การแก้ไขปัญหาจราจร

ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา”

ข่าวใหญ่สำหรับชาวกระบี่และนักท่องเที่ยวทั่วไทย ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาคอขวดของการเดินทางและยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นครับ

โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา คือความหวังใหม่ของชาวกระบี่

หลายคนที่เคยไปเที่ยวเกาะลันตาอาจจะเคยประสบปัญหาการรอคิวลงแพขนานยนต์ ซึ่งทำให้เสียเวลาในการเดินทางค่อนข้างมาก โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตาจึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมการขนส่งในจังหวัดกระบี่ โดยโครงการนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างครบถ้วน ทั้งสะพานขึงและโครงสร้างที่เชื่อมต่อระหว่างเกาะกลางกับเกาะลันตาน้อย ทำให้การสัญจรเชื่อมถึงกันได้สะดวกรวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ความคืบหน้าล่าสุดของการดำเนินโครงการ

หลังจากที่ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” ทางกรมทางหลวงชนบทก็พร้อมที่จะเดินหน้างานก่อสร้างทันที โดยโครงการนี้ครอบคลุมระยะทางกว่า 2.5 กิโลเมตร ใช้งบประมาณกว่า 1,800 ล้านบาท ทั้งนี้ ทางรัฐบาลยืนยันว่าจะมีการปฏิบัติตามมาตรการสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โดยจะปลูกป่าทดแทนกว่า 20 เท่าของพื้นที่ที่เสียไป เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศป่าชายเลนเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

นอกเหนือจากเรื่องของความสะดวกสบาย โครงการนี้ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าขายในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล เพราะเมื่อการขนส่งสินค้าและการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวทำได้ง่าย จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น และช่วยให้ชาวบ้านในท้องถิ่นมีรายได้หมุนเวียนมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ในส่วนของมาตรการชดเชยด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กำหนดให้มีการติดตามผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจได้ว่าการพัฒนาในครั้งนี้จะมาพร้อมกับการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ใส่ใจธรรมชาติไปพร้อมกันครับ

โดยสรุปแล้ว การที่ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการปลดล็อกปัญหาการจราจรบนเกาะเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับจังหวัดกระบี่ ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญที่น่าชื่นชมครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวใช้พื้นที่ป่าชายเลน 8 ไร่เศษ เดินหน้า “สะพานเชื่อมเกาะลันตา”

สส. โวย! โยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์

สส.ปชน. 3 จังหวัด ประสานเสียงโยกย้ายผวจ.รอบล่าสุด สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถ ย้ำต้องกระจายอำนาจ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้ประชาชนในพื้นที่

วันที่ 15 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา สส.พรรคประชาชนจาก 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และภูเก็ต ได้สะท้อนปัญหาของการโยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถ ครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผวจ.ที่เร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ จากปกติผวจ. มีวาระเฉลี่ยประมาณ 2 ปี ซึ่งถือว่าสั้นมาก ย้ายบ่อยจนคนในพื้นที่จำชื่อผวจ. ไม่ได้ มาครั้งนี้คนในพื้นที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผวจ.เปลี่ยนไปอีกแล้ว

โวยเปลี่ยน ผวจ. ต้องนับหนึ่งใหม่

เริ่มจาก น.ส.เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู สส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคประชาชน กล่าวว่าการโยกย้ายครั้งนี้เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าเชียงใหม่ต้องมีผวจ.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาและการจัดทำบริการสาธารณะที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ประชาชนอย่างทันท่วงที ขณะที่เชียงใหม่กำลังวางแผนระดับจังหวัดร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมพร้อมเผชิญปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 รัฐบาลจะเปลี่ยนผวจ.เพื่ออะไร เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาส่วยสัญชาติ ที่มีเครือข่ายในการเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชนที่มีสิทธิได้รับสัญชาติไทย จะจัดการเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร รวมไปถึงการจัดทำระบบขนส่งสาธารณะที่ภาคประชาสังคมและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพยายามผลักดัน จะดำเนินการอย่างไรต่อ “เมื่อ ผวจ. ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการขนส่งทางบกระดับจังหวัดถูกสั่งย้าย ผวจ.คนใหม่ที่จะมาดำรงตำแหน่ง จะสานต่อเรื่องนี้ได้อย่างไร จะต้องนับหนึ่งอีกหรือไม่” น.ส.เพชรรัตน์ กล่าวและว่า

การโยกย้าย ผวจ.ในครั้งนี้สะท้อนว่า รัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงการแก้ไขปัญหาของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่เป็นที่ตั้ง แต่เป็นการโยกย้ายด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวเชียงใหม่อาจต้องสะดุดหยุดลง

