การเมืองท้องถิ่น

“เท้ง” ปัดไร้ดีลลับส่ง “ชัชชาติ” ลงชิงผู้ว่า กทม.

“เท้ง” ปัดไร้ดีลลับส่ง “ชัชชาติ” ลงชิงผู้ว่า กทม. ในนามพรรคประชาชน ยืนยันว่าจะเปิดตัวตัวเลือกที่ดีที่สุดให้ชาวกรุงเทพฯ ได้ตัดสินใจในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่กำลังจะมาถึง ชาวกรุงกำลังจับตาการเคลื่อนไหวของพรรคประชาชนอย่างใกล้ชิด

“เท้ง” ปัดไร้ดีลลับส่ง “ชัชชาติ” ลงชิงผู้ว่า กทม.

วันที่ 3 พฤษภาคม 2566 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาแถลงข่าวปัดกระแสข่าวลือเรื่องดีลลับในการส่งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัยในนามของพรรค โดยยืนยันว่าไม่มีข้อตกลงทางการเมืองใดๆ ที่มุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตัว การพูดคุยที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการหารือเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนเท่านั้น

นายณัฐพงษ์ ยังได้เปิดเผยถึงแคมเปญ “กรุงเทพฯ ง่าย ๆ” ที่พรรคเพิ่งเปิดตัวป้ายบิลบอร์ดเมื่อวานนี้ โดยตั้งเป้าทำให้ชีวิตคนกรุงง่ายขึ้น เช่น การใช้สิทธิบัตรทองให้สะดวกยิ่งขึ้น หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีคุณภาพเทียบเท่าต่างจังหวัด พรรคจะเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 พฤษภาคม 2566 เวลา 17.00 น. ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์

คุณสมบัติผู้สมัครผู้ว่า กทม. ของพรรคประชาชน

หัวหน้าพรรคประชาชนเน้นย้ำว่าผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติเด่น ดังนี้

  • ยืนเคียงข้างประชาชนอย่างแท้จริง
  • บริหารงบประมาณท้องถิ่นอย่างโปร่งใส เนื่องจากงบ กทม. มีมูลค่าสูงถึงแสนล้านบาทต่อปี
  • รับมือข้อจำกัดทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผลักดันนโยบายผ่านสภากรุงเทพมหานครได้จริง

ในส่วนของนายชัชชาติที่ประกาศลงชิงผู้ว่าฯ กทม. อีกครั้ง นายณัฐพงษ์แสดงความชื่นชมการทำงานของทีมผู้ว่าฯ ชุดปัจจุบัน ส.ก. และ ส.ส. ทั้ง 33 เขตของพรรค โดยเชื่อว่าการแท็กทีมที่เข้มแข็งจะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของกรุงเทพฯ เช่น การจราจรติดขัด น้ำท่วม และค่าครองชีพที่สูงขึ้น

สำหรับประเด็นรายรับของ กทม. ที่สูงกว่ารายจ่าย นายณัฐพงษ์มองว่าเป็นเรื่องปกติของท้องถิ่นที่นำเงินสะสมไปใช้ต่อ แต่สิ่งสำคัญคือการจัดซื้อจัดจ้างต้องโปร่งใส ป้องกันข่าวซื้อของแพงเกินจริงที่เคยเป็นปัญหาในอดีต

พรรคประชาชน : ตัวเลือกโปร่งใสสำหรับคนกรุง

พรรคประชาชนสีส้มยืนยันจุดยืนทางการเมืองที่ตรงไปตรงมา ไม่แบ่งเขตเลือกตั้งเพื่อต่อรองผลประโยชน์ ท้ายที่สุด เสียงของประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจ ในสนามการเมืองท้องถิ่นที่ซับซ้อนนี้ พรรคเรียกร้องให้ชาวกรุงเลือกแบบยกทีม เพื่อผลักดันวาระกรุงเทพฯ ให้ก้าวหน้า

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะกรุงเทพฯ เป็นหัวใจเศรษฐกิจของประเทศ ปัญหาใหญ่ๆ อย่างมลพิษทางอากาศ การจัดการขยะ และที่อยู่อาศัยราคาแพง ต้องอาศัยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และทีมที่แข็งแกร่ง พรรคประชาชนมั่นใจว่าตัวเลือกของตนจะตอบโจทย์เหล่านี้ได้ดี

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นนโยบายเด่นที่พรรคเตรียมนำเสนอ เช่น การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และการดูแลสุขภาพประชาชนในยุคโควิด-19 ที่ยังต้องระวัง ชาวกรุงเทพฯ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์พรรคประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน พรรคประชาชนแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสที่หายากในวงการเมืองไทย การปัดข่าวลืออย่างรวดเร็วและชัดเจนนี้ สร้างความน่าเชื่อถือได้ดี คุณคิดอย่างไรกับข่าว “เท้ง” ปัดไร้ดีลลับส่ง “ชัชชาติ” ลงชิงผู้ว่า กทม. ? ชวนแสดงความเห็นในคอมเมนต์ และอย่าลืมติดตามการเปิดตัวแคนดิเดตในวันที่ 5 พ.ค. นี้ เพื่อเลือกผู้ว่าฯ ที่ดีที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ

ที่มา – “เท้ง” ปัดไร้ดีลลับส่ง “ชัชชาติ” ลงชิงผู้ว่า กทม. ยืนยัน ปชน. เปิดตัวเลือกที่ดีที่สุด 5 พ.ค.นี้

