การเมืองสุจริต

โฆษกปชป. ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังโพลพุ่ง!

โฆษกปชป. ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง

“พงศกร ขวัญเมือง” ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังนิด้าโพล เผย คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ พุ่งสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า ขอโอกาสอีกครั้งให้กลับมารับใช้ดูแล

วันที่ 21 ธ.ค. 2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ต่อผลการสำรวจ “กระแสการเมืองกรุงเทพมหานคร” ล่าสุดของนิด้าโพล ที่สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อพรรคประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนนิยมขยับสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า เมื่อเทียบกับผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ผลโพลครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางการเมือง แต่เป็นสัญญาณของความไว้วางใจ และการเปิดใจของคนกรุงเทพฯ ที่ให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

พรรคประชาธิปัตย์ขอขอบคุณพี่น้องคน กทม.อย่างจริงใจ ที่เปิดใจ และมอบความไว้วางใจให้พรรคถือเป็นกำลังใจสำคัญของพวกเราทุกคน ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อความหวังของประชาชน เพราะตระหนักดีว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจ และยังมองหาพรรคการเมืองที่สามารถเป็นความหวังใหม่ของกรุงเทพฯ ได้อย่างแท้จริง พรรคประชาธิปัตย์พร้อมพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงาน จึงขอโอกาสจากคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง ให้เราได้กลับมารับใช้ ดูแล และทำงานเพื่อตอบโจทย์คน กทม. และเมืองนี้ ด้วยการเมืองสุจริต การทำงานแบบมืออาชีพ และความจริงใจต่อประชาชนทุกคน

พรรคประชาธิปัตย์ขอบคุณคนกรุงเทพฯ

ผลสำรวจของนิด้าโพลแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคประชาธิปัตย์ การที่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่พรรคต้องรักษาและต่อยอดความไว้วางใจนี้ด้วยการทำงานอย่างหนักและมุ่งมั่นเพื่อแก้ไขปัญหาของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจร ปัญหามลพิษ ปัญหาอาชญากรรม และปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะตัวแทนของประชาชนคนกรุงเทพฯ พร้อมที่จะเป็นแกนนำในการผลักดันนโยบายและโครงการต่างๆ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้น

นโยบายที่พรรคให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่:

  • การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีประสิทธิภาพ สะดวก และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อลดปัญหาการจราจรและมลพิษ
  • การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี
  • การสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยการเพิ่มกำลังตำรวจ ติดตั้งกล้องวงจรปิด และปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย
  • การส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงาน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนกรุงเทพฯ

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือและความมุ่งมั่นตั้งใจจริง เราจะสามารถสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนได้ อย่าปล่อยให้โอกาสดีๆ หลุดลอยไป ร่วมกันสร้างกรุงเทพฯ ที่ดีกว่าเดิมไปกับเรา

ที่มา – โฆษกปชป. ขอบคุณ คนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง ขอโอกาส รับใช้อีกครั้ง

สกลธีรับกระแสดี! คนแห่ชิง สส. กทม. ประชาธิปัตย์ทะลุ 150

“สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้สนใจเสนอตัวลงชิงชัย สส. มากกว่า 150 คน เตรียมสัมภาษณ์ 15-16 ธันวาคมนี้ ก่อนเสนอ กก.บห. เคาะเลือก 24 ธันวาคม 2568

วันที่ 8 ธ.ค. 2568 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลกรุงเทพมหานคร เปิดเผยเมื่อวานนี้ (7 ธ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ด้านนโยบายภาพรวม ตนและนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน ได้ร่วมเปิดงาน First Meet Bangkok ก้าวแรก นัดเปิดสนาม จุดพลังไอเดีย เป้าหมายเพื่อคนกรุงเทพฯ และคนไทยทุกคน ปรากฏมีผู้สนใจเข้ามาสมัครมากกว่า 150 คน เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของพรรคในการลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 33 เขตในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ที่มีบุคคลให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และเกินความคาดหมายของตนเองด้วย

“พรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดรับผู้สนใจในแคมเปญนี้และสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีกระแสตอบรับดีมาก ทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนที่ไม่ใช่นักการเมือง แต่มีใจรักและมีความมุ่งมั่น เพราะมีความรู้ทางวิชาการจริงๆ หวังนำองค์ความรู้เหล่านี้ ที่แต่ละบุคคลมีประสบการณ์ มาช่วยและร่วมกันพัฒนากรุงเทพฯ และประเทศ” นายสกลธีกล่าว

ถือเป็นครอบครัว ปชป.

