การพัฒนาเศรษฐกิจ

ประธานสภาหอการค้าฯ – ประธานสภาอุตฯ ชมรัฐบาลเยี่ยม

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้กำลังเผชิญความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการระบาดของโรค การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก หรือความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่สิ่งที่น่ายินดีคือ ประธานสภาหอการค้าฯ – ประธานสภาอุตฯ ชมรัฐบาลเยี่ยม ที่ได้ริเริ่มจัดเวทีรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการร่วมมือกันฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ประธานสภาหอการค้าฯ – ประธานสภาอุตฯ ชมรัฐบาลเยี่ยม

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมหารือร่วมกับรัฐบาลในเย็นวันเดียวกัน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยระบุว่าภาคเอกชนมีข้อเสนอแนะที่พร้อมนำเสนออยู่แล้ว เพื่อช่วยให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจได้อย่างตรงจุด

ในทำนองเดียวกัน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก็ประสานเสียงชื่นชมรัฐบาล โดยบอกว่า ประธานสภาหอการค้าฯ – ประธานสภาอุตฯ ชมรัฐบาลเยี่ยม ในการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วม แม้จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดข้อเสนอทั้งหมด แต่ยืนยันว่ามีหลายประเด็นที่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต

ข้อเสนอสำคัญที่ภาคเอกชนเตรียมนำเสนอ

จากที่ได้สัมภาษณ์ ทั้งสองท่านเน้นย้ำถึงประเด็นหลักที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการทันที เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและยั่งยืน โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายแอนตี้คอร์รัปชันเพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบการทำงานของภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรก โดยมองว่าเป็น quick win ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ทันที

  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน: ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การลดขั้นตอนราชการ และการสนับสนุนนวัตกรรมในอุตสาหกรรมหลัก
  • ผลักดันแอนตี้คอร์รัปชัน: สร้างกลไกตรวจสอบที่โปร่งใส ลดช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การทุจริต
  • ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง: ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เช่น สนับสนุน SME และแรงงานที่ได้รับผลกระทบ
  • ความร่วมมือรัฐ-เอกชน: รัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านนโยบาย ขณะที่เอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก

นายพจน์ ยังเสริมว่าการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะรับฟังตรงจาก CEO และตัวแทนภาคเอกชนชั้นนำ ซึ่งเป็นโอกาสดีในการถ่ายทอดปัญหาและข้อเสนอแนะที่มาจากประสบการณ์จริงในภาคธุรกิจ โดยการติดต่อเชิญเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ก่อน แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและจริงจังของรัฐบาล

นิมิตหมายดีต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย

ทั้งนางพิมพ์ใจและนายพจน์ ต่างย้ำว่าการจัดเวทีเช่นนี้เป็นนิมิตหมายดีมาก โดยนางพิมพ์ใจบอกว่า “ดีมาก” และนายพจน์เสริมว่า “เยี่ยมเลย” เพราะในอดีต รัฐและเอกชนมักทำงานแยกกัน แต่ครั้งนี้แสดงถึงการ synergy ที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ตรงจุด เช่น GDP ที่เติบโตช้า อัตราการว่างงานสูง และการลงทุนที่ชะลอตัว

จากข้อมูลของธนาคารโลก เศรษฐกิจไทยต้องการการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อแข่งขันกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย การที่รัฐบาลเปิดรับฟังจึงเป็นก้าวสำคัญ หากข้อเสนอเหล่านี้ถูกนำไปปฏิบัติ จะช่วยให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียวได้เร็วขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงช่วยฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังวางรากฐานความยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนเต็มที่ หากรัฐบาลแสดงความมุ่งมั่นต่อเนื่อง

คุณคิดอย่างไรกับการร่วมมือครั้งนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ประธานสภาหอการค้าฯ – ประธานสภาอุตฯ ชมรัฐบาลเยี่ยม จัดเวทีรับฟังภาคเอกชน ชี้เป็นนิมิตหมายดี

เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว CEO ร่วมดินเนอร์รัฐบาล

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวเศรษฐกิจที่น่าติดตามมากๆ เลยนะ เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว – CEO เอกชนยักษ์ใหญ่ ร่วมวงดินเนอร์รัฐบาล ชงข้อเสนอพลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศ งานนี้จัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเย็นวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะรัฐมนตรี เชิญเหล่าผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนกว่า 34 ท่าน มาร่วมวง “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เพื่อหาแนวทางพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยกันแบบใกล้ชิด เหมือนดินเนอร์เพื่อนฝูงเลยครับ

เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว – CEO เอกชนยักษ์ใหญ่ ร่วมวงดินเนอร์รัฐบาล ชงข้อเสนอพลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศ

งานนี้ไม่ใช่แค่กินข้าวเย็นธรรมดา แต่เป็นเวทีสำคัญที่ภาคเอกชนจะได้ชงไอเดียเด็ดๆ ให้รัฐบาลฟัง เพื่อพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ 10 กลุ่ม มาดูกันครับว่ารายชื่อเหล่าเซียนธุรกิจคนไหนบ้างที่มาร่วม

