การศึกษาไทย

ไทยสร้างไทย ชูนโยบาย ปฏิวัติการศึกษา เรียนฟรี!

ไทยสร้างไทย มอบของขวัญวันเด็ก ชูนโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน 3-4 ปี เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ.

วันที่ 9 มกราคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่พบปะคณะครู อาจารย์ และนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยา 2 เขตลาดพร้าว เพื่อรับฟังความคิดเห็นและนำเสนอนโยบายด้านการศึกษาของพรรคในการพลิกโฉมอนาคตเด็กไทย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น

คุณหญิงสุดารัตน์ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาช่วยให้คนไทยหายเหนื่อยจากภาระค่าเทอมที่หนักอึ้งและวงจรหนี้สินที่ผูกมัดผู้ปกครองมาอย่างยาวนาน หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้คือการผลักดันนโยบายเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพจนจบปริญญาตรี ซึ่งถือเป็นการยกระดับจากเดิมที่รัฐสนับสนุนเพียงแค่ 12 ปีตามกฎหมาย ให้กลายเป็นการดูแลจนจบปริญญาตรี

พรรคไทยสร้างไทยยืนยันว่ารัฐต้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อการเรียนฟรีอย่างแท้จริง เพื่อให้เด็กไทยทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาขั้นสูงสุดได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเล่าเรียนอีกต่อไป ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ

โดยจะลดระยะเวลาการศึกษาในระดับประถม มัธยม และมหาวิทยาลัยลงรวมประมาณ 3-4 ปี เพื่อให้เยาวชนไทยสามารถจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีได้ตั้งแต่อายุเพียง 18 ปีเท่านั้น การปรับลดเวลาเรียนนี้ไม่ได้เป็นการตัดทอนเนื้อหาสำคัญ แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ให้กระชับและตรงจุด เพื่อให้เด็กไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานและเริ่มทำมาหากินได้เร็วขึ้น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ผู้ปกครอง และที่สำคัญคือการเพิ่มกำลังแรงงานที่มีทักษะสูงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้รวดเร็วขึ้น

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังประกาศถึงเป้าหมายการทำให้เด็กไทยไม่เป็นหนี้ กยศ. อีกต่อไป เมื่อรัฐเข้ามาดูแลค่าใช้จ่ายจนจบปริญญาตรีและปรับลดเวลาเรียนลง ความจำเป็นในการกู้หนี้ยืมสินเพื่อการศึกษาจะลดลงไปด้วย ซึ่งเป็นการตัดวงจรหนี้ตั้งแต่วัยเริ่มทำงาน ช่วยให้คนรุ่นใหม่มีอิสระทางการเงินในการตั้งตัวและสร้างอนาคตได้ไวกว่าคนรุ่นก่อนๆ

สำหรับการเรียนการสอนจะเป็นกลไกผ่านระบบคูปองการศึกษาที่ให้อำนาจงบประมาณไปอยู่ที่ตัวเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถเลือกสถาบันหรือสาขาที่ต้องการได้อย่างอิสระ พร้อมปรับปรุงหลักสูตรให้เน้นทักษะที่ใช้ได้จริงในโลกยุคใหม่มากกว่าการยึดติดกับใบปริญญาเพียงอย่างเดียว โดยจะนำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มออนไลน์และครูผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพให้เด็กทุกพื้นที่เข้าถึงคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน

ไทยสร้างไทย ชูนโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ.

นโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ. ของพรรคไทยสร้างไทย กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน โดยเฉพาะผู้ปกครองและนักเรียนนักศึกษาที่กำลังเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่สูงลิ่ว

ทำไมนโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ถึงสำคัญ?

การศึกษานับเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ การที่ประชาชนได้รับการศึกษาที่ดี มีคุณภาพ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม นโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ. จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศไทย

หากนโยบายนี้ประสบความสำเร็จ จะทำให้เด็กไทยทุกคน ไม่ว่าจะมีฐานะทางครอบครัวอย่างไร ก็สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยปลดล็อกศักยภาพของเยาวชนไทย และสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับประเทศ

นอกจากนี้ การลดเวลาเรียนและการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน จะช่วยให้เยาวชนไทยสามารถเข้าสู่โลกของการทำงานได้เร็วขึ้น และมีทักษะที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การผลักดันนโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ. ให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมถึงต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน

นโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ. ถือเป็นความหวังของคนไทยหลายๆ คนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการศึกษา การที่จะทำให้นโยบายนี้เป็นจริงได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการผลักดันและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเยาวชนไทยและประเทศไทยของเรา

ที่มา – ไทยสร้างไทย ชูนโยบาย “ปฏิวัติการศึกษา” ลดเวลาเรียน เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ.