นายสกลธี กล่าวต่อว่า ครั้งนี้เป็น First Meet หรือเป็นการนัดพบกันครั้งแรกของบรรดาผู้สนใจสมัคร เพื่อเป็นการระดมสมอง ระดมความคิด เพราะเชื่อว่าทุกคนที่มาร่วมกันในครั้งนี้ ต่างมาด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจสุจริต และอยากจะเห็นการเมืองสุจริตภายใต้พรรคประชาธิปัตย์เหมือนๆ กัน ซึ่งการมาพบกันรอบนี้ ไม่ได้จบเพียงครั้งนี้ แต่เรายังมีการระดมความคิดอย่างนี้อีกในครั้งถัดไป เพื่อนำไอเดียที่เกี่ยวกับกรุงเทพฯ และประเทศ มาออกแบบในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาต่อไปอย่างยั่งยืน

“ทุกท่านที่เข้ามาสมัครเพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของพรรคใน 33 เขตกทม. ต่างถือว่าเราเป็นครอบครัวประชาธิปัตย์ ที่สามารถเข้ามาช่วยระดมสมองในการพัฒนากรุงเทพฯ และประเทศไปพร้อมกันได้” นายสกลธี กล่าว

ขอให้มั่นใจคัดเลือกเป็นธรรม

นายสกลธี กล่าวเสริมว่าหลังจากการพบกันครั้งแรกของผู้สมัครในวันนี้แล้ว ในวันที่ 15-16 ธันวาคมที่จะถึง จะมีการสัมภาษณ์รายบุคคล และพิจารณาจากข้อมูลส่วนตัวแต่ละท่าน ให้กรรมการคัดสรร และเสนอคณะกรรมการบริหาร เพื่อขอมติเลือกผู้เหมาะสมในวันที่ 24 ธันวาคม 2568  “ขอให้มั่นใจว่ากระบวนการคัดเลือกผู้สมัครลงเลือกตั้ง สส. เขตกทม. ของพรรคประชาธิปัตย์มีครบถ้วนทุกกระบวนการตามกฎหมาย และความชอบธรรม” นายสกลธี กล่าว

ย้ำเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่

ทั้งนี้ภายในงาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวขอบคุณผู้สมัครทุกคน พร้อมระบุว่านี่เป็นกิจกรรมรูปแบบใหม่ของพรรคที่ไม่เคยจัดมาก่อน สะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างพรรคขึ้นใหม่ โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วม และหลีกเลี่ยงระบบอุปถัมภ์ พร้อมเล่าย้อนถึงประสบการณ์ช่วงอายุ 27 ปีที่เข้าสู่การเมือง เพื่อยืนยันว่าพรรคเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เสมอ แม้กระบวนการคัดเลือกจะเข้มงวดตามกฎหมาย แต่ทุกคนที่มาสมัครยังมีบทบาทช่วยงานพรรคได้ แม้ไม่ได้ลงสมัครใน 33 เขตก็ตาม

หวังทุกคนร่วมพัฒนาประเทศ

เช่นเดียวกับนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า เวที First Meet ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีผู้สนใจลงสมัครจำนวนมากในกรุงเทพฯ และเกิดขึ้นในช่วงที่พรรคกำลังสร้างตัวใหม่ เขาย้ำว่าผู้ทำงานการเมืองต้องมีจิตสาธารณะและความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือประชาชน พร้อมแชร์ประสบการณ์ว่าความรู้ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่สั่งสมมาก่อนลงสมัคร เป็นแรงผลักดันให้ตัดสินใจเข้าสู่การเมือง พร้อมทิ้งท้ายแสดงความยินดีกับผู้สมัครทุกคนที่ตัดสินใจร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ และหวังว่าทุกคนจะใช้ความรู้ความสามารถร่วมพัฒนาประเทศต่อไป

“สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้เสนอตัวลงชิง สส. มากกว่า 150 คน

ทำไมคนถึงสนใจลงสมัคร สส. กทม. กับพรรคประชาธิปัตย์เยอะขนาดนี้?

การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในการเลือกตั้ง สส. กรุงเทพมหานคร สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรค รวมถึงความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในกรุงเทพฯ จากคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ

กระแสตอบรับที่ดีเกินคาดนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นที่นิยมในกรุงเทพฯ และมีศักยภาพในการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้า การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนและเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย

นายสกลธีเน้นย้ำถึงความโปร่งใสและความยุติธรรมในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้สมัครและประชาชนทั่วไปว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

การมีผู้สนใจเสนอตัวลงชิง สส. ในกรุงเทพมหานครกับพรรคประชาธิปัตย์มากถึง 150 คน ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ และแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในกรุงเทพฯ ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้น

การที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน เพราะคนรุ่นใหม่มีมุมมองและความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือโอกาสที่ดีที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในกรุงเทพมหานครและประเทศไทย

อย่ารอช้า! หากคุณมีความสนใจในการเมืองและต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของพรรคประชาธิปัตย์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดโอกาสในการมีส่วนร่วมทางการเมือง

การที่ “สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้เสนอตัวลงชิง สส. มากกว่า 150 คน แสดงให้เห็นถึงความหวังและความต้องการของประชาชนในการเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา

ที่มา – “สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้เสนอตัวลงชิง สส. มากกว่า 150 คน

ทสท. เปิดแคมเปญ **สร้างการเมืองสุจริต**

“ไทยสร้างไทย” ประกาศ “สร้างการเมืองสุจริต” ล้างบางคนโกง! ชู 3 มาตรการคนโกงต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทยอีกต่อไป

วันที่ 5 ธันวาคม 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ประกาศเปิดตัวแคมเปญใหญ่ “Big Cleaning ประเทศไทย ได้เวลาล้างบางคนโกง” โดยระบุว่าการ “สร้างการเมืองสุจริต” คือภารกิจหลักในการเปลี่ยนประเทศ พร้อมน้อมนำพระราชดำรัสรัชกาลที่ 9 เรื่องการส่งเสริมคนดีมาปกครองบ้านเมือง และประกาศเจตนารมณ์ว่า “คนโกงต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทย” อีกต่อไป

คุณหญิงสุดารัตน์ชี้ว่า การทุจริตที่ฝังรากลึกทำลายเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ทำให้การเติบโตของประเทศต่ำกว่า 2% และดันหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงถึง 16 ล้านล้านบาทเกือบเท่า GDP ของประเทศ ขณะเดียวกันปัญหาคอร์รัปชันยังเชื่อมโยงกับอาชญากรรมสมัยใหม่ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และระบบส่วย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าประเทศกำลังเสี่ยงสู่ภาวะ “รัฐล้มเหลว” หากไม่เร่งรื้อโครงสร้างอำนาจที่เปิดช่องให้ทุนดำครอบงำ

ภายใต้แคมเปญนี้ คุณหญิงสุดารัตน์บอกว่า พรรคเตรียมผลักดัน 3 มาตรการปราบคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด ดังนี้:

  • เพิ่มโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองที่โกงชาติ
  • ให้อำนาจประชาชนเข้าชื่อ 50,000 ชื่อถอดถอนองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ หากพบว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้คนโกง
  • จัดตั้ง ป.ป.ช. ภาคประชาชน เปิดทางให้ตรวจสอบและส่งฟ้องโครงการทุจริตของรัฐได้อย่างแท้จริง

คุณหญิงสุดารัตน์จึงอยากเชิญชวนประชาชนลุกขึ้นมาร่วมสู้ อย่าสยบยอมให้กับคนเลว เพื่อนำพาประเทศไทยก้าวพ้นหลุมดำแห่งคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน

สร้างการเมืองสุจริต

ทำไมต้องสร้างการเมืองสุจริต?

การสร้างการเมืองสุจริตไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ลองคิดดูว่าถ้าเงินภาษีของเราไม่รั่วไหลไปกับการทุจริต เราจะสามารถนำเงินเหล่านั้นไปพัฒนาด้านสาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และอีกมากมายได้อีกเท่าไหร่?

