การฟื้นฟูพื้นที่

“ยศชนัน” สั่งตั้ง Single Command รับมือน้ำท่วมน่าน

สถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านกำลังเป็นที่น่ากังวลอย่างมาก หลังจากมีฝนตกหนักสะสมต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมในหลายอำเภอ ล่าสุด “ยศชนัน” สั่งตั้ง Single Command รับมือน้ำท่วมน่าน เพื่อให้การบริหารจัดการเหตุการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด ท่ามกลางระดับน้ำที่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ยศชนัน” สั่งตั้ง Single Command รับมือน้ำท่วมน่าน เพื่อรับมือวิกฤต

เมื่อค่ำวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ N.1 เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยได้ประกาศยกระดับการจัดการอุทกภัยผ่านแนวทาง “ยศชนัน” สั่งตั้ง Single Command รับมือน้ำท่วมน่าน เพื่อรวมศูนย์อำนาจการสั่งการไว้ที่จุดเดียว ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งกรมชลประทาน ปภ. และหน่วยงานท้องถิ่น สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นเอกภาพตลอด 24 ชั่วโมง

มาตรการเร่งด่วนและการเฝ้าระวัง

จากการประเมินสถานการณ์ที่สถานี N.1 พบว่าระดับน้ำมีแนวโน้มล้นตลิ่ง โดยคาดการณ์ว่าจะสูงกว่าคันกั้นน้ำประมาณ 60 เซนติเมตรในช่วงกลางดึก จึงได้มีมาตรการเร่งด่วนดังนี้:

  • เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ในจุดเสี่ยง เช่น อ.เมือง และ อ.เวียงสา
  • ใช้ระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนภัยไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
  • สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เตรียมอพยพประชาชนไปยังจุดปลอดภัยทันที
  • ย้ำให้ประชาชนยกของขึ้นที่สูงอย่างน้อย 60 เซนติเมตรเพื่อลดความเสียหาย

รองนายกรัฐมนตรีย้ำชัดว่า “ชีวิตของประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุด” ทุกหน่วยงานต้องปักหลักบัญชาการและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ ยังได้มีการวางแผนเตรียมการฟื้นฟูเยียวยาหลังน้ำลดเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติเร็วที่สุด

การผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน

นอกจากภาครัฐแล้ว ยังพบว่าอาสาสมัครและภาคเอกชนต่างเข้ามาร่วมสนับสนุนภารกิจช่วยเหลืออย่างแข็งขัน ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้จังหวัดน่านก้าวผ่านวิกฤตน้ำท่วมฉับพลันไปได้ เราขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวน่านทุกท่าน ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากศูนย์บัญชาการอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของท่านเอง

ที่มา – “ยศชนัน” สั่งตั้ง Single Command รับมือน้ำท่วมน่าน พร้อมสั่งบัญชาการเหตุการณ์ตลอดคืน

รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่

รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

สำหรับใครที่สัญจรผ่านไปมาบริเวณวงเวียนใหญ่ในช่วงนี้ คงจะทราบถึงสถานการณ์การดำเนินงานของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ กันเป็นอย่างดี ซึ่งล่าสุดรัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ จากกรณีดินทรุดตัว เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาอยู่ในสภาวะปกติโดยเร็วที่สุด โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับหนึ่งครับ

ในส่วนของความคืบหน้าล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ด้วยตัวเอง พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหลักวิศวกรรมอย่างเคร่งครัด โดยเป้าหมายหลักคือการฟื้นฟูพื้นที่และคืนสภาพการจราจรให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยเร็วที่สุดครับ

มาตรการทางวิศวกรรมในการแก้ไขผลกระทบ

เพื่อให้การทำงานมีความมั่นคงและยั่งยืน ทางเจ้าหน้าที่ได้เริ่มดำเนินการเสริมความมั่นคงของชั้นดิน (Grouting) ไปแล้วกว่า 40 จุด และมีแผนจะขยายเพิ่มเติมอีก 80 จุด โดยกระบวนการนี้คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจในโครงสร้างพื้นฐานก่อนจะเปิดให้ใช้งานตามปกติ ทั้งนี้ รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดการเคลื่อนตัวของอาคารและโครงสร้างโดยรอบอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อบ้านเรือนประชาชนอย่างที่สุด

