การส่งออก

สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม

ในยุคที่การค้าโลกมีความซับซ้อนสูง ปัญหาเรื่องการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้ากลายเป็นประเด็นที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ไทยได้ประกาศเดินหน้าเชิงรุกเพื่อ สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย

มาตรการสกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้

กรมการค้าต่างประเทศได้ยกระดับมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์หรือการส่งสินค้าผ่านประเทศที่สาม (transshipment) อย่างเข้มงวด โดยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพในระบบ ROVERs Plus เพื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนในการสกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ เพื่อแสดงความโปร่งใสและแสดงจุดยืนในการปกป้องผู้ส่งออกที่สุจริต

กลยุทธ์ยกระดับการตรวจสอบเพื่อการค้าที่เป็นธรรม

นอกจากเทคโนโลยี AI แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้เพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังขึ้นเป็น 67 รายการ และมีการทำงานร่วมกับกรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามข้อมูลผู้ประกอบการแบบเรียลไทม์ โดยมีรายละเอียดมาตรการที่สำคัญดังนี้:

  • การเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังเป็น 67 รายการ (274 พิกัดศุลกากร)
  • การใช้ระบบ AI ตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านถิ่นกำเนิดสินค้า
  • การลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการจริงทั่วประเทศ
  • การจัดอบรมผู้ประกอบการเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้ากว่า 2,000 ราย

ความพยายามในการ สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ห่วงโซ่อุปทานไทยมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาของสหรัฐฯ และตลาดโลก

การเปลี่ยนผ่านของห่วงโซ่อุปทานเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในเชิงเศรษฐกิจ แต่การแยกแยะระหว่างการขยายฐานการผลิตจริงกับการแอบอ้างนั้นจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่ชัดเจน การหารือร่วมกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในปลายเดือนสิงหาคมนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้แสดงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้าที่ประทับตรา “Made in Thailand” คือสินค้าที่มีคุณภาพและถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาตำแหน่งและสร้างความเชื่อมั่นในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้

สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะรายงานล่าสุดที่ สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความท้าทายท่ามกลางปัจจัยลบจากภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

แม้ว่าจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 จะดูชะลอตัวลง แต่หากเราพิจารณาให้ลึกซึ้งจะพบว่าเศรษฐกิจไทยยังมีจุดแข็งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในภาคการลงทุนและการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่คอยพยุงให้ตัวเลขไม่ติดลบ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงถึง 13.4% ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาสเลยทีเดียว

ปัจจัยบวกที่น่าจับตามองในครึ่งปีหลัง

นอกจากเรื่องตัวเลข สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2% แล้ว เรายังเห็นสัญญาณบวกจากภาคการท่องเที่ยว แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีจำนวนลดลงบ้าง แต่รายรับเฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยวกลับสูงขึ้นถึง 53,000 บาทต่อทริป นอกจากนี้ สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นแรงหนุนสำคัญให้ภาคการส่งออกเติบโตได้ดี

  • การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 13.4% เน้นเครื่องจักรและซอฟต์แวร์
  • ภาคการส่งออกสินค้าขยายตัว 14.1% ตามวัฏจักรเทคโนโลยีโลก
  • รายได้เฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ช่วยประคองภาคบริการ
  • คาดการณ์ว่าไตรมาส 3 จะเป็นจุดต่ำสุดของปีและปรับตัวดีขึ้นในครึ่งหลัง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะเรื่องหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียของกลุ่ม SME ที่ยังคงเป็นปัจจัยที่ภาครัฐต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รัฐบาลจึงต้องดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างแม่นยำและตรงจุดเพื่อประคองกำลังซื้อในประเทศให้ฟื้นตัวอย่างมั่นคง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ทวีความรุนแรงขึ้น และราคาน้ำมันเริ่มทรงตัวได้ตามคาดการณ์ เชื่อมั่นว่าเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่ 2.2% นั้นเป็นไปได้ โดยต้องอาศัยการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและการผลักดันโครงการลงทุนต่างๆ อย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมสำหรับภาคธุรกิจและประชาชนต่อไป

ที่มา – สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

นายกฯ ขอเช็กเงินในกระเป๋า ก่อนตัดสินใจ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2

นายกฯ ขอเช็กเงินในกระเป๋า ก่อนตัดสินใจ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้าของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ของรัฐบาล โดยล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ว่าทางรัฐบาลกำลังอยู่ในขั้นตอนของการประเมินสถานะทางการเงิน หรือที่เรียกกันติดปากว่าการ “เช็กเงินในกระเป๋า” ก่อนที่จะมีการตัดสินใจเดินหน้าโครงการต่อไป

นายกรัฐมนตรีได้ย้ำชัดเจนว่า นโยบายใดก็ตามที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีขึ้น และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนไทย รัฐบาลพร้อมที่จะพิจารณาทุกมิติด้วยความรอบคอบ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อประเทศชาติ