“อภิสิทธิ์” ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี

“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ รุดฟังปัญหาการศึกษาโรงเรียนขยายโอกาสใน จ.นนทบุรี สะท้อนเด็กเรียนน้อยลง เรียนฟรีไม่จริง ค่าอาหารกลางวันไม่พอ ยาเสพติด-บุหรี่ไฟฟ้า-กัญชาระบาด

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 8 มกราคม 2569 ที่ จ.นนทบุรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 พร้อมนายเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคกลาง และนายเอิบ พงบุหงอ ผู้สมัคร สส.นนทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 3 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมลงพื้นที่รับฟังอุปสรรคระบบการศึกษา และการเรียนการสอนจากผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใหม่ผดุงเขต จ.นนทบุรี

จากการหารือในเบื้องต้นมีการสะท้อนปัญหาเรื่องงบประมาณอุดหนุนค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และจำนวนนักเรียน เช่น เด็กต่ำกว่า 40 คน จะได้อุดหนุนค่าอาหารกลางวันรายหัว/วัน จะได้ 36 บาท แต่ถ้าหากมีเด็กนักเรียนมากกว่า 40 คนจะได้ค่าอาหารลดเหลือเพียง 22 บาท/หัว/วัน ซึ่งไม่เพียงพอ ทางโรงเรียนจึงฝากให้พรรคประชาธิปัตย์ช่วยผลักดันแก้ไขในเรื่องนี้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็กนักเรียนที่เป็นอนาคตของชาติ

จากนั้นคณะของนายอภิสิทธิ์ พบปะกับนักเรียนที่ทำกิจกรรมอยู่ที่บริเวณลานสนามหน้าเสาธง โดยได้พูดคุยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และถามว่ารู้จักหรือไม่ว่าเป็นใคร เด็กชั้น ม.1 จึงตอบว่า “รู้จัก เป็นนายกฯ เก่าของประเทศไทย” นายอภิสิทธิ์ จึงกล่าวต่อไปว่า “แน่ใจนะ อาจจะเป็นนายกฯ ใหม่ก็ได้” เด็กนักเรียนจึงได้กล่าวต่อมาว่า “ก็เป็นไปได้”

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า ตนตั้งใจมาโรงเรียนขยายโอกาส เนื่องจากโรงเรียนมีหลายรูปแบบและมีสภาพปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งโรงเรียนขยายโอกาสมีขนาดใกล้เคียงกับโรงเรียนขนาดเล็ก และมีการเรียนการสอนถึงแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เด็กส่วนใหญ่จะไปต่อสายอาชีพ ซึ่งพบว่าพื้นที่อื่นๆ เริ่มมีปัญหาจำนวนเด็กที่เรียนต่อลดลง วันนี้มาติดตามนโยบายหลายเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำไว้ เช่น การเรียนฟรี ซึ่งปัจจุบันยังมีปัญหาไม่ฟรีจริง มีการติดขัดด้านงบประมาณต่างๆ จึงมีการจ้างบุคลากรเพิ่มเติม ซึ่งโรงเรียนนี้โชคดีที่มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ให้การสนับสนุน น่าจะเป็นจังหวัดเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่น 

และจากนี้จะเห็นปัญหาในเชิงโครงสร้างการเชื่อมโยงแม้กระทั่งความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น เรื่องการกู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) รวมไปถึงปัญหาสังคมที่ทำให้การจัดการศึกษานั้นยากขึ้น รวมไปถึงเด็กสมาธิสั้นลง อีกทั้งมีเรื่องยาเสพติดในชุมชน บุหรี่ไฟฟ้า รวมไปถึงการลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ก็พบว่ามีสะท้อนปัญหาเรื่องกัญชาเข้ามามากในหมู่นักเรียนและเยาวชน.

“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา

จากการลงพื้นที่“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา พบว่าปัญหาการศึกษาไทยยังคงเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน หรือปัญหาเรื่องยาเสพติดที่แพร่ระบาดในหมู่นักเรียนและเยาวชน

สิ่งที่ “อภิสิทธิ์” ได้จากการฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี

จากการรับฟังปัญหาจากผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใหม่ผดุงเขต ทำให้ “อภิสิทธิ์” ได้เห็นภาพรวมของปัญหาการศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีขนาดใกล้เคียงกับโรงเรียนขนาดเล็ก และมีการเรียนการสอนถึงแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทำให้ “อภิสิทธิ์” เข้าใจถึงความต้องการและความจำเป็นของโรงเรียนเหล่านี้มากยิ่งขึ้น

  • ปัญหาเรื่องงบประมาณค่าอาหารกลางวันไม่เพียงพอ
  • ปัญหาเรื่องการเรียนฟรีที่ไม่ฟรีจริง
  • ปัญหายาเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้าแพร่ระบาด
  • ปัญหาเด็กสมาธิสั้น
  • ปัญหาการกู้ยืมเงิน กยศ.

ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

ดังนั้น การที่ “อภิสิทธิ์” ลงพื้นที่“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย เพราะการรับฟังปัญหาจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง จะช่วยให้เข้าใจถึงปัญหาอย่างแท้จริง และสามารถนำไปสู่การหาแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดและยั่งยืนได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงจากทุกฝ่าย หากเราต้องการเห็นการศึกษาไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น เราต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ หากเราสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยได้ เราก็จะสามารถสร้างอนาคตที่ดีให้กับลูกหลานของเราได้

การติดตาม“อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา ครั้งนี้ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการรับฟังปัญหาจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม

ที่มา – “อภิสิทธิ์” นำผู้สมัคร สส.ปชป. ฟังโรงเรียนขยายโอกาส จ.นนทบุรี สะท้อนปัญหาการศึกษา