พรรคไทรวมพลังเลือกจิตรวรรณหวังศุภกิจโกศลหัวหน้าพรรค

ในวงการการเมืองท้องถิ่นของจังหวัดอุบลราชธานี มีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส เมื่อ พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มาดามกบ” ส.ส.เขต 9 อุบลราชธานี ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ขณะที่ “กังฟู” หรือนายวสวรรธน์ พวงพรศรี ย้ายมานั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดอุบลราชธานี

พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นหัวหน้าพรรค

การประชุมครั้งนี้มีสมาชิกพรรคและตัวแทนจากทั่วสารทิศมาร่วมอย่างคับคั่ง โดยมีนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ กังฟู หัวหน้าพรรคคนเก่า เป็นผู้กล่าวต้อนรับ ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเก่า ประธานที่ปรึกษาพรรค นายสมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.เขต 9 นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร ส.ส.เขต 3 นายสมศักดิ์ บุญประชม ส.ส.เขต 10 นายณรงค์ชัย วีระกุล ส.ส.เขต 2 รวมถึงกรรมการสาขาพรรค 10 สาขา ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และสมาชิกพรรคจำนวนมาก

นายวสวรรธน์ ได้กล่าวเปิดประชุม แจ้งวาระสำคัญ และเพื่อให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการเลือกคณะบริหารชุดใหม่ จึงยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อนายทะเบียนสมาชิกในที่ประชุม ตามข้อบังคับพรรค ข้อ 17 (2) ซึ่งกำหนดว่าหากหัวหน้าพรรคลาออก คณะกรรมการบริหารทั้งชุดจะพ้นจากตำแหน่งทันที สิ่งนี้เปิดทางให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ทันที

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ดังนี้

  • นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นหัวหน้าพรรค
  • นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร เป็นรองหัวหน้าพรรค ลำดับที่ 1
  • นายสมศักดิ์ บุญประชม เป็นรองหัวหน้าพรรค ลำดับที่ 2
  • นายสิทธิชัย กอแก้ว เป็นรองหัวหน้าพรรค ลำดับที่ 3
  • นายวสวรรธน์ พวงพรศรี เป็นเลขาธิการพรรค
  • นายกิตติกร เชิดชู เป็นรองเลขาธิการพรรค
  • นางมาลี บุญเรือง เป็นเหรัญญิกพรรค
  • นางสาววรางคณา สำราญสุข เป็นนายทะเบียนสมาชิกพรรค
  • นายณรงค์ชัย วีระกุล เป็นโฆษกพรรค
  • นายบรรหาร ศรีบุระ เป็นกรรมการบริหารพรรค
  • นายวีระนันท์ ทัศศรี เป็นกรรมการบริหารพรรค
  • นายเหมชาติ เชื้อโชติ เป็นกรรมการบริหารพรรค

พรรคไทรวมพลัง เลือก จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล สร้างทีมบริหารใหม่ที่แข็งแกร่ง

นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล หรือมาดามกบ เป็น ส.ส.พรรคไทรวมพลัง จังหวัดอุบลราชธานี เขต 9 มีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างโชกโชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง เธอเป็นที่รู้จักจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาท้องถิ่น การเลือกเธอเป็นหัวหน้าพรรค แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของพรรคที่ต้องการผู้นำหญิงที่เข้มแข็งและใกล้ชิดประชาชน ขณะที่นายวสวรรธน์ หรือกังฟู ยังคงอยู่ในทีมบริหารในฐานะเลขาธิการพรรค ซึ่งจะช่วยรักษาความต่อเนื่องในการทำงานของพรรค

พรรคไทรวมพลังเป็นพรรคท้องถิ่นที่เน้นนโยบายพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี ส.ส.กระจายในหลายเขต เช่น เขต 2, 3, 9, 10 การเปลี่ยนแปลงคณะบริหารครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้พรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะการผลักดันประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่น

เฟซบุ๊กเพจพรรคไทรวมพลังได้โพสต์แสดงความยินดีกับคณะกรรมการบริหารชุดใหม่แล้ว เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 สะท้อนถึงความสามัคคีภายในพรรค การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับโครงสร้างภายในเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่าพรรคพร้อมก้าวสู่เวทีการเมืองระดับชาติมากขึ้น

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การ พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นหัวหน้าพรรค จะช่วยดึงดูดฐานเสียงสตรีและเยาวชนในพื้นที่ได้ดีขึ้น ด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและใกล้ชิดประชาชน ขณะที่ทีมรองหัวหน้าและเลขาธิการที่มีประสบการณ์ จะเป็นกำลังสำคัญในการวางแผนยุทธศาสตร์

หากคุณสนใจการเมืองท้องถิ่นและอยากติดตามพัฒนาการของพรรคไทรวมพลัง ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเพจทางการของพรรค หรือแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่า คุณคิดอย่างไรกับคณะบริหารชุดใหม่นี้ พรรคจะประสบความสำเร็จในอนาคตอย่างไร?

