การประชุมรัฐบาล

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้ เป็นข่าวร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ติดตามการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรอย่างชัดเจน โดยตั้งใจจะครอบคลุมตั้งแต่ภาคเหนือไปจนถึงภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่อย่างทันท่วงที

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 15.55 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือที่เรียกกันว่า ครม.สัญจร ว่า ได้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้ว โดยเดิมทีจะเริ่มจากภาคเหนือไปยังภาคใต้ เนื่องจากใกล้เข้าสู่ฤดูน้ำหลาก ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเตรียมรับมือภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน

ที่น่าสนใจคือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เสนอให้รวม “หาดใหญ่” เข้าไปด้วย นายกฯ จึงตอบกลับแบบขำ ๆ ว่า “First come, first served” หรือจังหวัดไหนพร้อมก่อนก็ไปก่อน จังหวัดใดที่เตรียมพร้อมดี ก็จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรก

แนวทางใหม่ของ “นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

นายกรัฐมนตรีย้ำชัดว่าการประชุม ครม.สัญจร ในสมัยที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล จะไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานที่ประชุมแบบขอไปที แต่ต้องลงพื้นที่อย่างจริงจัง หากสังเกตจากที่ผ่านมา การประชุมแต่ละครั้งจะใช้เวลานานกว่าปกติ เพราะไม่ใช่ประชุมแบบพิธีการหรือทำตามมอบหมายเท่านั้น แต่จะแก้ไขปัญหาได้ทันที

สิ่งสำคัญคือ ต้อง “ได้น้ำได้เนื้อ” เยอะ มีการลงพื้นที่ร่วมกัน ทำกิจกรรมรวมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างไป ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐบาลก่อนหน้า การประชุมครม.สัญจรครั้งนี้จึงเน้นการบูรณาการทุกฝ่าย เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงจังหวัดภาคเหนือว่าจะเป็นเชียงใหม่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า พื้นที่ไหนพร้อมก็ไปก่อน โดยให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล เป็นผู้พิจารณาและกำหนด

  • ประโยชน์ของครม.สัญจร: แก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ได้รวดเร็ว
  • เน้นลงพื้นที่จริง: ไม่ใช่ประชุมพิธี แต่ลงมือทำจริง
  • ครอบคลุมทุกภาค: จากเหนือจรดใต้ รวมหาดใหญ่
  • บูรณาการทีม: ไม่ต่างคนต่างทำ สร้างความร่วมมือ

นโยบายนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุกภูมิภาคอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลากที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมฉับพลัน การปัดฝุ่นครม.สัญจรจึงเป็นกลไกสำคัญในการเร่งรัดโครงการ基础设施และบรรเทาสาธารณภัย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หากรัฐบาลทำได้ตามสัญญา จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน คุณคิดอย่างไรกับแผน “ครม.สัญจร” นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – “นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

“วันนอร์” เปิดบ้านศรียะลาต้อนรับ อวยนายกฯ เหมาะสมกู้วิกฤตชาติ

“วันนอร์” เปิดบ้านศรียะลาต้อนรับ อวยนายกฯ เหมาะสมกู้วิกฤตชาติ

ในวันที่ 17 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อเข้าพบนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือที่รู้จักกันในนาม “วันนอร์” ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ณ บ้านศรียะลา บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง ท่ามกลางเมนูอาหารพื้นเมืองใต้สุดแสนอร่อยที่ทำให้ทุกคนประทับใจ

ประวัติศาสตร์การต้อนรับนายกรัฐมนตรีที่บ้านศรียะลา

บ้านศรียะลาแห่งนี้ถือเป็นสถานที่พิเศษ เพราะในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา มีนายกรัฐมนตรีเพียง 2 ท่านเท่านั้นที่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะอาหาร ได้แก่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายทักษิณ ชินวัตร โดยนายอนุทินนับเป็นนายกฯ คนที่ 3 และอาจเป็นคนสุดท้ายในวัย 82 ปีของนายวันนอร์ นายวันนอร์แสดงความปลื้มใจอย่างยิ่งที่นายกฯ ให้เกียรติแวะเยี่ยมถึงบ้านพักส่วนตัว แสดงถึงความเคารพและความสนิทสนมที่หาได้ยากในวงการการเมือง

การพบปะครั้งนี้ไม่ใช่แค่การต้อนรับธรรมดา แต่เป็นการหารือเรื่องสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงและข้อราชการในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นประเด็นเรื้อรังที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ นายวันนอร์ยังได้ชื่นชมนายอนุทินในฐานะนักการเมืองตัวจริงที่มีประสบการณ์กว่า 25 ปี ผ่านวิกฤตใหญ่ๆ มาหลายครั้ง เช่น วิกฤตต้มยำกุ้งและการระบาดใหญ่ของโควิด-19