“รมว.นฤมล” ลุยยะลา! ฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน

“รมว.นฤมล” ลุย จ.ยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู เดินหน้าปรับระบบบริหารบุคลากรและงบประมาณการศึกษาให้เท่าเทียมทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยได้ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนมอบทุนการศึกษาให้กับทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุนอุดหนุนการศึกษาแก่เด็กกำพร้า ปีงบประมาณ 2568 รวมจำนวน 9 ทุน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรและระบบบริหารงานของครูมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องความปลอดภัยในอาชีพ ภาระงานด้านเอกสาร และงานบริหารการเงินบัญชีของโรงเรียน โดยบอร์ด ก.ค.ศ. ก็ได้พิจารณานำอัตราครูเกินเกณฑ์ของ สพฐ. มาเป็นอัตราบุคลากรทางการศึกษา (38ค.) รอบแรกจำนวน 600 อัตรา และรอบที่สอง จำนวน 1,706 อัตรา เพื่อให้ สพฐ. จัดสรรอัตรากำลังเหล่านี้ไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อลดภาระและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานของครู

นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงระบบวิทยฐานะของครู โดยเปิดทางเลือกใหม่ในการประเมินผลงานที่นอกจากงานวิจัย ยังสามารถใช้ผลงานนวัตกรรมเชิงการเรียนการสอน เครื่องมือการศึกษา หรือรางวัลระดับชาติที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้ครูและสถานศึกษาสามารถยื่นขอวิทยฐานะได้หลากหลายและเหมาะสมกับความถนัด

“ในเรื่องของการศึกษาเอกชนได้ผลักดันในหลาย ๆ เรื่องมีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะเรื่องดันงบอาหารกลางวัน เมื่อเร็วๆ นี้ ทางบอร์ด กช.ได้เห็นชอบแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน งบประมาณทั้งสิ้น 6,244 ล้านบาทเศษ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 1,406,329 คน ใน 3,213 โรงเรียน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษา – ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน และกลุ่มที่ 2 นักเรียนโรงเรียนเอกชนการกุศลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 เพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านภาวะโภชนาการแก่เด็กไทย เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม.ต่อไป รวมทั้งการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชนฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น ก็อยู่ระหว่างเสนอ ครม.เช่นกัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนได้มอบเลขาธิการ กช. รับข้อเสนอในวันนี้ ทั้งเรื่องของหลักสูตรอิสลามศึกษา การขยายเพดานค่ารักษาพยาบาล (จากเดิมเบิกได้ 150,000 บาท) ตลอดจนการอุดหนุนอาหารเช้าหรือกลางวันแก่นักเรียนตาดีกา ที่จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เพื่อรับเรื่องไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎ ระเบียบและขั้นตอนของทางราชการต่อไป

รวมทั้งประเด็นค่าน้ำค่าไฟของโรงเรียน ทั้งสังกัดอาชีวศึกษาและ สพฐ. ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย พร้อมกล่าวย้ำถึงความตั้งใจในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ว่า ต้องการรับฟังปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและร่วมวางแผนปรับโครงสร้างอัตรากำลังและวิธีการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงให้สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ด้วยตัวเอง

“รมว.นฤมล” ลุย จ.ยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน

ทำไมการดันงบอาหารกลางวันถึงสำคัญ?

การที่ รมว.นฤมล ลงพื้นที่ จ.ยะลา และให้ความสำคัญกับการดันงบอาหารกลางวัน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในคุณภาพชีวิตของนักเรียน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อาจมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร การมีอาหารกลางวันที่เพียงพอและมีคุณภาพ จะช่วยให้นักเรียนมีสุขภาพแข็งแรง พร้อมที่จะเรียนรู้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือการปรับปรุงระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพจริงในพื้นที่ ซึ่งรวมถึงการพิจารณาเรื่องหลักสูตรอิสลามศึกษา และการอุดหนุนอาหารเช้าหรือกลางวันแก่นักเรียนตาดีกา สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน และสร้างระบบการศึกษาที่ครอบคลุมและเป็นธรรม

โดยรวมแล้ว การลงพื้นที่ของ รมว.นฤมล ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีของการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการศึกษาในระดับพื้นที่ และการดันงบอาหารกลางวันเป็นเพียงหนึ่งในหลายมาตรการที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียนและครูต่อไปในอนาคต

ที่มา – “รมว.นฤมล” ลุย จ.ยะลา รับฟังปัญหาครู ดันงบอาหารกลางวัน เพิ่มอัตราธุรการ ลดภาระครู

“นฤมล” สั่ง สพฐ. เน้นประวัติศาสตร์ให้คิดวิเคราะห์

“นฤมล” มอบนโยบาย สพฐ. เน้นวิชาประวัติศาสตร์ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ ไม่ใช่แค่ท่องจำ พร้อมเตรียมลงนาม MOU กับการเคหะฯ เพื่อซ่อมแซมบ้านพักครูทั่วประเทศ

ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2568 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีผู้บริหาร สพฐ. และ ผอ.สพท. เข้าร่วมกว่า 500 คน เพื่อชี้แจงนโยบายสำคัญด้านการศึกษา

ดร.นฤมล เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ปฏิบัติงานในแต่ละภูมิภาค รวมถึงการรับฟังเสียงสะท้อนจากพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การประสานงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นระหว่างองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานอื่น ๆ

“นฤมล” มอบนโยบาย สพฐ. เน้นวิชาประวัติศาสตร์ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์

หัวใจสำคัญของการมอบนโยบายในครั้งนี้คือ การน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มาปรับใช้ในการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ โดยพระองค์มิได้ทรงต้องการให้ครูสอนแบบท่องจำ แต่ให้สอนเพื่อให้เด็กเข้าใจและคิดวิเคราะห์ได้ว่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นได้อย่างไร และผู้นำในยุคนั้นตัดสินใจเช่นนั้นด้วยเหตุผลอะไร

การเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ในลักษณะนี้ จะช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กให้รอบด้านมากยิ่งขึ้น ดร.นฤมล จึงขอให้ผู้อำนวยการเขตทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง

ซ่อมบ้านพักครูทั่วประเทศ

อีกประเด็นสำคัญที่ ดร.นฤมล กล่าวถึงคือ เรื่องสวัสดิการและความเป็นอยู่ของครู โดยเฉพาะเรื่องบ้านพักครูที่ยังทรุดโทรมในหลายพื้นที่ กระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ. เตรียมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับการเคหะแห่งชาติในวันที่ 29 ต.ค. นี้ เพื่อเดินหน้าโครงการปรับปรุงและพัฒนาบ้านพักครูทั่วประเทศ

จึงขอให้ สพฐ. และ สพท. เร่งสำรวจข้อมูลสภาพบ้านพักครูในแต่ละเขตพื้นที่ เพื่อนำเข้าร่วมโครงการดังกล่าว การร่วมมือกับการเคหะแห่งชาติในครั้งนี้ จะช่วยให้สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนมาดำเนินการได้ก่อน โดย สพฐ. จะเป็นผู้ชี้เป้าหมายและให้ข้อมูลว่าจุดใดต้องซ่อมแซม ปรับปรุง หรือสร้างใหม่

ดร.นฤมล กล่าวว่า จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีมติรองรับ ซึ่งจะทำให้ สพฐ. สามารถตั้งงบประมาณแบบผูกพันเพื่อชำระให้การเคหะฯ ได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงประเด็นวิทยฐานะครูว่า ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากหลายฝ่าย ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาที่พบตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ได้แก่ หลักเกณฑ์และผู้ประเมินผลงานในการขอเลื่อนวิทยฐานะ ขณะนี้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้พิจารณาทบทวนแล้วในระดับหนึ่ง และจะมีการเสนอร่างหลักเกณฑ์ใหม่เข้าพิจารณาในการประชุมวันที่ 30 ต.ค. นี้

ส่วนปัญหาอื่น ๆ เช่น งบประมาณช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบภัยพิบัติ และงบดำเนินงานของ สพท. ได้มอบหมายให้เลขาธิการ กพฐ. รวบรวมเสนอเพื่อพิจารณาต่อไป รวมทั้งเรื่องของศึกษานิเทศก์ ที่จะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจาก ผอ.สพท. ครู และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อปรับโครงสร้างให้เหมาะสม

ในโอกาสนี้ รมว.ศึกษาธิการยังได้มอบโล่รางวัลและเกียรติบัตรให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีผลงานโดดเด่น รวม 140 เขตพื้นที่ด้วย

นโยบายของ ดร.นฤมล ที่เน้นการคิดวิเคราะห์วิชาประวัติศาสตร์ และการปรับปรุงสวัสดิการครู ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทย การสนับสนุนให้ครูมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และการส่งเสริมให้นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างอนาคตที่เข้มแข็งของประเทศ

การที่ “นฤมล” มอบนโยบาย สพฐ. เน้นวิชาประวัติศาสตร์ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ พร้อมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาบ้านพักครู แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับการศึกษาไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – “นฤมล” มอบนโยบาย สพฐ. เน้นวิชาประวัติศาสตร์ให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ จ่อเซ็น MOU ซ่อมบ้านพักครู

ธรรมนัส-นฤมล ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง

“ธรรมนัส-นฤมล” รับฟังปัญหา 6 โรงเรียนใน จ.นนทบุรี เดินหน้าสร้างขวัญกำลังใจ ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง เพื่อให้มีสมาธิในการถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานด้านการศึกษา พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ณ โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยมีคณะผู้บริหารทั้งสองกระทรวง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังนโยบายและหารือแนวทางพัฒนาการศึกษาในพื้นที่

ร.อ.ธรรมนัส และ นางนฤมล ได้รับฟังปัญหาด้านการศึกษาจากโรงเรียนในจังหวัดนนทบุรีทั้ง 6 แห่ง พร้อมกล่าวว่า ครูคือกำลังสำคัญในการสร้างอนาคตของชาติ แต่ในปัจจุบันต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่าน้ำมัน ค่ารถ ค่าเดินทาง รวมถึงหนี้สินในครัวเรือน ซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจและการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการสร้างสวัสดิการครูให้มั่นคงและเพียงพอ ทั้งในด้านที่อยู่อาศัยและสภาพความเป็นอยู่ เพื่อให้ครูสามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และมีสมาธิในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์อย่างเต็มที่

“ผมอยากให้ทุกคนได้ไปดูจริงๆ ว่าครูอยู่กันอย่างไร บ้านพักครูบางแห่งทรุดโทรมมาก ซ่อมไม่ได้เพราะเป็นทรัพย์สินของหลวง องค์กรการกุศลก็เข้าไปช่วยไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ต้องแก้เชิงระบบ ให้ครูมีบ้านที่อยู่ได้ มีสวัสดิการที่มั่นคง เพราะครูคือพ่อแม่คนที่สองของลูกหลานเรา”

ขณะที่ นางนฤมล กล่าวเสริมว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังเร่งเดินหน้านโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตครูควบคู่กับการพัฒนาการศึกษาในระดับพื้นที่ โดยบูรณาการความร่วมมือกับหลายกระทรวง เพื่อให้ครูมีขวัญกำลังใจ มีสวัสดิการที่ดี ก็จะสามารถทุ่มเทดูแลเด็กได้เต็มที่ เด็กก็จะเรียนดีขึ้น ครอบครัวเข้มแข็งขึ้น และชุมชนก็เติบโตไปพร้อมกัน.

ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง

จากประเด็นที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ การที่ครูมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ย่อมส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการสอนและการดูแลเด็กนักเรียน การสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยและสวัสดิการจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่ออนาคตของชาติ

การลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดนนทบุรี เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงได้รับทราบถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง และนำไปสู่การวางแผนแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับการศึกษาของไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ทำไมครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง?

เหตุผลที่ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง นั้นมีความสำคัญหลายประการ ดังนี้:

  • สร้างขวัญและกำลังใจ: เมื่อครูมีความมั่นคงในชีวิตความเป็นอยู่ จะมีขวัญและกำลังใจในการทำงานมากขึ้น
  • ลดความกังวล: ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าบ้าน ค่าเดินทาง ทำให้ครูไม่มีสมาธิในการสอน การมีสวัสดิการที่ดีจะช่วยลดความกังวลเหล่านี้ได้
  • ดึงดูดคนเก่ง: การมีสวัสดิการที่ดีจะสามารถดึงดูดผู้ที่มีความสามารถให้มาเป็นครูได้มากขึ้น
  • พัฒนาการศึกษา: เมื่อครูมีความสุขในการทำงาน จะสามารถทุ่มเทให้กับการสอนและการพัฒนาเด็กนักเรียนได้อย่างเต็มที่

การแก้ไขปัญหาบ้านพักครูที่ทรุดโทรมและสวัสดิการที่ไม่เพียงพอ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน การบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรการกุศล จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การลงทุนในด้านการศึกษาถือเป็นการลงทุนที่ยั่งยืน การที่ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนไทย

ที่มา – “ธรรมนัส-นฤมล” ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง ให้มีสมาธิสอนเต็มที่

นฤมล ชี้ เกณฑ์ทุน ODOS ควรปรับตามสภาพพื้นที่

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ฝากให้ทบทวนเกณฑ์การให้ทุน ODOS โดยมองว่าไม่ควรจำกัดความยากจนแบบเดียวกันทั่วประเทศ เพราะบริบทของคนจนในเมืองและคนจนในต่างจังหวัดนั้นแตกต่างกัน

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้เปิดเผยภายหลังการประชุมชี้แจงสถานศึกษาในโครงการทุน ODOS รุ่นที่ 2 ว่าประเด็นสำคัญที่ต้องการเน้นย้ำคือ การทบทวนเกณฑ์การให้ทุน ODOS ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาถึงความแตกต่างของสภาพความเป็นอยู่และค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่

นางนฤมลกล่าวว่า “การใช้เกณฑ์ความยากจนแบบเดียวกันทั่วประเทศอาจไม่ยุติธรรม เพราะค่าครองชีพในเมืองสูงกว่าในชนบท เด็กในเมืองที่มีรายได้เกินเกณฑ์อาจยังคงเป็นผู้ยากไร้เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับ ดังนั้น เราควรปรับเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในแต่ละพื้นที่”

นฤมล ฝากทบทวนเกณฑ์ให้ทุน ODOS ไม่ควรจำกัดความยากจนแบบเดียวกันทั้งประเทศ

นอกจากประเด็นเรื่องเกณฑ์ความยากจนแล้ว นางนฤมลยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการขยายสาขาวิชาที่เปิดรับสมัครทุน โดยเสนอว่าไม่ควรจำกัดอยู่เพียงสาขาวิชา STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) เท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงทักษะอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ เช่น กีฬา ศิลปะ จิตวิทยา และมนุษยศาสตร์

“โลกในปัจจุบันต้องการบุคลากรที่มีความหลากหลายทางทักษะ การจำกัดทุนเฉพาะสาขาวิชา STEM อาจทำให้เราพลาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในด้านอื่นๆ ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน” นางนฤมลกล่าว

ความสำคัญของการติดตามผลนักเรียนทุน ODOS

อีกประเด็นสำคัญที่นางนฤมลให้ความสำคัญคือ ระบบการติดตามนักเรียนทุน ODOS หลังจากสำเร็จการศึกษา โดยต้องการให้มีระบบที่ชัดเจนในการติดตามว่านักเรียนทุนจะกลับมาทำงานในประเทศไทยได้อย่างไร และมีตำแหน่งงานที่รองรับความรู้ความสามารถของพวกเขาหรือไม่ ที่ผ่านมา พบว่านักเรียนทุนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะทำงานในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศ

“เราลงทุนกับนักเรียนทุน ODOS เป็นจำนวนมาก เราจึงต้องมั่นใจว่าพวกเขาจะกลับมาพัฒนาประเทศของเราหลังจากสำเร็จการศึกษา สิ่งสำคัญคือการสร้างแรงจูงใจและโอกาสให้พวกเขาได้ใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ในประเทศไทย” นางนฤมลกล่าวเสริม