ปัญหาคอร์รัปชันกัดกินประเทศไทยมานาน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่นของประชาชน การที่นักการเมืองและข้าราชการบางส่วนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ทำให้โครงการต่างๆ ไม่ได้มาตรฐาน งบประมาณบานปลาย และประชาชนต้องแบกรับภาระในที่สุด

การสร้างการเมืองสุจริตจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่แค่หน้าที่ของพรรคการเมืองหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่จะต้องตรวจสอบ ติดตาม และลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริต

พรรคไทยสร้างไทยได้เสนอนโยบายที่น่าสนใจหลายประการในการปราบปรามคอร์รัปชัน เช่น การเพิ่มโทษผู้กระทำผิด การให้อำนาจประชาชนในการตรวจสอบ และการจัดตั้งองค์กรภาคประชาชน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนต้องตระหนักถึงพิษภัยของคอร์รัปชัน และร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น

เราต้องไม่ยอมให้การทุจริตเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย เราต้องสร้างการเมืองสุจริตเพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้น ร่วมกันสนับสนุนพรรคการเมืองและนโยบายที่มุ่งเน้นการปราบปรามคอร์รัปชัน และร่วมกันตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของเราถูกใช้อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ทสท. เปิดแคมเปญ “ล้างบางคนโกง” ประกาศสร้างการเมืองสุจริต

ปชป. เปิด “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” โยงอดีตรัฐมนตรี

พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” เผยข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติฟอกเงินโยงอดีตรัฐมนตรี เดินหน้ารวบรวมข้อมูลส่งหัวหน้าพรรคฯ ยื่น ปปง.-กลต.-ดีเอสไอ สอบต่อ ยืนยันทำการเมืองสุจริต

วันที่ 17 พ.ย. 2568 ร้อยตำรวจเอกพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเดินหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการเดินหน้าทำการเมืองสุจริต ขจัดทุนเทา ผู้มีอิทธิพล รวมถึงปัญหาสแกมเมอร์ผ่านแคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” ของพรรคฯ หลังสหรัฐอเมริกา กำลังออกร่างกฎหมายการต่อต้านสแกมเมอร์ และมีแบล็คลิสต์ 43 รายชื่อ ซึ่งหาก 43 คนดังกล่าว เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ก็จะต้องดำเนินการโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกตรวจสอบจากนานาชาติ และตกเป็นเป้าสายตานานาชาติเป็นแหล่งฟอกเงิน โดยยืนยันว่า ไม่ได้มุ่งหวังโจมตีทางการเมือง แต่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบของคณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ พบการกระทำต้องสงสัยของบุคคล เช่น นายยิม เลี๊ยก นักธุรกิจชาวกัมพูชา, นายเบญจามินทร์ เมาเออร์เบอร์เกอร์ นักธุรกิจและล็อบบี้ยิสต์ รวมถึงยังเชื่อมโยง บริษัท และสถาบันการเงิน ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น B.I.C. BANK CAMBODIA และ B.I.C. BANK LAOS ที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น บริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 330 บาท แต่สามารถซื้อบริษัทที่มีทุนขนาดใหญ่ และกู้เงินได้มากกว่า 600 ล้านได้ หรือรวมถึงบริษัทที่หลีกเลี่ยงกฎหมาย พยายามนำต่างด้าวมาเป็นนอมินีถือหุ้นอย่างซับซ้อน เพื่อให้เกินร้อยละ 49 ตามที่กฎหมายไทยจำกัด หรือเชื่อมโยงบริษัทพลังงานใหญ่ของประเทศ ซึ่งเกี่ยวพันกับอดีตรัฐมนตรีช่วยคนหนึ่ง

พรรคประชาธิปัตย์เตรียมแถลงข้อเรียกร้อง

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า พรรคฯ จะใช้หลักสากลมาตรวจสอบ โดยเฉพาะธุรกรรมการเงิน เพื่อให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่งต่อให้หน่วยงานเกี่ยวข้องของรัฐตรวจสอบ เช่น ปปง., กลต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพื่ออายัดเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงถึงการเมือง เพราะหลายเหตุการณ์มีการตั้งข้อสังเกต มีบุคคลพยายามเข้ามาถือหุ้นบริษัทพลังงานไทย และยังอาจโยงถึงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และความสูญเสียทรัพย์สินของประชาชนด้วย พร้อมเปิดเผยอีกว่า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ รวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้น หัวหน้าพรรคฯ จะมีการแถลงข้อเรียกร้อง และข้อเสนอของพรรคฯ

