การตรวจสอบ

สว.เดือด แฉยับ “ไอ้โม่ง” ฟันกำไรสต๊อกน้ำมัน

สว.เดือด แฉยับ “ไอ้โม่ง” ฟันกำไรสต๊อกน้ำมัน ค่าไฟจ่อขึ้นรับสงกรานต์! วิกฤติพลังงานกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ซ้ำเติมประชาชนไทย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังใกล้เข้ามา รัฐบาลถูกวิจารณ์หนักจากสมาชิกวุฒิสภาที่ออกมาแฉพฤติกรรมไม่โปร่งใสของผู้ประกอบการน้ำมันบางราย

สว.เดือด แฉยับ “ไอ้โม่ง” ฟันกำไรสต๊อกน้ำมัน ค่าไฟจ่อขึ้นรับสงกรานต์

ในวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้แถลงข่าวอย่างดุเดือด โดยชี้ว่าการขาดแคลนน้ำมันที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะประชาชนตื่นตระหนกอย่างที่กรมธุรกิจพลังงานอ้าง แต่มีพิรุธชัดเจนจากการลดโควตาน้ำมันที่ปั๊มหลายแห่ง

ข้อมูลจากกรรมาธิการฯ พบว่าปั๊มน้ำมันจำนวนมากถูกลดปริมาณน้ำมันส่งมา ทำให้เกิดการกักตุนที่ต้นทางคือโรงกลั่น รัฐบาลตรวจสอบแค่ปลายทางแต่ไม่กล้าแตะโรงกลั่น สว. จึงเตรียมทำหนังสือจี้ขอข้อมูลทั้งระบบ เพื่อหาความจริงว่าน้ำมันหายไปไหน และใครคือผู้รับผิดชอบ

ผลกระทบลูกโซ่: ค่าไฟพุ่ง – สินค้าของแพงรับสงกรานต์

สว.เดือด แฉยับ “ไอ้โม่ง” ฟันกำไรสต๊อกน้ำมัน ค่าไฟจ่อขึ้นรับสงกรานต์ ไม่ใช่แค่น้ำมันเท่านั้น แต่ราคาน้ำมันที่ขึ้น 6-8 บาทต่อลิตร จะลามไปยังค่าไฟฟ้าอย่างแน่นอน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รายงานต้นทุนก๊าซ LNG พุ่งจาก 13 ดอลลาร์เป็น 25 ดอลลาร์ต่อล้าน BTU ส่งผลให้แบกหนี้กว่า 30,000 ล้านบาท คาดการณ์เดือนพฤษภาคม 2569 ค่าไฟจะขึ้นอย่างน้อย 50-60 สตางค์ต่อหน่วย

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยอมรับว่าสามารถตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคได้ถึงแค่มกราคม-เมษายนเท่านั้น หลังสงกรานต์ ประชาชนต้องเผชิญภาวะเงินเฟ้อทั้งระบบ สินค้าจำเป็นอย่างข้าวสาร เนื้อสัตว์ และน้ำมันทำอาหารจะแพงขึ้นตาม

  • น้ำมันดีเซลขึ้น 8 บาท: ช็อกเศรษฐกิจทันที ส่งผลกระทบขนส่ง ค่าอาหาร ค่าน้ำมันรถ
  • ค่าไฟขึ้น 0.50-0.60 บาท/หน่วย: ครัวเรือนและโรงงานเดือดร้อน
  • สินค้าอุปโภค: หลังสงกรานต์ ราคาแตกกระจาย

ข้อเสนอแนะจาก สว. เพื่อแก้ปัญหา

กรรมาธิการฯ มีข้อเสนอชัดเจนให้รัฐบาลเร่งใช้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ดึงกำไรส่วนเกินจาก ค่าการกลั่น ที่พุ่งจาก 2 บาทเป็น 6 บาทต่อลิตร รวมถึงกำไรจากสต๊อกน้ำมันเก่าที่ซื้อมาราคาถูกแต่ขายราคาใหม่ นอกจากนี้ต้องยกเลิกราคาอ้างอิงสิงคโปร์ที่บวกค่าขนส่ง phantom ทำให้คนไทยเสียเงินฟรีปีละ 36,000 ล้านบาท ทั้งที่น้ำมันกลั่นในไทยเอง

นายสุนทร พฤกษ์พิพัฒน์ สว. ประธานอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค ระบุด้วยอารมณ์เดือดว่านายกรัฐมนตรีควรแสดงพัฒนาการแก้ปัญหาดีกว่านี้ การอ้างไม่มีอำนาจตรวจสต๊อกคือข้อแก้ตัวที่ยอมรับไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายห้ามตรวจเพื่อปกป้องประชาชน

วิกฤตินี้สะท้อนปัญหาการกำกับดูแลพลังงานที่อ่อนแอ ผู้ประกอบการ “ไอ้โม่ง” ใช้โอกาสสงครามโลกกินส่วนต่างกำไรพุงกาง ขณะประชาชนต้องแบกรับภาระ สว. จึงเรียกร้องให้รัฐเปิดข้อมูลโปร่งใสและลงโทษผู้กระทำผิดทันที

ในมุมมองผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐต้องปฏิรูประบบพลังงานด่วน ประชาชนควรรวมตัวเรียกร้องสิทธิ์ผ่านสื่อโซเชียลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบอีก คุณคิดอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ทราบ เพื่อสร้างกระแสเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – สว.เดือด แฉยับ “ไอ้โม่ง” ฟันกำไรสต๊อกน้ำมัน ค่าไฟจ่อขึ้นรับสงกรานต์

ที่ปรึกษา รมว.ทส. บินตรวจ 6 พื้นที่ถูกร้องรุกป่า

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวสิ่งแวดล้อมทุกท่าน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจและสำคัญมากเกี่ยวกับการดูแลรักษาป่าไม้ของไทย เมื่อที่ปรึกษา รมว.ทส. บินตรวจ 6 พื้นที่ถูกร้องรุกป่า เพื่อรวบรวมหลักฐานก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายแบบเคร่งครัด เป็นข่าวที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ปล่อยให้มีการบุกรุกเกิดขึ้นง่ายๆ นะครับ

ที่ปรึกษา รมว.ทส. บินตรวจ 6 พื้นที่ถูกร้องรุกป่า รวบรวมหลักฐาน ก่อนดำเนินการตาม กม.

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้นำคณะผู้ตรวจราชการ ผู้บริหารสำนักป่าไม้ และสื่อมวลชน ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ บินสำรวจพื้นที่ตามข้อร้องเรียนที่ยื่นต่อคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา พื้นที่เหล่านี้ถูกกล่าวหาว่ามีการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและใช้ที่ดิน ส.ป.ก. ผิดวัตถุประสงค์ เช่น ทำรีสอร์ท คาเฟ่ แทนการเกษตร

6 พื้นที่หลักที่ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด

พื้นที่ทั้งหมด 6 แห่ง ตั้งอยู่ในรอยต่ออำเภอสีชมพู-ภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น และอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ ลอง来看รายชื่อกันครับ:

  • ตายายแอดโฮม
  • ไร่ภัทราวรินทร์
  • วัดถ้ำแสงธรรม
  • วัดป่าผาน้ำเที่ยง
  • อาศรมมรรคง่าย
  • ไร่เจ้าป่าคาเฟ่ (หรือเจ้าป่าคาเฟ่)

หลังจากบินสำรวจเสร็จ คณะที่ปรึกษาก็ลงประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังรายงานการตรวจสอบภาคพื้นดิน โดยเฉพาะที่เจ้าป่าคาเฟ่ บ้านผาสามยอด ตำบลผานกเค้า อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ซึ่งเจ้าหน้าที่พบความไม่ตรงกันระหว่างที่ดินจริงกับภาพถ่ายทางอากาศปี 2557 มีตำรวจ สภ.ภูผาม่าน และผู้ใหญ่บ้านมาร่วมตรวจวัดแนวเขตด้วย

เสียงจากเจ้าของเจ้าป่าคาเฟ่ ขอความเป็นธรรม

ที่น่าสนใจคือ คณะที่ปรึกษาได้พูดคุยกับสองพี่น้องเจ้าของที่ดิน ซึ่งสืบทอดมาจากพ่อแม่ โดยนายราชวัตร โพธิ์เตมี อายุ 40 ปี เจ้าของร้าน เล่าว่า พื้นที่นี้เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นปู่ย่า เดิมเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียง ปัจจุบันทำคาเฟ่เล็กๆ เปิดแค่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น ส่วนพื้นที่ที่ถูกชี้ว่าลุกล้ำประมาณ 2 งาน เขายอมรับไม่รู้รายละเอียดเพราะไม่มีภาพเก่า แต่พร้อมรื้อถอนและปลูกต้นสักคืนถ้าพิสูจน์ได้ว่าผิดจริง เพราะครอบครัวเป็นคนปลูกต้นไม้เอง

นอกจากนี้ เขายังขอความเป็นธรรมเรื่องถูกโยงกับกรณีช้างป่าสีดอหูพับ โดยยืนยันว่าไม่เคยร้องเรียนช้างเลย พื้นที่นี้อยู่กลางหมู่บ้าน ห่างจากโซนช้าง 60 กม. และครอบครัวเป็นนักอนุรักษ์ป่า ช้างไม่เคยมาที่นี่ พล.ต.ต.นันทชาติ ก็ยืนยันให้ความเป็นธรรม ไม่โยงประเด็นช้าง เพราะช้างป่าเดินได้ทั่ว

จากคำสัมภาษณ์ของที่ปรึกษา ท่านเน้นย้ำว่าการตรวจสอบต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม การวัดพื้นที่ ไม่ใช่คำพูดลอยๆ หากพิสูจน์ได้ว่าบุกรุกจริง จะดำเนินคดีทันทีโดยไม่ละเว้น แต่ต้องพิจารณาเจตนาและให้โอกาสแก้ไขด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ใช้ผิด เช่น ทำคาเฟ่แทนเกษตร ได้เตือนแล้วให้ปรับปรุง วัดๆ ก็ตรวจโครงสร้างความปลอดภัย