โครงการทุน ODOS นับเป็นโครงการที่สำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนที่มีความสามารถ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ การปรับปรุงเกณฑ์การให้ทุนให้มีความเหมาะสมและครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบการติดตามผลนักเรียนทุน จะช่วยให้โครงการนี้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อขับเคลื่อนประเทศได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น การที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทบทวนเกณฑ์การให้ทุน ODOS โดยคำนึงถึงความแตกต่างของสภาพความเป็นอยู่และค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการขยายสาขาวิชาที่เปิดรับสมัครทุนให้มีความหลากหลายมากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่น่ายินดีและควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพราะจะช่วยให้โครงการทุน ODOS สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับเยาวชนและประเทศชาติได้อย่างแท้จริง การปรับปรุงเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ทุน ODOS สามารถช่วยเหลือผู้ที่ต้องการได้อย่างตรงจุด และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

นฤมล แสดงความห่วงใยต่อประเด็นนี้อย่างจริงจัง โดยมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ทุน ODOS เป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกันสำหรับเยาวชนทุกคน

สิ่งที่นางนฤมลกล่าวมา สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความมุ่งมั่นในการแก้ไข ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องการจากผู้บริหารประเทศ การตั้งใจรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และนำมาปรับปรุงนโยบายให้ดียิ่งขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน

ที่มา – “นฤมล” ฝากทบทวนเกณฑ์ให้ทุน ODOS ไม่ควรจำกัดความยากจนแบบเดียวกันทั้งประเทศ

คุณหญิงกัลยา ลาออกประชาธิปัตย์ จ่อซบ “ดร.เอ้”

“คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” โพสต์ขอลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณที่ผ่านมาที่ให้โอกาส คาดเตรียมร่วมจับมือ “ดร.เอ้ สุชัชวีร์” ทำพรรคไทยก้าวใหม่ ชูเรื่องการศึกษาสร้างคนสร้างชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 19 กันยายน 2568 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก ถึง ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ข้าพเจ้า คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ขอเรียนแจ้งความประสงค์ในการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาในการที่ข้าพเจ้าได้เป็นส่วนหนึ่งของพรรค

ข้าพเจ้าได้รับเกียรติและประสบการณ์อันทรงคุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสร่วมผลักดันนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และการสร้างโอกาสให้เยาวชนประสบความสำเร็จ รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อแก้จน แก้หลาก และแก้แล้ง อันช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งล้วนเป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังคงมีความเชื่อมั่นว่า “การศึกษา คือรากฐานสำคัญที่สุดในการพัฒนาคนและชาติ” จึงตั้งใจจะอุทิศเวลาและความรู้ ความสามารถทั้งหมดต่อจากนี้ เพื่อพัฒนาการศึกษาไทย สร้างโอกาสที่เท่าเทียม และขับเคลื่อนการเรียนรู้สู่ความยั่งยืนต่อไป

ขอขอบพระคุณพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้มอบโอกาสและความไว้วางใจเสมอมา ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ ให้ประสบความสำเร็จในภารกิจเพื่อประชาชนและประเทศชาติสืบไป ขอแสดงความนับถือ” คุณหญิงกัลยา ระบุทิ้งท้าย

คุณหญิงกัลยา ลาออกประชาธิปัตย์ จ่อซบ “ดร.เอ้”

การตัดสินใจลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ของ คุณหญิงกัลยา ถือเป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมือง และสร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก หลายคนต่างจับตามองว่าการก้าวต่อไปของคุณหญิงกัลยาจะเป็นอย่างไร และพรรคการเมืองใหม่ที่จะเกิดขึ้นภายใต้การนำของ ดร.เอ้ จะมีทิศทางและนโยบายอย่างไร

อนาคตทางการเมืองของ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

หลังจากประกาศลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ อนาคตทางการเมืองของคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยมีกระแสข่าวอย่างหนาหูว่าคุณหญิงกัลยา เตรียมที่จะเข้าร่วมงานกับ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ ในการก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ที่มีเป้าหมายหลักในการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย

หากข่าวลือดังกล่าวเป็นจริง การร่วมงานกันระหว่างคุณหญิงกัลยา ผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองอย่างยาวนาน และ ดร.เอ้ นักวิชาการและผู้บริหารมากความสามารถ จะเป็นที่น่าจับตาอย่างยิ่ง เพราะทั้งสองท่านต่างมีความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกัน แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยผ่านการพัฒนาการศึกษา

การตัดสินใจของคุณหญิงกัลยาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว การเข้าร่วมพรรคใหม่กับ ดร.เอ้ จึงอาจเป็นโอกาสให้คุณหญิงกัลยาได้นำความรู้และประสบการณ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า พรรคการเมืองใหม่ที่จะเกิดขึ้นนั้น จะมีนโยบายและแนวทางการดำเนินงานอย่างไร และจะได้รับการตอบรับจากประชาชนมากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ การลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ของคุณหญิงกัลยา ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจนำมาซึ่งสิ่งใหม่ๆ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต เราจึงควรติดตามข่าวสารและให้กำลังใจผู้ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวมต่อไป

ที่มา – “คุณหญิงกัลยา” ยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แล้ว คาดไปร่วมพรรค “ดร.เอ้”

ดร.เอ้ ลุยตั้ง “ไทยก้าวใหม่” เปิดตัว ก.ย.นี้

“ดร.เอ้ สุชัชวีร์” ยืนยันเดินหน้าตั้งพรรค “ไทยก้าวใหม่” เตรียมเปิดตัวภายในเดือนกันยายนนี้อย่างแน่นอน ไม่วอกแวก แม้หลายพรรคจะชวนร่วมงานไม่ใช่แค่ประชาธิปัตย์ ย้ำการแก้ปัญหาวิกฤตประเทศต้องเริ่มต้นจากการยกเครื่องการศึกษา