ที่มา – พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ “กังฟู” นั่งเลขาธิการพรรค

นายกฯลั่นลอบยิงกมลศักดิ์ ส.ส.ฯเป็นเรื่องการเมือง

นายกรัฐมนตรี ลั่นลอบยิง กมลศักดิ์ สส.พรรคประชาชาติ มุ่งหวังเอาชีวิต ถือเป็นเรื่องการเมือง เหตุการณ์ลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ สร้างความฮือฮาในวงการเมืองไทย โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวมุ่งหวังเอาชีวิตและเชื่อมโยงกับเรื่องการเมืองอย่างชัดเจน ทำให้ทุกฝ่ายจับตามองสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างใกล้ชิด

นายกรัฐมนตรี ลั่นลอบยิง กมลศักดิ์ สส.พรรคประชาชาติ มุ่งหวังเอาชีวิต ถือเป็นเรื่องการเมือง

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 20 มี.ค. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์คนร้ายลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ว่า การทำร้ายร่างกายที่มุ่งหวังเอาชีวิต ส.ส. ถือเป็นเรื่องการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย การกระทำนี้ถือเป็นเรื่องอุกอาจมาก โชคดีที่ผู้บาดเจ็บรอดชีวิตมาได้ แต่ก็สร้างความเสียหายและความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่

นายกรัฐมนตรี ลั่นลอบยิง กมลศักดิ์ สส.พรรคประชาชาติ มุ่งหวังเอาชีวิต ถือเป็นเรื่องการเมือง: รายละเอียดคำให้สัมภาษณ์

นายอนุทิน เน้นย้ำว่า ตนได้สอบถามความสถานการณ์จากนายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา และเลขาธิการพรรคประชาชาติแล้ว โดยได้รับแจ้งว่านายกมลศักดิ์ปลอดภัย แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นใกล้บ้านพักในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งของเขา นายกฯ ย้ำชัดเจนว่าจะเร่งรัดเจ้าหน้าที่ติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

  • มุ่งหวังเอาชีวิต: นายกฯ เชื่อว่าคนร้ายตั้งใจสังหาร ส.ส.กมลศักดิ์อย่างแท้จริง
  • ถือเป็นเรื่องการเมือง: การโจมตี ส.ส. ถือเป็นการแทรกแซงทางการเมืองโดยตรง
  • เร่งดำเนินคดี: สั่งการเจ้าหน้าที่เร่งล่าตัวผู้ต้องหา
  • สอบถามพรรคประชาชาติ: ติดต่อนายซูการ์โน ยืนยัน ส.ส.ปลอดภัย
  • ไม่ทราบรายละเอียดท้องถิ่น: นายกฯ ระบุยังไม่ทราบเจาะจงว่าเป็นการเมืองท้องถิ่นหรือไม่

บริบทเหตุการณ์ลอบยิงในพื้นที่ชายแดนใต้

จังหวัดนราธิวาสเป็นหนึ่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังคงมีปัญหาความไม่สงบมาอย่างยาวนาน พรรคประชาชาติซึ่งมี ส.ส.ส่วนใหญ่จากพื้นที่นี้ เป็นพรรคที่เน้นนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะท้องถิ่น โดยเฉพาะประเด็นมุสลิมและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับรัฐ เหตุการณ์ลอบยิงครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่นายกมลศักดิ์กำลังเดินทางกลับบ้านพักใกล้จุดเกิดเหตุ ทำให้เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่นหรืออุดมการณ์ที่รุนแรง แม้ตำรวจจะยังไม่สรุปสาเหตุ แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่นักการเมืองในพื้นที่ต้องเผชิญ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์รุนแรงในภาคใต้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการวางระเบิด ลอบยิง หรือข่มขู่บุคคลสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การเมืองไทยโดยรวม รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเสริมมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับ ส.ส. และนักการเมืองในพื้นที่เสี่ยงให้มากยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ติดตั้งกล้องวงจรปิด และประสานงานระหว่างหน่วยงานความมั่นคง

ผลกระทบและมาตรการที่ควรดำเนินการ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความสะเทือนใจให้ครอบครัวผู้บาดเจ็บเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะในสภาที่พรรคเล็กอย่างประชาชาติมีบทบาทสำคัญในการโหวตประเด็นสำคัญ รัฐบาลควรออกมาตรการเร่งด่วน เช่น

  • จัดตั้งหน่วยงานพิเศษสืบสวนคดีนักการเมืองถูกลอบโจมตี
  • เพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงใน 3 จังหวัดใต้
  • ส่งเสริมการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่น
  • ปกป้องสิทธิ ส.ส.ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังควรมีการประชุมหารือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อหาทางออกระยะยาวในการดับไฟใต้ให้สงบสุขอย่างยั่งยืน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นายกรัฐมนตรี ลั่นลอบยิง กมลศักดิ์ สส.พรรคประชาชาติ มุ่งหวังเอาชีวิต ถือเป็นเรื่องการเมืองนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง โดยเฉพาะในพื้นที่ขัดแย้ง รัฐบาลต้องแสดงความเด็ดขาดในการปกป้องประชาธิปไตยและชีวิตนักการเมืองทุกคน คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ลั่นลอบยิง กมลศักดิ์ สส.พรรคประชาชาติ มุ่งหวังเอาชีวิต ถือเป็นเรื่องการเมือง

ประวัติ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ทายาทซ้อสมทรง

ประวัติ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ทายาทบ้านใหญ่ “ซ้อสมทรง” จากอยุธยา กำลังเป็นข่าวร้อนเมื่อมีโอกาสก้าวสู่ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในโผครม.อนุทิน 2 ของพรรคภูมิใจไทย วันนี้เราจะพาคุณไปส่องเส้นทางชีวิต การศึกษา การเมือง และผลงานที่ทำให้ชื่อนี้โดดเด่น