รายชื่อจาก 3 สถาบันหลัก กกร. และสภาท่องเที่ยว

  • นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  • นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  • นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย
  • นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

กลุ่มนี้เป็นหัวใจของเศรษฐกิจเลยครับ หอการค้า สอ. สมาคมธนาคาร และท่องเที่ยว จะช่วยชี้ทิศทางใหญ่ๆ ให้รัฐบาล

กลุ่มสถาบันการเงิน

  • นายชาติศิริ โสภณพนิช (ส่งตัวแทน) ธนาคารกรุงเทพ
  • น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ธนาคารกสิกรไทย
  • นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารยักษ์ใหญ่ทั้งสามแห่งนี้ ถ้าชงเรื่องสินเชื่อหรือเศรษฐกิจดิจิทัล รัฐบาลต้องฟังแน่นอน

กลุ่มธุรกิจการเกษตรและอาหาร

  • นายธนินท์ เจียรวนนท์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP)
  • นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ เบทาโกร
  • นายฐาปน สิริวัฒนภักดี (ส่งตัวแทน) ไทยเบฟ
  • นางวราภรณ์ โอสถานุพันธ์ สยามคูโบต้า

เกษตรและอาหารคือฐานเศรษฐกิจไทย การพัฒนาที่นี่จะช่วยเกษตรกรและส่งออกได้มาก

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ พลังงาน

สำหรับอิเล็กทรอนิกส์: นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ เดลต้า, นายนรเชษฐ์ แซ่ตั้ง ซีเกท

ยานยนต์: นายกลินท์ สารสิน โตโยต้า, นายอิสรภาพ อู่โชตนานันท์ ฮอนด้า, นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ เกรทวอลล์, และสยามคูโบต้าอีก

พลังงาน: นายสารัชถ์ รัตนาวะดี กัลฟ์, นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ปตท., นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช บางจาก

กลุ่มเหล่านี้คืออนาคต EV พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมไฮเทคที่ไทยต้องเร่ง

กลุ่มอื่นๆ ที่สำคัญ

  • โรงแรม: นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์, บริษัทดุสิตธานี
  • สุขภาพ: แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ BDMS
  • ก่อสร้าง: น.ส.ลิซ่า งามตระกูลพานิช, ปูนซิเมนต์ไทย, ช.การช่าง
  • อสังหาฯ: น.ส.จรีพร จารุกรสกุล WHA
  • SMEs: นายณพพงศ์ ธีระวร
  • ค้าปลีก: นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล เซ็นทรัล, น.ส.ศุภลักษณ์ อัมพุช เดอะมอลล์
  • สินค้าอุปโภค: นายเวทิต โชควัฒนา สหพัฒน์, น.ส.ดาลัดย์ ทรัพย์ทวีชัยกุล สหยูเนี่ยน, นายทศ จิราธิวัฒน์ กลุ่มเซ็นทรัล, นายโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ ดับเบิ้ลเอ

เห็นรายชื่อแล้วตื่นเต้นเลยครับ เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว – CEO เอกชนยักษ์ใหญ่ ร่วมวงดินเนอร์รัฐบาล ชงข้อเสนอพลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศ แบบนี้ แสดงว่ารัฐบาลจริงจังกับการฟังเสียงเอกชน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังชะงักงัน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนต่างชาติ การลดภาษี หรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การรวมหัวกันครั้งนี้ น่าจะนำไปสู่มาตรการเด็ดๆ ในอนาคต

ในมุมผมคิดว่ามันเป็นสัญญาณดีมากสำหรับนักลงทุนและประชาชน เพราะถ้าเจ้าสัวใหญ่ๆ อย่างคุณธนินท์ คุณสารัชถ์ หรือคุณทศ มาร่วม ชงไอเดียแล้วรัฐฟัง ไทยเราจะก้าวกระโดดได้แน่นอน คุณคิดยังไงบ้าง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ จะได้ติดตามพัฒนาการเศรษฐกิจไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – เปิดรายชื่อ 34 เจ้าสัว – CEO เอกชนยักษ์ใหญ่ ร่วมวงดินเนอร์รัฐบาล ชงข้อเสนอพลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศ

โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม ยันอนุทิน-ภูมิใจไทยไม่ชง 99 ปี

ช่วงนี้ข่าวปลอมแพร่กระจายในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเด็นการเมืองที่เกี่ยวกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ล่าสุด โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม เรื่องที่อ้างว่ารัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอร่างกฎหมายให้เช่าที่ดิน 99 ปี เพื่อตั้งกาสิโนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ซึ่งข้อมูลนี้ไม่เป็นความจริง รัฐบาลได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในสังคม

การแพร่ข่าวปลอมแบบนี้ไม่เพียงสร้างความแตกแยก แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นในรัฐบาลและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วย วันนี้เราจะมาดูรายละเอียดข้อเท็จจริงกันแบบครบถ้วน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถูกต้อง

โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม

วันที่ 8 พฤษภาคม 2567 นางสาวรัชดา ธนากูล โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวชี้แจงกรณีมีข้อมูลเท็จจากอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ที่อ้างว่ารัฐมนตรีอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้ชงร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) โดยอนุญาตให้เช่าที่ดิน 99 ปีและตั้งกาสิโน โฆษกรัฐบาลยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นข่าวปลอมที่ถูกบิดเบือน