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาการใช้ที่ดินในพื้นที่ป่าเขาที่กำลังเป็นประเด็นร้อน หากปล่อยไว้ ป่าจะเสียหาย สัตว์ป่าจะไร้ที่อยู่ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความยุติธรรมกับประชาชนที่อยู่อาศัยมานาน โดยเฉพาะที่ดินตกทอด รัฐต้องมีนโยบายชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อพิพาทแบบนี้

สำหรับพวกเรา ชาวสิ่งแวดล้อม การดำเนินการแบบนี้คือก้าวสำคัญในการรักษาป่าไทยให้ยั่งยืน คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้? มีประสบการณ์บุกรุกป่าหรือการอนุรักษ์ในพื้นที่ของคุณมั้ย แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน!

ที่มา – ที่ปรึกษา รมว.ทส. บินตรวจ 6 พื้นที่ถูกร้องรุกป่า รวบรวมหลักฐาน ก่อนดำเนินการตาม กม.

ชุด “เต็มเหนี่ยว” บุกบางขุนเทียน ทลายคลังเถื่อน

ในวันที่ 13 มีนาคม 2567 ชุด “เต็มเหนี่ยว” บุกบางขุนเทียน อย่างเต็มกำลัง! นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการชุดปฏิบัติการพิเศษนี้ ปูพรมตรวจสอบคลังสินค้าเถื่อนถึง 38 แห่ง ในย่านบางขุนเทียน ซึ่งเป็นจุดโลจิสติกส์สำคัญ เชื่อมต่อท่าเรือคลองเตยและแหลมฉบัง หลังจากมีข้อมูลว่าที่นี่เป็นแหล่งพักสินค้านำเข้าที่สุ่มเสี่ยงสูง

ชุด “เต็มเหนี่ยว” บุกบางขุนเทียน ทลายคลังสินค้าเถื่อน 38 แห่ง

ผลจากการบุกตรวจครั้งนี้พบของกลางสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ไร้เครื่องหมาย มอก. กว่า 300 รายการ โดยเฉพาะของเล่นเด็กและหมวกกันน็อกที่พร้อมกระจายสู่ตลาด สินค้าเหล่านี้หากหลุดไปถึงมือผู้บริโภค อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง เช่น ของเล่นที่มีสารพิษหรือหมวกกันน็อกที่ไม่ทนแรงกระแทก

รายละเอียดของกลางที่อายัดได้

  • หมวกกันน็อกกว่า 9,600 ใบ มูลค่าประมาณ 2.7 ล้านบาท ซึ่งตรวจสอบแล้วไม่ผ่านมาตรฐาน มอก.
  • ของเล่นเด็กและสินค้าอื่นๆ อีกกว่า 300 รายการ ไม่มีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัย
  • สินค้าจากบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่เคยถูกจับกุมซ้ำซากมาก่อน

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติม พบประวัติการกระทำผิดเดิมของผู้ประกอบการบางราย ทำให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการติดตาม

ยอดอายัดสินค้าผิดกฎหมายพุ่งสูง

เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่าภายใน 5 เดือนล่าสุด ยอดอายัดสินค้าผิดกฎหมายทะลุ 51 ล้านบาทไปแล้ว สมอ. ประกาศยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 142 ของ พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หากใครกล้าคิดเคลื่อนย้ายหรือทำลายสินค้าที่ถูกอายัด หรือเอกสารของเจ้าหน้าที่ จะโดนโทษทั้งจำคุกและปรับหนัก รัฐบาลย้ำชัดว่า อุตสาหกรรมในยุคนี้ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนไม่มีที่ยืนแน่นอน

ปฏิบัติการ ชุด “เต็มเหนี่ยว” บุกบางขุนเทียน ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การจับกุม แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลจริงจังกับการคุ้มครองผู้บริโภค เครื่องหมาย มอก. คือสิ่งที่รับประกันว่าสินค้ามีคุณภาพและปลอดภัย ช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุและปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะสินค้าเด็กที่ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ

ย่านบางขุนเทียนเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งสินค้านำเข้า หากปล่อยให้เป็นแหล่งสินค้าเถื่อน ผลกระทบจะลุกลามไปทั่วประเทศ การตรวจสอบแบบปูพรมจึงจำเป็น เพื่อตัดวงจรการแพร่กระจายตั้งแต่ต้นทาง ผู้ประกอบการที่สุจริตต่างชื่นชมมาตรการนี้ เพราะช่วยสร้างความเป็นธรรมในตลาด

สำหรับผู้บริโภค ควรตรวจสอบเครื่องหมาย มอก. บนสินค้าทุกครั้งก่อนซื้อ โดยเฉพาะของเล่นและอุปกรณ์ป้องกันภัย หากสงสัยว่าสินค้าเถื่อน สามารถแจ้ง สมอ. ได้ทันทีที่สายด่วน 1166 เพื่อช่วยกันกำจัดภัยนี้

ปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงอุตสาหกรรมในการสร้างตลาดสินค้าที่ปลอดภัย ผู้ประกอบการควรปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐาน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต ติดตามข่าวสารและเคล็ดลับการเลือกซื้อสินค้าปลอดภัยได้ที่บล็อกของเรา เพื่อปกป้องตัวคุณและครอบครัว

ที่มา – ชุด “เต็มเหนี่ยว” บุกบางขุนเทียน ทลายคลังสินค้าเถื่อน 38 แห่ง ของกลางไร้ มอก. เพียบ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน แก้กฎหมายนอมินีล้งสินค้าเกษตร

ปัญหานอมินีล้งสินค้าเกษตรที่ต่างชาติสวมสิทธิ์กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมะพร้าวและผลไม้ไทย ผู้ตรวจการแผ่นดิน แก้กฎหมายนอมินีล้งสินค้าเกษตร เป็นประเด็นร้อนที่เกษตรกรไทยรอคอยการแก้ไขมานาน เพราะทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำและคนไทยเสียโอกาสในการแข่งขัน

ผู้ตรวจการแผ่นดิน แก้กฎหมายนอมินีล้งสินค้าเกษตร เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

นายทรงศักดิ์ สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 มีนาคม 2567 (ตามข้อมูลข่าว) จะมีการหารือสำคัญกับนางศุภจี สุกาพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในช่วงบ่าย เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาล้งมะพร้าวที่ถูกต่างชาตินอมินีสวมสิทธิ์ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเพิ่งได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรเมื่อวันก่อนหน้า และเตรียมประชุมสัปดาห์หน้า พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบ

เบื้องต้นพบว่ามีการจับกุมล้งนอมินีต่างชาติ 7-8 แห่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ผู้ตรวจการแผ่นดินให้ความสำคัญสูงสุดกับปัญหานอมินี เพราะหากปล่อยให้บริษัทนอมินีผูกขาดการรับซื้อมะพร้าว จะกระทบเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยโดยตรง นอกจากมะพร้าวแล้ว ยังครอบคลุมสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ทุเรียน มังคุด ที่ประสบปัญหาเดียวกัน

ผู้ตรวจการแผ่นดิน แก้กฎหมายนอมินีล้งสินค้าเกษตร อย่างไร

การแก้ไขจะครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การรับซื้อ ขนส่ง ไปจนถึงตลาดปลายทาง หากพบว่าอยู่ในมือต่างชาติทั้งหมด จะรื้อระบบใหม่ โดยย้ำว่าคนไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะจัดการได้เอง สำหรับกรอบเวลา จะเร่งรัดให้เร็วที่สุด ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และรับฟังความเห็นจากเกษตรกร ผู้ประกอบการ

ในส่วนประมวลกฎหมายที่ดิน กรมที่ดินเสนอร่างแก้ไขให้ทรัพย์สินนอมินีตกเป็นของรัฐ และลงโทษอาญาทั้งไทยและต่างชาติแล้ว ผู้ตรวจการจะเร่งบังคับใช้ นอกจากนี้ ยังผลักดันระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น โดยร่วมกับผู้บังคับใช้กฎหมาย แม้กฎหมายนอมินีปัจจุบันยังไม่ชัดเจน จึงใช้กฎหมายอื่น เช่น กฎหมายที่ดิน อาคารชั่วคราว

  • ตรวจสอบก่อนจดทะเบียนธุรกิจ: ดูทุนจดทะเบียนย้อนหลัง 3-5 ปี และที่มาของเงิน ร่วม ปปง.
  • ตรวจสอบหลังจดทะเบียน: ผู้บริหารบริษัท หากทั้ง 5 คนเป็นต่างชาติ ถือว่านอมินี
  • บังคับใช้ พ.ร.บ.ธุรกิจประเภทต่างด้าว และประมวลกฎหมายที่ดินอย่างเข้มงวด
  • พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากชุมชน เพื่อลดการพึ่งพาทุนต่างชาติ

ปัญหานี้เกิดมานานหลายรัฐบาล แต่ยังไม่สำเร็จเพราะขาดระบบควบคุม ผู้ตรวจการแผ่นดินจะตรวจสอบล้งทั่วประเทศ หาจุดอ่อนช่องโหว่ และเสนอแก้ทั้งระบบ หวังให้เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์เต็มที่

นอกจากนี้ ยังเน้นการทำสวนมะพร้าวอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ผลผลิต แต่รวมถึงการดูแลระยะยาว การดำเนินการครั้งนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องสิทธิเกษตรกรไทยจากนอมินีต่างชาติ

เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของผู้ตรวจการแผ่นดินในการแก้ปัญหาเชิงระบบ หากดำเนินการสำเร็จ จะช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรและเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน แนะนำให้เกษตรกรติดตามและมีส่วนร่วมในการร้องเรียนต่อไป

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน เดินหน้าแก้กฎหมายนอมินีล้งสินค้าเกษตร ตรวจสอบกันต่างชาติสวมสิทธิ

“ทนายอั๋น” ข้องใจ ผู้ตรวจการแผ่นดิน แจ้งถามกกต.

