การเลือกตั้ง

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษม! เท้งตัดสินใจ

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษม! นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ยอมรับว่าได้พบและพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยนายทักษิณได้ขอเสียงโหวตสนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรีจริง อย่างไรก็ตาม นายธนาธรโยนการตัดสินใจให้กับหัวหน้าพรรคประชาชน โดยเน้นย้ำว่าประเทศชาติต้องมาก่อน

ภายหลังจากการที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ใช้นามสกุลเพื่อหวังผลในการพูดคุย นายธนาธรยังกล่าวอีกว่า ข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยได้ถูกนำมาพิจารณาบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล โดยยอมรับว่าได้พบกับนายทักษิณเมื่อช่วงเช้าวันนี้ และได้พูดคุยกันหลังจากได้รับการติดต่อให้เข้าพบเมื่อวานนี้ นายทักษิณได้ปรึกษาหารือถึงความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชนจะสนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายธนาธรได้ตอบว่า พรรคประชาชนมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และได้แถลงจุดยืนมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว เกี่ยวกับทีโออาร์หรือเงื่อนไขในการสนับสนุนผู้ใดผู้หนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเงื่อนไขคือการยุบสภาภายใน 4 เดือน และจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้น

นายธนาธรกล่าวถึงความกังวลว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ว่า พรรคประชาชนมีเงื่อนไขที่ชัดเจน และขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทยว่าจะยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนได้หรือไม่ หากพรรคเพื่อไทยยอมรับเงื่อนไขได้ ก็สามารถพูดคุยกับหัวหน้าพรรคได้เลย ซึ่งหัวหน้าพรรคได้ให้สัมภาษณ์แล้วว่ายังไม่มีการติดต่อหรือนัดหมายอย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทยมายังพรรคประชาชน

ในส่วนของกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อาจจะทำให้การพูดคุยในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจเป็นไปได้ง่ายขึ้น นายธนาธรกล่าวว่า นายสุริยะเป็นอา และตนเองกับนายพงศ์กวินเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ด้วยความเคารพทั้งสองท่านเป็นญาติกัน แต่ปัญหาของบ้านเมืองไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาจากความสัมพันธ์ทางครอบครัว และยังไม่ได้รับการติดต่อเพื่อพูดคุยจากทั้งสองคน ส่วนพรรคประชาชนยังไม่ปิดประตูในการเลือกนายชัยเกษมใช่หรือไม่นั้น หัวหน้าพรรคประชาชนได้ตอบอย่างชัดเจนแล้ว

ในมุมมองของนายธนาธรเกี่ยวกับการเลือกพรรค ประชาชนนั้น ตนเองเข้าใจว่าเหตุผลที่พรรคประชาชนยื่นทีโออาร์และมีเงื่อนไขขึ้นมา ไม่ได้มาจากความต้องการที่จะมีอำนาจหรือเป็นรัฐบาล และพรรคประชาชนยังคงเป็นฝ่ายค้านเช่นเดิม แต่สิ่งที่พรรคประชาชนต้องการคือการนำพาประเทศไปข้างหน้า เนื่องจากสภาในปัจจุบันไม่มีกลุ่มการเมืองใดที่มีความชอบธรรมและมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้าได้ ไม่มีใครที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาของประเทศได้ ทั้งการแก้ไขปัญหายาเสพติดและการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงปัญหาทางการเมือง ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการคืนอำนาจให้พรรคประชาชนด้วยการยุบสภา ทำให้พรรคประชาชนมีเงื่อนไขเพียง 2 ข้อ ซึ่งตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะหน้า และสิ่งที่ต้องการคือสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่เพื่อนำพาประเทศไปข้างหน้า นั่นคือโจทย์ใหญ่ของสังคม

เมื่อถามว่าระยะเวลา 4 เดือนเพียงพอสำหรับการทำประชามติหรือไม่ นายธนาธรเชื่อว่าพรรคประชาชนได้คำนวณแล้วว่าเพียงพอสำหรับการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อถูกถามว่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหน พรรคประชาชนอาจจะต้องเผชิญกับความยากลำบากทั้งคู่ เพราะผู้สนับสนุนอาจไม่ต้องการทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย นายธนาธรยืนยันหนักแน่นว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน ไม่มีกลุ่มใดที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากและจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ การคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