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐทีวี ถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งพรรคการเมืองว่า ขณะนี้ได้ทำการจดทะเบียนจัดตั้ง “พรรคไทยก้าวใหม่” เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาครบ 2 เดือนเต็ม ตั้งใจที่จะเริ่มการประชุมพรรคและประกาศตัวให้ได้ภายในเดือนนี้ ขอย้ำอีกครั้งว่าประเทศไทยต้องทำการยกเครื่องการศึกษาให้ได้ พร้อม ๆ ไปกับการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะวิกฤตของประเทศไทยในขณะนี้นั้นถือว่าหนักมาก หากไม่เริ่มแก้ที่การศึกษา ประเทศไทยจะไม่สามารถแข่งขันกับใครได้อย่างแน่นอน

ดร.เอ้ เดินหน้าตั้ง “ไทยก้าวใหม่” ไม่หวั่นเสียงทาบทาม

ดร.สุชัชวีร์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์เริ่มมีการติดต่ออดีตสมาชิกพรรคให้กลับไปกอบกู้พรรคคืนด้วยว่า ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าตนนั้นเป็นคนที่ไม่วอกแวก อยากให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งที่ชื่อว่าพรรคใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว ที่ผ่านมานั้นไม่ใช่แค่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่เชิญให้กลับไปช่วยพรรค แต่ยังมีพรรคอื่น ๆ ที่ได้มาชักชวนเช่นกัน ซึ่งตนก็ได้ตอบปฏิเสธไปอย่างสุภาพ

“วันนี้ผมยังมั่นใจว่า ประเทศไทยก้าวใหม่ ก้าวแรกนั้นจะต้องเริ่มต้นมาจากห้องเรียน เราให้ความสำคัญกับการสร้างคน การศึกษา และการลดปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลายพรรคนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากนัก ผมมาสร้างพรรคใหม่โดยไม่ได้คิดว่าจะต้องเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นอยู่ที่ความมุ่งมั่นมากกว่า” ดร.สุชัชวีร์กล่าวและว่า

ให้กำลังใจพรรคประชาธิปัตย์

การที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์พยายามที่จะประสานขอให้อดีตสมาชิกกลับไปช่วยกอบกู้พรรคนั้น จะส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าในการตั้งพรรค “ไทยก้าวใหม่” หรือไม่ ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนนั้นเป็นคนที่ไม่ค่อยย้ายงานบ่อย ๆ พรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นโรงเรียนการเมืองแห่งแรกของตน ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน และหวังว่าในอนาคตจะได้มีโอกาสร่วมงานกัน

เรือยอร์ชมารับก็ไม่กลับ

ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ก่อนหน้านี้นายเทพชัย หย่อง สื่อมวลชนอาวุโส ได้ทำการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า… มีเสียงเรียกร้องให้ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กลับไปช่วยกอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่นายเฉลิมชัยได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค แต่ ดร.เอ้ ได้ประกาศอย่างชัดเจนต่อหน้าเพื่อน ๆ พี่ ๆ เมื่อวานนี้ว่า “ถ้าผมเดินหน้าทำอะไรแล้ว จะไม่มีการถอยกลับ ผมว่ายน้ำออกมาไกลขนาดนี้แล้วก็คงจะไม่ว่ายกลับไป ถึงแม้ว่าจะส่งเรือยอร์ชมารับก็จะไม่กลับ ตอนนี้กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตัวพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ “พรรคไทยก้าวใหม่” ที่จะชูเรื่องของการศึกษาเป็นนโยบายหลัก”

การตัดสินใจเดินหน้าจัดตั้ง “ไทยก้าวใหม่” ของ ดร.เอ้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา หากพรรค “ไทยก้าวใหม่” สามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์และได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต

ที่มา – “ดร.เอ้” ยืนยันเดินหน้าตั้งพรรค “ไทยก้าวใหม่” เตรียมเปิดตัวภายในเดือนกันยายนนี้

“นฤมล” มั่นใจ ดัน พ.ร.บ.การศึกษา สำเร็จในสภาฯ

“นฤมล” เปิดสมัชชาการศึกษา ครั้งที่ 3 ลั่น ปฏิรูปการศึกษาต้องร่วมมือทุกส่วน มั่นใจ ดัน พ.ร.บ.การศึกษา สำเร็จในสภาฯ ชุดนี้ ขอช่วยกันดูแลสุขภาพจิตเด็กยุคออนไลน์

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 22 ส.ค.2568 ที่โรงแรม ที.เค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 3 (𝟑𝐫𝐝 𝐍𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧𝐚𝐥 𝐄𝐝𝐮𝐜𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 𝐀𝐬𝐬𝐞𝐦𝐛𝐥𝐲) ภายใต้หัวข้อ “𝐅𝐮𝐭𝐮𝐫𝐞 𝐋𝐞𝐚𝐫𝐧 𝐅𝐮𝐭𝐮𝐫𝐞 𝐄𝐚𝐫𝐧 เรียนรู้เพื่อก้าวสู่อนาคต” โดยมีผู้แทนองค์กรทุกภาคส่วนจากทั่วประเทศ ประกอบด้วย สมัชชาหรือสภาการศึกษาจังหวัด หน่วยงานด้านการศึกษาภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคศาสนา ภาควิชาการและวิชาชีพ ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน เข้าร่วมการประชุมเสวนาฯ