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

ประวัติ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล หรือชื่อเล่น “เอ” เกิดเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2519 ปัจจุบันอายุ 49 ปี เป็นบุตรชายของนายวีระชัย และนางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล หรือที่รู้จักกันในนาม “ซ้อสมทรง” นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา บ้านใหญ่แห่งอยุธยาที่มีอิทธิพลในวงการท้องถิ่น เขาสมรสกับนางอิสสริยา พันธ์เจริญวรกุล และมีครอบครัวที่อบอุ่น

ด้านการศึกษา สุรศักดิ์จบมัธยมจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ ประกาศนียบัตรวิชาชีพจาก มทร.สุวรรณภูมิ ศูนย์อยุธยา และปริญญาตรีบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการจากมหาวิทยาลัยรังสิต พื้นฐานที่แข็งแกร่งนี้ช่วยให้เขาเติบโตในเส้นทางธุรกิจและการเมือง

ภาพครอบครัวสุรศักดิ์

เส้นทางการเมืองของประวัติ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

เส้นทางการเมืองของสุรศักดิ์เริ่มจากสมาชิกอบจ.อำเภอวังน้อย ก่อนก้าวสู่ ส.ส.ครั้งแรกปี 2550 กับพรรคพลังประชาชน แทนพี่สาว “สุวิมล” อดีต ส.ส.ไทยรักไทย ต่อมาเลือกตั้ง 2554 กับเพื่อไทย, 2562 และ 2566 กับพรรคภูมิใจไทย ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรค

  • 2566: รัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลเศรษฐา
  • 2568-ปัจจุบัน: รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในรัฐบาลอนุทิน

ล่าสุด 14 มี.ค. 2569 โผครม.อนุทิน 2 ชี้ชื่อเขามีน่าจะนั่ง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา แม้เลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 จะลงบัญชีลำดับ 98 แต่เป็นกลยุทธ์รับตำแหน่ง เขาเคยเป็นประธาน กมธ.การท่องเที่ยว และ กมธ.วิสามัญคลองไทย

สุรศักดิ์ ในสภาภาพการเมืองสุรศักดิ์ รมว.กิจกรรม

ผลงานด้านกีฬาและท่องเที่ยว

สุรศักดิ์มีส่วนสำคัญกับสโมสรอยุธยา ยูไนเต็ด จากไทยลีก 3 สู่ไทยลีก 1 น้องชาย “บอสอี๊ด” อดิศักดิ์ เป็นประธาน เขาผลักดันกีฬาเป็นเครื่องมือท่องเที่ยว เชื่อมโยงอยุธยาเข้ากับเศรษฐกิจกีฬา

อยุธยา ยูไนเต็ด

ประวัติ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล แสดงถึงคนรุ่นใหม่ที่ผสมผสานฐานะท้องถิ่นเข้ากับวิสัยทัศน์ระดับชาติ ด้วยประสบการณ์กีฬาและการเมือง เขาน่าจะนำพาการท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวได้ดีในยุคหลังโควิด

ติดตามโผครม.ล่าสุดและข่าวการเมืองอัพเดทได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ประวัติ “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” ทายาท “ซ้อสมทรง” อยุธยา สู่ว่าที่ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

ยิงดับ ส.อบต.ในโคราช เพิ่งเลือกตั้งสมัย 2 ชนวนท้องถิ่น

การเมืองท้องถิ่นในไทย โดยเฉพาะที่จังหวัดนครราชสีมา หรือโคราช มักจะดุเดือดและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ล่าสุดเกิดเหตุสะเทือนใจที่ทำให้ชาวบ้านตื่นตระหนก เมื่อสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ถูกยิงเสียชีวิตอย่างปริศนา คาดว่าสาเหตุมาจากปัญหาการเมืองท้องถิ่นที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากคุณสนใจเรื่องราวยิงดับ ส.อบต.ในโคราช เพิ่งได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ชนวนขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น บทความนี้จะเล่ารายละเอียดทั้งหมดแบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์เบื้องหลังที่อาจทำให้เข้าใจสถานการณ์ชัดเจนยิ่งขึ้น

ยิงดับ ส.อบต.ในโคราช เพิ่งได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ชนวนขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น

เหตุการณ์ยิงดับ ส.อบต.ในโคราช เกิดขึ้นเมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 ที่บริเวณถังน้ำประปาหมู่บ้าน บ้านโนนทอง หมู่ที่ 3 ต.ด่านช้าง อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ผู้เสียชีวิตคือ นายสุเนตร พักดี อายุ 69 ปี ซึ่งเป็น ส.อบต. ต.ด่านช้าง เพิ่งได้รับการรับรองผลเลือกตั้งจาก กกต. ให้ดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 เมื่อเดือนที่แล้ว สภาพศพนอนหงาย เลือดไหลนองพื้น ถูกยิงด้วยปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่ขมับขวาทะลุศีรษะ ข้างศพพบปืนขนาด .38 กระบอกหนึ่ง และห่างออกไป 15 เมตร มีรถกระบะอีซูซุ สีเขียวเข้ม ทะเบียน บฉ-935 ชัยภูมิ ของผู้ตายจอดอยู่

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ยิงดับ ส.อบต.ในโคราช

  • 10.00 น. ชาวบ้านได้ยินเสียงปืนดัง 3 นัด จากบริเวณถังน้ำประปา
  • 13.15 น. มีคนพบศพและแจ้งเจ้าหน้าที่
  • เจ้าหน้าที่ สภ.บัวใหญ่ รีบเข้าชันสูตรศพ เก็บหลักฐาน และตรวจสอบที่เกิดเหตุ
  • ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 3 นครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจอย่างละเอียด
  • ชุดสืบสวนแกะรอยกล้องวงจรปิด หาคนเห็นเหตุการณ์