ความเชื่อมั่นในนโยบายนายกฯ อนุทินกู้วิกฤตชาติ

“วันนอร์” เปิดบ้านศรียะลาต้อนรับ อวยนายกฯ เหมาะสมกู้วิกฤตชาติ โดยเฉพาะนโยบายที่กระชับ ชัดเจน และทำได้จริง ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู นายวันนอร์มั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ยาวได้ถึง 8 ปี หากดำเนินนโยบายต่อเนื่อง สถานการณ์ประเทศจะดีขึ้นแน่นอน นอกจากนี้ยังยืนยันจุดยืนในการเป็นที่ปรึกษาเพื่อช่วยชาติในบั้นปลายชีวิต โดยไม่หวังผลประโยชน์ทางการเมือง

นโยบายของนายกรัฐมนตรีอนุทินเน้นการแก้ปัญหาจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ต้องการความสงบสุขและการพัฒนาเศรษฐกิจ การเยี่ยมเยือนครั้งนี้ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านในภาคใต้ ที่มองว่านายกฯ เป็นผู้นำที่เข้าใจปัญหาท้องถิ่นและพร้อมลงมือทำ

พิธีมอบกริชโบราณ สัญลักษณ์แห่งสิริมงคล

ไฮไลต์ของงานคือการมอบ “กริช” อาวุธโบราณที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อท้องถิ่นจากนายวันนอร์ให้กับนายกรัฐมนตรี นายอนุทินได้มอบเงินคืนเพื่อ “แก้เคล็ด” ตามธรรมเนียมการมอบของมีคม ก่อนถ่ายภาพหมู่ร่วมกับคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการเหล่าทัพอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศนี้สะท้อนถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ผสมผสานกับการเมืองระดับชาติได้อย่างลงตัว

  • ประสบการณ์ยาวนานกว่า 25 ปีของนายกฯ อนุทิน
  • นโยบายชัดเจน ทำได้จริง แก้ปัญหาชายแดนใต้
  • ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลอยู่ยาว 8 ปี
  • พิธีมอบกริชเพื่อสิริมงคล

เหตุการณ์ “วันนอร์” เปิดบ้านศรียะลาต้อนรับ อวยนายกฯ เหมาะสมกู้วิกฤตชาติ นี้ไม่เพียงแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้นำ แต่ยังเป็นสัญญาณบวกต่ออนาคตของประเทศ โดยเฉพาะการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เรากำลังเผชิญ ชาวไทยทุกคนควรติดตามผลงานของรัฐบาลชุดนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนโยบายที่ทำได้จริงจะนำพาเราไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

คุณคิดว่านายกรัฐมนตรีอนุทินจะสามารถกู้วิกฤตชาติได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ!

ที่มา – “วันนอร์” เปิดบ้านศรียะลาต้อนรับ อวยนายกฯ เหมาะสมกู้วิกฤตชาติ

รัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือ หลังขนส่งล่าช้า

สถานการณ์น้ำมันในไทยช่วงนี้กำลังเป็นที่กังวลของประชาชน หลังจากที่มีข่าวรัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือ เพื่อแก้ปัญหาการขนส่งที่ไม่ทันความต้องการ โดยเฉพาะหลังประชาชนแห่ไปตุนน้ำมันตามปั๊มต่างๆ ทำให้บางแห่งน้ำมันหมดอย่างรวดเร็ว รัฐบาลยืนยันว่าสต็อกน้ำมันสำรองมีเพียงพอถึง 90 วัน แน่นอน วันนี้เราจะมาสรุปข้อมูลสำคัญจากที่ประชุมให้ฟังกันแบบละเอียด

รัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือ ด่วนแก้ปัญหาสต็อกและขนส่ง

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงผลการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) นัดพิเศษ โดยหนึ่งในประเด็นหลักคือราคาน้ำมันและปริมาณสำรองในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทรวงพลังงานยืนยันว่าน้ำมันดิบยังบริหารจัดการได้เพียงพอ

นายกรัฐมนตรีสั่งการเชิญผู้บริหารจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งดูแลสถานีบริการทั่วประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ทุกฝ่ายยืนยันว่าน้ำมันมีเพียงพอ ประชาชนไม่ต้องกังวล โดยรัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือครั้งนี้ เพื่อหาสาเหตุที่บางปั๊มน้ำมันไม่พอขาย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากประชาชนตื่นตระหนกแห่ตุน ทำให้การกระจายไม่ทัน

สต็อกน้ำมันสำรองในไทยเพียงพอ 90-96 วัน

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ เปิดเผยข้อมูลสต็อกล่าสุด ณ วันที่ 13 มี.ค. 2569 กรมได้ตรวจคลังน้ำมัน 53 คลัง 589 ถัง พบน้ำมันสำรองเพื่อการค้าประมาณ 1,400 ล้านลิตร และสำรองตามกฎหมาย 3,400 ล้านลิตร รวม 39 วัน บวกน้ำมันระหว่างขนส่ง 27 วัน และสัญญาจัดหา 30 วัน รวมทั้งสิ้น 96 วัน หรืออย่างน้อย 90 วัน

  • น้ำมันสำรองการค้า: 1,400 ล้านลิตร (เท่ากับการใช้วันที่ 20 วัน)
  • น้ำมันสำรองกฎหมาย: 3,400 ล้านลิตร
  • น้ำมันขนส่งเข้า: 27 วัน
  • น้ำมันสัญญา: 30 วัน