มุมมองรัฐบาลต่อโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2

หลายคนอาจสงสัยว่าการตัดสินใจเดินหน้าโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 นั้นมีความซับซ้อนเพียงใด นายกฯ อนุทินได้ชี้แจงถึงกระแสข่าวเรื่องการปรับเงื่อนไขการร่วมจ่ายจาก 60:40 เป็น 50:50 ว่า ในขณะนี้ยังไม่มีการลงลึกถึงรายละเอียดขนาดนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการพิจารณาสมดุลทางการเงินของรัฐบาลควบคู่ไปกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะได้รับกลับมา

ในประเด็นเรื่องภาระหนี้สาธารณะ นายกรัฐมนตรีได้อธิบายเพิ่มเติมในมุมมองที่น่าสนใจว่า:

  • การกู้เงินภายใต้เงื่อนไขดอกเบี้ยต่ำเพียง 1.2% หากนำมาลงทุนแล้วสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าต้นทุนดอกเบี้ย ถือเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่า
  • การกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 จะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนเงินตราในทุกระดับชั้น
  • การบริหารจัดการหนี้สาธารณะเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยเน้นไปที่ความสามารถในการชำระคืนตามกำหนดเวลา

รัฐบาลมั่นใจว่าสถานะเงินคงคลังในปัจจุบันยังคงมีความแข็งแรงเพียงพอ และการดำเนินนโยบายที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าช่วยส่งเสริมดัชนีความเชื่อมั่น การลงทุน และการส่งออกของไทยให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกเหนือจากโครงการดังกล่าว รัฐบาลยังเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจในด้านอื่นๆ เช่น การลดภาระค่าไฟฟ้า การปรับโครงสร้างความเสี่ยงด้านพลังงาน และการจัดระเบียบ Data Center ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการจ้างงานคนไทยในอนาคต

สรุปแล้ว การที่นายกฯ ออกมาให้ข้อมูลในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงความโปร่งใสและรอบคอบในการบริหารประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงินของประเทศเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับคนไทยทุกคน

ที่มา – นายกฯ ขอเช็กเงินในกระเป๋า ก่อนตัดสินใจ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2

พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี

พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางเศรษฐกิจเมื่อนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การค้าของไทย หลังจากที่สหรัฐอเมริกาประกาศเก็บภาษีสินค้าไทยสูงถึง 12.5% โดยให้เหตุผลเรื่องแรงงานภาคบังคับ ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

นายพิชัยมองว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ คือการที่รัฐบาลมีความล่าช้าในการเจรจา ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบและอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงตัวเลขการขาดดุลการค้าที่ครึ่งปีแรกพุ่งสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับที่น่ากังวลที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยเลยทีเดียว

เร่งแก้ปม “พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี”

นอกจากนี้ นายพิชัยยังได้ให้คำแนะนำถึง คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยดึงบุคลากรที่มีประสบการณ์อย่าง นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาช่วยในด้านการเจรจา เนื่องจากเคยมีผลงานที่ประสบความสำเร็จในการเจรจามาก่อนหน้านี้

ในส่วนของ พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี ได้มีการเน้นย้ำถึง KPI 4 เรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำ ดังนี้:

  • เร่งแก้ไขราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำซึ่งส่งผลกระทบชัดเจนต่อเกษตรกรทั่วประเทศ
  • เจรจาการค้ากับพันธมิตรต่างประเทศ ทั้ง FTA ไทย-อียู และประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ
  • ควบคุมปัญหาการทะลักของสินค้าด้อยคุณภาพและการแก้ไขปัญหานอมินีที่รุนแรงขึ้น
  • บริหารจัดการตัวเลขการขาดดุลการค้า โดยเฉพาะการขาดดุลกับประเทศจีนที่พุ่งสูงผิดปกติ

การบริหารงานกระทรวงพาณิชย์ในยุคนี้ถือว่ามีความท้าทายอย่างยิ่ง การมุ่งเน้นเพียงการทำคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์แบบผิวเผินนั้นไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติที่เข้มข้น ร่วมกับการมีแผนเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้

สุดท้ายนี้ ความอยู่รอดและคุณภาพชีวิตของประชาชนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล หากสามารถจัดการปัญหาความล่าช้าในการเจรจาและปรับโครงสร้างการส่งออกได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็ยังมีโอกาสที่ไทยจะพลิกฟื้นกลับมาได้ แต่ต้องรีบทำทันทีตั้งแต่วันนี้ก่อนที่ผลกระทบจะบานปลายไปมากกว่าเดิม

ที่มา – “พิชัย” ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะ “ศุภจี” เร่งทำ 4 เรื่อง

“พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ดูเหมือนจะมีเรื่องให้เราต้องขบคิดกันหนัก โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตามอง นายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม ออกมาเตือนว่าตัวเลขการส่งออกที่ดูเหมือนจะเติบโตนั้น อาจเป็นเพียงฉากหน้า เพราะเมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียด เรากลับพบตัวเลขการขาดดุลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จนอาจกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขได้ยากในอนาคต

“พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือการขาดดุลทางการค้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนที่ทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาล นายพีรวัสเน้นย้ำว่าเราไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงแค่ยอดการส่งออกในภาพรวม เพราะนั่นไม่ได้สะท้อนถึงรายได้ที่แท้จริงของ SME ไทย หรือผู้ผลิตรายย่อยที่กำลังถูกสินค้าราคาถูกจากต่างชาติเบียดขับออกจากตลาดไปเรื่อยๆ หากปล่อยไว้เช่นนี้ การขาดดุลอาจกลายเป็นหลุมดำที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยได้

ข้อเสนอเร่งด่วนจากพรรคกล้าธรรม

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าสถานการณ์นี้ต้องการการจัดการที่รวดเร็ว พรรคกล้าธรรมได้เสนอทางออก 8 ข้อเพื่อให้กระทรวงพาณิชย์นำไปปฏิบัติภายใน 90 วัน ดังนี้ครับ:

  • เร่งมาตรการ Safeguard และไต่สวนการทุ่มตลาด เพื่อปกป้องผู้ผลิตในไทย
  • เปลี่ยนการวัดผลจากยอดส่งออกรวม เป็นการวัดมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศจริง
  • เปิดเผยข้อมูลการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ อย่างโปร่งใส
  • ปลดล็อก SME ให้เข้าถึงสิทธิประโยชน์จาก FTA ได้ง่ายขึ้น
  • ส่งเสริมการเสรีในภาคบริการเพื่อลดต้นทุนแฝงให้กับผู้ผลิต
  • วางแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านโลจิสติกส์และพลังงาน
  • สร้างหลักประกันและโอกาสเข้าถึงสินเชื่อให้แก่ SME รายใหม่
  • จัดทำแดชบอร์ดความเสี่ยงเพื่อรายงานข้อมูลการค้าแบบเรียลไทม์ให้ประชาชนได้รับทราบ

ความพยายามของ “พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของการจับผิดทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเตือนภัยถึงวินาทีวิกฤตที่รัฐบาลต้องเร่งมือบริหารจัดการก่อนที่ฐานการผลิตภายในประเทศจะพังทลายลง เพราะหากรัฐมนตรียังคงทำหน้าที่เพียงผู้อ่านตัวเลขพยากรณ์อากาศ โดยไม่ลงมือจัดการพายุที่กำลังถาโถมเข้ามา ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะตกอยู่กับคนไทยทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้

บทเรียนสำคัญในวันนี้คือ การนิ่งเฉยไม่ใช่ทางออกครับ “พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง คือหมุดหมายสำคัญที่บอกว่าถึงเวลาที่กระทรวงพาณิชย์ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานใหม่ เน้นการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยืนหยัดและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างมั่นคง ไม่ใช่รอรับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง จี้ “ศุภจี” เร่ง 8 มาตรการ

“พชร” ชี้ GDP สวนทางดัชนีการผลิต สัญญาณอันตราย

ในสถานการณ์ที่ตัวเลขเศรษฐกิจถูกหยิบยกมานำเสนออย่างต่อเนื่อง ล่าสุด “พชร” ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน ทำให้หลายคนเริ่มเกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยเรากำลังเป็นอย่างไรกันแน่ ในขณะที่ตัวเลข GDP ขยายตัวได้ 2.8% แต่กลับมีสัญญาณความผิดปกติซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขที่ดูสวยหรูนี้

“พชร” ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน

นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่า แม้ GDP จะเติบโต แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) กลับไม่ได้ขยับตัวตามอย่างที่ควรจะเป็น นี่คือช่องว่างที่น่ากลัว เพราะ MPI คือตัวชี้วัดความเป็นจริงจากโรงงาน หาก GDP โตแต่ MPI นิ่ง นั่นหมายความว่าเราไม่ได้ผลิตของได้มากขึ้นจริง แต่ตัวเลขการส่งออกอาจถูกดันด้วยปัจจัยอื่นที่ชั่วคราว การที่ “พชร” ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน จึงเป็นเสียงเตือนที่เราไม่อาจมองข้ามได้เลย

ทำไมการโตแบบนี้ถึงไม่ใช่ความยั่งยืน?

ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่ตัวเลขการผลิต (MPI) โตเพียง 0.83% ขณะที่การส่งออกพุ่งไปถึง 15.5% สะท้อนถึงการดึงเอาผลการส่งออกในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า (Front loading) เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการภาษี นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ภาวะการผลิตที่ซบเซา: อัตราการใช้กำลังการผลิตวนเวียนอยู่แค่ 57-61% มาตั้งแต่ปี 2567
  • Digital Deficit: ภาระค่าบริการแพลตฟอร์มต่างชาติที่คนไทยจ่ายออกไปทุกเดือน กลายเป็นรายจ่ายถาวรที่สูบเงินออกจากระบบ
  • ภาคบริการมูลค่าต่ำ: การพึ่งพาเพียงการท่องเที่ยวไม่สามารถทดแทนการสูญเสียขีดความสามารถในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมได้

สถานการณ์ปัจจุบันยังเผชิญกับดุลบัญชีเดินสะพัดที่พลิกกลับมาติดลบอย่างรวดเร็วในปี 2569 ซึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น การที่ “พชร” ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน เพราะสิ่งที่เรากำลังเผชิญคือภาวะ Negative Deindustrialization หรือการที่อุตสาหกรรมหดตัวทั้งที่ยังไม่ทันก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

หากรัฐบาลไม่เร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดอุปสรรคของผู้ประกอบการ หรือการสร้างบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาดโลก เราคงยากที่จะรอดพ้นจากกับดักนี้ได้ ความท้าทายนี้ต้องการนโยบายที่กล้าหาญมากกว่าแค่การพึ่งพาตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว หากเราไม่เลิกมองแค่ภาพลวงตาของตัวเลข และหันมาแก้ปัญหาที่เนื้อในของโครงสร้างเศรษฐกิจ วันที่ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตที่หนักกว่าเดิมอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ที่มา – “พชร” ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน

“ศุภจี” สั่ง พาณิชย์ กำหนด 6 มาตรการเชิงรุก รับมือค่าขนส่งพุ่งช่วยผู้ส่งออก

“ศุภจี” สั่ง พาณิชย์ กำหนด 6 มาตรการเชิงรุก รับมือค่าขนส่งพุ่งช่วยผู้ส่งออก ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและโลจิสติกส์โลก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่าราคาพลังงานผันผวนกระทบผู้ส่งออกรายใหญ่ของไทย โดยสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งรัดมาตรการช่วยเหลือด่วน

“ศุภจี” สั่ง พาณิชย์ กำหนด 6 มาตรการเชิงรุก รับมือค่าขนส่งพุ่งช่วยผู้ส่งออก

จากผลการประชุมประเมินสถานการณ์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน พบว่าผลกระทบทางตรงต่อไทยยังจำกัด สัดส่วนการค้าตะวันออกกลางเพียง 3.67% ของการส่งออกรวมปี 2568 มูลค่า 12,475.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ผลกระทบทางอ้อมรุนแรงกว่าคือค่าขนส่งทางเรือพุ่งสูงจากเส้นทางเดินเรือที่เปลี่ยนแปลง ความแออัดตู้คอนเทนเนอร์ และราคาประกันภัยที่ปรับขึ้น

สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ส่งออกไทยเผชิญต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งพาการขนส่งทางทะเล เช่น ผลไม้แปรรูป ยางพารา และอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนยังอาจส่งผ่านสู่ต้นทุนการผลิต สร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพราคาในประเทศ

รายละเอียด 6 มาตรการเชิงรุกที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมใช้

  • 1. บริหารจัดการราคาสินค้า: กำกับดูแลราคาอุปโภคบริโภค ป้องกันการกักตุนหรือขึ้นราคาเกินควร ติดตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงาน
  • 2. จัดหาวัตถุดิบสำรอง: ประสานผู้นำเข้าสำรวจสต็อก กระจายความเสี่ยงแหล่งนำเข้า สนับสนุนใช้วัตถุดิบในประเทศ
  • 3. สนับสนุนผู้ส่งออก: ร่วมเอกชนประเมินค่าขนส่ง-ประกันภัย ให้คำปรึกษาบริหารต้นทุน ปรับเงื่อนไขส่งมอบ และกระจายตลาด
  • 4. ประสานสายเรือ: ติดตามเส้นทางเดินเรือ ท่าเรือแออัด ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประเมินต้นทุนส่งออก
  • 5. ขับเคลื่อนทูตพาณิชย์: รายงานสถานการณ์การค้า ความเชื่อมั่นผู้นำเข้า แนะนำผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยง
  • 6. วิเคราะห์ผลกระทบเงินเฟ้อ: ประเมินต้นทุนพลังงาน-ขนส่งต่อการส่งออก จัดข้อเสนอนโยบายทันท่วงที

มาตรการเหล่านี้เป็นเชิงรุกเพื่อรักษาตลาดส่งออกไทยให้แข่งขันได้ โดยรัฐบาลจะบูรณาการกับหน่วยงานและเอกชน รองรับความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ส่งออกควรเตรียมตัวปรับกลยุทธ์ เช่น หาตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาเส้นทางเสี่ยง หรือใช้เทคโนโลยีติดตามโลจิสติกส์แบบเรียลไทม์

