การบริหารประเทศ

อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. พร้อมเอาผิดไอลอว์

อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. พร้อมเอาผิดไอลอว์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านและพรรคประชาชนเตรียมเปิดหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีการฮั้ว สว. ภาคพิเศษ โดยนายอนุทินได้ย้ำชัดว่า อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวข้อง เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศหลังจากกระบวนการคัดเลือก สว. สิ้นสุดลงไปแล้ว

นายอนุทินกล่าวว่า ในฐานะฝ่ายบริหาร รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาคอยชี้แจงประเด็นการเมืองที่ตนเองไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย และในส่วนที่มีการกล่าวหาโดยองค์กรหรือบุคคลต่างๆ นั้น ทางทนายความส่วนตัวอย่าง นายศุภชัย ใจสมุทร ได้ดำเนินการทางกฎหมายกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เรียบร้อยแล้ว เพื่อรักษาสิทธิและแสดงความบริสุทธิ์ใจ

มุมมองต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับกระแสข่าวการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนสิงหาคมนี้ นายอนุทินมองว่าเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยที่ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งตนเองก็ไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด หากรัฐบาลทำงานด้วยความโปร่งใสและไม่ได้ทำเรื่องผิดกฎหมายก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลัว โดยมองว่านี่คือการทำหน้าที่ปกติของฝ่ายค้านที่ประชาชนคาดหวัง

นอกเหนือจากประเด็นการเมืองแล้ว นายอนุทินยังได้ชี้แจงถึงการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก โดยระบุว่า:

  • มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
  • สั่งยกเลิกการสอบทันทีที่มีหลักฐานทุจริต
  • ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • ไม่มีการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดอย่างแน่นอน

นายอนุทินเชื่อมั่นว่าในประเด็นการทุจริตสอบท้องถิ่นนั้นรัฐบาลได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และมีความโปร่งใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้สำหรับประเด็นที่ว่า อนุทิน ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวข้อง นั้น ถือเป็นการยืนยันจุดยืนของรัฐบาลที่ต้องการมุ่งเน้นการบริหารประเทศมากกว่าการโต้ตอบประเด็นทางการเมืองที่ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน

ท้ายที่สุด การที่นายอนุทินมั่นใจในผลงานของรัฐบาลและการจัดการปัญหาการทุจริตอย่างเด็ดขาด เป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง การตรวจสอบเป็นสิ่งที่รัฐบาลพร้อมรับฟังเสมอ แต่ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและอยู่ในขอบเขตของการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่การเมืองที่มุ่งเน้นแต่การกล่าวหาเพื่อทำลายชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นรัฐบาลไม่ต้องแจงฮั้ว สว. เพราะไม่เกี่ยวข้อง ยันเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” กล่าวหา

“วรชัย” ชวนคนรัก “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.

เชื่อว่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลายคนคงได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นที่ “วรชัย” ชวนคนรัก “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค. ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่เหล่าบรรดาผู้ที่ยังคงระลึกถึงอดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นที่รักของใครหลายคนเตรียมตัวมารวมพลังกันอีกครั้ง

“วรชัย” ชวนคนรัก “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.

นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ จากพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร โดยเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่นายทักษิณ ชินวัตร บริหารประเทศ ซึ่งสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤติต้มยำกุ้งได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยเหตุนี้ การที่ “วรชัย” ชวนคนรัก “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค. จึงไม่ใช่เพียงแค่การจัดงานวันเกิดทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงความผูกพันและคุณค่าที่อดีตนายกฯ เคยสร้างไว้ให้กับประเทศไทย

บรรยากาศและการรวมตัวของคนรักทักษิณ

สำหรับงานวันคล้ายวันเกิดของนายทักษิณ ชินวัตร ในปีนี้ ซึ่งจะมีอายุครบ 77 ปี นายวรชัยตั้งใจจัดงานขึ้นที่ร้านอาหารจุ่มดาด กม.6 ซอยรามอินทรา 40 เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ยังรักและระลึกถึงท่านได้มีพื้นที่แสดงพลัง โดยมีรายละเอียดกิจกรรมสำคัญดังนี้:

  • การรวมพลังให้กำลังใจอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร
  • การแลกเปลี่ยนมุมมองถึงผลงานในอดีตที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน
  • แสดงจุดยืนของกลุ่มคนรักประชาธิปไตย

นายวรชัยยังได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันว่า การแจกปลาอาจไม่ยั่งยืนเท่ากับการสอนให้หาปลาเหมือนในอดีต การรวมตัวครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการย้ำเตือนถึงแนวทางการบริหารที่ประชาชนเคยสัมผัสและชื่นชอบ ซึ่งเป็นการสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่ที่สนใจในการเมือง การไปร่วมงานวันเกิดในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ จะเป็นโอกาสที่ดีในการได้เห็นพลังของกลุ่มคนที่ยังคงมีความหวังและศรัทธาในทิศทางของบ้านเมืองที่เคยรุ่งเรือง หวังว่าประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของพลังประชาชนจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความหมายครับ

ที่มา – “วรชัย” ชวนคนรัก “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยหนึ่งในรายชื่อที่หลายคนให้ความสนใจคือ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ซึ่งเข้ามานั่งในโควตาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งงานนี้ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ

นายกฯ มองว่าการที่ นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ นั้นถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง เพราะการพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญสูง การได้ผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยตรวจสอบ จะทำให้การจัดสรรงบประมาณมีความโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน

ทำไมการตั้ง อ.วีระ ถึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

สำหรับคำถามที่ว่าทำไม นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่ เหตุผลสำคัญคือบุคลิกและบทบาทของ อ.วีระ ที่เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความตรงไปตรงมา กล้าวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นต่างๆ อย่างแหลมคม ซึ่งในมุมของฝั่งบริหาร นายกฯ เองมองว่านี่คือตัวช่วยชั้นดีที่จะมาเติมเต็มในส่วนที่อาจมองข้ามไป เพื่อให้การใช้งบประมาณคุ้มค่าที่สุด

  • มีความเป็นมืออาชีพและประสบการณ์สูงในการวิเคราะห์ข้อมูล
  • กล้าตั้งคำถามและวิจารณ์ในจุดที่ควรปรับปรุง
  • เน้นย้ำถึงการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้ติดตามการประชุมสภาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากภารกิจการทำงานที่ต่างประเทศ แต่ท่านก็ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า กระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดเป็นไปตามกลไกของสภาฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ คือการขับเคลื่อนประเทศด้วยการดึงคนเก่งเข้ามาช่วยงานกรรมาธิการนั่นเอง

ในยุคที่การตรวจสอบงบประมาณมีความท้าทายมากขึ้น การได้คนที่มีความรอบรู้และไม่เกรงใจในสิ่งที่ควรวิจารณ์ ย่อมเป็นสัญญาณบวกของระบบรัฐสภาไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือช่วยให้งบประมาณปี 2570 ถูกนำไปใช้ได้ดีขึ้นเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือความคาดหวังของสังคมที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นของการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน

ที่มา – นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

“สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม

ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันที่กำลังเข้มข้น ประเด็นความขัดแย้งภายในกระทรวงมหาดไทยได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณชน ล่าสุด นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในมุมมองที่น่าสนใจโดยระบุว่า “สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม โดยเขามองว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้นำรัฐบาล มีความสามารถเพียงพอที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

“สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม

นายสุทินได้วิเคราะห์ปัญหาภายในกระทรวงมหาดไทยว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกินความสามารถของผู้นำ เนื่องจากปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งการมีอำนาจที่ครบถ้วนเช่นนี้ ย่อมทำให้การสั่งการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีอำนาจภายนอกใดเข้ามาแทรกแซงได้ง่าย ทั้งนี้ เขายังชี้ให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาว่ามักเกิดจากรากฐานสำคัญในระบบราชการ