ปัญหาหลักอยู่ที่การขนส่งไม่ทันยอดขายพุ่งสูง นายกฯ จึงสั่งกระทรวงพลังงานเร่งหารือปรับปรุงการจัดส่งให้เร็วขึ้น

ผู้ค้าน้ำมันยืนยันพร้อมรับมือวิกฤต

ผู้บริหารบริษัทผู้ค้าน้ำมันยืนยันว่ามีเครือข่ายทั่วโลก สามารถนำน้ำมันจากแหล่งอื่นแทนที่ช่องแคบฮอร์มุซ เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก ละตินอเมริกา มีน้ำมันดิบสำรอง 60% เพียงพอแปรรูปเป็นน้ำมันสำเร็จรูป นอกจากนี้ รองประธานหอการค้าไทยแจ้งว่าหลังประชุมภาคใต้ 14 จังหวัด ยืนยันไม่มีขาดแคลน เพียงแต่บางพื้นที่ยอดซื้อพุ่งจากความกังวล

รัฐบาลมอบหมายกระทรวงพลังงานสื่อสารให้ประชาชนมั่นใจ โดยจะเร่งบริหารการขนส่งและจัดการสต็อกให้สมดุล สำหรับภาคอุตสาหกรรม ก็จะนัดหารือผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และ 10 เพื่อให้ซัพพลายเพียงพอ

ผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อน้ำมันไทย

สาเหตุหลักของความตื่นตระหนกมาจากความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก กระทรวงการต่างประเทศรายงานสถานการณ์ล่าสุด ทำให้ประชาชนไทยกังวลว่าราคาน้ำมันจะพุ่งหรือขาดแคลน แต่รัฐบาลย้ำว่าประเทศไทยมีการบริหารจัดการที่ดี มีสต็อกสำรองตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ยังมีแผนสำรอง เช่น การนำเข้าน้ำมันทางอื่นๆ และการกลั่นจากน้ำมันดิบในประเทศ ทำให้ไม่กระทบการใช้ในชีวิตประจำวัน

สรุปแล้ว การที่รัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดี แสดงถึงการทำงานเชิงรุกเพื่อความมั่นคงพลังงาน ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการตุนน้ำมันเกินจำเป็น เพราะจะยิ่งทำให้ปัญหาการกระจายหนักขึ้น แนะนำให้ติดตามข้อมูลจากกระทรวงพลังงานและกรมธุรกิจพลังงานอย่างเป็นทางการ หากมีอัปเดตเราจะนำมาอัปเดตให้ทราบต่อไป สนับสนุนด้วยการแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงกันนะครับ!

ความเห็นส่วนตัว: สถานการณ์แบบนี้เป็นบททดสอบการบริหารจัดการพลังงานของไทย หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน โดยประชาชนไม่ตื่นตระหนก ผู้ประกอบการเร่งขนส่ง รัฐบาลสื่อสารชัดเจน เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างราบรื่น

ที่มา – “รัฐบาล” เชิญ “บริษัทผู้ค้าน้ำมัน” หารือ หลังขนส่งไม่ทันความต้องการประชาชน

นายกฯ ประชุม 7 ผู้ว่าฯชายแดน ดูแลประชาชนเต็มที่

นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน กำชับดูแลประชาชนเต็มที่ พร้อมแผนอพยพให้ทันเหตุการณ์หลังทหารไทย-กัมพูชา เปิดฉากปะทะ สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ช่วงเช้าที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ได้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ ตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ รวมถึงติดตามการอพยพและการช่วยเหลือประชาชนจากเหตุปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยนายกฯ ได้กำชับให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ และดูแลในเรื่องของแผนการอพยพ

นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน กำชับดูแลประชาชนเต็มที่

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การสั่งกำชับให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่และเตรียมความพร้อมด้านแผนอพยพเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ การประชุมยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนได้รายงานสถานการณ์ล่าสุด ปัญหาอุปสรรค และความต้องการในการสนับสนุนจากส่วนกลาง เพื่อให้รัฐบาลสามารถวางแผนและดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

ประเด็นสำคัญจากการประชุม นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน

  • การติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด
  • การดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเป็นสำคัญ
  • การเตรียมความพร้อมด้านแผนอพยพ
  • การให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
  • การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

การที่ นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการมีแผนอพยพที่ชัดเจน จะช่วยลดความสูญเสียและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนได้เป็นอย่างดี

รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการเจรจาเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความมั่นคงของชาติ

การติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจและดำเนินมาตรการต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนให้กับประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา

การที่นายกรัฐมนตรีลงมาดูแลและสั่งการด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความรับผิดชอบต่อประชาชนชาวไทยทุกคน การสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ ความสามัคคีและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การร่วมแรงร่วมใจกันจะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี

การดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด และเตรียมพร้อมแผนอพยพอย่างรัดกุม เป็นสิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ประชุม 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดน กำชับดูแลประชาชนเต็มที่

Scroll to top