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ มาตรการ “ศุภจี” สั่ง พาณิชย์ กำหนด 6 มาตรการเชิงรุก รับมือค่าขนส่งพุ่งช่วยผู้ส่งออก จะช่วยลดผลกระทบระยะสั้นได้ดี แต่ต้องติดตามราคาพลังงานโลกต่อเนื่อง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

สำหรับผู้ประกอบการ สนับสนุนให้ติดตามประกาศจากกระทรวงพาณิชย์และเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ท่านคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – “ศุภจี” สั่ง พาณิชย์ กำหนด 6 มาตรการเชิงรุก รับมือค่าขนส่งพุ่งช่วยผู้ส่งออก

ลดค่าเงินบาท สร้างโอกาส: ปี 69 เศรษฐกิจไทยใหม่?

ลดค่าเงินบาท สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดในเดือนธันวาคม 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.25% ต่อปี หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมกันถึง 6 ครั้ง เพื่อตัดสินใจว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามคำร้องขอของรัฐบาลหรือไม่ ผลสรุปคือมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงทั้งหมด 3 ครั้ง ตรึงไว้ 2 ครั้ง และก่อนจะปิดปี 2568 กนง. มีมติปรับลดดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 4 อีก 0.25% จนมาอยู่ที่ระดับ 1.25% ในที่สุด

แบงก์ชาติให้เหตุผลในการปรับลดครั้งล่าสุดว่า เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน ทั้งการบริโภคที่ซบเซา การส่งออกที่ได้รับผลกระทบ และภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงแข่งขันยาก ทำให้ต้องการผ่อนคลายดอกเบี้ยลงเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว บรรเทาภาระหนี้กลุ่มเปราะบาง ทั้ง SMEs และรายย่อย ตลอดจนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินฝืด

อันที่จริงแบงก์ชาติน่าจะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า เศรษฐกิจปี 2569 จะเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้และอาจต่ำกว่า 2% เพราะมองเห็นการบริโภคที่ลดลงและความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังรับรู้สถานการณ์ผ่านอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสะท้อนว่าไม่มีแรงกดดันด้านอุปสงค์จากการที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ในขณะที่หนี้ครัวเรือนและกลุ่มเปราะบางยังคงเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อยาก ขาดสภาพคล่องจนหนี้กลายเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) มากขึ้น

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์มาถึงขั้นที่เศรษฐกิจไปต่อไม่ไหว ที่สุดแบงก์ชาติโดย กนง. จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวและเสริมมาตรการอื่นๆ ของภาครัฐ ในเวลาเดียวกันก็ยังยืนยันจะรักษาขีดความสามารถ (Policy Space) โดยการยืนหยัดว่าจะเก็บโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อให้การส่งผ่านสู่เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพที่สุด

ว่ากันตามจริง เหตุผลของการเก็บกระสุนหรือโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่แบงก์ชาติเห็นว่าเหมาะสมนั้น ท้ายที่สุดมันมักจะล่าช้ากว่าเวลาที่ควรจะเป็น หรือควรจะลดในทุกๆ ครั้ง ทั้งที่มีเหตุผลสำคัญมากมายที่รอให้ภาวะทางการเงินเข้าช่วยผ่อนคลายตลอดทั้งปี 2568 ถ้าจะพูดว่า แบงก์ชาติมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญวิบากกรรมมาตลอด ก็คงจะพูดได้ไม่ผิดนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่รัฐบาลของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน มองเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและจำต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผู้บริหารแบงก์ชาติกลับไม่ให้ความร่วมมือด้วย

มาถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นปี 2569 ปีที่สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งทำนายทายทักตรงกันว่า ประเทศและคนไทยจะเผชิญความยากลำบากหนักหนาสาหัสกว่าปีที่ผ่านมา ที่สำคัญนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันหยิบยกเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาถกเถียงกันว่า ต่อให้แบงก์ชาติปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็น 0% ก็ไม่อาจช่วยชะลอการล้มลงทีละหน่วยของภาคเศรษฐกิจไทยได้ในช่วง 8-12 เดือนข้างหน้า ด้วยเหตุผลเพราะ It’s too late… หรือช้าเกินไปแล้วนั่นเอง

อัตราดอกเบี้ยจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป โดยเฉพาะกับการซื้อเวลาสำหรับการปรับตัวของเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากการปรับลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดของปี 2568 ที่ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่ออัตราแลกเปลี่ยนเลย ตรงกันข้ามเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นอีกจนส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการส่งออกที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ทางเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยฟื้นตัวได้เร็วที่สุดในยามนี้ก็คือ “ลดค่าเงินบาท” ให้อยู่ในระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ คำว่าลดค่าเงินบาทนั้นฟังดูเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่ใครจะกล้าหาญประกาศออกมา เพราะแน่นอนว่าต้องมีคน ดาหน้าออกมาคัดค้านกันจมกระเบื้อง ด้วยเหตุว่าสินค้านำเข้าอย่างพลังงานจะมีราคาแพงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบและเครื่องจักรก็จะแพงตามไปด้วย

