การทํางานของรัฐบาล

ไชยชนก ลั่นไม่กังวลศึกซักฟอก ยันเป็น สายล่อฟ้า ก็มีข้อดี

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ ประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองคงหนีไม่พ้นการเตรียมตัวรับมือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งล่าสุด ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาเปิดใจถึงประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยยืนยันว่าตนเองไม่มีความกังวลใจแต่อย่างใด และมองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้พิสูจน์ผลงานให้ประชาชนได้เห็น

ไชยชนก ลั่นไม่กังวลศึกซักฟอก ยันเป็น สายล่อฟ้า ก็มีข้อดี

หลายคนมองว่ารัฐมนตรีไชยชนกตกอยู่ในสถานะที่น่าจับตาเป็นพิเศษ หรือที่เรียกกันว่ารัฐมนตรี สายล่อฟ้า แต่เจ้าตัวกลับมองในมุมบวกมากกว่า โดยมองว่าการเป็นจุดสนใจของสังคมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งถ้าหากเราทำงานอย่างโปร่งใสและสร้างประโยชน์ให้แก่กระทรวงได้จริง ก็ถือเป็นโอกาสที่จะทำให้ผลงานเหล่านั้นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนมากขึ้น

มุมมองต่อสถานะ สายล่อฟ้า กับโอกาสในการทำงาน

การถูกเพ่งเล็งหรือเป็น สายล่อฟ้า ในสนามการเมืองนั้น สำหรับไชยชนกไม่ได้ถือเป็นอุปสรรคในการทำงาน แต่เป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานต้องมีความพร้อมและเตรียมข้อมูลให้แม่นยำอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถตอบคำถามและชี้แจงประเด็นต่างๆ ต่อสภาฯ และประชาชนได้อย่างมั่นใจ โดยมีแนวทางการรับมือดังนี้:

  • รวบรวมข้อมูลการทำงานตลอดช่วงที่ผ่านมาให้เป็นระบบ
  • เตรียมความพร้อมในประเด็นที่ฝ่ายค้านให้ความสนใจ
  • มุ่งมั่นเดินหน้าสร้างผลงานเพื่อยกระดับงานด้านดิจิทัลให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

นอกจากเรื่องงานแล้ว อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนอยากรู้คือกรณีที่ถูกโยงไปถึงคุณพ่ออย่าง นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งรัฐมนตรีไชยชนกก็ได้ให้คำตอบที่น่าสนใจว่า ในฐานะที่เป็นเลขาธิการพรรคการเมือง การถูกตั้งคำถามหรือเชื่อมโยงเป็นเรื่องธรรมดาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินจากผลงานที่ปรากฏชัดเจนมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

โดยสรุปแล้ว การรับมือกับศึกซักฟอกของรัฐมนตรีท่านนี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติเชิงบวกและการมองปัญหาให้เป็นโอกาส สำหรับแฟนข่าวการเมือง นี่คือบทเรียนที่น่าสนใจว่า การเป็นรัฐมนตรีที่ถูกจับตามอง หรือ ไชยชนก ลั่นไม่กังวลศึกซักฟอก ยันเป็น สายล่อฟ้า ก็มีข้อดี นั้น แท้จริงแล้วอยู่ที่การมีผลงานที่ตรวจสอบได้เป็นเครื่องพิสูจน์นั่นเอง

ที่มา – “ไชยชนก” ลั่นไม่กังวลศึกซักฟอก ยันเป็น “สายล่อฟ้า” ก็มีข้อดี

“มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น

“มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น

กลายเป็นประเด็นเดือดในแวดวงการเมืองไทยเมื่อนางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาตอบโต้กรณีที่พรรคกล้าธรรมพยายามโจมตีและดิสเครดิตการทำงานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการ ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่า “มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น เพราะมองว่าการกระทำดังกล่าวอาจเกิดจากทัศนคติที่เคยบริหารงานมาก่อนหรือไม่