  • ดำเนินการอัดฉีดวัสดุเสริมความมั่นคงชั้นดิน (Grouting)
  • ตรวจสอบจุดรั่วซึมภายในอุโมงค์อย่างละเอียด
  • ประเมินเสถียรภาพพื้นที่อย่างต่อเนื่องก่อนคืนผิวจราจร
  • เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ หลังจากกระบวนการเสริมความมั่นคงแล้วเสร็จ ทางทีมวิศวกรจะทยอยลดระดับน้ำภายในอุโมงค์เพื่อตรวจสอบจุดรั่วซึมอย่างละเอียด หากพบความจำเป็นก็พร้อมที่จะยกระดับมาตรการทางวิศวกรรมให้สูงขึ้นทันที เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว

ท้ายที่สุดนี้ ผมเชื่อมั่นว่าการที่ รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ อย่างจริงจังเช่นนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ในไม่ช้า การคืนผิวจราจรเป็นรายจุดจะช่วยให้การเดินทางและการทำมาค้าขายในพื้นที่วงเวียนใหญ่กลับมาคึกคักอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของพวกเราทุกคนต้องมาก่อนเสมอครับ

ที่มา – รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่

รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจจากทางภาครัฐมาฝากกัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องการบุกรุกที่ดินของรัฐกันมาบ้าง ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศเดินหน้าเต็มสูบกับ รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว เพื่อปราบปรามการบุกรุกป่าสงวนและที่สาธารณะอย่างจริงจังครับ

ทำไมรัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว ถึงสำคัญ?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องภูเก็ต? คำตอบคือภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าที่ดินสูงมาก และมักเกิดปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบ ตั้งแต่การออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ป่าไม้ ไปจนถึงกลุ่มนอมินีที่ถือครองที่ดินแทนต่างชาติ การที่ รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว จะช่วยตรวจสอบย้อนหลังทุกเส้นทางและทุกตารางนิ้ว เพื่อทวงคืนสมบัติของชาติกลับมาให้ประชาชนทุกคนครับ

ผลงานเด่นจากภูเก็ตโมเดล

ปัจจุบันเราเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น:

  • การทวงคืนผืนป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 28 ปี
  • การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำในพื้นที่หาดนุ้ย และหาดฟรีดอม
  • การตรวจสอบกลุ่มโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
  • การจัดการสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางเข้าหาดสาธารณะ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมขยายผลแนวทางนี้ไปยังอุทยานแห่งชาติทับลานและพื้นที่สำคัญอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อหยุดยั้งการบุกรุกป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมีการทำงานร่วมกับ ปปง. เพื่อสาวไปถึงเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิดด้วยครับ

สรุปและมุมมองส่วนตัว

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเท่าเทียม จะช่วยให้ทรัพยากรธรรมชาติของไทยถูกรักษาไว้ให้คนรุ่นหลัง ไม่ใช่ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่ม เราต้องคอยติดตามดูครับว่าโมเดลนี้จะสามารถจัดการปัญหาการบุกรุกทั่วประเทศได้สำเร็จมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้แผ่นดินไทยเริ่มกลับมาเป็นของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริงครับ หากเพื่อนๆ พบเห็นการรุกที่สาธารณะ อย่าลืมแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยกันปกป้องสมบัติของชาตินะครับ

ที่มา – รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว ปราบบุกรุกป่าสงวน-อุทยานฯ-ที่สาธารณะ ขยายผลทั่วประเทศ