เนื้อหาที่ถูกแชร์มาจากร่างกฎหมายของ ส.ส.ชุดที่แล้ว คือ นายนภดล แก้วสุพัฒน์ อดีต ส.ส.พรรคพลังท้องถิ่นไท และมีร่างที่เกี่ยวข้องกับกาสิโนอีก 3 ฉบับจาก ส.ส.อื่นๆ สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎร

พรรคภูมิใจไทยชี้แจงร่างกฎหมาย

สำหรับพรรคภูมิใจไทย เคยเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ในสภาชุดก่อน แต่ใช้ต้นแบบจาก พ.ร.บ.อีอีซี (Eastern Economic Corridor) โดยมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ สร้างการเติบโตให้ประเทศเท่านั้น ไม่มีเนื้อหาเช่าที่ดิน 99 ปีหรือเปิดกาสิโน ตามที่ถูกกล่าวหา รัฐบาลย้ำว่าร่างนี้เน้นการลงทุนที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

  • ร่างกฎหมายมาจาก ส.ส. ชุดที่แล้ว ไม่ใช่รัฐบาลปัจจุบัน
  • พรรคภูมิใจไทยใช้โมเดล EEC ที่ประสบความสำเร็จ
  • ไม่มีนโยบายกาสิโนหรือเช่าที่ดินระยะยาว 99 ปี
  • ตรวจสอบข้อมูลได้จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น เว็บสภา

โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม เน้นความโปร่งใส

นอกจากประเด็นนี้ โฆษกรัฐบาลยังอัปเดตความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ซึ่งเป็นโครงการเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกสองแห่งทางภาคใต้ เพื่อยกระดับการค้าและโลจิสติกส์ของไทย นายกรัฐมนตรีสั่งตั้งคณะกรรมการศึกษา โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง เป็นประธาน พิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน หากผลศึกษาพบว่าไม่คุ้มค่า หรือชาวบ้านในพื้นที่คัดค้าน โครงการจะไม่เดินหน้า รัฐบาลย้ำถึงความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน

โครงการแลนด์บริดจ์มีศักยภาพสูงในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ สร้างงานและรายได้ให้คนใต้ แต่ต้องผ่านการศึกษาอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ในยุคดิจิทัลที่ข่าวปลอมแพร่เชื้อไว รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ต้องทำงานหนักขึ้นในการสื่อสารข้อเท็จจริง โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงความรวดเร็วและชัดเจน

สำหรับประชาชน ควรใช้วิจารณญาณในการรับข่าว โดยตรวจสอบจากแหล่งข่าวหลัก เช่น เว็บรัฐบาล สภา หรือสื่อที่น่าเชื่อถือ อย่าแชร์โดยไม่คิด เพราะอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการบิดเบือน

สุดท้าย ข้อคิดจากเรื่องนี้คือ การพัฒนาประเทศต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและการมีส่วนร่วมจากทุกคน หากเราร่วมมือกันต่อสู้ข่าวปลอม ไทยจะก้าวหน้าอย่างมั่นคง ลองแชร์ข้อเท็จจริงนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสยิ่งขึ้น

ที่มา – โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม ยัน “อนุทิน-ภูมิใจไทย” ไม่เคยชงเช่าที่ดิน 99 ปีตั้งกาสิ

พรรคประชาชน เฟ้นประธานกมธ.ทั้ง 9 คณะ “โรม” นั่งประธานกมธ.ยุติธรรม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่ติดตามข่าวการเมืองแบบ real-time! วันนี้เรามีข่าวฮอตฮิตมาอัปเดตกัน พรรคประชาชน เฟ้นประธานกมธ.ทั้ง 9 คณะ “โรม” นั่งประธานกมธ.ยุติธรรม เรียบร้อยแล้วนะครับ เป็นการตัดสินใจที่ใช้เวลานานถึง 6 ชั่วโมงในการประชุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 20.00 น. พรรคใช้ระบบรับสมัคร แสดงวิสัยทัศน์ แล้วลงมติลับ สุดมันส์เลย!

พรรคประชาชน เฟ้นประธานกมธ.ทั้ง 9 คณะ “โรม” นั่งประธานกมธ.ยุติธรรม

การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนได้สัดส่วนกมธ. 9 คณะตามที่ได้รับการจัดสรรจากสภา ทำให้เกิดการแข่งขันในบางคณะที่น่าติดตามมาก โดยเฉพาะคณะที่ผู้สมัครเยอะ มาดูรายชื่อผู้ชนะทั้งหมดกันเลยครับ