เปิดเบื้องหลังความขัดแย้งและการทำงานที่โปร่งใส

นางมนพร เจริญศรี ได้กล่าวถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ออกมาวิจารณ์การแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงเกษตรฯ ว่าการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิ แต่การโจมตีอย่างไร้หลักฐานนั้นไม่เป็นธรรม โดยนางมนพรย้ำว่า นายสุริยะทำงานโดยมุ่งเน้นประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นที่ตั้ง และการปรับเปลี่ยนตำแหน่งต่างๆ ในกระทรวงฯ เป็นไปตามหลักความรู้ความสามารถตามระบบราชการปกติ โดยไม่มีเรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์หรือการซื้อขายตำแหน่งเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน

บทเรียนที่น่าสนใจจากการโต้ตอบทางการเมืองในครั้งนี้คือ:

  • การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต้องยึดหลักข้อเท็จจริงมากกว่าข่าวลือ
  • ไม่ควรนำบรรทัดฐานส่วนตัวที่อาจเคยทำมาก่อนมาใช้ตัดสินคนอื่น
  • การให้ร้ายโดยไม่มีหลักฐานส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจของข้าราชการที่ตั้งใจทำงาน

นอกจากนี้ นางมนพรยังฝากไปถึงพรรคกล้าธรรมว่า ปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นในกระทรวงเกษตรฯ หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปลาหมอคางดำหรือโควตานมโรงเรียน ล้วนเป็นปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ยุคที่พรรคกล้าธรรมมีอำนาจบริหาร ดังนั้นการออกมาตั้งข้อสงสัยในตอนนี้จึงดูเหมือนเป็นการสร้างความสับสนให้กับสังคมเสียมากกว่า

หากพรรคกล้าธรรมมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการทุจริตหรือเรียกรับผลประโยชน์ รัฐบาลชุดปัจจุบันก็พร้อมให้ตรวจสอบเต็มที่ เพราะนายสุริยะได้ยืนยันความโปร่งใสมาโดยตลอด การออกมาดิสเครดิตกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับเกษตรกรไทย การทำงานที่ใส่ใจประชาชนคือคำตอบที่แท้จริง เราหวังว่าทุกฝ่ายจะหันมาใช้กระบวนการทางกฎหมายและข้อเท็จจริงแทนการปะทะกันด้วยวาทกรรม นี่ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าการเมืองแบบสร้างสรรค์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเราทุกคน

ที่มา – “มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น ยัน “สุริยะ” ยึดเหมาะสมไม่มีเรียกผลประโยชน์

อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีกระแสข่าวเรื่องการเสนอให้มีการยุบหน่วยงานความมั่นคงอย่าง กอ.รมน. โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้อภิปรายเสนอให้ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เนื่องจากมองว่าภารกิจมีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่มาอย่างยาวนานและมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ดังนั้นการที่นายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี จึงถือเป็นจุดยืนที่ค่อนข้างชัดเจนของฝ่ายบริหารในปัจจุบัน โดยนายกฯ มองว่าหน่วยงานนี้มีส่วนช่วยดูแลความสงบสุขของประชาชนมาตลอดหลายสิบปี

มุมมองต่อประเด็นการยุบ กอ.รมน.

สำหรับการตั้งคำถามว่าประเด็นนี้จะกลายเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทินได้ปฏิเสธประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เองก็ยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง และกำลังจะร่วมคณะเดินทางไปยังประเทศมาเลเซียเพื่อภารกิจสำคัญร่วมกันอีกด้วย การแสดงความคิดเห็นเชิงนโยบายจึงมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุยชี้แจงกันได้ตามกระบวนการทำงาน

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้ย้ำถึงความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานว่า ทุกฝ่ายทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ กอ.รมน. เข้าไปมีบทบาทอย่างมาก อนุทิน ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี คำกล่าวนี้นอกจากจะเป็นการตอบโต้ประเด็นข้อเสนอแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงว่ารัฐบาลยังคงสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อความมั่นคงของประเทศชาติ

  • การตรวจสอบภารกิจเพื่อลดความซ้ำซ้อนเป็นเรื่องที่พึงกระทำ แต่ต้องรักษาเสถียรภาพความมั่นคง
  • ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐควรเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์
  • จุดยืนของผู้นำรัฐบาลถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบาย

อย่างไรก็ตาม ในโลกของการเมืองนโยบายต่างๆ มักมีการถกเถียงเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด หากมองในอีกมุมหนึ่ง การทบทวนงานของ กอ.รมน. ให้กระชับและตอบโจทย์คนในพื้นที่มากขึ้นอาจเป็นทางเลือกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ในท้ายที่สุด หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การยุบหรือไม่ยุบ แต่อยู่ที่ว่าหน่วยงานนั้นสร้างความอุ่นใจและแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ นี่คือคำถามที่คนไทยทุกคนต้องการคำตอบ

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นยุบ กอ.รมน. ไม่ได้ เพราะอยู่คู่คนไทยมาหลายปี

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยหนึ่งในรายชื่อที่หลายคนให้ความสนใจคือ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ซึ่งเข้ามานั่งในโควตาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งงานนี้ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ

นายกฯ มองว่าการที่ นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ นั้นถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง เพราะการพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญสูง การได้ผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยตรวจสอบ จะทำให้การจัดสรรงบประมาณมีความโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน

ทำไมการตั้ง อ.วีระ ถึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

สำหรับคำถามที่ว่าทำไม นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่ เหตุผลสำคัญคือบุคลิกและบทบาทของ อ.วีระ ที่เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความตรงไปตรงมา กล้าวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นต่างๆ อย่างแหลมคม ซึ่งในมุมของฝั่งบริหาร นายกฯ เองมองว่านี่คือตัวช่วยชั้นดีที่จะมาเติมเต็มในส่วนที่อาจมองข้ามไป เพื่อให้การใช้งบประมาณคุ้มค่าที่สุด

  • มีความเป็นมืออาชีพและประสบการณ์สูงในการวิเคราะห์ข้อมูล
  • กล้าตั้งคำถามและวิจารณ์ในจุดที่ควรปรับปรุง
  • เน้นย้ำถึงการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้ติดตามการประชุมสภาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากภารกิจการทำงานที่ต่างประเทศ แต่ท่านก็ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า กระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดเป็นไปตามกลไกของสภาฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ คือการขับเคลื่อนประเทศด้วยการดึงคนเก่งเข้ามาช่วยงานกรรมาธิการนั่นเอง

ในยุคที่การตรวจสอบงบประมาณมีความท้าทายมากขึ้น การได้คนที่มีความรอบรู้และไม่เกรงใจในสิ่งที่ควรวิจารณ์ ย่อมเป็นสัญญาณบวกของระบบรัฐสภาไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือช่วยให้งบประมาณปี 2570 ถูกนำไปใช้ได้ดีขึ้นเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือความคาดหวังของสังคมที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นของการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน

ที่มา – นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

พรรคกล้าธรรม อัดรัฐบาลคว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์ ปิดปากสภาฯ ตรวจสอบ

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงกำลังจับตามองโครงการเมกะโปรเจกต์ระดับประเทศอย่างโปรเจกต์แลนด์บริดจ์กันอยู่ใช่ไหมครับ? ล่าสุดประเด็นนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อ นายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม ออกมาแสดงความผิดหวังอย่างรุนแรงต่อกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบของโครงการนี้ จนเกิดเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนเรียกว่า พรรคกล้าธรรม อัดรัฐบาลคว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์ ปิดปากสภาฯ ตรวจสอบ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความโปร่งใสในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ

เหตุผลที่ พรรคกล้าธรรม อัดรัฐบาลคว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์ ปิดปากสภาฯ ตรวจสอบ คืออะไร?

การที่รัฐบาลเลือกจะเดินหน้าโครงการโดยไม่ยอมเปิดรับการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ทำให้หลายภาคส่วนกังวลว่านี่คือการปิดกั้นการตรวจสอบใช่หรือไม่? โดยนายพีรวัสได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า โครงการนี้มีงบประมาณมหาศาล และกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างรุนแรง การตั้งกรรมาธิการฯ ไม่ใช่การขัดขวางการพัฒนา แต่คือการสร้างกลไกที่รอบคอบ

มุมมองต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากไร้การตรวจสอบ

เมื่อไม่มีกลไกในสภาฯ เข้ามาช่วยดูแล สิ่งที่ประชาชนมีความกังวลใจเป็นพิเศษคือ:

  • การเวนคืนที่ดิน: หลายครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่อาจได้รับผลกระทบโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม
  • ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม: ระบบนิเวศชายฝั่งของอ่าวไทยและอันดามันกำลังเผชิญกับความเสี่ยง
  • วิถีชีวิตชุมชน: อาชีพประมงและวิถีดั้งเดิมอาจต้องปิดตัวลงจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

นายพีรวัสย้ำชัดว่า พรรคกล้าธรรม อัดรัฐบาลคว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์ ปิดปากสภาฯ ตรวจสอบ นั้นไม่ต่างจากการลดโอกาสในการมีส่วนร่วมของประชาชน ยิ่งหากโครงการเดินหน้าไปโดยปราศจากการรับฟังเสียงคนในพื้นที่ สุดท้ายแล้วผู้ที่ต้องแบกรับภาระและปัญหาทั้งหมดก็คือชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่มีโอกาสได้โต้แย้งหรือเสนอความคิดเห็นอย่างเต็มที่นั่นเอง

ในฐานะประชาชน เราคงต้องช่วยกันติดตามต่อไปว่ารัฐบาลจะบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไรให้มีความโปร่งใส ไม่ใช่แค่ใช้คำว่า พัฒนา มาเป็นข้ออ้างเพื่อเดินหน้าโปรเจกต์อย่างรวบรัด การพัฒนาที่ดีควรเดินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบและการรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงครับ คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? การสร้างเมกะโปรเจกต์ควรสำคัญกว่าสิทธิของคนในพื้นที่หรือไม่ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – พรรคกล้าธรรม อัดรัฐบาลคว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์ ปิดปากสภาฯ ตรวจสอบ

“อนุทิน” ป้อง “ศุภจี” มั่นใจไม่มีท้อ ลั่นระวังจุก

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ อนุทิน ป้อง ศุภจี กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย หลังจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกวิจารณ์เรื่องการทำงานหนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาปกป้องแบบเต็มตัว ยืนยันว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลแกร่งมาก ไม่จำเป็นต้องตั้งรัฐมนตรีช่วยเพิ่ม และชมนางศุภจีว่าทำงานหนักจนต้องสั่งให้พักบ้าง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตลาดบางใหญ่ซิตี้ จ.นนทบุรี นายอนุทินให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง โดยย้ำชัดว่านางศุภจีเป็นมืออาชีพตัวจริง ไม่มีท้อถอย มีแต่ลุยงานตลอด จนต้องเตือนให้ถอยมาพักผ่อนบ้าง เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของทีมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีอยู่แล้ว

อนุทิน ป้อง ศุภจี มั่นใจมืออาชีพไม่มีท้อ

นายอนุทินยังติดตลกแบบแซ่บๆ ว่าไม่ห่วงเรื่องมรสุมข่าวลือ เพราะศุภจีแข็งแกร่งมาก ถ้าถึงเวลาต้องโต้กลับ ฝ่ายโจมตีอาจจะ “จุก” หรือ “หงายท้องขาชี้ฟ้า” ไปเลย พร้อมเมินเสียงเหน็บแนมจากฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เคยปรารถนาดีต่อรัฐบาล ทีมงานปัจจุบันที่มีข้าราชการประจำและที่ปรึกษาเศรษฐกิจอย่างนายสันติธาร เสถียรไทย สามารถตอบสนองนโยบายได้รวดเร็วทันใจ

เมินแรงกดดันจากพรรคเศรษฐกิจ

เมื่อถูกถามถึงแรงกดดันจากพรรคเศรษฐกิจที่เรียกร้องให้นางศุภจีลาออก นายอนุทินสวนกลับทันควันว่า พรรคนี้ไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาล แต่เป็นแค่พรรคที่ยกมือสนับสนุนให้ตนเป็นนายกฯ คล้ายกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เป็น “พรรคซีกรัฐบาล” เพราะไม่มีรัฐมนตรีในคณะ ส่วนเรื่องยุบรวมพรรคในอนาคต เป็นเรื่องกฎหมายของแต่ละพรรค ไม่ใช่ประเด็นหลัก