ก่อนเกิดเหตุ นายสุเนตร ได้รับโทรศัพท์จาก ส.อบต. คนหนึ่ง แล้วขับรถออกจากบ้าน โดยภรรยา นางสำราญ พักดี อายุ 63 ปี ไม่ได้ถามว่าจะไปไหนเพราะกำลังทำงานบ้าน หลังทราบเรื่อง เธอตกใจมากและให้สัมภาษณ์ว่า “สามีไม่เคยมีศัตรู เคยเป็นผู้ใหญ่บ้าน เกษียณแล้วมาลงสมัคร ส.อบต. สมัยแรก ชาวบ้านเทคะแนนให้ สมัยสองก็เพิ่งได้รับรอง กกต. ถูกร้องเรียนเรื่องเก็บเงินประปา แต่สุดท้ายก็ผ่าน ตนเชื่อว่ายิงดับ ส.อบต.ในโคราช เพิ่งได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ชนวนขัดแย้งการเมืองท้องถิ่นแน่นอน”

ประวัติผู้เสียชีวิตและเบื้องหลังขัดแย้ง

นายสุเนตร เป็นคนดี มีผลงานช่วยเหลือชาวบ้านมาตลอด ลูกชาย นายแบงค์ พักดี กล่าวด้วยความเสียใจว่า “พ่อทำความดีมาตลอด ได้รับเลือกตั้ง ส.อบต. เงินเดือนไม่กี่บาท ทำไมต้องฆ่ากัน อยากให้ตำรวจจับคนร้ายให้ได้เร็วๆ” เหตุการณ์นี้จุดประกายคำถามถึงความรุนแรงในวงการการเมืองท้องถิ่นโคราช ที่มักมีกลุ่มอิทธิพลครอบครอง การเลือกตั้ง อบต. ล่าสุดในนครราชสีมาเต็มไปด้วยการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและขัดแย้งระหว่างกลุ่ม ทำให้เกิดเหตุรุนแรงบ่อยครั้ง เช่น การยิงกันในอำเภอใกล้เคียงหรือจังหวัดอื่นๆ

จากข้อมูลสถิติ การเมืองท้องถิ่นไทยมีคดีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังเลือกตั้ง ส.อบต. และ อบต. ปัญหาหลักคือผลประโยชน์จากงบประมาณหมู่บ้าน สิทธิ์จัดซื้อจัดจ้าง และอิทธิพลในชุมชน หากไม่แก้ไข โคราชซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ทางการเมือง อาจเกิดเหตุซ้ำรอยยิงดับ ส.อบต.ในโคราช แบบนี้ได้อีก

การสืบสวนและมาตรการป้องกัน

ตำรวจกำลังตรวจดีเอ็นเอจากปืน .38 วิเคราะห์弾道 และไล่กล้องวงจรปิดรอบหมู่บ้าน คาดว่าคนร้ายอาจเป็นมืออาชีพที่วางแผนมาดี ชาวบ้านหวังให้คลี่คลายเร็วเพื่อความสงบ ด้าน กกต. อาจต้องตรวจสอบการเลือกตั้งท้องถิ่นให้โปร่งใสยิ่งขึ้น

เหตุยิงดับ ส.อบต.ในโคราช เพิ่งได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ชนวนขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น สะท้อนปัญหาใหญ่ของสังคมไทยที่การเมืองระดับฐานรากยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง เราเห็นด้วยว่าต้องมีกฎหมายเข้มงวดกว่านี้ เช่น เพิ่มการคุ้มครองผู้สมัครและ ส.อบต. หลังเลือกตั้ง หากคุณเป็นชาวโคราชหรือสนใจการเมืองท้องถิ่น ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ หรือแจ้งเบาะแสหากมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ สภ.บัวใหญ่ ได้เลย เพื่อช่วยให้คดีนี้จบลงด้วยความยุติธรรม

สุดท้าย ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้ตาย และหวังว่าความรุนแรงแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก การเมืองท้องถิ่นควรเป็นเครื่องมือพัฒนาชุมชน ไม่ใช่สนามรบ

ที่มา – ยิงดับ ส.อบต.ในโคราช เพิ่งได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ชนวนขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น

เลือกตั้ง 2569: เพื่อไทย สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่

การเลือกตั้งปี 2569 สร้างความฮือฮาอย่างมาก โดยเฉพาะผลในจังหวัดเชียงใหม่ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการการเมืองไทย พรรคเพื่อไทยที่เคยครองพื้นที่อย่างเหนียวแน่น กลับต้องพบกับความพ่ายแพ้แบบยกจังหวัดทั้ง 10 เขต โดยพ่ายให้กับพรรคประชาชน 6 เขต และพรรคกล้าธรรม 4 เขต ปรากฏการณ์นี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า เพื่อไทย สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่ แล้วหรือ?

เชียงใหม่ถือเป็นฐานเสียงหลักของพรรคเพื่อไทยมานาน เพราะเป็นบ้านเกิดของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และเคยเป็นเมืองหลวงทางการเมืองของพรรคสีแดง แต่ครั้งนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป พรรคเพื่อไทยไม่ได้ที่นั่งสักเขตเดียว สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ภาคเหนือ

เพื่อไทย สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่: วิเคราะห์จากอาจารย์รัฐศาสตร์ มช.

ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองและการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ออกมาถอดรหัสสาเหตุของความพ่ายแพ้ครั้งนี้ อาจารย์ณัฐกรชี้ว่าปัญหาหลักอยู่ที่พรรคเพื่อไทยขาดจุดยืนที่ชัดเจน ไม่แน่ใจว่าจะสานต่อการเมืองแบบเก่าแบบพรรคกล้าธรรมที่เน้นฐานท้องถิ่น หรือจะปรับตัวไปสู่การเมืองใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์เหมือนพรรคประชาชน

การทำการเมืองแบบครึ่งๆ กลางๆ ทำให้เพื่อไทยกลายเป็นพรรคอันดับ 3 ในเชียงใหม่ สูญเสียความน่าเชื่อถือจากฐานแฟนคลับเดิม แม้จะพยายามยกเครื่องพรรค ส่งผู้สมัครโปรไฟล์ดีลงแข่ง แต่ก็ไม่เวิร์ค

สาเหตุหลักที่ทำให้เพื่อไทย สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่

นอกจากจุดยืนที่คลุมเครือ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจารย์ณัฐกรวิเคราะห์ไว้ ดังนี้

  • ตัวผู้สมัครไม่ตอบโจทย์พื้นที่: แม้เพื่อไทยจะคัดผู้สมัครที่มีความรู้ แต่พรรคกล้าธรรมเลือกคนที่มีฐานเดิมในท้องถิ่น มีความพร้อมส่วนตัวสูงกว่า ทำให้เข้าถึงชาวบ้านได้ดี โดยเฉพาะในอำเภอห่างไกล
  • ขาดผลงานที่จับต้องได้: ตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลแบบผสมขั้ว เพื่อไทยไม่มีผลงานเด่นชัดเหมือนยุคทักษิณที่เคยสร้างความสำเร็จด้านเศรษฐกิจและนโยบายประชานิยม ทำให้ไม่มีอะไรมาขายในการหาเสียง
  • ภาพลักษณ์เสียหายจากตระบัดสัตย์: การข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาลทำให้สูญเสียความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างเชียงใหม่ที่ประชาชนเริ่มเปิดกว้างกับพรรคใหม่
  • กลยุทธ์พรรคคู่แข่งเหนือกว่า: พรรคประชาชนเน้นอุดมการณ์ก้าวหน้า ดึงดูดคนรุ่นใหม่ ขณะที่พรรคกล้าธรรมโฟกัสพื้นที่เฉพาะเจาะจง เช่น เขต 6 (เชียงดาว เวียงแหง พร้าว), เขต 7 (ฝาง แม่อาย ไชยปราการ), เขต 9 (ดอยหล่อ จอมทอง), เขต 10 (อมก๋อย ดอยเต่า ฮอด แม่แจ่ม)

แม้แต่การส่ง ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หลานชายทักษิณ ลงหาเสียงหลายรอบ ก็ไม่สามารถดึงคะแนนกลับมาได้ สุดท้ายเขต 10 ที่นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ เจ้าของพื้นที่ ก็ยังแพ้ให้อดีต ส.ส. นายนรพล ตันติมนตรี จากพรรคกล้าธรรม

โอกาสกลับมาของพรรคเพื่อไทยหลังพ่ายยกเชียงใหม่

ผศ.ดร.ณัฐกร ยอมรับว่านาทีนี้ยากมากสำหรับเพื่อไทยที่จะกลับมาครองเชียงใหม่ เพราะผู้เลือกตั้งเปิดใจรับพรรคใหม่แล้ว การเมืองเชียงใหม่ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพรรคใดพรรคหนึ่งอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม หากเพื่อไทยปรับจุดยืนให้ชัดเจน สร้างผลงานใหม่ และเลือกผู้สมัครที่เข้ากับท้องถิ่น ยังมีลุ้นในอนาคต

ปรากฏการณ์ เพื่อไทย สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่ นี้ สะท้อนเทรนด์การเมืองไทยที่กำลังเปลี่ยนจากระบบอุปถัมภ์สู่การเมือง基于อุดมการณ์และผลงานจริง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และพื้นที่ชนบทห่างไกล ต้องการตัวแทนที่ตอบโจทย์ปัญหาจริง ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงเก่าๆ

ในมุมมองของผู้เขียน ผลเลือกตั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้พรรคใหญ่ๆ ต้องปรับตัวด่วน มิเช่นนั้นจะเสียพื้นที่เพิ่มอีก หากคุณเป็นคนเชียงใหม่หรือสนใจการเมืองไทย คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรเพื่อกลับมา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ!

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 อาจารย์รัฐศาสตร์ มช. ถอดสาเหตุ “เพื่อไทย” สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่

“ลิซ่า” มั่นใจ ค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์สีเทา

“ลิซ่า” บุกเมืองคอนลั่นหมดยุคสิ้นมนต์ขลัง “เสาไฟฟ้า” ยันเลือกตั้งรอบนี้เปลี่ยนแปลงแน่ เพื่อล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทาของ “นครศรีธรรมราช”

วันที่ 17 มกราคม 2569 นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อช่วยรณรงค์หาเสียงให้นายปกรณ์ อารีกุล หรือ “แมน” ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 1 เบอร์ 4 พรรคประชาชน โดยได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่อย่างดี

ลิซ่า มั่นใจค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทา

นางสาวภคมนแสดงความมั่นใจภายหลังการเดินสายพบปะประชาชนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้พื้นที่นครศรีธรรมราช เขต 1 จะเกิดจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ จากการสำรวจพื้นที่ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในภาคใต้ ยิ่งเดินยิ่งสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ประชาชนชาวนครศรีธรรมราชตื่นตัวและส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ไม่เอาแล้วกับของเดิม” และเชื่อว่าวาทกรรมในอดีตที่ว่า “คนใต้รักใครชอบใคร ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้รับเลือก” นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคปัจจุบัน

ลิซ่า มั่นใจค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทา

นางสาวภคมนย้ำว่า คนนครศรีธรรมราชและคนใต้ปรารถนาการเมืองที่โปร่งใส ต้องการนักการเมืองที่กล้าตรวจสอบและกล้าพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งพรรคประชาชนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากการทำหน้าที่อย่างเข้มข้นตลอดช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระแสตอบรับในพื้นที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาเรื้อรังของนครศรีธรรมราชแม้จะเป็นเมืองใหญ่ แต่กลับมีภาพลักษณ์ด้านลบเรื่องอิทธิพลสีเทาและสีดำที่กัดกินสังคม วันนี้จึงมีความจำเป็นต้องส่ง “แมน ปกรณ์” เข้ามาทำหน้าที่ เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะ “ล้มสีเทา-ขัดขวางผลประโยชน์ทับซ้อน” เพื่อคืนศักดิ์ศรีให้คนนครศรีธรรมราช การปักธงที่นครศรีธรรมราชเขต 1 ครั้งนี้ จะเป็นสัญลักษณ์สำคัญว่า ดินแดนด้ามขวานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ถ้ามีพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล

ลิซ่า มั่นใจค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทา

“ลิซ่า” มั่นใจ ค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์สีเทา

นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แสดงความมั่นใจอย่างยิ่งในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ ว่าพรรคของตนจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทาของนครศรีธรรมราชได้สำเร็จ โดยมองว่าประชาชนในพื้นที่เริ่มตื่นตัวและต้องการนักการเมืองที่เข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ทำไมนครศรีธรรมราชถึงต้องการล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทา?

นครศรีธรรมราชเป็นเมืองใหญ่ที่มีศักยภาพ แต่กลับถูกมองว่าเป็นเมืองที่มีอิทธิพลสีเทาครอบงำ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลเสียต่อการพัฒนาและความเป็นอยู่ของประชาชน การมีนักการเมืองที่เข้าไปแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างตรงจุดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

  • ปัญหาอิทธิพลสีเทา: การมีอิทธิพลมืดในพื้นที่ส่งผลให้เกิดความไม่โปร่งใส การทุจริต และการเอารัดเอาเปรียบประชาชน
  • การพัฒนาที่ล่าช้า: ปัญหาเหล่านี้ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด
  • ความต้องการการเปลี่ยนแปลง: ประชาชนต้องการนักการเมืองที่เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

นางสาวภคมนและพรรคประชาชนจึงมุ่งมั่นที่จะเข้าไปล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทาของนครศรีธรรมราช และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง โดยเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ประชาชนได้เลือกนักการเมืองที่พร้อมจะทำงานเพื่อพวกเขาอย่างแท้จริง

การที่ “ลิซ่า” แห่งพรรคประชาชนออกมาแสดงความมั่นใจในการที่จะเข้ามาล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทาของนครศรีธรรมราช ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของพรรคที่จะแก้ไขปัญหาที่เรื้อรังในจังหวัดนี้ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าติดตามว่าการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ จะสามารถเปลี่ยนแปลงนครศรีธรรมราชไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่

ที่มา – “ลิซ่า” มั่นใจค่ายส้มปักธงนครศรีฯ ล้างภาพลักษณ์เมืองอิทธิพลสีเทา

รู้ตัวคนร้ายยิง “กำนันยอง” ขัดแย้งการเมือง


จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่พัทลุง ตำรวจกำลังเร่งคลี่คลายคดีรู้ตัวกลุ่มคนร้ายประกบยิง “กำนันยอง” อดีตกำนันตำบลท่าชะมวง เสียชีวิตคารถยนต์ ซึ่งประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่มุ่งเน้นคือ ชนวนขัดแย้งการเมืองท้องถิ่นที่อาจนำไปสู่การสั่งตาย

รู้ตัวกลุ่มคนร้ายประกบยิง “กำนันยอง”

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าบอน ได้รับแจ้งเหตุร้าย บริเวณถนนสายพรุโอน-ท่ามะปราง ม.1 ต.ทุ่งนารี อ.ป่าบอน จ.พัทลุง พบรถยนต์ 7 ที่นั่งถูกยิง มีผู้เสียชีวิต 1 รายในที่เกิดเหตุ ทราบชื่อคือ นายพะยอม สังข์ทอง อายุ 64 ปี หรือที่รู้จักกันในนาม “กำนันยอง” อดีตกำนันตำบลท่าชะมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา และยังเป็นผู้สมัครนายก อบต.ท่าชะมวง หมายเลข 2 หัวหน้าทีมพลังใหม่พัฒนาท่าชะมวงอีกด้วย

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน กอ 2428 สงขลา ตกลงข้างถนน มีร่องรอยถูกยิงที่ประตูฝั่งคนขับ 2 จุด กระสุนทะลุเข้าไปถูกกำนันยองเสียชีวิต ขณะที่กำลังเดินทางกลับหลังจากไปส่งผู้ช่วยหาเสียง โดยจุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่เปลี่ยวรอยต่อระหว่าง ต.ทุ่งนารี อ.ป่าบอน

ความคืบหน้าคดีรู้ตัวกลุ่มคนร้ายประกบยิง “กำนันยอง”