พีรวัส ล่าไอ้โม่งอุตสาหกรรม แทรกแซงคดีเหมือง 5.9 พันล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและสิ่งแวดล้อม เมื่อนายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม ออกมาเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในคดีข้อพิพาทเหมืองแร่ครั้งใหญ่ มูลค่าความเสียหายสูงถึง 5.9 พันล้านบาท โดยงานนี้เจ้าตัวขอเดินหน้า พีรวัส ล่าไอ้โม่งอุตสาหกรรม แทรกแซงคดีเหมือง 5.9 พันล้าน อย่างเต็มตัว เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับผืนแผ่นดินไทย

พีรวัส ล่าไอ้โม่งอุตสาหกรรม แทรกแซงคดีเหมือง 5.9 พันล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากข้อพิพาทระหว่างกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กับบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัทนำแร่รวมกว่า 47.9 ล้านตันกลับไปถมคืน หรือต้องชำระเงินตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ย นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของความถูกต้องและธรรมาภิบาลทางกฎหมายที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ

เปิดปมร้อน: ทำไมคดีหลักพันล้านถึงเหลือแค่เศษเงิน?

คำถามสำคัญที่นายพีรวัสตั้งข้อสังเกตคือ พีรวัส ล่าไอ้โม่งอุตสาหกรรม แทรกแซงคดีเหมือง 5.9 พันล้าน รายนี้คือใคร? เหตุใดจึงมีการกดดันให้เจ้าหน้าที่รับรองการถมแร่ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบอาจไม่ครบถ้วน? นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องยอดการบังคับคดีที่ดูเหมือนจะเหลือเพียง 40 ล้านบาท ซึ่งสวนทางกับมูลค่ากว่า 5,900 ล้านบาทอย่างสิ้นเชิง หากนี่ไม่ใช่ความจริงทางรัฐมนตรีต้องออกมาเปิดเผยความจริงทันที

  • การทำเหมืองนอกเขตประทานบัตร: การบุกรุกพื้นที่ที่ไม่อนุญาต
  • การทำเหมืองในเขต Buffer Zone: พื้นที่แนวกันชนที่ห้ามทำกิน
  • การทำเหมืองผิดเงื่อนไข: การใช้ประโยชน์จากแร่แบบไม่เป็นไปตามข้อตกลง

ความพยายามที่จะเปลี่ยนหนี้มหาศาลของแผ่นดินให้กลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางเอกสาร เป็นสิ่งที่ประชาชนยอมรับไม่ได้ นายวราวุธ ศิลปอาชา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงมีหน้าที่สำคัญในการสั่งการให้เจ้าหน้าที่บังคับคดีให้ถึงที่สุด โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่ออิทธิพลมืดที่กำลังแทรกแซงอยู่เบื้องหลังกระบวนการยุติธรรม

บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีการถมแร่แล้วหรือยัง แต่อยู่ที่ว่าใครเป็นคนตรวจสอบ ใครเป็นคนเซ็นรับรอง และใครที่กำลังบีบให้เจ้าหน้าที่ยอมทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย เรื่องนี้ต้องมีการเปิดเผยตัวตนของผู้อยู่เบื้องหลังออกมาสู่สาธารณะเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างในการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของชาติ ความโปร่งใสคือสิ่งเดียวที่จะกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนคืนมาได้

ที่มา – “พีรวัส” รองโฆษกกล้าธรรม ล่าไอ้โม่งอุตสาหกรรม แทรกแซงคดีเหมือง 5.9 พันล้าน จี้ “วราวุธ” บังคับคดี

“มาร์ค” ขอคนใต้ทวงการเมืองสุจริต ซัดรัฐล้มน้ำท่วม

ในค่ำคืนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 หน้าลานโรบินสัน หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คึกคักไปด้วยพี่น้องชาวใต้กว่า 10,000 คน ที่มาร่วมฟังเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมโดย “มาร์ค” หรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 1 เขากลับมาทำการเมืองอีกครั้งหลังเว้นวรรค 2 ปี เพื่อทวงคืนการเมืองสุจริตให้แผ่นดินไทย โดยเฉพาะภาคใต้ที่ผูกพันกันมานานกว่า 30 ปี

