการบริหารจัดการภายใน: หากตรวจสอบพบว่าคะแนนในกระดาษคำตอบไม่ตรงกับผลที่ประกาศ ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถดำเนินการเพิกถอนสิทธิ์ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล
  • การเอาผิดทางอาญา: เมื่อพิสูจน์ได้ว่ามีการร่วมกันโกง จะต้องมีการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมาย เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานสำหรับข้าราชการรุ่นต่อๆ ไป
  • โอกาสขยายผลตรวจสอบ: ไม่เพียงแค่ 15,000 คนที่บรรจุไปแล้ว แต่ยังรวมไปถึงการตรวจสอบภาพรวมการสอบกว่า 4 แสนคน เพื่อความโปร่งใสในระบบราชการไทย

นายอนุทินยังย้ำว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการทุจริต และพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ผู้ที่ทุจริตเข้ามาหาผลประโยชน์ในระบบราชการได้อีกต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าการดำเนินการที่รวดเร็วนี้จะช่วยคืนความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ตั้งใจสอบเข้าทำงานด้วยความสุจริต

ในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม เราต้องจับตาดูว่ามาตรการที่ นายกรัฐมนตรี ไม่รอ ป.ป.ช. สอบเสร็จ เร่งพิสูจน์ข้อเท็จจริง ก่อนถอนชื่อบรรจุ เอาผิดอาญา จะสามารถขุดรากถอนโคนขบวนการทุจริตนี้ได้สำเร็จหรือไม่ เพราะความซื่อสัตย์คือพื้นฐานสำคัญของการบริการประชาชน หากจุดเริ่มต้นของการเข้ามาเป็นข้าราชการมาจากความคดโกง ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อระบบราชการในอนาคตนั้นประเมินค่าไม่ได้เลย

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ไม่รอ ป.ป.ช. สอบเสร็จ เร่งพิสูจน์ข้อเท็จจริง ก่อนถอนชื่อบรรจุ เอาผิดอาญา

“ภคมน” คาใจ มหาดไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ แชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย”

“ภคมน” คาใจ มหาดไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ แชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย”

เป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามถึงความโปร่งใสในกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรณีที่สังคมสงสัยอย่างหนักว่าทำไมรัฐบาลถึงยังนิ่งเฉยกับเรื่อง “ภคมน” คาใจ มหาดไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ แชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการปล่อยเกียร์ว่างในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

เบื้องลึกความสงสัยในระบบราชการไทย

นอกจากประเด็นแชตหลุด สส.ภคมนยังหยิบยกเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นขึ้นมาอภิปราย โดยระบุว่าเหตุใดกระทรวงจึงไม่มีการจัดการที่เด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งที่หลักฐานเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ การที่ “ภคมน” คาใจ มหาดไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ แชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ตอกย้ำให้เห็นว่า กระบวนการตรวจสอบภายในอาจมีปัญหาในเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการปกป้องพวกพ้องเดียวกันเอง

  • การโยกย้ายข้าราชการใน จ.ภูเก็ต ที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรม
  • ข้อกังขาเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นมูลค่ามหาศาล
  • ความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนจริยธรรม

คำชี้แจงจากฝ่ายรัฐบาลและการตอบโต้

ทางด้าน นายวรศิษฐ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงว่าทุกเรื่องอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ โดยมีการนำข้อมูลไปดำเนินการตามสายงานแล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่มีการละเว้นใครแน่นอนหากพบการกระทำผิดจริง แม้ทางฝั่ง สส.ภคมน จะยังคงยืนยันว่าการไม่ตั้งคณะกรรมการสอบกรณี “ภคมน” คาใจ มหาดไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ แชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” นั้น สะท้อนถึงวุฒิภาวะและความกล้าหาญทางการเมืองที่ยังไม่เพียงพอต่อการกอบกู้ศรัทธาของประชาชน

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า กระทรวงมหาดไทยจะสามารถทลายกำแพงระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกนี้ได้จริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วเรื่องราวทั้งหมดจะจบลงด้วยการเงียบหายไปตามกาลเวลาดั่งเช่นหลายคดีที่ผ่านมา ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายจะถูกพิสูจน์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ กล้าที่จะเอาผิดพวกพ้องของตนเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงแค่การใช้คำพูดสวยหรูในสภาเท่านั้น

“ไหม” เรียกร้อง “ภาวุธ” ออกโรงชี้แจงสังคมปมโยงคดี Forex เพิ่มเติม

“ไหม” เรียกร้อง “ภาวุธ” ออกโรงชี้แจงสังคมปมโยงคดี Forex เพิ่มเติม

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีที่มีการเชื่อมโยงชื่อของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้ากับคดีแชร์ลูกโซ่ Forex ซึ่งล่าสุด น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยการกล่าวว่าทางพรรคประชาชนไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเรื่องดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ทางนายภาวุธรีบออกมาแสดงความชัดเจนต่อสาธารณชน

ในฐานะที่เรื่องนี้อาจขยายวงกว้างไปสู่คดีอาชญากรรมข้ามชาติหรือคดีอุกฉกรรจ์ การที่ “ไหม” เรียกร้อง “ภาวุธ” ออกโรงชี้แจงสังคมปมโยงคดี Forex เพิ่มเติม จึงถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อรักษาความโปร่งใสของพรรคและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่กำลังเฝ้าติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

มุมมองต่อคดีและการเตรียมตัวสู้คดี

ทางด้าน น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า พรรคได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบเสาะข้อเท็จจริงขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ แม้จะเข้าใจได้ว่านายภาวุธอาจกำลังวุ่นวายกับการเตรียมเอกสารเพื่อชี้แจงต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่การออกมาให้ข้อมูลต่อสังคมในส่วนที่ไม่กระทบต่อรูปคดีเป็นสิ่งที่ควรทำ โดยเฉพาะเมื่อมีการขุดคลิปเก่าที่เกี่ยวกับการชวนเทรด Forex ออกมาวิพากษ์วิจารณ์

หรือนี่คือเกมการเมือง?

คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ นี่เป็นเพียงความผิดส่วนบุคคลหรือมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่? น.ส.ศิริกัญญาได้ตั้งข้อสังเกตถึง “จังหวะเวลา” ที่ข้อมูลถูกปล่อยออกมา ซึ่งดูเหมือนจะทับซ้อนกับการตรวจสอบโครงการของรัฐบาล โดยเธอได้เน้นย้ำประเด็นดังนี้:

  • การตั้งข้อสงสัยถึงช่วงเวลาที่ปล่อยข่าวในช่วงการประชุมสำคัญ
  • ความไม่ชัดเจนของดีเอสไอในการเปิดเผยชื่อผู้ต้องหาหรือข้อกล่าวหาที่แท้จริง
  • การป้องกันไม่ให้กรณี Forext เบี่ยงเบนความสนใจจากการตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ทางพรรคยังคงยึดหลักการที่ว่า ต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมทำงานอย่างตรงไปตรงมา แต่ในขณะเดียวกัน การที่ “ไหม” เรียกร้อง “ภาวุธ” ออกโรงชี้แจงสังคมปมโยงคดี Forex เพิ่มเติม ยังคงเป็นจุดยืนที่พรรคพยายามสะท้อนว่า ทุกคนภายใต้พรรคประชาชนต้องพร้อมรับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสที่สุด

ท้ายที่สุดนี้ สังคมยังคงต้องจับตามองต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และการออกมาชี้แจงของนายภาวุธจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร นี่ถือเป็นบททดสอบสำคัญของพรรคการเมืองในการบริหารจัดการวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถขุดคุ้ยได้อย่างรวดเร็วครับ

ที่มา – “ไหม” เรียกร้อง “ภาวุธ” ออกโรงชี้แจงสังคมปมโยงคดี Forex เพิ่มเติม

อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ

อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อระดับโลกทันที เมื่อรายงานข่าวล่าสุดเผยว่าทางการอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธข้อมูลที่ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวอ้างถึง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเปิดทางให้ผู้ตรวจสอบจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) กลับเข้าประเทศ อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ ตามที่ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อย่างสิ้นเชิง

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความสับสนให้กับสังคมโลกไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมีการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกินเวลายาวนานถึง 18 ชั่วโมง นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้แจกแจงรายละเอียดว่า ทุกการทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศยังคงยึดตาม “ขั้นตอนปฏิบัติในปัจจุบัน” และพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงการรับประกันความปลอดภัยเท่านั้น อิหร่านไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาใหม่หรือยอมให้มีการตรวจสอบแบบพิเศษแต่อย่างใด

เบื้องหลังการโต้กลับและการดำเนินงานของอิหร่าน

หากวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริง จะพบว่าความร่วมมือระหว่างอิหร่านและ IAEA นั้นถูกจำกัดด้วยกฎหมายภายในของอิหร่านที่เพิ่งประกาศใช้ในช่วงฤดูร้อนปี 2568 ทำให้การเข้าถึงโรงงานนิวเคลียร์ต่างๆ ต้องเป็นไปอย่างจำกัดและเป็นรายกรณีไป นี่คือประเด็นสำคัญที่ย้ำว่า อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ ในลักษณะที่จะเป็นการเปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคงของชาติ

  • จุดยืนที่ชัดเจน: รัฐบาลเตหะรานยังคงยึดถือมติจากรัฐสภาเป็นหลัก
  • กระบวนการทางกฎหมาย: การตรวจสอบนิวเคลียร์ต้องเป็นไปตามความสมัครใจในแต่ละกรณี
  • สถานะการเจรจา: ยังไม่มีข้อตกลงใหม่เกิดขึ้นจากการหารือในสวิตเซอร์แลนด์

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ ทางการอิหร่านระบุชัดเจนว่า การพูดถึงเรื่องคลังสำรองยูเรเนียมหรือการเปิดโรงงานที่ได้รับความเสียหายนั้น เป็นประเด็นที่ต้องเก็บไว้พิจารณาในข้อตกลงขั้นสุดท้ายเมื่อระยะเวลา 60 วันตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) สิ้นสุดลงเท่านั้น ดังนั้น การที่ฝ่ายสหรัฐฯ ออกมาตื่นเต้นกับความก้าวหน้าดังกล่าวจึงดูเหมือนจะเป็นการตีความที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในห้องเจรจา

สรุปแล้ว แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะยังมีช่องทางในการสื่อสาร แต่การที่ อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าทุกความเคลื่อนไหวในประเด็นอ่อนไหวอย่างนิวเคลียร์ยังคงเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศที่เปราะบาง และเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะไปลงเอยที่จุดไหน

ที่มา – อิหร่านโต้คำพูดแวนซ์ ลั่นไม่เคยให้ IAEA เข้าตรวจสอบ

Scroll to top