ส่วนที่ก่อนหน้านี้ประชาธิปัตย์ไม่เคยมาแตะเรื่องเหล่านี้นั้น ร้อยตำรวจเอกพงศกร ชี้แจงว่า ที่ผ่านมาพรรคฯ มีการดำเนินการตลอด ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน อาจไม่ได้ดำเนินการ แต่ก็ถือเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองในการช่วยกันตรวจสอบ โดยเฉพาะอุดมการณ์ของพรรคประชาธิัตย์ ที่ยึดถือการเมืองสุจริต จึงต้องการทำให้เป็นตัวอย่างการเมืองสุจริต เพราะหากการเมืองทุจริต ก็จะเป็นปัญหาอย่างที่เกิดขึ้น เช่น ดีลลับ เรื่องเทา หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยยืนยันว่า พรรคฯ จะทำเพื่อประโยชน์ประเทศ หลังจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ยังจะมีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้อีกครั้ง เพื่อให้สังคมเห็นความเชื่อมโยง และให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการต่อไป

แคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นความพยายามที่จะชี้ให้เห็นถึงปัญหาการฟอกเงินและอาชญากรรมข้ามชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย การตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้สังคมตระหนักถึงภัยคุกคามเหล่านี้ และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” เผยข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติฟอกเงินโยงอดีตรัฐมนตรี

“สุดารัตน์” เปิดตัวสส.อีสาน ชูมาตรการปราบโกง

“สุดารัตน์” ควง “จินนี่” ลุยเปิดตัวผู้สมัครสส.ภาคอีสาน เตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง ย้ำทำการเมืองสุจริต ให้สัญญาประชาคมกับประชาชน พรรคไทยสร้างไทยจะเดินหน้า 5 มาตรการปราบโกงอย่างจริงจัง

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่จังหวัดอุดรธานี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยคุณยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ (จินนี่) และคณะทำงานพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่ภาคอีสาน โดยเริ่มต้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน รับฟังปัญหา และร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก พร้อมประกาศความพร้อมของพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

มุ่งสร้างการเมืองสุจริต

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำเจตจำนงทางการเมืองของพรรคไทยสร้างไทยว่า พรรคมีความมุ่งมั่นในการ “สร้างการเมืองสุจริต” และจะเดินหน้าอย่างจริงจังในการปราบปรามการทุจริตทุกระดับ โดยประกาศต่อหน้าพี่น้องประชาชนชาวอีสาน ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ “ดิฉันไม่โกง และจะไม่ปล่อยให้ใครโกง คนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทย ที่เดียวที่อยู่ได้คือ “คุก” พรรคไทยสร้างไทยขอให้สัญญาประชาคมว่า เราจะยืนหยัดต่อสู้กับคนเลว ด้วยความกล้าหาญและจริงจัง”

ชู 5 มาตรการปราบโกง

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้ประกาศเจตนารมณ์สำคัญของพรรคไทยสร้างไทยในการ “ปราบโกง” และสร้างระบบธรรมาภิบาลใหม่ของประเทศ ผ่านนโยบายที่จับต้องได้ โดยพรรคไทยสร้างไทยเดินหน้าอย่างจริงจังในการ “ปราบทุจริต” ด้วยนโยบายการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริต โดยมี 5 มาตรการสำคัญดังนี้

1. เพิ่มโทษประหารชีวิต แก่ผู้กระทำการทุจริตระดับร้ายแรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อแสวงหาประโยชน์

2. จัดทำและแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้าง “อำนาจตรวจสอบภาคประชาชน” ให้ประชาชน 50,000 คน สามารถเสนอถอดถอนองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญได้

3. จัดตั้งองค์กรตรวจสอบการทุจริตภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. และ สตง. มีสมาชิกประมาณ 70 คน จากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและประชาชนทุกภูมิภาครวมทั้งกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่เสมือน “สภาประชาชน” ตรวจสอบและเสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช. สมาชิกเลือกกันเองเป็นคณะกรรมการบริหาร 11 คน เพื่อดำเนินงานและประสานการตรวจสอบ หาก ป.ป.ช. และอัยการเห็นว่าต้องมีหลักฐานเพิ่มเติม ให้ส่งกลับมาตรวจสอบใหม่ และหากทั้งสองหน่วยงานไม่สั่งฟ้อง องค์กรภาคประชาชนฯ มีสิทธิฟ้องคดีเองได้

4. พักการใช้หรือระงับกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชน ชั่วคราว 3–5 ปี พร้อมทั้งปรับปรุง ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพ และขัดขวางการประกอบอาชีพสุจริตของประชาชน