“มาร์ค” ขอคนใต้ร่วมทวงการเมืองสุจริต ซัดรัฐบาลล้มเหลวบริหารน้ำท่วม–เยียวยาล่าช้า

“มาร์ค” ขอคนใต้ร่วมทวงการเมืองสุจริต ซัดรัฐบาลล้มเหลวบริหารน้ำท่วม–เยียวยาล่าช้า อย่างชัดเจนในการปราศรัย เขาเล่าว่าตลอดชีวิตการเมืองมีพรรคเดียวคือประชาธิปัตย์ เหมือนเชียร์ทีมฟุตบอลทีมเดียว แม้มีคนทักว่า “อย่ากลับมา การเมืองไทยกลายเป็นเรื่องเงิน ทุนเทา ทุนดำ” แต่เขายืนยันว่าจะไม่ยอมให้การเมืองถูกครอบงำ ต้องกลับมาทวงคืนเพื่อประชาชนและชาติบ้านเมือง

“มาร์ค” ขอคนใต้ร่วมทวงการเมืองสุจริต จากประสบการณ์ 30 ปี

พรรคประชาธิปัตย์ยืนเคียงข้างคนใต้นาน 30 ปี ไม่เคยทิ้งกัน แม้อำนาจเงินกดดัน แต่ชาวใต้ไม่ยอม “มาร์ค” จวกบางพรรคโจมตีว่าภาคใต้มี ส.ส. ประชาธิปัตย์นานแต่ไม่พัฒนา ทั้งที่ ส.ส. ทำหน้าที่พิจารณางบและประสานงาน เช่น ผลักดันรถไฟรางคู่ตอนดูแลคมนาคม 2 ปี แต่บางพรรคคุมมานานไม่ทำ กลับขู่ “ไม่เลือกไม่มีโครงการ” ซึ่งคนใต้ไม่ยอมรับ การเมืองแบบนี้ต้องเปลี่ยน

ปัญหาการพัฒนาภาคใต้เป็นประเด็นร้อนมานาน ไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่รวมถึงการกระจายงบประมาณที่โปร่งใส พรรคประชาธิปัตย์เน้นการเมืองสุจริต เพื่อให้โครงการเกิดประโยชน์จริง ไม่ใช่แลกเปลี่ยนคะแนน

รัฐบาลล้มเหลวบริหารน้ำท่วมหาดใหญ่–เยียวยาล่าช้า

“มาร์ค” ลงพื้นที่หาดใหญ่ช่วงน้ำท่วมใหญ่ พบความสับสนในการบริหาร สื่อสารไม่มีเอกภาพ ติดต่อหน่วยงานไม่ได้ ช่วยเหลือล่าช้า ขาดศูนย์สั่งการเดียว ประกาศฉุกเฉินยิ่งสับสน หลังน้ำลด ภาคธุรกิจรอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ฟื้นฟู แต่ยุบสภา ทำให้งบเยียวยาติด กกต. ชาวบ้านเดือดร้อนซ้ำ นายกฯ บอกยุบสภาเพราะไม่อยากตายคาสภา แต่เคยคิดถึงคนหาดใหญ่ไหม? ถ้าขออนุมัติงบ “มาร์ค” พร้อมสนับสนุน ให้เงินถึงมือเร็ว

หากประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล จะเร่งฟื้นฟูหาดใหญ่ทั้งระบบ:

  • ฟื้นกายภาพ เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว การค้า
  • ดึงทุกกระทรวงแก้ปัญหา
  • โครงการระยะยาว: ระบายน้ำลงทะเล วางผังเมืองพื้นที่สูง
  • ยกระดับหน่วยงานภัยพิบัติ: เอกภาพ เบอร์ชัด แผนอพยพซ้อมจริง

การเมืองสุจริตคือรากฐานเศรษฐกิจดี พรรคประชาธิปัตย์ผลักดันโปร่งใส โครงการเกิดประโยชน์สูงสุด ชาวใต้พิสูจน์พลังอีกครั้งในการเลือกตั้ง