“เรื่องใหญ่หรือเล็กไม่สำคัญ สำคัญที่ทำงานได้ ผลักดันนโยบายได้ ผมให้กำลังใจคนทำงานอย่างท่านศุภจีที่แข็งแกร่งขึ้นเยอะ” นายอนุทินกล่าวอย่างหนักแน่น

ระหว่างลงพื้นที่ นายกรัฐมนตรียังมอบดอกไม้จากประชาชนให้นางศุภจี เพื่อแสดงความเชื่อมั่นในตัวเพื่อนร่วมงาน และแซวทิ้งท้ายว่า “ให้เบาๆ หน่อย อย่าเพิ่งออกมาสวน เดี๋ยวจะจุกอีก” ทำให้บรรยากาศคึกคัก สะท้อนความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในทีมเศรษฐกิจ

บริบทการโจมตีศุภจีและบทบาทกระทรวงพาณิชย์

ก่อนหน้านี้ นางศุภจีถูกโซเชียลโจมตีเรื่องนโยบายการค้าฯ ที่ถูกมองว่าช้าและไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจ แต่ฝั่งรัฐบาลยืนยันว่าการทำงานเป็นระบบ มีทั้งการเจรจา FTA การส่งเสริมส่งออก และรับมือเงินเฟ้อได้ดี ตัวอย่างเช่น โครงการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ช่วยประชาชนโดยตรง

  • จุดแข็งทีมเศรษฐกิจ: มีประสบการณ์สูง ตอบสนองนโยบายรวดเร็ว
  • ไม่ต้องเพิ่มรัฐมนตรีช่วย: ทีมปัจจุบันเพียงพอ ไม่ยุ่งเหยิง
  • จัดการข่าวลือ: เมินฝ่ายตรงข้าม เน้นผลงาน
  • กำลังใจจากนายกฯ: ป้องกันแบบแมนๆ ลั่นโต้ได้

นอกจากนี้ อนุทิน ป้อง ศุภจี ยังสะท้อนภาพการเมืองไทยที่การแข่งขันดุเดือด พรรคฝ่ายค้านและโซเชียลใช้เป็นเครื่องมือโจมตี แต่รัฐบาลยึดหลักผลงานเป็นตัววัด

จากมุมมองผู้เขียน เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีมีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการปกป้องทีมงาน และประชาชนควรพิจารณาจากผลงานจริงมากกว่าเสียงวิจารณ์ การผลักดันเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังต้องจับตา เช่น การฟื้นตัวท่องเที่ยวและส่งออก หากทีมเศรษฐกิจแกร่งอย่างที่นายอนุทินมั่นใจ ก็น่าจะมีข่าวดีตามมา

คุณคิดอย่างไรกับการ อนุทิน ป้อง ศุภจี ครั้งนี้? เชื่อมั่นในทีมเศรษฐกิจหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “อนุทิน” ป้อง “ศุภจี” มั่นใจมืออาชีพไม่มีท้อ ลั่นใครกล้าสวนระวังจุก เมินฝ่ายตรงข้ามเหน็บ

“อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม”

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวร้อนที่หลายคนจับตามอง นั่นคือกรณีที่ “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว ซึ่งเป็นคำยืนยันจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตีตกคดีหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทำให้เกิดกระแสคาดเดาว่าอาจดึงตัวกลับมารับตำแหน่งที่ว่างอยู่

“อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว

วันที่ 30 เมษายน 2567 นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าเก้าอี้รัฐมนตรีที่ว่าง 1 ตำแหน่งไม่ได้มีไว้รอใครเป็นพิเศษ โดยเฉพาะนายศักดิ์สยาม แม้ป.ป.ช.จะตีตกคดีซุกหุ้นแล้วก็ตาม "ไม่ดึงครับ เอาให้เคลียร์ตรงนี้ เดี๋ยวจะไปพูดกันอีกว่าที่ว่าง 1 ที่เก็บไว้รอนายศักดิ์สยาม" นายอนุทินกล่าวอย่างหนักแน่น นอกจากนี้ยังชี้แจงว่าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ผ่านมาถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และจำนวนรัฐมนตรีปัจจุบันเพียงพอต่อการขับเคลื่อนงานแล้ว