เหตุผลที่ระบบคุณธรรมคือหัวใจสำคัญในการบริหาร

ปัญหาความขัดแย้งสะสมมักมีสาเหตุหลักมาจากการบริหารงานบุคคลที่ไม่โปร่งใส นายสุทินมองว่า “สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นบทเรียนที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนัก หากกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการยึดถือผลประโยชน์หรือระบบเส้นสายมากกว่าการยึดมั่นในคุณธรรม ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • ระบบคุณธรรมช่วยลดแรงเสียดทานในหน่วยงาน
  • ความโปร่งใสคือเกราะป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง
  • ผู้นำที่เข้มแข็งต้องกล้าเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรที่ล้าหลัง

นอกจากประเด็นกระทรวงมหาดไทยแล้ว นายสุทินยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจร่วมกับทุกฝ่าย พรรคพยายามปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยและพร้อมที่จะรอการพิจารณาร่วมกับร่างของภาคประชาชน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมและได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งถือเป็นย่างก้าวสำคัญของทิศทางประชาธิปไตยไทยในอนาคต

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ เราอาจพบว่าการบริหารจัดการหน่วยงานใหญ่ระดับกระทรวงมหาดไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การที่ผู้บริหารระดับสูงอย่างนายอนุทินเข้ามาจับงานด้วยตนเอง อาจเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ระบบปกติได้ สิ่งที่น่าจับตาต่อไปไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาระยะสั้น แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างทางความคิดในการแต่งตั้งข้าราชการให้ยึดมั่นในความสามารถอย่างแท้จริง หากทำได้สำเร็จ จะถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ยั่งยืนที่สุด

ที่มา – “สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม

อนุทินบอกคุยไชยชนกทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับสถานการณ์ภายในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่มีกระแสดราม่าถาโถมเข้ามาไม่หยุด ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงประเด็น อนุทินบอกคุยไชยชนกทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี โดยยืนยันว่าทุกอย่างยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

อนุทินบอกคุยไชยชนกทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี

นายอนุทินเน้นย้ำชัดเจนว่า ตนเองกับคุณไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย คุยกันทุกวัน ปรึกษาหารือกันในทุกเรื่อง ดังนั้นประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นภายนอกจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการลงมือทำงานให้เป็นรูปธรรม

มุมมองต่อการทำงานของรัฐมนตรีภายใต้กระแสสังคม

สำหรับประเด็นเรื่อง KPI ของคณะรัฐมนตรี นายอนุทินมองว่าเรื่อง อนุทินบอกคุยไชยชนกทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทุ่มเททำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยท่านย้ำว่าตนเองดูภาพรวมการทำงานของทุกคน หากใครที่เก่งแต่ขาดความตื่นตัวในการแก้ปัญหา ก็จำเป็นต้องกลับมาปรับปรุงตัวกันใหม่

  • ไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีในขณะนี้ ทุกคนยังทำงานได้ดี
  • การทำงานต้องยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
  • เน้นการสื่อสารผลงานให้ถึงมือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายอนุทินยังกล่าวทิ้งท้ายถึงการดำเนินงานในกระทรวงดีอีว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นการยกระดับศักยภาพของประชาชนและนักศึกษาให้เข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในระยะยาว มากกว่าจะไปโฟกัสกับดราม่าที่ไม่มีสาระสำคัญ

หากจะพูดให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด การบริหารประเทศไม่ใช่การวัดผลตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือการ ‘ตื่นตัว’ ต่อปัญหาและพร้อมแก้ไขให้กับประชาชนในทันทีครับ สำหรับใครที่กำลังมองหาความชัดเจนทางการเมือง อย่าลืมติดตามกันต่อไปว่าจะมีนโยบายอะไรใหม่ๆ ออกมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของเราให้ก้าวหน้ากันบ้าง

ที่มา – “อนุทิน” บอกคุย “ไชยชนก” ทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี มั่นใจสิ่งที่ทำเป็นประโยชน์ต่อ ปชช.

นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก

นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษบนเวทีหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย หรือ JFCCT โดยเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์สำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าเชื่อถือที่สุดสำหรับนักลงทุนทั่วโลก ท่ามกลางความท้าทายในยุคที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง

ท่านนายกรัฐมนตรีได้เผยว่า นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนให้กับนักลงทุน โดยมองว่าการจะดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนที่ต่ำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความพร้อมในการปรับตัวและการสร้างสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้

ก้าวต่อไปของประเทศไทยกับการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ

รัฐบาลชุดนี้มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ผ่าน 4 แนวทางหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • การปรับปรุงกฎระเบียบ: มุ่งเน้นความสะดวกในการทำธุรกิจด้วยระบบดิจิทัลและกลไก Thailand FastPass ที่สนับสนุนโครงการลงทุนมูลค่ากว่า 223,000 ล้านบาท
  • อุตสาหกรรมแห่งอนาคต: ส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานใหม่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์, ยานยนต์ไฟฟ้า, และพลังงานสะอาด
  • การพัฒนาบุคลากร: ยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ทันต่อโลกยุค AI ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
  • การเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก: ผลักดัน FTA และบทบาทของไทยในฐานะประตูสู่ตลาดอาเซียน 700 ล้านคน

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนนี้ นายกฯ เชื่อมั่นว่าการผสานความร่วมมือระหว่างรัฐและภาคธุรกิจต่างชาติจะทำให้ไทยก้าวสู่มาตรฐาน OECD ได้สำเร็จ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไทยจะเป็นฐานการผลิตและการลงทุนที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค

แม้โลกจะเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงมากมาย แต่ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างเสถียรภาพและลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ถือเป็นก้าวเดินที่สำคัญมาก หากเราสามารถเดินหน้าแผนการทั้งหมดนี้ได้จริง จะเป็นตัวจุดชนวนให้ประเทศไทยก้าวกระโดดขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับโลกได้อย่างสง่างาม นี่คือสัญญาณบวกที่ภาคเอกชนและนักลงทุนทั่วโลกกำลังเฝ้ารอคอย และเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศไทยครับ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

พรรคประชาชน ประชุม ครม.เงานัดแรก “เท้ง” ย้ำตรวจสอบรัฐบาล

พรรคประชาชน ประชุม ครม.เงานัดแรก เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรค เป็นประธานในการประชุมครั้งสำคัญนี้ การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกของกลไกครม.เงา ที่มุ่งยกระดับการตรวจสอบรัฐบาลและเสนอนโยบายทางเลือกให้ประชาชนได้พิจารณา ด้วยแนวคิด agenda-based ที่เน้นประเด็นเร่งด่วนของประเทศ

พรรคประชาชน ประชุม ครม.เงานัดแรก

ในที่ประชุม มีการหารือประเด็นสำคัญหลายด้าน โดย “เท้ง” ย้ำชัดเจนว่า ครม.เงาคือเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่แค่การวิจารณ์ แต่เป็นการนำเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน

พรรคประชาชน ประชุม ครม.เงานัดแรก ชู 3 ประเด็นหลัก

จากการประชุม มีข้อสรุปสำคัญ 3 ประการที่ครม.เอยกขึ้นมาพูดคุยและเสนอแนะ ดังนี้

  • เรียกร้องเยียวยาภาคขนส่งและประมง: ภาคส่วนเหล่านี้แบกต้นทุนพลังงานสูงสุด แต่กลับถูกละเลยท่ามกลางวิกฤตพลังงาน ครม.เงาเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นต้นน้ำของเศรษฐกิจ เช่น ชาวประมงที่ต้องเผชิญราคาน้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่อราคาอาหารและสินค้าอุปโภค ในที่ประชุม ตัวแทนจากทั้งสองภาคส่วนได้มาเล่าปัญหาและเสนอแนวทางช่วยเหลือที่ตรงจุด เช่น การลดภาษีน้ำมันเฉพาะกิจหรืออุดหนุนไฟฟ้าสำหรับเรือประมง
  • เตือนโครงการแลนด์บริดจ์เสี่ยงซ้ำรอย EEC: โครงการนี้หากเดินหน้าโดยอิงปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าเหตุผลเศรษฐกิจ อาจทำให้ไทยตกอยู่ใต้เงามหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง เหมือนกรณี EEC ที่เคยถูกวิจารณ์เรื่องผลประโยชน์ไม่สมดุล ครม.เงาเตือนให้รัฐบาลระวังไม่ทิ้งไพ่ใบสำคัญทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยควรศึกษาความคุ้มค่าอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ
  • ห่วง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท: มีความเสี่ยงใช้เงินแบบไร้หลักการ แค่กู้มาแจกเพื่อคะแนนนิยม โดยไม่เตรียมแผนรับมือสงครามยืดเยื้อ ครม.เงาเสนอให้รัฐบาลโปร่งใส แสดงแผนใช้เงินและชำระหนี้ชัดเจน ไม่หว่านแหงบประมาณ แต่เน้นโครงการที่ยั่งยืนเพื่อเศรษฐกิจระยะยาว

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังยืนยันบทบาทครม.เงาจะทำงานคู่ขนานกับรัฐบาล เพื่อสะท้อนการบริหารที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยได้อย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์

การพรรคประชาชน ประชุม ครม.เงานัดแรกนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบและเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์จริงๆ หากรัฐบาลนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปรับใช้ จะช่วยแก้ปัญหาประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจและพลังงานกำลังเผชิญความท้าทายหนักหน่วง

ในมุมมองของเรา กลไกครม.เงาแบบนี้เป็นนวัตกรรมทางการเมืองที่ไทยต้องการ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกนโยบายที่หลากหลายและดีกว่า คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอเหล่านี้? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองเพิ่มเติมจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – พรรคประชาชน ประชุม ครม.เงานัดแรก “เท้ง” ย้ำเป็นกลไกยกระดับตรวจสอบรัฐบาล

กัณวีร์ ซัดแรงรัฐบาล หลังขึ้นน้ำมัน 6 บาท

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าร้อน ๆ ในวงการการเมืองไทย เมื่อ กัณวีร์ ซัดแรงรัฐบาล ครั้งใหญ่ หลังจากที่รัฐบาลแอบประกาศขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท เมื่อคืนวันที่ 26 มีนาคม 2569 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต ออกมาโพสท่าทางไม่ไว้หน้าเลย สุดจัดหนักว่าการทำงานของรัฐบาลนี่แหละคือ “กำปั้นทุบดิน” ไม่รู้จักแก้ปัญหา รู้แต่การกิน!

กัณวีร์ ซัดแรงรัฐบาล ไม่รู้จักการแก้ปัญหา

กัณวีร์บอกตรง ๆ ว่าปัญหาพลังงานมันกระทบทุกคนอยู่แล้ว เพราะมาจากวิกฤตโลก ไม่ใช่ปัญหาภายในประเทศ รัฐบาลมีหน้าที่ชะลอและแก้ไขผลกระทบให้ประชาชน ไม่ใช่มานั่งเป็นแค่ “หัวโขน” ฝ่ายบริหารแบบงง ๆ เอาใครมาก็นั่งได้หมด! เขายังย้ำว่าการชนะเลือกตั้งแบบไทย ๆ ที่รวมกลุ่มเก่า ๆ ชนะแบบไม่สะอาด มันไม่ได้แปลว่าบริหารประเทศศตวรรษที่ 21 ได้ดี มีเทคนิครัคส์ ข้อมูลเพียบ แต่สุดท้ายตัดสินใจแบบเดิม ๆ ที่เข้าถึงอำนาจเท่านั้นเอง