รายชื่อประธานกรรมาธิการทั้ง 9 คณะ

  • กมธ.ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย: นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ ผู้สมัครคนเดียว รับตำแหน่งแบบไม่ต้องลุ้น เหมาะสมเพราะเชียงใหม่เจอภัยพิบัติบ่อยๆ เขาจะช่วยผลักดันนโยบายป้องกันภัยได้ดีแน่นอน
  • กมธ.การสวัสดิการสังคม: น.ส.รัชนก สุขประเสริฐ ส.ส.สมุทรปราการ ก็ผู้สมัครเดี่ยวเช่นกัน คาดว่าจะเน้นสวัสดิการผู้ด้อยโอกาส สร้างความเท่าเทียมในสังคม
  • กมธ.การคมนาคม: นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. ชนะการแข่งขันกับนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ คมนาคมสำคัญมาก โดยเฉพาะปัญหารถติดในกรุงเทพฯ คาดว่าจะมีนโยบายเจ๋งๆ มาแก้
  • กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ: นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผู้สมัครคนเดียว พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตยั่งยืน
  • กมธ.การทหาร: นายเอกราช อุดมอำนวย ส.ส.กทม. เดินหน้าดูแลเรื่องกลาโหมให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
  • กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน: น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะช่วยเสริมประชาธิปไตยและสื่อเสรี
  • กมธ.จัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ: น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ ชนะนายธัญธร ธนินวัฒนาธร ส.ส.กทม. คณะนี้สำคัญมากเพราะควบคุมงบประมาณ หวังว่าจะตรวจสอบได้เข้มงวด
  • กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน: นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผู้สมัครคนเดียว “โรม” ที่แฟนๆ รอคอย จะผลักดันกฎหมายยุติธรรมและสิทธิพลเมืองแน่นอน
  • กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน: นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ชนะนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.กทม. หมอวาโยจะดูแลองค์กรอิสระให้ทำงานได้ดี

การเลือกตั้งพรรคประชาชน เฟ้นประธานกมธ.ทั้ง 9 คณะ “โรม” นั่งประธานกมธ.ยุติธรรม แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและประชาธิปไตยภายในพรรค ส.ส.แต่ละคนมีประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ทำให้ทีมนี้แข็งแกร่งมาก คาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาลและผลักดันนโยบายประชาชน

จากมุมมองของผม การมี “โรม” นั่งเก้าอี้ประธานกมธ.ยุติธรรมน่าจะนำพาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น ส่วนกมธ.งบประมาณโดยรักชนก ก็จะช่วยให้เงินภาษีถูกใช้อย่างคุ้มค่า ในยุคที่การเมืองร้อนระอุแบบนี้ ทีมพรรคประชาชนคณะนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการถ่วงดุลอำนาจแน่นอน

คุณคิดยังไงกับผลการเลือกตั้งครั้งนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ จะได้ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบไม่ตกเทรนด์!

ที่มา – พรรคประชาชน เฟ้นประธานกมธ.ทั้ง 9 คณะ “โรม” นั่งประธานกมธ.ยุติธรรม

สว.พันธุ์ใหม่ ค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองและเศรษฐกิจไทยกันบ้าง ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ โดยย้ำว่ามันไม่คุ้มค่ากับการลงทุนมหาศาล และยังมีการปกปิดข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพประชาชนอีกด้วย โครงการนี้ถูกมองว่าเป็น ‘เรือธง’ ของรัฐบาล แต่หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้จริงๆ มาดูกันครับว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

สว.พันธุ์ใหม่ แถลงคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์

สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส และนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร พร้อมกลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ ได้แถลงข่าวคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์อย่างชัดเจน โครงการนี้มีแผนจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ผ่านจังหวัดชุมพรและระนอง โดยใช้รถไฟหรือรถบรรทุกขนสินค้าข้ามแผ่นดิน เพื่อย่นเวลาเดินทางแทนการผ่านช่องแคบมะละกา คาดว่าจะประหยัดเวลาได้ 1-2 วัน แต่ สว.พันธุ์ใหม่ ชี้ว่าความเป็นจริงอาจไม่เป็นอย่างนั้น เพราะการขนถ่ายสินค้าขึ้นบก-ลงเรือ อาจใช้เวลานานถึง 6-7 วัน สุดท้ายอาจกลายเป็นท่าเรือร้าง เหมือนท่าเรือปากบาราในจังหวัดสตูลที่ไม่มีเรือสินค้ามาใช้

เหตุผลหลักที่ สว.พันธุ์ใหม่ ค้านโครงการแลนด์บริดจ์

นอกจากปัญหาการขนส่งที่อาจล่าช้าแล้ว ยังมีประเด็นสำคัญหลายอย่างที่ทำให้กลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ ดังนี้

  • ไม่คุ้มค่าลงทุน: ผลศึกษาจากสภาพัฒน์ฯ ชี้ชัดว่าโครงการนี้ลงทุนสูงเกิน 1 ล้านล้านบาท แต่ผลตอบแทนต่ำ ปริมาณสินค้าไม่เพียงพอ และไม่สะดวกสบายเท่าช่องแคบมะละกาที่มีเรือผ่านวันละ 200-220 ลำ ระบบโลจิสติกส์ครบครันมา 200 ปี
  • ปกปิดข้อมูล EHIA: สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อ้างว่าคุ้มค่า แต่ไม่ยอมเปิดเผยรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่งกระทบป่า ชุมน้ำ ระบบนิเวศชายฝั่ง และอาชีพประมงของชาวบ้าน
  • ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน: โครงการนี้ไม่เคยถกในรัฐสภา ไม่มีประชาพิจารณ์จริงจัง ไม่ปรากฏในนโยบายหาเสียงหรือคำแถลงรัฐบาล เกิดจากสมัยพล.อ.ประยุทธ์ แต่คล้าย EEC ที่ผ่านมาเกือบ 10 ปียังไม่คืบหน้า
  • ทางเลือกอื่นมากมาย: เรือสินค้ามีเส้นทางผ่านอินโดนีเซียอีก 2-3 เส้น ไม่จำเป็นต้องใช้แลนด์บริดจ์ที่ช้ากว่า
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. พูดถึง EHIA