แต่การอ่อนค่าของเงินบาทแบบควบคุมได้ มีแนวโน้มช่วยภาคการส่งออกและท่องเที่ยว รวมถึงการขยายตัวของ GDP ได้จริงถ้าไม่ลดค่าเงินแรงหรือเร็วเกินไป ในเชิงทฤษฎีนั้นการส่งออกจะดีขึ้นเพราะสินค้าไทยราคาถูกลงในสายตาต่างชาติ และกำไรของผู้ส่งออกเมื่อคิดเป็นบาทจะเพิ่มขึ้น แม้ในทางปฏิบัติผลอาจไม่แรงเท่าเดิมเพราะสินค้าไทยจำนวนมากพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและการค้าโลกชะลอตัว แต่สำหรับผลต่อการท่องเที่ยวนั้นจะชัดเจนและได้ผลเร็วกว่า นักท่องเที่ยวจะรู้สึกว่ามาไทยแล้วคุ้มค่าขึ้น ค่าโรงแรมและอาหารราคาถูกลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น

หากมองในมิติของ GDP ผลเชิงบวกจะมีแน่นอนเพราะการส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้น ส่วนเงินเฟ้อที่แบงก์ชาติพยายามรักษาเป้าหมายไว้ที่ 0-3% นั้น ผลจากการไม่ยอมลดดอกเบี้ยนานเกินไปทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2568 เงินเฟ้อจะติดลบเล็กน้อยหรือใกล้ศูนย์ที่ -0.1 ถึง 0.0% ส่วนปี 2569 คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกที่ 0.4% ซึ่งยังอยู่ในกรอบที่ต่ำมาก

คำถามคือทำไมธนาคารกลางทั่วโลกไม่ค่อยพูดว่าอยากให้ค่าเงินอ่อน นั่นก็เพราะเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็น การบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulation) รวมถึงความผันผวนของเงินทุนไหลเข้าออก แบงก์ชาติไทยจึงเลือกที่จะ “ดูแลความผันผวนโดยไม่ตั้งเป้าระดับค่าเงิน”

ทว่าคำตอบจากนักเศรษฐศาสตร์ด้านเศรษฐมิติจากฮาร์วาร์ด กระทรวงการคลัง ระบุว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมเชิงยุทธศาสตร์ของไทยควรอยู่ที่ประมาณ 34.5 – 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ภายใต้จุดสมดุลดีที่สุดแถวๆ 35 บาท +/- 0.5) เป้าหมายนี้ไม่ใช่การตรึงราคา แต่เป็นช่วงที่ควรพยายามไม่ให้หลุดออกไปนาน เพื่อชดเชยแรงกดดันจากภาษีของทรัมป์ พยุง GDP และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

จากการคำนวณคร่าวๆ หากเจอภาษี 10% เราต้องการค่าเงินอ่อน 8-10% เพื่อซับแรงกระแทก ซึ่งระดับ 35-36 บาทนั้นช่วยพยุงผู้ส่งออกได้โดยไม่สร้างเรื่องช็อก แต่ถ้าเกิน 38 บาทจะเริ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเงินเฟ้อทันที

ประเด็นสำคัญคือ ค่าเงินไม่ใช่ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ที่แท้จริง แต่มันคือ “เวลาหายใจ” (Breathing Space) ค่าเงินบาทที่เหมาะสมต้องไม่แข็งเกินจนบีบผู้ประกอบการ และไม่อ่อนเกินจนทำให้ธุรกิจขี้เกียจลงทุนอัพเกรดกิจการ ต้องไม่ลืมว่าค่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือเสริม ส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจคือเครื่องมือหลัก ค่าเงินบาทในโลกของ “ทรัมป์ 2.0” จึงไม่ใช่แค่การทำให้อ่อนที่สุด แต่คือการซื้อเวลาให้เศรษฐกิจไทยปรับตัว

หากรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาไม่ทำอะไรเชิงนโยบายอย่างจริงจังภายในปี 2569 ประเทศไทยจะเข้าสู่สถานะลำบากเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ชะลอตัวชั่วคราว ไม่ใช่เป็นปีที่ไทยจะล้ม แต่เป็นปีที่ไทยจะถูกจัดอันดับใหม่ในสายตาโลก และในสถานการณ์นั้น เงินบาทอาจอ่อนค่าไปถึง 37-38 บาทเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะตลาดไม่เชื่อในศักยภาพการเติบโต ไม่มี Growth Story ให้เล่าขาน

สิ่งที่น่ากลัวในเวลานี้คือการที่ไทยไม่มี Narrative ดีๆ นอกจากตัวเลขโตต่ำกว่า 2% การปฏิรูปโครงสร้างที่ไม่ชัดเจน สิ่งที่ควรทำภายใน 12-18 เดือนข้างหน้าจึงคือการคุมลดค่าเงินบาทให้อยู่ในกรอบ 35-36 บาท เพื่อใช้เป็น Buffer พร้อมๆ กับเร่งใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อัพเกรดอุตสาหกรรม และส่งสัญญาณเชิงนโยบายให้ตลาดเห็นทิศทางที่ชัดเจนที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาในสายตาชาวโลก

ทำไมการลดค่าเงินบาทถึงสำคัญต่อปี 2569?