กัณวีร์ ซัดแรงรัฐบาล หลังแอบขึ้นราคาน้ำมัน

ที่พีคสุดคือการสื่อสารมั่ว ๆ ของรัฐบาล ประกาศตรึงราคาได้ถึงวันไหน มีน้ำมันสำรองเท่าไหร่ ใช้กองทุนช่วยผู้ประกอบการ สุดท้ายประชาชนไม่มั่นใจ เลยตะเกียกตะกายตุนน้ำมัน แต่คนตุนจริง ๆ คือพวกนายทุนใหญ่! ผลคือขึ้นราคา 6 บาท เข้าทางทุกคน นี่แหละสูตรสำเร็จทางการเมือง แสวงหาประโยชน์จากวิกฤตโลก ทำท่าทางแก้ไม่ได้ แต่กินได้สบาย

กัณวีร์ชี้ว่าประชาชนตาสว่างแล้วกับผลเลือกตั้งและการแก้ปัญหาของรัฐบาล Soft Landing ไต่ราคาช้า ๆ ก็ไม่มี timeframe ชัดเจน ภาษีลอยตัวตามราคาโลก targeted timeframe ก็ไม่ได้ รวมถึง พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง 2516 ก็ล้าสมัยไปแล้ว นี่คือการแก้ปัญหาจริง ๆ เหรอ?

  • สื่อสารไร้ทิศทาง ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก
  • ไม่ชะลอผลกระทบจากวิกฤตโลกให้ประชาชน
  • ทำงานแบบกำปั้นทุบดิน ไม่มีแผนระยะยาว
  • แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าแก้ปัญหา
  • ขาดความเป็นกลางและอิสรภาพในการตัดสินใจ

ปัญหาน้ำมันแพงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การจัดการของรัฐบาลชุดนี้ทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่ม โดยเฉพาะผู้ใช้รถใช้ถนนรายวัน ค่าน้ำมันขึ้น 6 บาท กระทบค่าครองชีพทั้งระบบ ส่งผลให้ราคาสินค้าทุกอย่างแพงตาม ธุรกิจขนาดเล็กเดือดร้อนหนัก

ในมุมมองของพรรคพลวัต พวกเขามีวิสัยทัศน์ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ควรมีนโยบายที่โปร่งใส ชัดเจน เช่น การใช้กองทุนน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนพลังงานทางเลือก ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และสื่อสารให้ประชาชนมั่นใจ

สุดท้ายแล้ว กัณวีร์ ซัดแรงรัฐบาล ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าประชาชนต้องการผู้นำที่แท้จริง ไม่ใช่แค่นั่งเก้าอี้ คุณคิดว่าปัญหาน้ำมันแพงจะจบยังไง? รัฐบาลควรปรับตัวยังไงให้ดีขึ้น ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ เราอยากฟังมุมมองจากทุกคน!

ที่มา – “กัณวีร์” ซัดแรงรัฐบาล ไม่รู้จักการแก้ ทำงานแบบกำปั้นทุบดิน หลังแอบขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท

พรรคประชาชน มีมติส่ง “ณัฐพงษ์” ชิงเก้าอี้นายกฯ

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้กำลังร้อนระอุ เมื่อพรรคประชาชน มีมติส่ง “ณัฐพงษ์” ชิงเก้าอี้นายกฯ ชี้ ต้องให้ประชาชนเห็นวิสัยทัศน์ ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดกันแบบละเอียดยิบ เพื่อให้คุณเข้าใจบริบททั้งหมด

พรรคประชาชน มีมติส่ง “ณัฐพงษ์” ชิงเก้าอี้นายกฯ ชี้ ต้องให้ประชาชนเห็นวิสัยทัศน์

ที่อาคารอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 เวลา 14.00 น. น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน ได้แถลงผลการประชุมพรรคเบื้องต้น โดยที่ประชุมมีมติส่งรายชื่อบุคคลชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังปิดบังรายชื่อไว้ก่อน และที่สำคัญคือมีมติส่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อยืนยันจุดยืนในฐานะพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่ง