จากเหตุการณ์นี้ เห็นชัดว่าปัญหาการเมืองไทยต้องการผู้นำสุจริตอย่าง “มาร์ค” ที่กล้าพูดกล้าแก้ คุณคิดว่าคนใต้จะร่วมทวงคืนการเมืองสุจริตได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “มาร์ค” ขอคนใต้ร่วมทวงการเมืองสุจริต ซัดรัฐบาลล้มเหลวบริหารน้ำท่วม–เยียวยาล่าช้า

มท. เร่งฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

กระทรวงมหาดไทยเร่งเครื่องภารกิจ “14 วัน หาดใหญ่สะอาด” เดินหน้าฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เตรียมลดระดับภัยพิบัติ หวังเยียวยาประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุมติดตามความคืบหน้าการฟื้นฟูพื้นที่จังหวัดสงขลา ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ประชุมเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านภารกิจไปสู่การบริหารจัดการในระดับจังหวัด รวมถึงการฟื้นฟูและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมเสนอแผนการลดระดับสาธารณภัย จากระดับร้ายแรงอย่างยิ่ง (ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ลงมาเป็นระดับ 3 (ภัยขนาดใหญ่) และจะลดระดับลงไปเป็นภัยระดับจังหวัดตามลำดับ โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ต่อไป

ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในหาดใหญ่ครั้งนี้ ว่าเป็นเหตุการณ์ “ภัย 300 ปี” ที่ประชาชนในพื้นที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน และในวันพรุ่งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำคณะนักวิชาการลงพื้นที่เพื่อถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและป้องกันในอนาคต นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายว่าภายใน 7 วัน ผู้ที่ยังคงพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงจะสามารถเดินทางกลับบ้านได้ทั้งหมด โดยจะเหลือเพียงผู้ป่วยหนักจำนวน 18 ราย ที่ยังคงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์ ณ ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

นอกเหนือจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังได้ร่วมกับกองบัญชาการทหารสูงสุด ดำเนินภารกิจสำคัญภายใต้ชื่อ “14 วัน หาดใหญ่สะอาด” โดยมีการแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการออกเป็น 4 โซน เพื่อเร่งดำเนินการจัดการขยะจำนวนมหาศาลกว่า 250,000 ตัน ที่ยังคงตกค้างอยู่ในพื้นที่ชุมชนเมืองหาดใหญ่ โดยมีกำหนดการที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 13 ธันวาคม 2568 สำหรับมาตรการเยียวยาประชาชนด้วยเงินช่วยเหลือจำนวน 9,000 บาท แม้ว่าจะมีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงพบปัญหาในเรื่องของการลงทะเบียนที่ผิดพลาด หรือข้อมูลที่ยังคงค้างอยู่ในระดับจังหวัด จึงได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเร่งติดตามและจัดส่งข้อมูลที่ถูกต้องโดยด่วน

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้แจ้งเตือนถึงสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศว่า จะมีฝนตกหนักต่อเนื่องในระหว่างวันที่ 13–18 ธันวาคม 2568 จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมแผนเผชิญเหตุ และใช้เครือข่ายประธานชุมชนทั้ง 103 แห่ง ในการแจ้งเตือนการอพยพประชาชนทันที หากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันขึ้นอีกครั้ง

มท. เร่งฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ความคืบหน้าการฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

การฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และการกลับมาใช้กลไกการบริหารจัดการในระดับจังหวัดจะเป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการช่วยเหลือประชาชน

ภารกิจสำคัญที่กำลังดำเนินการควบคู่กันไปคือ การจัดการขยะจำนวนมหาศาลในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ การเร่งระบายขยะออกจากพื้นที่ชุมชน จะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัย และสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง การจ่ายเงินช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและถูกต้อง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และช่วยให้พวกเขาสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนักที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การเตรียมความพร้อมและมีแผนเผชิญเหตุที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะช่วยให้สงขลาสามารถกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง

ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจของทุกฝ่าย สงขลาจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และกลับมาเป็นเมืองที่น่าอยู่และมีชีวิตชีวาอีกครั้งในเร็ววัน

ที่มา – มท. เร่งฟื้นฟูสงขลาหลังยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จ่อลดระดับภัยพิบัติ

Scroll to top