ปี 2569 อาจเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หากเราสามารถจัดการเรื่องลดค่าเงินบาทได้อย่างเหมาะสม อย่าพลาดโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา – “ลดค่าเงินบาท” สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

อนุทินเผย ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท. คนเดียว

“อนุทิน” บอกใจไม่ถึงพอ ชิงจังหวะสงคราม เอาอธิปไตย-ชีวิตทหารแลกคะแนนเสียง ภท. ยึดสำนวนช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม บอกแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย ตอบรับคนเดียวคือตนเอง

วันที่ 16 ธ.ค. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเปิดตัว แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย หลังพรรคเพื่อไทยชิงเปิดตัวไปแล้ววันนี้ว่า ยังมีเวลาอยู่ ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตอบรับ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังคุยกันอยู่ แต่ตอนนี้มีตอบรับเพียงคนเดียวคือ ตนเอง

ส่วนที่วันนี้พรรคเพื่อไทย เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ครบทั้ง 3 คน ก็แสดงความยินดีกับทั้ง 3 คนด้วย ซึ่งตนรู้จักทั้งหมด อย่าง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ก็รู้จัก เคยหารือปรึกษาสมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถสูงมาก จะถือว่าพรรคภูมิใจไทยจะช้าไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนก็ยึดถือคติ ซึ่งผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า ช้าๆได้พร้าเล่มงามใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า อืม เขาตอบแทนเเล้ว

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่นคนไหนน่ากลัวหรือไม่สำหรับพรรคภูมิใจไทย นายกรัฐมนตรี ส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า “ถามแล้วตอบยาก กลัวทุกคนล่ะครับ” เมื่อถามต่อว่า กลัวเด็กรุ่นใหม่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า “กลัวหมดละครับ” นายอนุทิน กล่าว

ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่า ภูมิใจไทยคาดหวัง 200 ที่นั่ง สส. นายอนุทิน ย้อนถามว่า ใครรายงาน ไม่ใช่ตน พร้อมยืนยันว่า เราทำดีที่สุดเท่าไหร่ก็เท่านั้น ประชาชนเป็นคนตัดสิน เราก็ต้องเลือกคนที่ดีที่สุด เหมาะสม มีความรู้ความสามารถ ถามมา 6 ปีคำตอบก็เหมือนเดิม

เมื่อถามว่า อยากได้สส.บัญชีรายชื่อเท่าใด นายอนุทิน กล่าวว่า อยากได้ 500 แต่ถ้าทำได้เท่าไหร่ก็อีกเรื่องหนึ่ง อยู่ที่ประชาชน ความอยากก็อยากได้เยอะ แต่ความเป็นจริงเราต้องทำการบ้านของเราให้ดี เลือกคนให้ดีทำนโยบายให้ดี สร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชน และประชาชนเป็นคนตัดสินใจผมก็สไตล์แบบนี้

เมื่อถามว่ามั่นใจ ใช่หรือไม่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำให้พรรคภูมิใจไทยใหญ่ขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า ดูแล้วการเตรียมเลือกตั้งครั้งหน้า องค์ประกอบต่างๆ ไปในแนวโน้มที่พรรคจะใหญ่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอยู่ที่ประชาชนจะเลือกหรือไม่

ส่วนจุดขายของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น คือการทำงานตอบสนองคุณภาพชีวิต ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น เน้นในเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเปิดกว้าง ให้มีที่ยืนในนานาชาติ ให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยสามารถที่จะเป็นที่มาท่องเที่ยว มาลงทุน สร้างรายได้ ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสหลายด้าน

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรี ได้วางกลไกหลายอย่าง ถ้าได้กลับมาจะได้ทำต่อให้ดีขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้ทำในสิ่งที่ พูดแล้วทำ ก็ยังไม่มีตรงไหนที่คั่งค้าง ส่วนจะเป็นพูดแล้วทำพลัสหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะพลัสหรือไม่พลัสก็แล้วแต่

ส่วนความคาดหวัง สส.กทม. นายอนุทิน กล่าวว่า การเป็นพรรคการเมือง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเราส่งให้ครบทุกเขต ถ้าแพ้คนก็ยังหวังว่าจะได้พรรค ส่วนถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้าภูมิใจไทยได้ที่ 2 จะชิงจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าเพิ่งคิดยาว ยังไม่ได้สมัคร สส. เลย