นายนรเศรษฐ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมือง วุฒิสภา ระบุว่า กมธ.เคยเชิญ สนข. และสภาพัฒน์ฯ มาชี้แจง แต่ผลศึกษาขัดแย้งกัน รายงาน สนข. มีข้อบกพร่องทั้งกระบวนการและเนื้อหา จ่อนำเสนอข้อเสนอในสภา และจะสอบ EHIA ที่ถูกปิดบัง โดยกำหนดวาระ 21 เม.ย. นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทำ SEA (Strategic Environmental Assessment) และรับฟังชาวบ้านเพิ่มเติมก่อนเดินหน้า

ในภาวะเศรษฐกิจไทยที่เงินเฟ้อ กู้เงินเต็มเพดาน GDP 70% แล้ว รัฐบาลควรใช้เงินอย่างรอบคอบ มุ่งผลประโยชน์ประชาชน ไม่ใช่พวกพ้อง สว.พันธุ์ใหม่ ย้ำว่าประเทศต้องการเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ แต่โครงการนี้ยังเร็วเกินไปและเสี่ยงสูง

ส่วนตัวผมคิดว่า การพัฒนาต้องสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสิทธิประชาชน ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียงคัดค้าน อาจนำไปสู่ปัญหายาวนานแบบ EEC ที่ล้มเหลว คุณล่ะครับคิดอย่างไรกับ สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ ? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่างนี้เลยนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

ที่มา – สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ ย้ำไม่คุ้มค่าลงทุน-รัฐปกปิดข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อม

จุลพันธ์เชื่อเพื่อไทย คว้า 200 ที่นั่ง สส. ได้!

“จุลพันธ์” ชี้เป้า สส. 200 ที่นั่งท้าทาย แต่เพื่อไทยทำได้ จาก “ศักยภาพพรรค-บุคลากร-นโยบาย” เผย “เยาวภา” เบรก “ยศชนัน”กลับเข้าวงการเมือง

วันที่ 22 ธ.ค.2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการเปิดปากกับภาคภูมิ ถึงการสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 จะหนักที่สุดหรือไม่ว่า เป็นภาวะที่ไม่ปกติของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น หากถามว่ายากกว่าในอดีตหรือไม่ ขอบอกว่าหัวหน้าพรรคในอดีตหลายคนเผชิญกับภาวะที่วิกฤติกว่าตนมาก บางคนเจอการเลือกตั้งที่พ้นจากการปฏิวัติรัฐประหาร บางคนเจอกับสถานการณ์ที่มีเลือดไหลออก มีการยุบพรรคมาใหม่ จำได้ไหมครับ ดังนั้น ยุคตนไม่น่ายากกว่าคนอื่น เพียงแต่อาจเป็นครั้งแรกในรอบ 20 กว่าปี หลังจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่เป็นไทยรักไทย ที่มีคุณทักษิณ นำพาพรรคครั้งแรก

ซึ่งครั้งนี้อาจเป็นครั้งแรกที่เราไม่ได้เป็นที่ 1 จากการเลือกตั้ง คนจึงประเมินว่าเราอาจไม่ได้เป็นเต็งหนึ่ง ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจกับประชาชนเดินหน้าสู่การเลือกตั้งต่อไป

เมื่อถามว่าจากไทยรักไทย มาพลังประชาชน และเพื่อไทย ไม่ว่าจะผ่านสถานการณ์อะไร ก็เป็นที่ 1 มาตลอด จนครั้งที่ 2 กลับมาเป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเฉียดฉิวมาก จะเป็นศึกหนักของหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งไม่เคยง่าย เพราะอยู่ที่มือประชาชน ก็เป็นภาระหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะทำความเข้าใจในการสื่อสาร แต่ตนมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยจะสามารถกลับมาอย่างแข็งแรงมาก

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าที่นั่ง สส. 200 คน นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นเป้าที่ท้าทาย ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ก็เป็นไปได้ ขนาดเพื่อไทยซึ่งเคยผ่านการเลือกตั้ง มีแลนด์สไลด์ก็ทำมาแล้ว เราเคยได้ถึง 377 สมัย นายกฯยิ่งลักษณ์มี 247 หรือ 249 สุดท้ายเราผ่านการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งเราจะผิดพลาดในหลายประเด็น โดยเฉพาะการบริหารกระแสในช่วงท้าย เราก็ยังมีถึง 141 เสียง เพราะฉะนั้นเราไม่ใช่พรรคเล็ก ตนเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของพรรค ด้วยบุคลากรของพรรค รวมถึงนโยบายที่เราจะนำเสนอในครั้งนี้เรายังตั้งเป้า 200 จริงๆ