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ ดราม่าร้อนๆ ยังคงมีไม่ขาดสาย โดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้งที่ยังคงเป็นจุดสงสัยของหลายฝ่าย ล่าสุด ทนายอั๋น ข้องใจ ผู้ตรวจการแผ่นดิน หลังจากที่ยื่นเรื่องไปสองประเด็น แต่ผู้ตรวจการกลับส่งถามกกต.แค่ปมคิวอาร์โค้ดเท่านั้น ส่วนปมบัตรเขย่งกลับเงียบหายไปซะงั้น เรื่องนี้ทำให้ทนายอั๋นบุรีรัมย์หรือนายภัทรพงศ์ ศุภักษร ออกมาแถลงข่าวอย่างด่วนร้อนที่สำนักงานกกต. เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2569

ทนายอั๋น ข้องใจ ผู้ตรวจการแผ่นดิน

ทนายอั๋นเล่าว่า เมื่อวันที่ 13 ก.พ. ที่ผ่านมา เขาได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสองประเด็นหลัก คือ ปัญหา QR Code ที่ใช้ในการเลือกตั้ง และปัญหาบัตรเขย่งที่ถูกมองว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่สิ่งที่ทำให้ข้องใจคือ หนังสือตอบกลับจากผู้ตรวจการแผ่นดินลงวันที่ 16 ก.พ. กลับแจ้งว่าได้ส่งหนังสือถามกกต. แค่ปมคิวอาร์โค้ดเท่านั้น ไม่เอ่ยถึงบัตรเขย่งเลย ทำให้ทนายอั๋นตั้งคำถามหนักๆ ว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่

“ผู้ตรวจการแผ่นดินท่านตรงไปตรงมาหรือไม่ เพราะมันไม่ถูกต้องครบถ้วน ด้วยเจตจำนงของผมซึ่งถามไป 2 ประเด็น” ทนายอั๋นกล่าวอย่างตรงไปตรงมา พร้อมประกาศว่าจะยื่นเรื่องซ้ำเพื่อให้ตรวจสอบประเด็นบัตรเขย่งให้ครบถ้วน เพราะทั้งสองประเด็นนี้มีน้ำหนักพอๆ กัน และเป็นข้อสงสัยที่นักวิชาการทุกภาคส่วนต่างกังวล

ทำไมปมบัตรเขย่งถึงถูกมองข้าม?

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น เรามาดูกันว่าประเด็นเหล่านี้คืออะไร ปม QR Code เกิดจากระบบสแกนคิวอาร์โค้ดที่ใช้ตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าอาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริตหรือผิดพลาดได้ง่าย ส่วนปมบัตรเขย่ง คือบัตรที่ถูกยับยู่ยี่จนนับไม่ได้หรือถูกตีความว่าไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจส่งผลต่อผลคะแนนรวม ทำให้การเลือกตั้งทั้งหมดถูกมองว่าโมฆะได้

  • ประเด็น QR Code: ระบบใหม่ที่กกต.นำมาใช้ แต่ขาดความโปร่งใส
  • ประเด็นบัตรเขย่ง: จำนวนมากผิดปกติ สงสัยการจัดการ
  • บทบาทผู้ตรวจการแผ่นดิน: ควรตรวจสอบทั้งหมดเพื่อความเป็นธรรม

นอกจากนี้ ทนายอั๋นยังหยอดมุกตลกๆ ระหว่างแถลง โดยพูดถึงการเสียชีวิตของตัวละครบักเซียงในหนัง ทำให้ห่วง “บักแหวง” พี่ชายบ้านเดียวกันที่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกกต. กลัวว่าจะไม่มีใครจัดการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งรอบนี้โมฆะ 100% สร้างสีสันให้สื่อมวลชนหัวเราะกันครึกครื้น

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาความโปร่งใสในระบบเลือกตั้งไทย ที่ยังคงเป็นมรสุมไม่จบสิ้น กกต.ถูกกดดันหนัก ขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดินต้องพิสูจน์ความเป็นกลาง ทนายอั๋นยังตั้งข้อสังเกตว่า “ปากว่าตาขยิบ ส่งซิกกันหรือเปล่า เพราะคุณมีที่มาเดียวกัน” ซึ่งเป็นคำถามที่ค้างคาใจประชาชน

จากประสบการณ์ของทนายอั๋นที่ติดตามคดีการเมืองมานาน เขาเชื่อว่าการตรวจสอบต้องครบถ้วนทุกประเด็น มิเช่นนั้นจะเสียความน่าเชื่อถือทั้งระบบ หากคุณสนใจประเด็นการเมืองแบบนี้ ลองติดตามและแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ชวนเพื่อนแชร์เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งขึ้น คุณคิดว่าประเด็นบัตรเขย่งสำคัญแค่ไหน? บอกเรามาเลย!