เมื่อถามว่าหลายคนวิเคราะห์ ให้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับ 1 จะบอกได้หรือไม่ว่าทำไมประชาชนต้องเลือก นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่มีที่ประชาชนต้องเลือก แต่ถ้ามั่นใจว่าทำงานให้ได้ภายใต้สถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ การได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป็นเรื่องที่ตนดีใจภูมิใจอยู่เงียบๆ ว่า การเข้ามาทำงานของตนทุกคน รู้วันมาและวันไปอย่างชัดเจน ทุกฝ่ายข้าราชการประจำกองทัพ ฝ่ายภาคเอกชน องค์กรอิสระ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่ได้รู้สึกว่า ไม่ได้รับความร่วมมือจากใคร การขับเคลื่อนประเทศแม้จะมีระยะเวลาเพียง 3-4 เดือน แต่ก็สามารถขับเคลื่อนประเทศ ไปได้มากพอสมควร ทั้งระยะยาวการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการปกป้องอธิปไตยของประเทศเราทำด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายเป็นอย่างดี

ส่วนเสียงวิจารณ์ภูมิใจไทยชิงจังหวะสงคราม เกาะกระแสชาตินิยม สร้างคะแนนเสียงให้ตัวเอง นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนจะกล่าวว่า “ขออย่ามองโลกในแง่ร้าย ตนยังใจไม่ถึงพอที่จะเอาอธิปไตยของบ้านเมืองหรือเอาชีวิตของทหารของประชาชน มาแลกเพื่อให้ตัวเองได้คะแนนเสียงหรือได้ประโยชน์ คิดแบบนี้ไม่ถูก” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ไปพบกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พูดคุยเรื่องเลือกตั้ง ได้คิดเผื่อกรณีหาก สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชายังไม่จบ หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ส่วนการตัดสินใจเป็นเรื่องของ กกต.

เมื่อถามว่าหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลครั้งหน้าปัญหาชายแดนจะจบอย่างสิ้นเชิงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็พยายามทำให้มันจบ โดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาบอกว่าหาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะไม่เกิดปัญหา ชายแดนเช่นนี้ นายกรัฐมนตรีหัวเราะ ก่อนจะบอกว่า ลองไปเปิดคอมเม้นดู

ส่วนความกังวลที่ขณะนี้ใกล้จะมีการเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ตนกังวลเรื่องสถานการณ์ชายแดน และกังวลว่าจะทำอย่างไรให้หาดใหญ่ฟื้นฟู ตอนนี้คนกลับบ้านได้แล้ว แต่ภาคธุรกิจยังต้องฟื้นฟู ซึ่งเมื่อสักครู่ได้เร่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเรื่องของซอฟต์โลน เพื่อให้ประชาชนไปฟื้นฟู อย่างน้อยเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย หลังคาเรือนละ 100,000 บาท เป็นค่าซ่อมแซมบ้านเรือน และทรัพย์สินที่เสียหาย ต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้ เพราะแค่ 9,000 บาท จากการเยียวยานั้นไม่เพียงพอ

ส่วนกรณีค่าเงินบาทแข็งตัวสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปีครึ่ง ได้ให้นโยบายอย่างไรบ้าง เนื่องจากกระทบการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้บอก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้หารือกับแบงก์ชาติ

เมื่อถามว่าการประชุมครม. วันนี้ เป็นการประชุมนัดแรกหลังการยุบสภา ได้กำชับอะไรในที่ประชุมบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กำชับให้ขยันทำงาน เรื่องหาเสียงก็ทำไป แต่ต้องไม่ใช้เวลาราชการ สภาพความเป็นรัฐมนตรีก็ยังมีอยู่ จนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ดังนั้น ยังอยู่กันอีกหลายสัปดาห์ ในการบริหารราชการแผ่นดินต้องไม่ชะงัก และจะต้องทำอย่างเต็มที่ ไม่ใช่คิดถึงแต่เรื่องหาเสียง เพราะนั่นเป็นเรื่องของตัวเอง แต่ต้องคิดถึงบ้านเมืองและภาพรวมเป็นหลัก

อนุทินเผย ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท. คนเดียว

อนุทินตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย คนเดียวจริงหรือ

จากการสัมภาษณ์ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนเองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย เพียงคนเดียวที่ตอบรับในขณะนี้ ท่ามกลางกระแสการแข่งขันทางการเมืองที่กำลังร้อนแรง การประกาศนี้จะส่งผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” เผยแคนดิเดตนายกฯ ภม.ตอบรับคนเดียวคือตนเอง บอกใจไม่ถึงพอ ชิงจังหวะสงครามแลกคะแนนเสียง

Scroll to top