เชียงราย แก้สารพิษน้ำกกชะงัก

ด้าน น.ส.จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม สส.เชียงราย เขต 6 พรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า จังหวัดเชียงรายเคยประสบสถานการณ์ที่มีผวจ. รอเกษียณในช่วงภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ทำให้เกิดปัญหาการสั่งการล่าช้า ไม่ทันกับการรับมือภัยพิบัติ ครั้งนี้ก็เจอการเปลี่ยนผวจ.ในช่วงสถานการณ์ภัยพิบัติสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ทั้งที่ในระดับจังหวัดนั้นได้มีการประชุมขับเคลื่อนในเชิงประเด็นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนกลางและภายในจังหวัด จนตกผลึกเรื่องแนวทางการรับมือกับปัญหา กำลังจะเริ่มดำเนินการ กลับมีการเปลี่ยนผู้ว่า ซึ่งคนใหม่ก็ต้องทำความรู้จักพื้นที่และปัญหากันใหม่

ซัดย้ายตามอำเภอใจ

และล่าสุดที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ได้ประกาศอย่างชัดเจนบนเวที ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายคนใหม่เป็นญาติของภรรยาของร้อยเอกธรรมนัส ซึ่งมาเป็นผวจ. ได้ 2 สัปดาห์ก็จะย้ายไปแล้ว พร้อมกับกล่าวว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายคนใหม่ที่จะย้ายมา ต้องเป็นคนที่ตัวเองสั่งการได้

“ตกลงการโยกย้ายตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดในแต่ละจังหวัด มีประชาชนอยู่ในสมการของการโยกย้ายหรือไม่ คำสั่งโยกย้ายนั้นมองถึงความรู้ความสามารถของผู้ว่าราชการคนดังกล่าวที่จะมาประจำในแต่ละจังหวัดหรือไม่ หรือเป็นเพียงการโยกย้ายตามอำเภอใจโดยที่ปัญหาของพ่อแม่พี่น้องถูกเตะถ่วงไว้ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง การโยกย้ายตำแหน่งแบบนี้เพื่อประชาชนหรือเพื่อประโยชน์ตนเองกันแน่” น.ส.จุฬาลักษณ์ กล่าว

ผวจ.ภูเก็ต อยู่ 14 วันโดนย้าย

ส่วนนาย ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล สส.ภูเก็ต เขต 3 พรรคประชาชน กล่าวว่า ภายในเวลาเพียง 14 วัน จังหวัดภูเก็ตเปลี่ยนผวจ.ใหม่ เนื่องจากความต้องการของผู้มีอำนาจ ทั้งที่ผวจ.คนที่ผ่านมา เพิ่งจะมาทำความเข้าใจปัญหาต่างๆ ของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ การจัดการพื้นที่สาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือการแก้ไขปัญหาจราจรแบบบูรณาการ โดยการเร่งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมครบทุกระบบ เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และยังมีการแก้ไขปัญหาที่รอดำเนินการอีกหลายเรื่อง เช่น การจัดการพื้นที่สาธารณประโยชน์ประเภทชายหาด ที่ต้องจัดการให้พ่อค้าแม่ค้าควบคู่ไปกับการบริหารจัดการพื้นที่ หรือการแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนระหว่างรัฐกับประชาชน

ลั่นกระจายอำนาจดีที่สุด

พรรคประชาชนขอยืนยันว่า การกระจายอำนาจคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ดีที่สุดสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ต้องเอาการแก้ปัญหาให้กับประชาชนและการพัฒนาที่ตรงความต้องการของประชาชนเป็นตัวตั้ง พิจารณาคุณสมบัติของข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับภารกิจดังกล่าวเป็นสำคัญ ไม่ใช่โยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถจากระบบอุปถัมภ์และเอื้อประโยชน์ให้กับเครือข่ายในกลุ่มของตน

โยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถ

การโยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถเป็นสิ่งที่ สส. จากพรรคประชาชนหลายจังหวัดออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก พวกเขามองว่าการโยกย้ายที่ไม่โปร่งใสและรวดเร็วเกินไป ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาท้องถิ่นและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง

ทำไมการโยกย้ายผู้ว่าฯ ถึงส่งผลกระทบ?

  • ความไม่ต่อเนื่องของโครงการพัฒนา
  • ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน
  • การขาดความเข้าใจในบริบทของพื้นที่
  • การเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง

การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการพิจารณาถึงการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองอย่างแท้จริง

การโยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถ ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – สส.ปชน. 3 จังหวัด ประสานเสียงโยกย้ายผวจ.สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถ

Scroll to top