สุดท้าย เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเลือกตั้งต้องโปร่งใสเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง

ที่มา – “ทนายอั๋น” ข้องใจ ผู้ตรวจการแผ่นดิน แจ้งถาม กกต. แค่ปมคิวอาร์โค้ด เว้นปมบัตรเขย่ง

ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมากในขณะนี้ หลังจากที่พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ประกาศชัดเจนว่าจะดำเนินการทางกฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเลขาธิการ กกต. ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากปัญหาการพิมพ์บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจเปิดช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตเลือกตั้งได้

ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าการที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ซึ่งสามารถใช้ติดตามหรือระบุต้นขั้วบัตรได้นั้น ถือเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ขัดต่อหลักการเลือกตั้งลับ และอาจส่งผลกระทบต่อความสุจริต เที่ยงธรรมของการเลือกตั้งในอนาคต กกต. ได้สรุปชัดเจนแล้วว่าบาร์โค้ดสามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ในเชิงทฤษฎี ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความยากง่ายในการตรวจสอบการลงคะแนน แต่เป็นการเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซง เช่น การซื้อสิทธิขายเสียง หรือการบังคับให้ผู้มาใช้สิทธิแจ้งเลขต้นขั้วแก่หัวคะแนน

ภาพประชุมพรรคประชาชน

แม้ กกต. จะอ้างว่าใส่บาร์โค้ดเพื่อความปลอดภัย แต่พรรคประชาชนมองว่ามันกลับสร้างช่องทางให้เกิดการไม่โปร่งใส โดยเฉพาะหากข้อมูลรั่วไหล จะทำให้ทราบว่าประชาชนลงคะแนนให้พรรคใด สร้างความได้เปรียบ-เสียเปรียบทางการเมืองได้ง่ายดาย นายพริษฐ์ ย้ำว่าการตรวจสอบครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนผลเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนและให้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบ

ช่องโหว่บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง: ภัยร้ายต่อประชาธิปไตย

ปัญหาบาร์โค้ดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะหากมีกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ที่ทุจริต สามารถถ่ายภาพบัตรต้นขั้วได้ง่ายๆ แม้จะมีมาตรการป้องกัน แต่หากเข้าถึงเลขต้นขั้วได้ ก็เสี่ยงต่อการถูกติดตามการลงคะแนน พรรคประชาชนจึงมอบหมายให้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรื่อง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางต่อ กกต. และเลขาธิการ กกต. ในข้อหาละเว้นหน้าที่

ภาพนายพริษฐ์ วัชรสินธุ
  • บาร์โค้ดช่วยระบุต้นขั้วบัตรได้ ทำให้ไม่เป็นการเลือกตั้งลับ
  • เสี่ยงต่อการซื้อสิทธิขายเสียง โดยใช้เลขต้นขั้วตรวจสอบ
  • อาจกระทบการเลือกตั้งครั้งหน้า หากข้อมูลรั่วไหล
  • กกต. ละเว้นหน้าที่ ไม่ป้องกันช่องโหว่นี้

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการตรวจสอบระบบเลือกตั้งให้โปร่งใส พรรคประชาชนยืนยันว่าจะดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในกระบวนการประชาธิปไตย หากปล่อยไว้ อาจเกิดการทุจริตซ้ำซากได้

ในมุมมองของเรา การเลือกตั้งต้องสุจริต 100% ชาวเน็ตและนักการเมืองหลายฝ่ายเห็นด้วยกับ ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาคล้ายๆ กันในอนาคต คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะนะครับ

ที่มา – ปชน. จ่อยื่นฟ้อง กกต.-เลขาฯ ผิด ม.157 ปมทำบาร์โค้ดไว้ในบัตรเลือกตั้ง

นายกฯ ย้ำ “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาจริงหรือ

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงที่น่าจับตามอง เมื่อนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการยุบสภา ก่อนที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยย้ำคำพูดที่ว่า “ไม่มีแผนตายตัว” ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

นายกฯ ย้ำ “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาจริงหรือ

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ พารากอนฮอลล์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและการตัดสินใจยุบสภา โดยตอบว่า “Play it by ear (ไม่มีแผนการตายตัว)” ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงความเป็นไปได้ในการยุบสภาหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ตอบว่า จะพิจารณาจากประเด็นที่ถูกนำมายื่น หากเป็นเรื่องของการล้างแค้นกัน ก็อาจจะตัดสินใจยุบสภา นายกฯ ยังกล่าวอย่างมั่นใจว่า จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นภายในปีหน้าอย่างแน่นอน

ความมั่นใจในการทำงานและตรวจสอบได้

เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่อาจถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องประเมิน เพราะรัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยความตั้งใจ ซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้

นอกจากนี้ นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคลว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำได้ภายใต้ขอบข่ายอำนาจและกฎหมายที่มีอยู่ เมื่อถามย้ำว่า หากไม่มีการยื่นอภิปรายนายกฯ แต่เป็นการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีคนอื่น นายกฯ จะยุบสภาหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “Play it by ear” เช่นเดิม

