การละเมิดสิทธิ

พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย เคลมแม่นาคพระโขนง

พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย เคลม “แม่นาคพระโขนง” ตำนานผีชื่อดังของไทยที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมไทยมานานแสนนาน กลับถูกกัมพูชาพยายามอ้างว่าเป็นของตัวเองในชื่อ “แม่นาคพระตะบอง” ซึ่งโฆษกพรรครักชาติออกมาประณามอย่างหนักว่าเป็นการขโมยวัฒนธรรมหรือ Cultural Theft แบบชัดเจน และยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม 100% ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย

พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย เคลมแม่นาคพระโขนง

จากกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ชาวกัมพูชาบางส่วนพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ โดยเคลมว่า “แม่นาคพระโขนง” ตำนานผีหญิงตายทั้งกลมที่ทุกคนรู้จัก มีต้นกำเนิดจากกัมพูชาในชื่อ “แม่นาคพระตะบอง” ข้อมูลนี้ถูกแพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้กระทรวงการต่างประเทศไทยต้องออกมาเรียกร้องให้คนไทยช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องในทุกภาษา เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในระดับสากล

นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ ได้โพสต์คลิปแถลงข่าวเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ชาวต่างชาตเข้าใจ โดยระบุชัดเจนว่า “พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย เคลมแม่นาคพระโขนง” นั้นเป็นการกล่าวหาที่เท็จสิ้นเชิง ตำนานนี้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม นิทานพื้นบ้าน ภาพยนตร์ และสถานที่จริงที่พระโขนงในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกบันทึกมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4-5

ตำนานแม่นาคพระโขนง คือเรื่องราวอะไรกันแน่

แม่นาคพระโขนง เป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านไทยที่เล่าต่อกันมานานกว่า 100 ปี เกี่ยวกับหญิงตั้งครรภ์ชื่อนาคที่ตายทั้งกลมระหว่างรอสามีที่ไปเป็นทหาร ร่างกายไม่เน่าเปื่อยเพราะวิญญาณสิง กลับมาอยู่กับสามีอย่างปกติสุข จนถูกจับได้โดยพระที่ใช้ตะปูตอกโลงศพไว้ ตำนานนี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ดังหลายเรื่อง เช่น เรื่อง “แม่นาคพระโขนง” ปี 2542 ที่โด่งดังระดับโลก และยังมีวัดแม่นาค สุสาน และพิพิธภัณฑ์ที่ยืนยันสถานที่จริงในย่านพระโขนง ไม่มีหลักฐานใดเชื่อมโยงกับกัมพูชาเลยแม้แต่น้อย

  • บันทึกครั้งแรกในหนังสือ “ตำนานเมืองพระนคร” สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
  • สถานที่เกิดเหตุจริง: คลองพระโขนง กรุงเทพฯ
  • ภาพยนตร์และละครไทยนับสิบเรื่อง ยืนยันความเป็นไทยแท้
  • ไม่มีเอกสารเขมรโบราณกล่าวถึง “แม่นาคพระตะบอง” ที่น่าเชื่อถือ

ทำไม “พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย” ครั้งนี้ถึงรุนแรง

ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัมพูชาพยายามเคลมวัฒนธรรมไทย เช่น การอ้างอยุธยาเป็นของเขมร มวยไทยเป็นกุนขแมร์บ็อกซิ่ง หรือกระบี่เงินกระบี่ทอง แต่ครั้งนี้กระทบตำนานพื้นบ้านที่เป็นหัวใจของคนไทย การกระทำดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเข้าใจผิด แต่ยังเป็นการ “ดิสเครดิต” ประเทศไทยในสายตาชาวโลก โฆษกชัยพร กล่าวว่า “Our แม่นาคพระโขนง legend has its own well-established history and linking it to such claims is misleading and can be considered cultural theft”

พรรครักชาติเรียกร้องให้คนไทยทุกคนเป็นกระบอกเสียง ช่วยแชร์ข้อมูลจริง สร้างคลิปโต้แย้ง และรายงานข่าวปลอม เพื่อปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในชาติไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การปกป้องวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องชาตินิยมเกินเหตุ แต่เป็นการรักษารากเหง้าที่ทำให้เรามีเอกลักษณ์ ท่ามกลางโลกาภิวัตน์ที่ข้อมูลไหลเวียนรวดเร็ว เราไม่ควรนิ่งเฉยต่อการบิดเบือนแบบนี้

CTA: มาช่วยกันปกป้องแม่นาคพระโขนงและวัฒนธรรมไทย แชร์บทความนี้ สร้าง awareness ในโซเชียลมีเดีย และติดตามข่าวสารจากพรรครักชาติเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ไทยถูกกลืนกิน!

ที่มา – พรรครักชาติ ซัดกัมพูชาขโมยวัฒนธรรมไทย เคลม “แม่นาคพระโขนง” ทั้งที่เป็นของไทย 100%

สิงคโปร์ดุ! ประหารชีวิตนักโทษยาเสพติด 3 รายใน 2 วัน

สิงคโปร์ยังคงดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด! เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติดถึง 3 คนภายในเวลาเพียง 2 วันเท่านั้น ในขณะที่การไต่สวนคดีต่อต้านโทษประหารกำลังจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการจัดการกับปัญหายาเสพติดของประเทศนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 26-27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้ทำการประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติดไปถึง 3 ราย ทำให้ยอดรวมการประหารชีวิตนักโทษในปีนี้สูงถึง 17 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2546 เลยทีเดียว

หนึ่งในผู้ที่ถูกประหารชีวิตคือ นายซามินาธาน เซลวาราจู (Saminathan Selvaraju) ชาวมาเลเซีย ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานขนส่งยาไดอะมอร์ฟีน หรือเฮโรอีน จำนวน 301.6 กรัม จากมาเลเซียเข้าสู่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2556