“นฤมล” มั่นใจ ดัน พ.ร.บ.การศึกษา สำเร็จในสภาฯ ชุดนี้

ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง Flexible Education การศึกษาที่ยืดหยุ่นเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ระบุว่า วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและแผนการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่เรื่องที่พรรคการเมืองหรือนักการเมืองจะสามารถกำหนดได้ เราเป็นเพียงส่วนในการช่วยขับเคลื่อนเท่านั้น เช่น ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติอยู่ทั้งหมด 7 ร่าง ประกอบด้วยร่างของกระทรวงศึกษาธิการ ร่างจากฝ่ายรัฐบาล ร่างฝ่ายค้าน และร่างที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเรื่องนี้ทางฝ่ายการเมืองจะต้องร่วมกันผลักดันให้ร่างกฎหมายดังกล่าวสำเร็จภายในสภาชุดนี้ พร้อมทั้งเปิดรับข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนเพื่อให้กฎหมายมีความสมบูรณ์ ครอบคลุม และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

รมว.ศึกษาธิการ ยังกล่าวต่อว่า ยังกล่าวถึงความสำคัญของการจัดสมัชชาการศึกษา ที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาแล้วกว่า 3 ปี และจัดครบแล้ว 15 จังหวัด โดยตั้งเป้าจะจัดให้ครบทั้ง 77 จังหวัด เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกพื้นที่ได้สะท้อนความคิดเห็น ได้ถกเถียง และร่วมกันกำหนดทิศทางการศึกษาไทย เพราะทุกท่านคือกำลังสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายการศึกษา ครู นักเรียน และภาคประชาชน

“ดิฉันเห็นว่าการมีความเห็นต่างถือเป็นเรื่องดีในสังคมประชาธิปไตย เพราะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ และช่วยตกผลึกนโยบายการศึกษาที่ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวต่อถึง การวัดผลการเรียนรู้ของเด็กไทยว่า ไม่ควรยึดติดกับการท่องจำอีกต่อไป แต่ควรพัฒนาเครื่องมือ และวิธีการใหม่ ๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีอยู่มากมาย เพื่อให้การประเมินสะท้อนถึงการเรียนรู้จริง ประสบการณ์จริง และการทำงานได้จริง เช่นเดียวกับวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ที่ตนเคยพูดไปว่าเป็นหัวใจสำคัญที่อยากให้เด็กไทยได้เรียนรู้ ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยไม่ใช่เพียงการจำเนื้อหา แต่ต้องเปิดโอกาสให้เด็กคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และถกเถียงในห้องเรียน เพื่อเข้าใจเหตุผลของการตัดสินใจทางประวัติศาสตร์ และเรียนรู้รากฐานระบอบประชาธิปไตยแบบไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งทางความคิดในสังคมได้

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงปัญหาของครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องภาระหนี้สินครู ที่เป็นอุปสรรคต่อการทุ่มเทเวลาและพลังให้กับการสอน โดยเปิดเผยว่า วานนี้ (21 ส.ค.) ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้เห็นชอบแนวทางการตั้งสหกรณ์กลางเพื่อรวมหนี้ครูและหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ รวมถึงการเร่งขับเคลื่อนปรับเกณฑ์วิทยฐานะครูให้มีความสมเหตุสมผลและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

“นฤมล” มั่นใจ ดัน พ.ร.บ.การศึกษา สำเร็จในสภาฯ ชุดนี้ ช่วยดูแลเด็กยุคออนไลน์

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า อีกสิ่งหนึ่งที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือ สุขภาพจิตและความเข้มแข็งทางอารมณ์ของเด็กยุคใหม่ ที่ต้องเผชิญแรงกดดันและการตัดสินบนโลกออนไลน์ ซึ่งส่งผลให้หลายคนมีความเปราะบางทางอารมณ์มากกว่าเด็กยุคก่อน ในส่วนนี้กระทรวงศึกษาฯ ได้มีมาตรการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ และจัดนักจิตวิทยาเพื่อช่วยดูแลเด็กอย่างจริงจังแล้ว

“อนาคตของชาติขึ้นอยู่กับการที่เด็กมีทั้งความรู้ ความเข้มแข็งทางอารมณ์ และสุขภาพจิตที่ดี หากละเลยปล่อยให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ ก็จะส่งผลต่อประเทศในอนาคตด้วย” ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ การประชุมสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมจัดการการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนและพื้นที่ สร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ผ่านการมีส่วนร่วมของภาคีที่เข้าใจปัญหาและมีฐานทุนในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาที่ทุกคนมีส่วนร่วมกับการศึกษาอย่างแท้จริง

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ มั่นใจว่าจะสามารถผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาให้สำเร็จในสภาชุดนี้ได้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการปฏิรูปการศึกษา และการดูแลสุขภาพจิตของเด็กในยุคดิจิทัล เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับประเทศ

การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาให้สำเร็จในสภาฯ ชุดนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของชาติ หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อให้กฎหมายนี้เป็นจริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเยาวชนไทย

ที่มา – “นฤมล” มั่นใจ ดัน พ.ร.บ.การศึกษา สำเร็จในสภาฯ ชุดนี้ ขอช่วยกันดูแลสุขภาพจิตเด็กยุคออนไลน์

Scroll to top