5. ลดขนาดของระบบราชการ อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนหน่วยงานและจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คล่องตัว และลดภาระงบประมาณของประเทศ

เปิดตัว ว่าที่ผู้สมัครสส.อุดร เขต4

ในการลงพื้นที่ คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้เปิดตัว ดร.บุญบารมี ราตรีวงค์ ว่าที่ผู้สมัคร สส. เขต 4 จังหวัดอุดรธานี ก่อนปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ “วนเกษตรทุ่งฝน” เพื่อส่งเสริมแนวทางเศรษฐกิจชุมชนและเกษตรยั่งยืน

คุณหญิงสุดารัตน์ ได้เชิญชวนประชาชนทุกคนที่เห็นด้วยกับแนวทางและอุดมการณ์ของพรรคไทยสร้างไทย ร่วมกันเป็นพลังในการปราบโกง และขจัด “ทุนดำ” ที่กำลังกลืนกินประเทศอยู่ในขณะนี้ โดยเชิญชวนให้สมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย เพื่อร่วมเดินหน้าทำงาน สานต่ออุดมการณ์การเมืองสุจริต และเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งที่จะมาถึงอย่างเข้มแข็งและโปร่งใส

“สุดารัตน์” ควง “จินนี่” ลุยเปิดตัวผู้สมัครสส.ภาคอีสาน

5 มาตรการปราบโกง ที่ “สุดารัตน์” และพรรคไทยสร้างไทยให้คำมั่น

พรรคไทยสร้างไทยภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ มุ่งมั่นที่จะสร้างการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การเปิดตัวผู้สมัคร สส. ภาคอีสานครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง 5 มาตรการที่ประกาศออกมา แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ดังนั้น หากคุณเห็นด้วยกับแนวทางของพรรคไทยสร้างไทย อย่าลังเลที่จะสนับสนุนและร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “สุดารัตน์” ควง “จินนี่” ลุยเปิดตัวผู้สมัครสส.ภาคอีสาน ชู 5 มาตรการปราบโกงให้สิ้นภายใน 6 เดือน

“ไทยสร้างไทย” ทุบทุนเถื่อน! 6 แนวทางแก้โกง

“ไทยสร้างไทย” ประกาศ สร้างการเมืองสุจริต เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน “สุดารัตน์” ย้ำคนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคม อยู่ได้ที่เดียวคือ “คุก”

วันที่ 8 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (7 พ.ย. 2568) พรรคไทยสร้างไทยจัดเวทีสัมมนา “ทุบทุนเถื่อน” ณ โรงแรมเจซี เควิน สาทร กรุงเทพฯ โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ประกาศเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนว่า พรรคไทยสร้างไทยมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการ “สร้างการเมืองสุจริต” เพื่อพาประเทศออกจากหลุมดำ นำการพัฒนาสู่ประเทศ พาประชาชนหลุดพ้นความยากจน

คุณหญิงสุดารัตน์ ประกาศจุดยืนว่า พรรคไทยสร้างไทย “ไม่โกง และจะไม่ปล่อยให้ใครมาโกงชาติบ้านเมือง” พร้อมย้ำว่า “คนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทย ที่ยืนที่เดียวของคนโกงคือในคุก” เพื่อยืนยันความตั้งใจของพรรคที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบการเมืองที่โปร่งใส และยุติธรรมอย่างแท้จริง พร้อมระบุการโกงคือมะเร็งร้ายที่กัดกินประเทศไทยมานาน จนทำให้ประเทศกลายเป็น “คนไข้ที่กำลังป่วยหนัก ถึงขั้นโคม่า” โดยดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยตกต่ำลงต่อเนื่อง ได้คะแนนเพียง 34 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ทุกครั้งที่การโกงเพิ่มขึ้น ความยากจนของประชาชนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสการพัฒนา จนต้องติดหล่มเป็นประเทศกำลังพัฒนามาหลายสิบปี