เมื่อถามว่า แม้จะเพิ่งผ่านเรื่องคลิปเสียง อังเคิล สถานการณ์ไทย-กัมพูชามานั้น “มันก็ผ่านมาทุกอย่างในมิติที่ดำเนินการมา คนเป็นรัฐเราก็ดำเนินการหลายอย่าง มีสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ถูกต้อง มันก็มีเหตุการณ์ที่เราทำแล้วประสบความสำเร็จอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายในอดีต เรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค เรื่องกองทุนหมู่บ้าน ก็ยังอยู่กับประชาชน แน่นอนว่าคนทำงานย่อมมีบาดแผล แต่เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำมาเป็นประโยชน์กับประชาชน“ นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า เร็วไปไหม 2 ปี 6 เดือน ประเทศไทยมีนายกฯ 3 คนแล้วต้องเลือกตั้งใหม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในสภาฯ คุยกันเล่นๆ ว่า การเป็น สส. ครั้งนี้คุ้มมาก เพราะ สส. 2 ปีเศษ เลือกนายกฯ ไป 5 ครั้ง ไม่เคยมีมาก่อน ก็เป็นโจทย์ที่พวกเราต้องมานั่งคิดว่าคือสาเหตุ พรรคเพื่อไทยผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ เพราะเรามองว่ารัฐธรรมนูญ มีจุดบกพร่องอย่างมาก จุดเริ่มต้นผิด เนื้อหาภายในตั้งโจทย์ไม่ถูกต้อง สุดท้ายกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างความอ่อนแอให้กลไกประชาธิปไตยและพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นก็มีเหตุอันควรให้มีกระบวนการนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สุดท้ายแม้จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน

พวกตนบอกตั้งแต่ต้นว่า MOA มันล้มเหลว สุดท้ายมันก็พิสูจน์ว่า พวกตนถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามโค้งสุดท้ายสภาฯ ได้ส่งคำถามที่ 1 ไปยังรัฐบาลคือให้ประชามติว่า ประชาชน อยากจะให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งส่งไปที่ กกต.เรียบร้อย ก็หวังว่าจะได้ลงประชามติ และคงได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนด้วย ในการที่จะเดินหน้ามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เมื่อถามว่าทำไม พรรคเพื่อไทยต้องมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นเพราะผูกพันกับตระกูลวงศ์สวัสดิ์หรือไม่ นายจุลพันธ์ ยืนยัน ไม่เกี่ยวกันต้องพยายามแยกออก เวลาคนรู้จักกันคงไม่ได้เริ่มถามนามสกุลก่อน เราดูคนที่เนื้อ ที่ศักยภาพของเขา ความรู้ความสามารถดีกว่า ที่จะไปดูว่าเป็นใครมาจากไหน เทือกเขาเหล่ากอ มันไม่เคยมีที่ใครจะต้องไปถามลักษณะนั้น

“นายยศชนัน ไม่ใช่คนใหม่ของเพื่อไทย เพราะเคยลงสมัคร สส.เชียงใหม่ มาแล้ว แต่การเลือกตั้งโมฆะ ก็ไปใช้ชีวิตในมุมอื่น เป็นศาสตราจารย์ อยู่ที่ ม.มหิดล ซึ่งจุดนี้พิสูจน์ชัดว่าคงไม่ได้ใช้นามสกุล เพราะมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น มหิดล คงไม่ได้ถามนามสกุลก่อนที่บรรจุเป็นตำแหน่ง อธิการบดี รองคณบดีต่างๆ ตรงนี้เป็นการพิสูจน์ผลงานเอง จนเมื่อปีเศษที่ผ่านมา ก็ได้กลับเข้ามาเพราะมีความรู้เรื่องการนำเทคโนโลยี มาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ก็เข้ามาช่วยงานที่บ้านพิษณุโลกในการให้ข้อแนะนำ ก่อนมาร่วมกับทางพรรคคิดนโยบาย เพราะฉะนั้น นโยบายแพคเกจที่นำเสนอในครั้งนี้ ซึ่งนายยศชนัน รู้มากกว่าตน เพราะอยู่ในกระบวนการตั้งแต่ต้น จนจบ ในเรื่องของนโยบาย

การมาของนายยศชนัน ไม่เกี่ยวว่าจะต้องมีคนตระกูลชินวัตร ตนได้คุยกับนายยศชนัน บอกว่า จริงๆแล้ว นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แม่ของนายยศชนัน เบรกไม่อยากให้เข้าสู่การเมืองอีกครั้ง เพราะอย่างที่เห็นมีสถานการณ์ที่มีอำนาจนอกสภา แทรกแซงองค์กรอิสระที่ดำเนินการอยู่ การอยู่ในการเมืองบางครั้งมีความเสี่ยง แต่พรรคก็ทำเต็มที่เพราะคืออาชีพของเรา เราต้องการทำบ้านเมืองให้มันดีขึ้น” นายจุลพันธ์ กล่าว