นายซามินาธานพยายามต่อสู้คดี โดยอ้างว่าเขาเป็นเพียงคนขับรถบรรทุกของบริษัทในวันเกิดเหตุ และไม่ได้เป็นผู้ที่ขับรถบรรทุกขนยาเสพติดเข้าประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ เขายังอ้างว่ารถคันดังกล่าวมีผู้ใช้งานร่วมกันหลายคน

แม้ว่าเจ้าหน้าที่สืบสวนจะพบบัตรตรวจคนเข้าเมืองที่กรอกข้อมูลล่วงหน้าพร้อมลายเซ็นของนายซามินาธานในรถบรรทุก ซึ่งระบุที่อยู่แห่งหนึ่งในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นจุดที่พบยาเสพติดในภายหลัง แต่นายซามินาธานยังคงยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นคนเขียนบัตรดังกล่าว

ผู้พิพากษาได้ปฏิเสธข้อโต้แย้งทั้งหมดของนายซามินาธาน และถึงแม้เขาจะพยายามต่อสู้ทางกฎหมายมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ สุดท้ายเขาจึงถูกตัดสินโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน

การประหารชีวิตครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ศาลจะเริ่มการไต่สวนกรณีที่นักเคลื่อนไหว 7 คนยื่นฟ้องร้องต่อต้านกฎหมายการประหารชีวิต โดยอ้างว่าโทษประหารชีวิตของสิงคโปร์เป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรับรองสิทธิในการมีชีวิตและสิทธิในการได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

รัฐธรรมนูญของสิงคโปร์ระบุอย่างชัดเจนว่า “บุคคลใดจะถูกลิดรอนชีวิตหรือเสรีภาพส่วนบุคคลมิได้ เว้นแต่โดยชอบด้วยกฎหมาย”

สิงคโปร์เป็นที่รู้กันว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายต่อต้านยาเสพติดที่เข้มงวดที่สุดในโลก รัฐบาลให้เหตุผลว่ามาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นในการปราบปรามอาชญากรรมยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานลักลอบค้ายาเสพติด (ซึ่งรวมถึงการขาย การให้ การขนส่ง หรือการส่งมอบยาเสพติด) เช่น ไดอะมอร์ฟีนเกิน 15 กรัม, โคเคนเกิน 30 กรัม, เมทแอมเฟตามีนเกิน 250 กรัม หรือกัญชาเกิน 500 กรัม จะต้องได้รับโทษประหารชีวิต

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักเคลื่อนไหวท้องถิ่นที่เรียกว่า “Transformative Justice Collective” ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ระบบการควบคุมยาเสพติดที่โหดร้ายของสิงคโปร์กำลังถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวทีโลก” และเสริมว่าสิงคโปร์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังคงดำเนินการประหารชีวิตผู้คนในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

รัฐบาลสิงคโปร์ยืนกรานมาโดยตลอดว่า การยกเลิกโทษประหารชีวิตอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรม ความรุนแรง การเสียชีวิตจากยาเสพติด และการเสียชีวิตของเยาวชนผู้บริสุทธิ์

นาย เค. ชันมูกัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสิงคโปร์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า “ในฐานะผู้ออกนโยบาย เราต้องละทิ้งความรู้สึกส่วนตัว และทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อปกป้องคนส่วนใหญ่… เราไม่สามารถวางใจได้หากเราดำเนินการในลักษณะที่จะนำไปสู่การเสียชีวิตของคนบริสุทธิ์จำนวนมากในสิงคโปร์”

จากการสำรวจความคิดเห็นในปี 2566 โดยกระทรวงมหาดไทย พบว่าประมาณ 69% ของผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,000 คน ซึ่งประกอบด้วยพลเรือนและผู้ที่อยู่อาศัยถาวร เห็นด้วยว่าโทษประหารชีวิตเป็นบทลงโทษที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานลักลอบค้ายาเสพติดในปริมาณมาก

สิงคโปร์ดุ! ประหารชีวิตนักโทษยาเสพติด 3 รายใน 2 วัน

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ สิงคโปร์ดุ ประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 3 คนใน 2 วัน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของรัฐบาลสิงคโปร์ในการต่อสู้กับปัญหายาเสพติด แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติและกลุ่มสิทธิมนุษยชน

ทำไมสิงคโปร์ยังคงใช้โทษประหารชีวิตกับคดียาเสพติด?

รัฐบาลสิงคโปร์เชื่อว่าโทษประหารชีวิตเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการป้องปรามอาชญากรรมยาเสพติด พวกเขาอ้างว่าหากไม่มีโทษประหารชีวิต ปัญหายาเสพติดจะทวีความรุนแรงมากขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

ผลกระทบของการดำเนินการ สิงคโปร์ดุ ประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 3 คนใน 2 วัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการยอมรับในระดับนานาชาติ หลายประเทศและองค์กรระหว่างประเทศได้ออกมาเรียกร้องให้สิงคโปร์ยกเลิกโทษประหารชีวิต

แน่นอนว่าการดำเนินการ สิงคโปร์ดุ ประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 3 คนใน 2 วัน เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย การถกเถียงเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตจะยังคงดำเนินต่อไป และสิงคโปร์จะต้องพิจารณาถึงผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินนโยบายนี้ต่อไปหรือไม่

การประหารชีวิต สิงคโปร์ดุ ประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 3 คนใน 2 วัน เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบทางด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และสังคมโดยรวม

ที่มา – สิงคโปร์ดุ ประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 3 คนใน 2 วัน

Scroll to top