เมื่อถูกถามว่า หากมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรผิดหรือไม่สุจริต ทำไมไม่เปิดรับการอภิปราย นายกฯ กล่าวว่า “ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ ผมถึงบอกว่า “Play it by ear”

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจะเป็นไปในทิศทางใด ยังคงต้องติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ทุกฝ่ายต่างมีสิทธิ์ที่จะดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

จากคำสัมภาษณ์ของนายกฯ ที่ว่า “ไม่มีแผนตายตัว” ทำให้เห็นว่าการตัดสินใจทางการเมืองนั้นมีความซับซ้อนและผันผวนอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ

ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองว่านายกฯ จะตัดสินใจอย่างไรต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายเคารพในกฎเกณฑ์และกติกาของประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างโปร่งใส เพื่อให้การตัดสินใจใดๆ ที่เกิดขึ้น เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ย้ำคำพูด “ไม่มีแผนตายตัว” ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกหรือไม่

“ไอติม” มั่นใจ! เลือกตั้งปีหน้าตามแผน

“ไอติม” เชื่อรัฐบาลจะจัดการเลือกตั้งปีหน้าตามแผนเดิม! มั่นใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มองการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทยต้องพิจารณาเนื้อหาและเหตุผลอย่างรอบคอบ

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่อดีต สว. ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ผ่านการทำประชามติก่อนว่า ตนคิดว่าทุกฝ่ายในรัฐสภาเห็นตรงกันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และถือเป็นสิทธิของประชาชน ตนจึงมั่นใจว่าสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถูกถามถึงการวิเคราะห์ความเหมาะสมของสถานการณ์การเมืองและบริบทของประเทศไทยในขณะนี้ หากจะมีการเลือกตั้งปีหน้า นายพริษฐ์เชื่อว่า รัฐบาลยังคงมีแผนที่จะเดินหน้าตามกรอบเวลาเดิม และไม่มีท่าทีว่าจะไม่ดำเนินการ เมื่อถามว่าสถานการณ์การเมืองปัจจุบันเชื่อว่าจะไม่มีการยุบสภาฯ ในปลายปีนี้ใช่หรือไม่ เนื่องจากมีข่าวพรรคเพื่อไทย (พท.) เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพริษฐ์ตอบว่า เงื่อนไขการยุบสภาฯ ควบคู่กับการทำประชามติเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 31 มกราคม คือเป้าหมายที่เราจะมุ่งหน้าไป คิดว่าประชาชนก็คงไม่อยากเห็นการใช้อาวุธเรื่องยุบสภาฯ เป็นเครื่องมือในการหนีการตรวจสอบ

เมื่อถามย้ำว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง การลงมติจะออกมาในรูปแบบใด นายพริษฐ์กล่าวว่า ต้องดูสาเหตุและเนื้อหาของการยื่นอภิปราย และขออย่าไปจำกัดแค่พรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะเราก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านให้สมดุล

“ไอติม” มั่นใจ! เลือกตั้งปีหน้าตามแผน

อนาคตการเมืองไทย: “ไอติม” มองการเลือกตั้งปีหน้า

นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ เกี่ยวกับการเมืองไทยในอนาคต เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างสมดุล เพื่อให้การเมืองไทยเป็นไปในทิศทางที่โปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่จากมุมมองของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ เรายังมีความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ การเลือกตั้งปีหน้าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้น การติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

การที่ “ไอติม” ออกมาแสดงความมั่นใจว่าการเลือกตั้งปีหน้าจะเกิดขึ้นตามแผนเดิม เป็นสัญญาณที่อาจทำให้หลายฝ่ายคลายความกังวลใจลงได้บ้าง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

จับตาการเมืองไทย: เลือกตั้งครั้งหน้ามีความหมายอย่างไร?

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของนักการเมืองและประชาชนทุกคนจะมีผลต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น เราจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ประเทศไทยของเราสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “ไอติม” เชื่อรัฐบาลเดินตามแผนเดิม เลือกตั้งปีหน้า มั่นใจการแก้ รธน. ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาล

จิรายุเย้ย! รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” ประวัติไม่ขาว

“จิรายุ” เย้ยรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” พบประวัติรัฐมนตรีหลายคนไม่ “ขาว” แฉบางคนกรอกข้อมูลแต่งตั้งเท็จ เรียกร้อง สลค. เปิดเผย หากเฉยจะใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 

วันที่ 19 ก.ย. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐมนตรีของรัฐบาล “หนู1” หลายคนมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าทุจริตในอดีตมีเรื่องร้องเรียน มีคดีในองค์กรอิสระ จำนวนมาก บางคนถูกชี้มูลความผิดโดย ปปช. บางคนเป็นอดีตข้าราชการเก่าที่มีคดีความทั้งส่วนของDSI ของตำรวจและองค์กรอิสระ