การตัดสินใจเลือกใครนั้นต้องพิจารณาว่าพรรคใดมีโอกาสที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพรรคใด พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอ

เมื่อถามถึงความกังวลเกี่ยวกับการถูกฉีก MOU นายธนาธรกล่าวว่า ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน หากพรรคใดรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนไปแล้วไม่ทำตาม ก็ขอให้ประชาชนตัดสิน ส่วนจะมีการพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทยเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ให้ไปสอบถามหัวหน้าพรรคประชาชน เพราะข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยอยู่ในระหว่างการพิจารณาแล้ว

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษม

ธนาธรรับทักษิณขอโหวตชัยเกษมจริงหรือไม่?

จากเหตุการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทยในปัจจุบัน การเจรจาต่อรอง และการแสวงหาแนวร่วมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศในอนาคต

ที่มา – “ธนาธร” รับ “ทักษิณ” มาเจอต่อหน้าขอเสียงโหวตให้ “ชัยเกษม” โยน “เท้ง” ตัดสินใจเอง

เยาวลักษณ์ เบรก! หนุนอนุทิน-เพื่อไทย

“เยาวลักษณ์” คณะก้าวหน้า เบรกพรรคประชาชน ยกมือหนุน “อนุทิน-เพื่อไทย” ชี้ไม่ต่างอะไรจากเข้าไปซ่อมระบบที่บิดเบี้ยว เปรียบช่วยพายเรือให้โจรนั่งก็ไม่การันตีว่าจะถึงฝั่งอย่างปลอดภัยอยู่ดี

วันที่ 30 ส.ค. 2568 นางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า แสดงความเห็นส่วนตัวในสถานการณ์การเมืองขณะนี้ว่า การเลือกที่จะรีบยกมือ รีบประคอง เพื่อปิดทางไม่ให้ขั้วเก่ากลับมา ในมุมมองของตน ถือว่าการทำแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับการเข้าไปซ่อมระบบที่บิดเบี้ยวตั้งแต่ต้น สุดท้ายอาจจะถูกกลืน ถูกหักหลัง เหมือนที่เคยเจ็บ เคยจำกันมาแล้วหลายครั้ง “หลายคนอาจมองว่า ถ้าเราไม่ร่วมมือ ไม่ยกมือสนับสนุนใคร กลไกเก่า (ทหาร–ตุลาการ–เครือข่ายอนุรักษ์) อาจหาทางดัน “พลเอกประยุทธ์” หรือขั้วทหารกลับมาอีก ดิฉันเข้าใจเหตุผลนั้น แต่มันเป็นการเมืองที่มองสั้น ๆ แค่กันไม่ให้คนที่เราไม่ชอบกลับมา”

“เยาวลักษณ์” คณะก้าวหน้า เบรกพรรคประชาชน ยกมือหนุน “อนุทิน-เพื่อไทย”

นางเยาวลักษณ์ ระบุต่อไปว่า ในมุมของตน สิ่งที่ลึกกว่านั้นคือ 1.การยกมือให้อนุทิน หรือเพื่อไทย ก็คือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ไม่ยุติธรรมอยู่ดี 2.เราเจ็บแล้วต้องจำ พรรคประชาชน ฝ่ายก้าวหน้าเคยถูกหลอกมาแล้วหลายครั้ง ทั้งสัญญาในสภา นอกสภาที่ไม่เคยทำจริง ยังไม่นับรวมการยุบพรรค ถูกตัดสิทธิ ดังนั้น การ “ไม่เข้าร่วม” สำหรับดิฉัน คือการดึงตัวเองออกจากเกมเดิม ไม่เล่นตามกติกาที่ถูกวางมาเพื่อให้เราต้องแพ้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การ “ไม่เข้าร่วม” ไม่ว่าจะด้วยยุทธศาสตร์ใดหรือกับฝั่งใด คือการยืนหยัดให้ชัดว่า “เราจะไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่เขาออกแบบมาเพื่อให้เราแพ้อยู่เสมอ”

ทำไม “เยาวลักษณ์” ถึงเบรกพรรคประชาชน?