พร้อมระบุ สังเกตพรรคภูมิใจไทยตอนนี้ มีการเชิญเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ตกลงกันไม่ได้เพราะคนนอกบางทีไม่ได้อยากเข้ามา ถ้าเราต้องการสร้างการเมืองที่มี นิติรัฐ นิติธรรม โปร่งใส ตอบโจทย์ชาวบ้าน เพื่อให้คนที่มีศักยภาพจากด้านนอกเข้ามาทำการเมือง มาพัฒนาประเทศร่วมกับเรา เราต้องปรับโครงสร้างของสังคม โครงสร้างพื้นฐานประชาธิปไตย

จุลพันธ์ มั่นใจ เพื่อไทย ครอง 200 ที่นั่ง สส. ได้

อะไรที่ทำให้จุลพันธ์เชื่อมั่นว่าเพื่อไทยจะได้ 200 ที่นั่ง?

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงความมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถคว้า 200 ที่นั่ง สส. ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยให้เหตุผลถึงศักยภาพของพรรค ประสบการณ์ที่ผ่านมา และนโยบายที่จะนำเสนอต่อประชาชน

การตั้งเป้า 200 ที่นั่ง สส. ของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากพรรคสามารถสื่อสารนโยบายและสร้างความเข้าใจกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาอาจส่งผลกระทบต่อความนิยมของพรรค แต่ด้วยประสบการณ์และความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย ทำให้เชื่อมั่นว่าจะสามารถกลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง

สรุป

โดยสรุปแล้ว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรค และตั้งเป้าที่จะนำพาพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมีเป้าหมายคือการครอง 200 ที่นั่ง สส. ให้ได้สำเร็จ

ที่มา – “จุลพันธ์” เชื่อเพื่อไทยทำได้ ครอง 200 ที่นั่ง สส. เผย “เยาวภา” เบรก “ยศชนัน” กลับเข้าวงการเมือง

“สุดารัตน์” เปิดตัวสส.อีสาน ชูมาตรการปราบโกง

“สุดารัตน์” ควง “จินนี่” ลุยเปิดตัวผู้สมัครสส.ภาคอีสาน เตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง ย้ำทำการเมืองสุจริต ให้สัญญาประชาคมกับประชาชน พรรคไทยสร้างไทยจะเดินหน้า 5 มาตรการปราบโกงอย่างจริงจัง

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่จังหวัดอุดรธานี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยคุณยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ (จินนี่) และคณะทำงานพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่ภาคอีสาน โดยเริ่มต้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน รับฟังปัญหา และร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก พร้อมประกาศความพร้อมของพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

มุ่งสร้างการเมืองสุจริต

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำเจตจำนงทางการเมืองของพรรคไทยสร้างไทยว่า พรรคมีความมุ่งมั่นในการ “สร้างการเมืองสุจริต” และจะเดินหน้าอย่างจริงจังในการปราบปรามการทุจริตทุกระดับ โดยประกาศต่อหน้าพี่น้องประชาชนชาวอีสาน ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ “ดิฉันไม่โกง และจะไม่ปล่อยให้ใครโกง คนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทย ที่เดียวที่อยู่ได้คือ “คุก” พรรคไทยสร้างไทยขอให้สัญญาประชาคมว่า เราจะยืนหยัดต่อสู้กับคนเลว ด้วยความกล้าหาญและจริงจัง”

ชู 5 มาตรการปราบโกง

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้ประกาศเจตนารมณ์สำคัญของพรรคไทยสร้างไทยในการ “ปราบโกง” และสร้างระบบธรรมาภิบาลใหม่ของประเทศ ผ่านนโยบายที่จับต้องได้ โดยพรรคไทยสร้างไทยเดินหน้าอย่างจริงจังในการ “ปราบทุจริต” ด้วยนโยบายการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริต โดยมี 5 มาตรการสำคัญดังนี้

1. เพิ่มโทษประหารชีวิต แก่ผู้กระทำการทุจริตระดับร้ายแรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อแสวงหาประโยชน์

2. จัดทำและแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้าง “อำนาจตรวจสอบภาคประชาชน” ให้ประชาชน 50,000 คน สามารถเสนอถอดถอนองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญได้

3. จัดตั้งองค์กรตรวจสอบการทุจริตภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. และ สตง. มีสมาชิกประมาณ 70 คน จากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและประชาชนทุกภูมิภาครวมทั้งกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่เสมือน “สภาประชาชน” ตรวจสอบและเสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช. สมาชิกเลือกกันเองเป็นคณะกรรมการบริหาร 11 คน เพื่อดำเนินงานและประสานการตรวจสอบ หาก ป.ป.ช. และอัยการเห็นว่าต้องมีหลักฐานเพิ่มเติม ให้ส่งกลับมาตรวจสอบใหม่ และหากทั้งสองหน่วยงานไม่สั่งฟ้อง องค์กรภาคประชาชนฯ มีสิทธิฟ้องคดีเองได้

4. พักการใช้หรือระงับกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชน ชั่วคราว 3–5 ปี พร้อมทั้งปรับปรุง ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพ และขัดขวางการประกอบอาชีพสุจริตของประชาชน

