การร่างรัฐธรรมนูญ

สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ

ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบประเด็นสภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยคะแนน 369 ต่อ 96 เสียง 

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่ประชุมรัฐสภาได้อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256-6 ในเรื่องคุณสมบัติต้องห้ามในการมีส่วนในการเขียนร่างรัฐธรรมนูญ โดยที่สมาชิกได้อภิปรายอย่างกว้างขวาง และมีบางส่วนยังขอสงวนคำแปลญัติติ อย่างไรก็ตาม สมาชิกบางส่วนยืนยันว่าไม่ต้องการให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหารเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่สมาชิกอีกบางส่วนเห็นว่าควรให้โอกาสทุกคน ถ้าใครอยากทำดีก็ควรต้องรับฟัง อย่าไปมองสิ่งที่ผ่านมาแล้ว 

หลังจากที่ได้อภิปรายแล้วเสร็จ ที่ประชุมได้ลงมติ โดยเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากประเด็นคุณสมบัติต้องห้าม เห็นด้วย 369 เสียง ไม่เห็นด้วย 96 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ไม่ลงคะแนน 3 เสียง

สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ

การลงมติของรัฐสภาในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางมาโดยตลอด การกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของผู้ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะเกี่ยวข้องกับความเป็นกลางและความเป็นธรรมในการร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ผลกระทบต่อการร่างรัฐธรรมนูญ

การที่รัฐสภาสภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ ย่อมส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบของผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผู้ที่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามที่กำหนดจะไม่สามารถเข้าร่วมกระบวนการนี้ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ การอภิปรายในรัฐสภาแสดงให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างกันของสมาชิกเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ บางส่วนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหารเข้ามามีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่บางส่วนมองว่าควรเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความสามารถและต้องการที่จะทำเพื่อประเทศชาติ

ความแตกต่างของความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความท้าทายในการสร้างความปรองดองในสังคมไทย การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชน

การที่รัฐสภาสภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญนี้ แม้จะเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้เราเข้าใจถึงทิศทางและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการนี้กำลังเดินหน้าต่อไป

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญคือ กฎหมายสูงสุดที่กำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้น การทำความเข้าใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

ที่มา – สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ

“หมออ๋อง” กับ พรรคประชาชนเลือกใครเชื่อได้

“หมออ๋อง” เชื่อพรรคประชาชนเลือกแล้วใครเชื่อถือได้ ใครเชื่อถือไม่ได้ ย้ำหากยุบสภาก่อนแก้รัฐธรรมนูญ ประชาชนได้แค่เลือกตั้งใหม่เท่านั้น

วันที่ 2 ก.ย. 2568 นพ.ปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐธรรมนูญไทยยังเขียนไม่ดี จนทำให้เกิดช่องว่างในการตีความว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถเสนอโปรดเกล้าฯยุบสภาได้หรือไม่ จึงควรทำขอบเขตให้ชัดเจน ปัญหาการเมือง ต้องแก้ด้วยการเมือง อย่ามากล่าวอ้างว่าตอนนี้การเมืองถึงทางตันแล้ว ไม่ว่าจะตันด้วย สภาฯไม่ทำงาน รัฐบาลคอร์รัปชัน หรือบริหารไม่ได้ ควรขีดเส้นว่าห้ามยุ่ง แล้วใช้กลไกในสภาฯที่มีอยู่ให้เต็มที่ เพราะฉะนั้นถ้าคนจะวิจารณ์พรรคประชาชน ว่าคุยกับพรรคภูมิใจไทยมากกว่าว่า เป็นแค่แท็กติกในการให้พรรคเพื่อไทยยุบสภานั้น  ตนเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นแบบนั้น

“หมออ๋อง” เชื่อพรรคประชาชนเลือกแล้วใครเชื่อถือได้ ใครเชื่อถือไม่ได้

นพ.ปดิพัทธ์ กล่าวด้วยว่า คิดว่าทางพรรคประชาชนเองได้เตรียมแผนสำรองเอาไว้นานแล้ว โดยเชื่อว่าพรรคประชาชนคงพิจารณาแล้วว่า คนไหนที่มีคำมั่นสัญญาจะยุบสภา จึงอยากให้มองภาพใหญ่ อย่าไปมองว่าการเมืองถึงทางตัน เพราะความบิดเบี้ยวของกลไกที่ผิดเพี้ยน มาจากกติกาที่ถูกเขียนไว้ ไม่อยากให้คนไทยลืม เพราะถ้ายุบสภาเลย มีประโยชน์แค่ข้อเดียวคือได้เลือกตั้งใหม่ แต่เรื่องอื่นยังไม่ได้ทำ ค่อยไปว่ากันในรัฐบาลชุดหน้า แต่ถ้าขีดกรอบชัดเจนไว้ 4 เดือนแล้วมีการรักษาสัญญาจริงในรัฐบาลชุดต่อไป ตนคิดว่าหลายอย่างจะเดินหน้าไปได้ เช่นกฎหมายประชามติ จะทำครั้งแรกก่อน แล้วเลือกตั้งก็มาทำครั้งที่ 2 หรือไม่ จะออกแบบการเลือกตั้งและออกแบบคำถามประชามติให้ชัดเจน ตนคิดว่า 4 เดือน มีเวลาเตรียมการ ถ้า 4 เดือนนี้เข็มทิศคือการกำหนดยุบสภาและกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน ถนนทุกสายก็จะมุ่งไปทางนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับใครได้กระทรวงไหน เพราะรัฐมนตรีมีหน้าที่ประคองสถานการณ์

“หมออ๋อง” มองอนาคตพรรคประชาชน

จากคำกล่าวของ นพ.ปดิพัทธ์ ทำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เขามีต่อพรรคประชาชน และความคาดหวังว่าพรรคจะสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ ท่ามกลางความท้าทายทางการเมืองที่ซับซ้อน การเลือกคนที่น่าเชื่อถือและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

“ผมคิดว่าคงไม่มีนโยบายใหม่ๆ ใน 4 เดือนนี้ เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์หยุดไว้ก่อน อะไรที่ต้องใช้เงิน ใช้งบประมาณจำนวนมากจะถูกเบรกไปหมด เพื่อรอให้มีการเลือกตั้งเสร็จ แล้วค่อยกลับมาว่ากันใหม่”

การที่ “หมออ๋อง” แสดงความเห็นเช่นนี้ ทำให้เราเห็นภาพรวมของการเมืองไทยในอนาคตอันใกล้นี้ การตัดสินใจของพรรคประชาชน และการเลือกผู้แทนที่น่าเชื่อถือ จะส่งผลต่อทิศทางของประเทศอย่างมาก ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การที่หมออ๋องออกมากล่าวถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อพรรคประชาชนในการเลือกคนที่น่าเชื่อถือได้นั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของผู้แทนเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ว่าจะมีขึ้นเมื่อใด ขอให้ประชาชนทุกคนใช้วิจารณญาณในการพิจารณาผู้สมัครและนโยบายของแต่ละพรรคอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้ได้ผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริง “หมออ๋อง” เชื่อว่าประชาชนจะตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “หมออ๋อง” เชื่อพรรคประชาชนเลือกแล้วใครเชื่อถือได้ ใครเชื่อถือไม่ได้

Scroll to top