นางเยาวลักษณ์ ระบุต่ออีกว่า ดังนั้นปล่อยให้กลไกมันทำงานไปตามสภาพที่มันเป็น ระบบจะเปิดโปงตัวเองว่าไม่ใช่คำตอบ เพื่อให้สังคมได้เห็นเองว่านี่ไม่ใช่ทางออกของประเทศที่แท้จริง และตอกย้ำว่ากลไกอำนาจ (ตุลาการ, สถาบัน) มีอิทธิพลเกินกว่าการเลือกตั้งจริง จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญใหม่ เป็นเรื่องสำคัญ แต่ยังเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบการเมืองสถาบันที่มีข้อจำกัดมากอย่างที่เราทราบ การสร้างฐานรากจากภาคประชาชนเป็นสิ่งที่อาจเป็นไปได้มากกว่า (แม้ต้องใช้เวลาหรือถูกกลไกกดกัน) แต่ถ้าโครงสร้างมันบิดเบี้ยวมาตั้งแต่แรก ต่อให้เราช่วยพายเรือให้โจรนั่ง เราก็ไม่ได้ไปถึงฝั่งที่ปลอดภัยอยู่ดี สุดท้ายเราจะกลายเป็นเหยื่อของเกมนั้น

นางเยาวลักษณ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย ชวนพรรคประชาชนลืมอดีต เพราะดีเอ็นเอของทั้งสองพรรคใกล้เคียงกัน แต่ที่ต้องแยกกันรอบที่แล้วเพราะเหตุจำเป็น นางเยาวลักษณ์ ระบุสั้น ๆ เพียงว่า กลิ่น “Toxic Relationship” ลอยมาแต่ไกล

ความเห็นของนางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ สื่อให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน และการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและนายอนุทิน ชาญวีรกูล นางเยาวลักษณ์มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบที่ไม่ยุติธรรม และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ในอนาคต เธอยืนยันว่าการไม่เข้าร่วมเกมเดิมคือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้พ่ายแพ้อยู่เสมอ นางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างฐานรากจากภาคประชาชน และการตระหนักถึงอิทธิพลของกลไกอำนาจที่มีต่อการเมืองไทย แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ยังคงเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบที่จำกัด การสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจึงอาจต้องเริ่มต้นจากการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชน

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและนายอนุทิน จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไร และ “เยาวลักษณ์” จะออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างไรต่อภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

ที่มา – “เยาวลักษณ์” คณะก้าวหน้า เบรกพรรคประชาชน ยกมือหนุน “อนุทิน-เพื่อไทย”

“สิริพรรณ” เรียกร้อง กดดัน สว. ปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระ

“สิริพรรณ” แนะควรแยก “องค์กรอิสระ – ศาลรัฐธรรมนูญ” ออกจากรัฐธรรมนูญ แก้ปัญหามีอำนาจเกินขอบเขต จนทำให้นักการเมืองจ้องครอบงำแทรกแซง เชื่อหากทำสำเร็จช่วยปลดล็อกได้ระดับหนึ่ง

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 24 ส.ค. 2568 ภายหลังเสร็จสิ้นการเสวนาในหัวข้อ “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) องค์กรอิสระและศาลรธน.” ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะสำเร็จหรือไม่ โดย ศ.สิริพรรณ ระบุว่า วัตถุประสงค์ของการเสวนาวันนี้เป็นความพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (แก้เท่าที่จะแก้ได้โดยไม่กระทบมาตรา 265) ที่ระบุว่า หากจะแก้ไขที่มาจะต้องไปทำประชามติ ดังนั้นต้องดูว่าจะแก้ที่ประเด็นใด จึงจะดำเนินการเรื่องรวดเร็ว เช่น การรับรอง แทนที่จะให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นผู้รับรอง เป็นไปได้หรือไม่ให้สมาชิกทั้งรัฐสภาเป็นผู้รับรอง