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวด้วยว่า นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สังคมไทยและรัฐบาลทั่วโลกเริ่มเอาจริงกับการปราบ “ขบวนการสแกมเมอร์” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างใหญ่ของระบบทุจริต และกำลังทำลายเศรษฐกิจไทยอย่างน่ากังวล เพราะจากข้อมูลเศรษฐกิจเถื่อนที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ มีมูลค่าสูงถึง 8.7 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 49% ของ GDP ประเทศไทย สูงติดอันดับ 4 ของเอเชีย ตัวเลขความคลาดเคลื่อนสุทธิ หรือเงินที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ ในปี 2566 อยู่ที่ 180,000 ล้านบาท และในปี 2567 พุ่งทะยานขึ้นเป็นกว่า 530,000 ล้านบาท สะท้อนการขยายตัวของทุนสีดำอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติจากการส่งออกทองคำไปกัมพูชามีมูลค่าสูงถึงเดือนละกว่า 10,000 ล้านบาท รวมสิบปี มากกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นช่องทางสำคัญของการฟอกเงินข้ามพรมแดน

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้คือการปล้นชาติอย่างเป็นระบบ คนไทยถูกโกง ถูกปล้นทรัพยากรไปแล้วหลายแสนล้านบาท ขณะเดียวกันยังทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคส่งออก และซ้ำเติมเศรษฐกิจของประชาชน พรรคไทยสร้างไทยและตนเองจะเดินหน้าอย่างจริงจังในการทำให้ “คนเลวไม่มีที่ยืนในแผ่นดินไทย” พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทย “ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์” โดยมีผู้นำที่เอาจริงในการปราบโกงเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนและเวียดนาม ที่สามารถจัดการนักการเมืองและข้าราชการทุจริตได้อย่างเด็ดขาด

พรรคไทยสร้างไทย เสนอมาตรการ “ทุบทุนเถื่อน” ด้วยนโยบายการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตดังนี้:

“ไทยสร้างไทย” เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน

  1. เพิ่มโทษประหารชีวิตแก่ผู้กระทำการทุจริตระดับร้ายแรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อแสวงหาประโยชน์
  2. จัดทำและแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้าง “อำนาจตรวจสอบภาคประชาชน” ให้ประชาชน 50,000 คน เสนอถอดถอนองค์กรอิสระ และศาลรธน. ได้
  3. จัดตั้งองค์กรตรวจสอบการทุจริตภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. และ สตง. มีสมาชิกประมาณ 70 คน จากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและประชาชนทุกภูมิภาครวมทั้ง กทม. ทำหน้าที่เสมือน สภาประชาชน ตรวจสอบและเสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช. สมาชิกเลือกกันเองเป็น คณะกรรมการบริหาร 11 คน เพื่อดำเนินงานและประสานการตรวจสอบ หาก ป.ป.ช. และอัยการเห็นว่าต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมให้ส่งกลับมาตรวจสอบใหม่ และหากทั้งสองหน่วยงานไม่สั่งฟ้อง องค์กรภาคประชาชนฯ มีสิทธิฟ้องคดีเองได้.
  4. พักการใช้หรือระงับกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชนชั่วคราว 3–5 ปี พร้อมทั้งปรับปรุง ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพ และขัดขวางการประกอบอาชีพสุจริตของประชาชน
  5. ลดขนาดของระบบราชการอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนหน่วยงานและจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คล่องตัว และลดภาระงบประมาณของประเทศ
  6. สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน (โดยเฉพาะ SME) และภาคประชาชน ในการให้บริการสาธารณะและต่อต้านการทุจริตทุกระดับ ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบธรรมาภิบาลที่ยั่งยืน

ทำไมต้อง “ทุบทุนเถื่อน”?

การดำเนินการเพื่อ “ทุบทุนเถื่อน” ไม่ใช่แค่เรื่องของการปราบปรามการทุจริต แต่เป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย หากเราสามารถลดการทุจริตและสร้างความโปร่งใสได้ จะส่งผลให้:

  • การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
  • การแข่งขันทางธุรกิจเป็นธรรมมากขึ้น
  • ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ
  • ประเทศชาติมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

คุณหญิงสุดารัตน์เน้นย้ำว่า การ “ทุบทุนเถื่อน” เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมได้

การที่พรรคไทยสร้างไทยผลักดันนโยบาย “ทุบทุนเถื่อน” อย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย การทุจริตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการโกงกิน แต่เป็นการทำลายโอกาสและความหวังของคนไทยทุกคน มาร่วมกันสนับสนุนและผลักดันนโยบายนี้ เพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “ไทยสร้างไทย” เสนอ 6 แนวทางทุบทุนเถื่อน “สุดารัตน์” ย้ำคนเลวอยู่ได้ที่เดียวคือ “คุก”

Scroll to top