ซัดปชน. ดิวปีศาจ

นอกจากนี้ยังพบ บางคน มีสำนักข่าวขุดคุ้ยพฤติกรรม ว่ามีการเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน มีเงินนอกระบบโอนไปสู่บัญชีของตนเองจำนวนมาก และพบเส้นทางการเงิน โอนต่อไปดูแล สส.หลายคน ซึ่งมีพยานหลักฐานครบถ้วน ซึ่งเรื่องนี้ ทั้งสื่อมวลชน และพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านจะตรวจสอบ และดำเนินคดีอย่างเต็มที่ กับรัฐบาลเต้าหู้ยี้อย่างแน่นอน

“พรรคประชาชนที่วัยรุ่นคาดหวังไว้จะต้องรับผิดชอบในการโหวต เพราะดูจาก 1 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นได้ชัดแล้วว่ามีการ“ดิวปีศาจ” น้ำเงิน+ส้ม กันมาตั้งแต่ต้น MOA ก็แค่พิธีกรรมใช่หรือไม่ 

เรียกร้อง สลค.เปิดข้อมูล รมต.

นายจิรายุกล่าวต่อไปว่า ต่อจากนี้ พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน ขอให้ สลค.เปิดเผยข้อมูลใบกรอกประวัติการแต่งตั้ง หากเพิกเฉย จะใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ให้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เปิดเผยเอกสารในการกรอกประวัติเพื่อเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี ว่า ได้กรอกประวัติครบถ้วน มีท่าน รมต.กรอกความเท็จไว้กี่ข้อ หากตอบคำถามทั้ง 14 ข้อ ว่า“ไม่เคย”ทุกข้อ เหมือนกับการเสนอชื่อข้าราชการการเมือง ซึ่งการเป็นรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติ และซื่อสัตย์ มีจริยธรรม เป็นที่ประจักษ์มากกว่าข้าราชการการเมืองทั่วไป ก็จะนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลความจริง เช่น เคยมีเรื่องร้องเรียน มีคดีความหรือคดีอยู่ระหว่างการดำเนินการ ก็จะเห็นได้ทันทีว่ารัฐมนตรีคนไหนโกหกกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จไว้บ้าง ก็จะดำเนินการเพื่อถอดถอนและเอาผิดต่อไป

เย้ยตั้งรมต.เต้าหู้ยี้

“รัฐบาล 4 เดือน ที่พรรคประชาชน กล้าโหวตเป็นนั่งร้านให้นี้ ไม่มีจริง เพราะหากมีจริงต้องสวยงามกว่านี้ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ “รมต.เต้าหู้ยี้” ต่างตอบแทนมาเป็นรัฐมนตรี เมื่อพรรคประชาชน โหวตเป็น “นั่งร้าน” ย่อมต้องรับผิดชอบสิ่งที่จะเกิดขึ้น นับจากนี้ “ดิวปีศาจ” หรือ “ดิวลับ” ที่เกิดขึ้น จะเป็นการหักศรัทธาของคนรุ่นใหม่ที่ไม่น่าไว้วางใจอีกต่อไป” นายจิรายุ กล่าว

จิรายุเย้ย! รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” ประวัติไม่ขาว

จากกรณีข่าวดังกล่าว นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐมนตรีหลายท่านในรัฐบาลปัจจุบัน โดยใช้คำว่า “รัฐมนตรีเต้าหู้ยี้” เพื่อสื่อถึงประวัติที่ไม่โปร่งใส และอาจมีข้อกังขาในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ประเด็นนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ และในหมู่ประชาชนที่ติดตามข่าวสารทางการเมือง

รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” คืออะไร?

คำว่า “รัฐมนตรีเต้าหู้ยี้” ในบริบทนี้ หมายถึง รัฐมนตรีที่อาจมีประวัติที่ไม่ชัดเจน มีเรื่องร้องเรียน หรือมีคดีความที่ยังไม่ได้รับการสะสาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

นายจิรายุยังได้เรียกร้องให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เปิดเผยข้อมูลในใบกรอกประวัติของรัฐมนตรีแต่ละท่าน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน หาก สลค. ไม่ให้ความร่วมมือ นายจิรายุเตรียมที่จะใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ เพื่อให้ได้ข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสาธารณชน

ประเด็นสำคัญที่นายจิรายุเน้นย้ำคือ การที่รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม มีความซื่อสัตย์ และมีจริยธรรมเป็นที่ประจักษ์ การกรอกข้อมูลที่เป็นเท็จในการแต่งตั้งถือเป็นเรื่องร้ายแรง และอาจนำไปสู่การถอดถอนและดำเนินคดีได้

การออกมาเปิดเผยข้อมูลและวิพากษ์วิจารณ์ของนายจิรายุครั้งนี้ จุดประกายให้เกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ของรัฐบาล รวมถึงกระตุ้นให้ประชาชนตรวจสอบและติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด

เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมออกมาอีกในอนาคต เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความจริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ดังนั้น การตรวจสอบประวัติรัฐมนตรี และการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล และต่อการพัฒนาการเมืองไทยให้มีความสุจริตและเที่ยงธรรมมากยิ่งขึ้น กรณีรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “ จิรายุ ” เย้ยรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” พบประวัติรัฐมนตรี หลายคนไม่ “ขาว”

Scroll to top