“สิริพรรณ” เรียกร้องประชาชนกดดัน สว. ปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระ

ศ.สิริพรรณ กล่าวด้วยว่า หากมองปัญหาดังกล่าวไปถึงรากเหง้า ที่ผ่านมาประเทศไทยเข้าใจบทบาทขององค์กรอิสระในฐานะที่เป็นอีกสถาบันหนึ่งเทียบเคียงกับฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และองค์กรอิสระ ซึ่งองค์กรอิสระมีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่ตัวองค์กรอิสระแทบจะไม่ได้รับการตรวจสอบใดๆ ดังนั้นการนำองค์กรอิสระใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ เราจึงเรียกว่าเป็นองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ ขณะที่ต่างประเทศ องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่กำกับตรวจสอบภายใต้การทำงานของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติรัฐสภา (องค์กรหนุน) เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าของระบบราชการ

แนวทาง “สิริพรรณ” เรียกร้อง กดดัน สว.

“ฉะนั้น จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือนำองค์กรอิสระออกจาก รธน. โดยให้มีร่างพระราชบัญญัติประกอบองค์กรอิสระแต่ละองค์กรรองรับ เช่น หากเกิดรัฐประหารและมีการฉีก รธน. เราก็จะไม่มีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และไม่มีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากองค์กรเหล่านี้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ของตัวเอง แม้จะไม่มีรัฐธรรมนูญ องค์กรเหล่านี้ก็ยังสามารถทำงานต่อเนื่องไปได้” ศ.สิริพรรณ กล่าวและว่า ขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระมันรุนแรง และมีฤทธิ์เดชเยอะมาก ทั้งตัดสิทธิ์นักการเมือง ยุบพรรคการเมือง เป็นต้น คำถามคือใครจะเข้ามาตรวจสอบ ฉะนั้น ถ้าองค์กรอิสระมีอำนาจเยอะมาก และกระทบกับความเป็นความตายและการอยู่รอดของนักการเมือง แน่นอนว่าฝ่ายการเมืองก็อยากเข้ามาครอบงำและแทรกแซง จึงกลายเป็นโจทก์ที่พันกันเหมือนงูกินหาง

ขณะเดียวกัน หากมีโอกาสแก้รัฐธรรมนูญ ศ.สิริพรรณ ระบุว่า ต้องพิจารณาว่า ตำแหน่งขององค์กรอิสระควรอยู่ภายใต้ รธน. หรือไม่ หรือควรนำออกไป และคำนึงถึงอำนาจหน้าที่ว่ามีขอบเขตเท่าใด รวมทั้งจำนวนขององค์กรอิสระ อาทิ ในต่างประเทศ กกต. มี 3-5 คน ไม่จำเป็นต้องมีถึง 7 คน

เมื่อถามว่า ปัจจุบันองค์กรอิสระมีอำนาจมาก หากการแก้ไข รธน. ในอนาคตสามารถทำได้สำเร็จและได้รับความเห็นชอบอย่างพร้อมเพียงในสภา มองว่าอนาคตจะทำให้วัฒนธรรมการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ศ.สิริพรรณ กล่าวว่า หากไปถึงตรงนั้น จะสามารถปลดล็อกได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยต้องเห็นว่าทุกองค์กรจะมีความสมดุลและมีที่มาการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างกัน ส่วนจะเป็นการแก้ปัญหาทั้งหมดหรือไม่ คาดว่ายังไม่ใช่ แต่เป็นการปลดล็อกที่สำคัญ เพราะแง่วัฒนธรรมความคิดของไทย มีหลายเรื่องทางชื่นชมตัวบุคคล มากกว่าระบบและโครงสร้างมากพอสมควร จึงอยากชวนสังคมหารือไปด้วยกัน เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นองค์กรอิสระ ต้องใช้งบประมาณภาษีประชาชน ฉะนั้น เมื่อระบบการเมืองมีเสถียรภาพ เราจะได้รัฐบาลที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน และจะทำให้การดำเนินนโยบายเข้มแข็งและเข้มข้นขึ้น รวมทั้งจะทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน ซึ่งกระทบโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน

นอกจากนี้ ศ.สิริพรรณ ยังกล่าวอีกว่า การแก้ รธน. แม้แต่รายมาตราที่ไม่ต้องทำประชามติ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เป็นผู้เสียประโยชน์ในครั้งนี้ ดังนั้นประชาชนต้องช่วยกันส่งเสียงและกดดันว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแก้ไข โดยค่อยๆ แก้ไขกันไป ส่วน สว. แม้จะมีที่มาจากการเลือกกันเอง แต่ก็ยังเป็นตัวแทนของประชาชน ดังนั้นต้องฟังเสียงของประชาชนด้วย เพื่อให้ได้รัฐบาลมีเสถียรภาพและความเข้มแข็ง

การเรียกร้องของ ศ.สิริพรรณ เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง การกดดัน สว. เพื่อปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระนั้น อาจเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความโปร่งใสให้กับการเมืองไทยในระยะยาว มาร่วมกันส่งเสียงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกันครับ

ที่มา – “สิริพรรณ” เรียกร้องประชาชนกดดัน สว. ปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระ

“ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ดันเงินเปราะบาง

“ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง

“ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “ภูมิธรรม เวชยชัย” อย่างหนัก จากกรณีที่ผิดสัญญาเรื่องเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง โดยเรียกร้องให้ประชาชนจดจำพฤติกรรม “พูดอย่างทำอย่าง” และอย่าเลือกคนแบบนี้เข้าสภาฯ อีก

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เคยมีมติเห็นชอบหลักการสำคัญ 3 ประเด็น 5 ข้อ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า

รายละเอียดของมติที่ “ภูมิธรรม” เคยให้สัญญาไว้ มีดังนี้

  • เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า 600 บาทต่อเดือน โดยจะเริ่มในปีงบประมาณ 2568
  • เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้า 1,000 บาทต่อเดือน
  • เบี้ยความพิการ 1,000 บาทต่อเดือน
  • ปรับค่าตอบแทนผู้ช่วยคนพิการจากชั่วโมงละ 50 บาท เป็นชั่วโมงละ 100 บาท
  • เงินอุดหนุนสตรีมีครรภ์ 3,000 บาทต่อเดือน สำหรับช่วงเดือนที่ 5–9 ของการตั้งครรภ์

นายณัฐชากล่าวว่า มติที่ออกมาในเวลานั้น เปรียบเสมือนคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับสังคม ว่าจะเดินหน้ายกระดับสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง แต่เมื่อนายภูมิธรรมได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร และสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ได้ทันที กลับไม่มีความคืบหน้าหรือความชัดเจนใดๆ ในการดำเนินการตามมติดังกล่าว

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพฤติกรรม หน้าอย่างหลังอย่าง พูดอย่างทำอย่าง ผมขอให้ประชาชนจดจำไว้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าได้ฝากความหวังหรือเชื่อใจคนที่เคยผิดสัญญาเช่นนี้อีก” นายณัฐชากล่าว

กรณีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ของนายณัฐชาในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า เหตุใดนโยบายที่เคยให้สัญญาไว้จึงไม่ถูกดำเนินการต่อ หรือมีปัจจัยใดที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันนโยบายดังกล่าว ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงความน่าเชื่อถือของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใครเข้ามาบริหารประเทศ สัญญาที่ให้ไว้ควรได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน การตรวจสอบและติดตามการทำงานของนักการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาอัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ของ ส.ส. ณัฐชา เป็นสัญญาณเตือนใจให้ประชาชนพิจารณาอย่างรอบคอบถึงนโยบายและการกระทำของนักการเมืองก่อนตัดสินใจเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าปล่อยให้คำสัญญาเป็นเพียงลมปาก แต่จงพิจารณาจากการกระทำที่เป็นรูปธรรม

ที่มา – “ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ซัดพูดแบบทำอีกแบบ

Scroll to top