พื้นหลังคดีหุ้นของศักดิ์สยามและผลกระทบต่อการเมือง

ย้อนกลับไป คดีหุ้นของนายศักดิ์สยามเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ท่านยังเป็นรัฐมนตรีคมนาคม ซึ่งถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นในบริษัทลูกสาว ทำให้ต้องลาออกจากตำแหน่งและพรรคภูมิใจไทยไปในที่สุด หลังจากป.ป.ช.ชี้มูลไม่ผิด กระแสข่าวลือเรื่องการกลับมารับตำแหน่งก็ผุดขึ้นทันที แต่ “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว ทำให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้น นายอนุทินยังย้ำว่านายศักดิ์สยามไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองตั้งแต่ออกจากพรรค และไม่เคยมีการหารือเรื่องนี้เลย

  • ป.ป.ช.ตีตกคดีหุ้น: ยืนยันไม่มีความผิด
  • เก้าอี้ครม.ว่าง 1 ตำแหน่ง: ไม่จำเป็นต้องเติมหากงานเพียงพอ
  • ทีมงานในสำนักนายกฯ: มีผู้ช่วยถึง 3-4 คน ช่วยขับเคลื่อนงานได้ดี
  • ไม่ผูกโยงกับพรรคภูมิใจไทย: เคารพคำวินิจฉัยของหน่วยงานอิสระ

ปฏิกิริยาจากฝ่ายค้านและ สว.

แม้รัฐบาลจะยืนยันชัดเจน แต่ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เตรียมรวบรวมรายชื่อยื่นป.ป.ช.ตรวจสอบคดีศักดิ์สยามรอบใหม่ นายอนุทินมองว่าเป็นสิทธิ์ตามหน้าที่ และไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือพรรคภูมิใจไทยในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นพรรคฝ่ายค้านตั้ง "คณะรัฐมนตรีเงา" เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล นายอนุทินตอบแบบอารมณ์ดีว่า "ดีแล้ว ที่มีเงา ถ้าไม่มีเงาก็ไม่ใช่คนนะสิ" แสดงถึงความมั่นใจในผลงาน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความโปร่งใสของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ไม่ยึดติดกับโควต้าตำแหน่ง แต่เน้นประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลต้องรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ร้อนระอุ การตัดสินใจไม่ดึงนายศักดิ์สยามกลับมา ช่วยลดกระแสวิจารณ์เรื่องการเมืองแบบ "เก้าอี้รอ" และยืนยันว่ารัฐบาลมีทีมงานที่แข็งแกร่งเพียงพอ

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยข่าวลือและการคาดเดา แต่คำพูดของนายอนุทินในครั้งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ยังคงสนับสนุนผู้นำพรรคอย่างเหนียวแน่น ในอนาคต รัฐบาลน่าจะโฟกัสที่การแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด และโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรค

สุดท้ายแล้ว “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว เป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้าด้วยทีมปัจจุบัน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว

“อนุทิน” ย้ำยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจครบ 4 ปี

หลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่พรรคภูมิใจไทยคว้าส.ส.ได้ถึง 190 เสียง “อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี พร้อมย้อนแซวพรรคเพื่อไทยที่ชอบอ้างพิรุธทุกครั้งที่แพ้ ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยทันที โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ยังไม่ใช่เวลาที่จะรีบร้อนพูดถึงการจัดตั้งรัฐบาล เพราะต้องรอผลนับคะแนนอย่างเป็นทางการจาก กกต. ก่อน

“อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี

นายอนุทินเน้นย้ำว่าการเมืองต้องเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ชอบพูดอะไรที่ยังไม่ยืนยันจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่าง กกต. ซึ่งตอนนี้คะแนนนับได้เพียง 90% เท่านั้น ดังนั้นไม่ควรคาดเดาก่อนวางแผนคัดเลือกรัฐมนตรีหรือแบ่งโควตา “เราต้องฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเพราะประชาชนเลือกมา คะแนนอย่างไม่เป็นทางการกว่า 190 เสียง ดังนั้นต้องเคารพการตัดสินใจนั้น” อนุทินกล่าว