5. ลดขนาดของระบบราชการ อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนหน่วยงานและจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คล่องตัว และลดภาระงบประมาณของประเทศ

เปิดตัว ว่าที่ผู้สมัครสส.อุดร เขต4

ในการลงพื้นที่ คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้เปิดตัว ดร.บุญบารมี ราตรีวงค์ ว่าที่ผู้สมัคร สส. เขต 4 จังหวัดอุดรธานี ก่อนปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ “วนเกษตรทุ่งฝน” เพื่อส่งเสริมแนวทางเศรษฐกิจชุมชนและเกษตรยั่งยืน

คุณหญิงสุดารัตน์ ได้เชิญชวนประชาชนทุกคนที่เห็นด้วยกับแนวทางและอุดมการณ์ของพรรคไทยสร้างไทย ร่วมกันเป็นพลังในการปราบโกง และขจัด “ทุนดำ” ที่กำลังกลืนกินประเทศอยู่ในขณะนี้ โดยเชิญชวนให้สมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย เพื่อร่วมเดินหน้าทำงาน สานต่ออุดมการณ์การเมืองสุจริต และเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งที่จะมาถึงอย่างเข้มแข็งและโปร่งใส

“สุดารัตน์” ควง “จินนี่” ลุยเปิดตัวผู้สมัครสส.ภาคอีสาน

5 มาตรการปราบโกง ที่ “สุดารัตน์” และพรรคไทยสร้างไทยให้คำมั่น

พรรคไทยสร้างไทยภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ มุ่งมั่นที่จะสร้างการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การเปิดตัวผู้สมัคร สส. ภาคอีสานครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง 5 มาตรการที่ประกาศออกมา แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ดังนั้น หากคุณเห็นด้วยกับแนวทางของพรรคไทยสร้างไทย อย่าลังเลที่จะสนับสนุนและร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “สุดารัตน์” ควง “จินนี่” ลุยเปิดตัวผู้สมัครสส.ภาคอีสาน ชู 5 มาตรการปราบโกงให้สิ้นภายใน 6 เดือน

นายกฯ เยือนมาเลเซีย ชูประเด็นอาเซียน

นายกฯ เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ พร้อมขึ้นเวทีอาเซียนครั้งแรก ชู 4 ประเด็นหลักขับเคลื่อนภูมิภาค

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 และเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 รวมถึงการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ตามคำเชิญของดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า การเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของมาเลเซียในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยจะมีการหารือเต็มคณะเพื่อผลักดันความร่วมมือในหลายมิติ ทั้งความเชื่อมโยงชายแดน การคมนาคมขนส่ง เศรษฐกิจ การส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความมั่นคง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ซึ่งถือเป็นเวทีพหุภาคีครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี โดยการประชุมนี้จะขับเคลื่อนภายใต้แนวคิดเรื่อง “การมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมและความยั่งยืน (Inclusivity and Sustainability)” ของการเป็นประธานอาเซียนของมาเลเซีย และเป็นครั้งแรกที่ติมอร์-เลสเตจะเข้าร่วมในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้ผลักดัน 4 ประเด็นหลัก คือ การส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค การสร้างภูมิภาคที่มั่นคงปลอดภัย การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง และการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน

นายสิริพงศ์ระบุว่า การเยือนและการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีกับมาเลเซีย โดยเฉพาะความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ตลอดจนเป็นโอกาสให้นายกรัฐมนตรีได้หารือทวิภาคีกับผู้นำสำคัญภายใต้กรอบอาเซียน เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย เพื่อสนับสนุนบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ.

นายกฯ เยือนมาเลเซีย พร้อมชูประเด็นอาเซียน

การเดินทางไปเยือนมาเลเซียของท่านนายกฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และแสดงบทบาทนำของไทยในเวทีอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลักดัน 4 ประเด็นหลักที่ท่านนายกฯ ตั้งใจนำเสนอ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาภูมิภาคในภาพรวม

4 ประเด็นหลักที่นายกฯ จะผลักดันในการเยือนมาเลเซีย

ประเด็นที่ท่านนายกฯ จะผลักดันในการเยือนมาเลเซียครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน ได้แก่:

  • การส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค: การสร้างความเข้าใจอันดีและการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี จะนำมาซึ่งความสงบสุขและความเจริญก้าวหน้าของทุกประเทศ
  • การสร้างภูมิภาคที่มั่นคงปลอดภัย: การร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การก่อการร้าย และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน
  • การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง: การลดความเหลื่อมล้ำ การส่งเสริมการค้าและการลงทุนที่เป็นธรรม และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในอาเซียน
  • การเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน: การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด จะช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับลูกหลานของเรา

การที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำที่สร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบต่อสังคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน ถือเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs)

การเยือนมาเลเซียและการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพและบทบาทนำในการขับเคลื่อนภูมิภาคไปข้างหน้า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมครั้งนี้จะประสบความสำเร็จและนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนชาวอาเซียน

ที่มา – นายกฯ เยือนมาเลเซีย พร้อมขึ้นเวทีอาเซียน ชู 4 ประเด็นหลักขับเคลื่อนภูมิภาค

Scroll to top