ก่อนการลงมติเลือกประธานสภาฯ และนายกรัฐมนตรี ผู้สมัครทุกคนจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ เพื่อให้ประชาชนได้เปรียบเทียบความเหมาะสมและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากตำแหน่งสำคัญเหล่านี้ ซึ่งเป็นกลไกที่โปร่งใสและให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางอ้อม

วิสัยทัศน์สำคัญที่พรรคประชาชนเน้นย้ำ

พรรคประชาชนเชื่อว่าการชิงเก้าอี้นายกฯ ไม่ใช่แค่การแข่งขัน แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะตัวแทน จะนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาประเทศ เช่น เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่ตอบโจทย์ประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่สัญญาแบบลมปาก

ตอบโต้กระแสวิจารณ์เรื่องเอกภาพฝ่ายค้าน

มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าฝ่ายค้านขาดเอกภาพ อาจส่งผลต่อการตรวจสอบรัฐบาล น.ส.ภคมน ยืนยันว่าพรรคประชาชนพร้อมตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นและเต็มที่เหมือนเดิม โดยไม่เกรงใจใคร รูปแบบการทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้านแตกต่างจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะไม่ได้บริหารประเทศร่วมกัน เอกภาพจึงเป็นแบบเฉพาะของฝ่ายค้าน

สำหรับข้อกังวลว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล อาจอยู่ยาว 4-8 ปี รองโฆษกขอให้รอชมผลงานการตรวจสอบก่อน เพราะตอนนี้ยังเป็นแค่การคาดเดาเท่านั้น

  • พร้อมตรวจสอบเต็มสูบ: ไม่ยั้งมือ ครอบคลุมทุกประเด็น
  • เอกภาพแบบฝ่ายค้าน: ร่วมมือกันตรวจสอบ ไม่ใช่บริหารร่วม
  • รอผลงานจริง: อย่าวิจารณ์ล่วงหน้า ให้ดูการปฏิบัติ

ส่วนการประสานงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ เพื่อลงมติเดียวกัน เมื่อพรรคสรุปรายละเอียด วิปฝ่ายค้านจะดำเนินการต่อ ตำแหน่งประธานวิปต้องรอแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านก่อน พรรคยืนยันความโปร่งใส เปิดเผยทุกอย่างต่อสาธารณชน

ข่าวพรรคประชาชน มีมติส่ง “ณัฐพงษ์” ชิงเก้าอี้นายกฯ ชี้ ต้องให้ประชาชนเห็นวิสัยทัศน์นี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของฝ่ายค้านในการแข่งขันอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่จำนวนเสียง แต่เน้นคุณภาพวิสัยทัศน์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว ในสถานการณ์การเมืองที่ผันผวน การมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็งจะช่วยถ่วงดุลอำนาจได้ดี

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ การเลือกประธานสภาฯ ที่ยังอุบชื่อ ซึ่งอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม และประธานสภาฯ เองก็วอนอย่าเพิ่งวิจารณ์ฝ่ายค้าน ให้ดูผลงานก่อน พรรคประชาชนพร้อมพิสูจน์ตัวเองในสภา

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ประชาชนมีบทบาทมากขึ้น ผ่านการแสดงวิสัยทัศน์แบบนี้ จะช่วยให้การเลือกตั้งสำคัญโปร่งใสและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ลองติดตามบทวิเคราะห์เพิ่มเติมจากเรา

สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ คุณคิดว่าพรรคประชาชนจะประสบความสำเร็จในการชิงเก้าอี้นายกฯ หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – พรรคประชาชน มีมติส่ง “ณัฐพงษ์” ชิงเก้าอี้นายกฯ ชี้ ต้องให้ประชาชนเห็นวิสัยทัศน์

Scroll to top