สำหรับเสถียรภาพของรัฐบาล เขายืนยันว่าต้องรอผล ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ชัดเจนก่อน เพราะยังมีพรรคเล็กพรรคน้อยที่ต้องคำนวณ เมื่อมีคำถามว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ ท่ามกลางกระแสวิเคราะห์จากนักวิชาการว่าพรรคมีหลายกลุ่ม อนุทินหัวเราะเบาๆ และตอบว่า “ไม่กังวลเลย ผมทำงานถูกกฎหมาย ถูกศีลธรรม ไม่ฝืนใจประชาชน” เขามั่นใจว่าสามารถคุมพรรคร่วมได้ หากคุมไม่ได้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้

มั่นใจรัฐบาลอยู่ครบ 4 ปีด้วยผลงาน

อนุทินมองว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจะอยู่ครบ 4 ปีแน่นอน โดยเน้นผลงานที่รวดเร็ว ตอบโจทย์ประชาชน และได้รับการยอมรับจากนานาชาติ “วันพรุ่งนี้ต้องมาจากประสบการณ์วานนี้ ผมจะขับรถด้วยความระมัดระวัง ไม่เกินสปีด” เขายกตัวอย่างรัฐบาลเสียงข้างน้อยในอดีตที่ยังผลักดันนโยบายได้ แต่มาเอร์นี้เป็นเสียงข้างมาก ยิ่งมั่นใจ

ย้อนเพื่อไทย แพ้ก็บอกมีพิรุธทุกที

เมื่อพูดถึงข้อสังเกตของพรรคเพื่อไทยที่ชี้ว่าการเลือกตั้งมีพิรุธมาก อนุทินแซวตรงๆ ว่า “เวลาแพ้ก็มีพิรุธทุกที แต่ชนะไม่มี” สำหรับกระแสเรียกร้องนับคะแนนใหม่ เขาบอกว่าเป็นกระบวนการปกติ รัฐบาลไม่ได้จัดการเลือกตั้ง เพียงประสานงาน รัฐบาลไม่รู้จำนวน ส.ส.แน่ชัดเพราะยังนับไม่จบ และหากกล่าวหาพิรุธคือกล่าวหา กกต. ไม่ใช่รัฐบาล

ประเด็น MOU 44 และพรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ อนุทินยังเผยว่าจะหารือ ครม. เรื่องยกเลิก MOU 44 ในวันนั้นเลย สั่งกระทรวงที่เกี่ยวข้องเตรียมการ เพราะ MOU นี้ไม่คืบหน้า ไม่มีประโยชน์ ต้องยกเลิกเพื่อผลประโยชน์ชาติ สำหรับข่าวไม่เอาพรรคก้าวไกลหรือพรรคอื่น เขาไม่ตอบ แต่พูด “โอเคนะครับ” แล้วเดินเข้าประชุม ครม.

ประเด็นสำคัญจากคำแถลงอนุทิน

  • ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล รอผล กกต. ชัดเจน
  • ฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก พรรคภูมิใจไทยได้ 190+ เสียง
  • มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี ด้วยการทำงานถูกต้อง
  • ย้อนเพื่อไทย ชอบอ้างพิรุธตอนแพ้
  • เดินหน้ายกเลิก MOU 44 ที่ไร้ผล
อนุทิน ชาญวีรกูล

สถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้งกำลังเข้มข้น พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นพรรคใหญ่สุด การที่อนุทินยืนยัน “อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี แสดงถึงความมั่นใจและระมัดระวัง สะท้อนประสบการณ์ยาวนานในเวทีการเมือง หากรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นจริง คงต้องจับตาว่าจะผลักดันนโยบายอะไรบ้าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจและ MOU 44 ที่ค้างคา

คุณคิดว่ารัฐบาลอนุทินจะอยู่ครบ 4 ปีจริงหรือ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำ ยังไม่คุยตั้งรัฐบาล มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี ย้อนเพื่อไทย แพ้ก็บอกมีพิรุธทุกที

Scroll to top