ล่าสุดวันนี้ 21 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจากหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง สงขลา ภาค 9 และกองปราบปราม ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเดินทางของกำนันยองก่อนเกิดเหตุ เริ่มตั้งแต่ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้ง เพื่อหาภาพจากกล้องวงจรปิด และรถยนต์ต้องสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับคดี

เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ทำการถอดข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของกำนันยอง เพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อรูปคดี อย่างไรก็ตามมีความคืบหน้าไปมากในการสืบสวนหารู้ตัวกลุ่มคนร้ายประกบยิง “กำนันยอง”

แหล่งข่าวจากชุดสืบสวนเผยว่า ชนวนเหตุสังหารมาจากความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่น โดยมีเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในภาคใต้ที่ชื่อ “บังหลี” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสั่งการ เนื่องจากกำนันยองเคยถูกสั่งห้ามลงสมัครเลือกตั้ง แต่ได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้านให้ลงสมัครจนกระทั่งเกิดเหตุร้ายขึ้น

สำหรับ “บังหลี” นั้น มีประวัติเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดข้ามชาติ เคยหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับ “เสี่ยแป้ง นาโหนด” ผู้ต้องหาคดีสำคัญที่อยู่ระหว่างการหลบหนี โดยให้ความช่วยเหลือในการหลบหนีไปยังต่างประเทศ จนกระทั่งถูกจับกุมได้ในที่สุด

ประเด็นการเมืองท้องถิ่นและการขัดแย้ง

คดีรู้ตัวกลุ่มคนร้ายประกบยิง “กำนันยอง” สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่นที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผลประโยชน์ทับซ้อนเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย การลงสมัครรับเลือกตั้งจึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางการเมือง แต่หมายถึงการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์มหาศาล

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องมีการทบทวนและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่นอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน และการสร้างความโปร่งใสในการบริหารงานภาครัฐ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและสงบสุข

ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดและนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำรอย

ที่มา – รู้ตัวกลุ่มคนร้ายประกบยิง “กำนันยอง” ชนวนขัดแย้งการเมืองท้องถิ่นสั่งตาย

“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย

การตัดสินใจครั้งสำคัญของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ประกาศ“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย สร้างความฮือฮาในวงการการเมือง เธอให้เหตุผลว่าการทำหน้าที่รัฐมนตรีตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้เธอรู้สึกมีพลังและต้องการที่จะลงชิงตำแหน่งผู้แทนประชาชนอย่างเต็มตัว

“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการตัดสินใจลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีนั้นมีผู้สมัครเต็มจำนวนแล้ว การขยับมาลงในระบบบัญชีรายชื่อจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้

สิ่งที่น่าสนใจคือความรู้สึกของนางสาวซาบีดาต่อการก้าวเข้าสู่บทบาทสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มตัว เธอกล่าวว่า “จากการที่ได้ทำงานเพื่อประชาชนเกือบ 1 ปี มีพลังในการที่จะเป็นตัวแทนของประชาชน และคิดว่าน่าจะไปต่อได้” คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อส่วนรวม

แรงสนับสนุนและคำแนะนำจากคุณพ่อ ชาดา ไทยเศรษฐ์

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ย่อมหนีไม่พ้นที่จะกล่าวถึงคุณพ่อของเธอ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ผู้มากประสบการณ์ในเวทีการเมือง เมื่อถูกถามถึงคำแนะนำที่คุณพ่อมอบให้ นางสาวซาบีดาตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรียนตามตรงว่าพ่อไม่ได้บอกอะไร บอกเพียงว่าต้องมีผลงาน” คำพูดสั้นๆ แต่มีความหมายนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เธอตั้งใจทำงานและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์

สิ่งที่นางสาวซาบีดาได้สั่งสมมาตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จะเป็นแรงผลักดันให้เธอประสบความสำเร็จในการเป็นผู้แทนราษฎรหรือไม่ เธอกล่าวว่า “เป็นความตั้งใจมากกว่า ส่วนผลตอบรับจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ประชาชน ต้องทำให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเต็มความสามารถ

การตัดสินใจของ“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทยในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของเธอ การได้รับโอกาสในการทำงานเพื่อประชาชนตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้เธอมีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะนำประสบการณ์เหล่านั้นมาใช้ในการทำงานในฐานะผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม การลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อย่อมมีความท้าทาย เนื่องจากต้องอาศัยคะแนนเสียงจากทั่วประเทศ การสร้างความน่าเชื่อถือและการทำให้ประชาชนเห็นถึงความตั้งใจจริงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การทำงานร่วมกับสมาชิกพรรคคนอื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการร่วมมือกันจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การที่“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพของตนเองและความเชื่อมั่นในพรรคภูมิใจไทย การตัดสินใจครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเมืองที่ยาวไกล และอาจนำพาเธอไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในอนาคตก็เป็นได้

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นตั้งใจ เธออาจเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่เธอได้รับแรงสนับสนุนจากคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ซึ่งเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง การมีที่ปรึกษาที่ดีเช่นนี้ จะช่วยให้เธอสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น

การที่“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าในวงการการเมืองไทย การมีนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความสามารถและมุ่งมั่นตั้งใจ จะช่วยสร้างความหวังและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ดังนั้น การตัดสินใจของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าติดตามและให้กำลังใจอย่างยิ่ง หวังว่าเธอจะสามารถทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรได้อย่างเต็มความสามารถและสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย​ ทำหน้าที่รัฐมนตรี 1 ปี รู้สึกมีพลังลงชิงผู้แทนประชาชน

Scroll to top