การแต่งตั้งรัฐมนตรี

“บวรศักดิ์” ชี้ ไม่มีปัญหา “อนุทิน” ถูกร้องตั้ง “ธรรมนัส” มิชอบ เหตุพ้น รมต. แล้ว

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าร้อน ๆ ล่าสุดมีประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อ“บวรศักดิ์” ชี้ ไม่มีปัญหา “อนุทิน” ถูกร้องตั้ง “ธรรมนัส” มิชอบ เหตุพ้น รมต. แล้ว ทำให้หลายคนหันมาสนใจเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีชุดใหม่กันยกใหญ่ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบละเอียดว่าประเด็นนี้มันคืออะไร และทำไมถึงไม่มีปัญหาอย่างที่หลายคนกังวล

“บวรศักดิ์” ชี้ ไม่มีปัญหา “อนุทิน” ถูกร้องตั้ง “ธรรมนัส” มิชอบ เหตุพ้น รมต. แล้ว

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล ในประเด็นที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถูกร้องเรียนเรื่องการแต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยถูกกล่าวหาว่าแต่งตั้งโดยมิชอบ

นายบวรศักดิ์ ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า เรื่องนี้ไม่มีปัญหาแล้ว เพราะปัจจุบัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามไว้เฉพาะขณะดำรงตำแหน่ง พอพ้นตำแหน่งแล้วก็ถือว่าจบ ไม่มีอะไรติดค้าง

กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ ครม. ชุดใหม่

นอกจากนี้ นายบวรศักดิ์ ยังพูดถึงกระบวนการตรวจสอบคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ที่กำลังจะมาว่า ยังไม่มีการปรึกษากันเรื่องนี้ แต่เป็นหน้าที่ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่จะส่งรายชื่อผู้เสนอตัวเข้ารับการตรวจสอบ โดยขยายไปยังหน่วยงานมากกว่า 9 แห่ง เช่น

  • ศาลยุติธรรม
  • ศาลปกครอง
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
  • กองบัญชาการตำรวจสันติบาล
  • สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
  • และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

เขาย้ำว่า ถ้ามีลักษณะต้องห้ามชัดเจน ไม่ใช่แค่สุ่มเสี่ยง ก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้ แต่คำว่าสุ่มเสี่ยงต้องชี้แจงให้ชัดเจนก่อน

กรณีศึกษา ร.อ.ธรรมนัส และบทเรียนการเมือง

ย้อนกลับไป กรณี ร.อ.ธรรมนัส เคยมีประเด็นร้อนเรื่องคุณสมบัติ ส.ส. จากคดีเก่าที่ต่างประเทศ แต่สุดท้ายได้เข้ามารับตำแหน่ง รมต. จนกระทั่งพ้นไป ล่าสุดนายบวรศักดิ์ ยืนยันว่า ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว ดังนั้นการร้องเรียนต่อนายกฯ อนุทิน ก็ไม่กระทบอะไร

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงคดีวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับนายภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ศาลเห็นว่าการกระทำขณะเป็น รมต. ไม่ใช่การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม (สามารถอ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็มได้)

ส่วนเรื่องนายบวรศักดิ์ เอง ยังไม่ถูกทาบทามให้กลับมานั่งรองนายกฯ อีกสมัย โดยบอกว่า "ยัง ๆ" และยังไม่สมมติอะไร เพราะรายชื่อยังไม่ได้รับรองทั้งหมด สื่อมวลชนเป็นคนตั้งเรื่องเอง

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบการเมืองไทย ที่การตรวจสอบต้องเข้มงวด แต่ก็ต้องเคารพหลักกฎหมาย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่กำหนดกรอบชัดเจน หากเราต้องการการเมืองที่โปร่งใส ทุกฝ่ายต้องยึดหลักนี้

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยควรมีกลไกตรวจสอบที่รวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น เพื่อลดดราม่าแบบนี้ และให้ประชาชนมั่นใจในผู้นำ อย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตจากเรา และแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับประเด็น“บวรศักดิ์” ชี้ ไม่มีปัญหา “อนุทิน” ถูกร้องตั้ง “ธรรมนัส” มิชอบ เหตุพ้น รมต. แล้ว

ที่มา – “บวรศักดิ์” ชี้ ไม่มีปัญหา “อนุทิน” ถูกร้องตั้ง “ธรรมนัส” มิชอบ เหตุพ้น รมต. แล้ว

ก่อแก้ว ชี้ อนุทิน ไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง ชื่ออนุวิน

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวและการวิพากษ์วิจารณ์ การอภิปรายในสภาที่เพิ่งเกิดขึ้นได้สร้างความฮือฮาอย่างมาก โดยเฉพาะคำพูดสุดแซ่บจากนายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ลุกขึ้นซัดรัฐบาลชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวเน็ตและนักการเมืองต่างพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง

ก่อแก้ว ชี้ อนุทิน ไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง เพราะนายกฯตัวจริงชื่อ “อนุวิน”

วันที่ 30 กันยายน 2568 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล นายก่อแก้ว พิกุลทอง ได้ลุกขึ้นแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยโจมตีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้ว่าขัดแย้งกับคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลแถลงไว้ในนโยบาย เช่น การยึดมั่นหลักนิติธรรมและการขจัดทุจริต แต่ในความเป็นจริง การเลือกคนเข้าคณะรัฐมนตรีกลับดูเหมือนเป็นการจัดสรรตำแหน่งให้กับพวกพ้องและผู้มีอิทธิพลในพรรคภูมิใจไทยมากกว่า นายก่อแก้วเปรียบเทียบว่ารัฐบาลชุดนี้คือ “ครม.นอมินีปราสาทสายฟ้า” ซึ่งอ้างถึงอิทธิพลจากบุรีรัมย์ที่ถูกมองว่าเป็นฐานที่มั่นของพรรค

หนึ่งในประเด็นที่นายก่อแก้วหยิบยกมาอภิปรายคือตัวอย่างบุคคลสำคัญในครม. เช่น นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกระบุว่าเป็นคนใกล้ชิดกับนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายก่อแก้วยังรื้อฟื้นคดีเก่าๆ อย่างกรณีปลัดกระทรวงคมนาคมถูกปล้นเงินกว่า 200 ล้านบาท เพื่อตั้งคำถามถึงที่มาของทรัพย์สินและความสัมพันธ์เหล่านี้ ส่วนพล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าศักยภาพอาจไม่เพียงพอสำหรับบทบาทนี้ แต่กลับได้รับการแต่งตั้งเพื่อภารกิจเฉพาะ เช่น การจัดการคดีฮั้วประมูลเลือกตั้ง สว. ที่เกี่ยวข้องกับแกนนำพรรค

ก่อแก้ว ชี้ อนุทิน ไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง เพราะนายกฯตัวจริงชื่อ “อนุวิน” ในมุมมองการเมือง

นอกจากนี้ นายก่อแก้วยังตั้งคำถามถึงนายไชยชนก ชิดชอบ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ขาดประสบการณ์ด้านนี้อย่างชัดเจน ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่รุนแรง การแต่งตั้งเช่นนี้ จึงถูกมองว่าไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แต่เป็นระบบอุปถัมภ์ที่ยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตัวและพรรคการเมือง นายก่อแก้วแนะนำอย่างประชดประชันว่า ถ้าจะตั้งครม.แบบนี้ ก็ควรตั้ง “กระทรวงบุรีรัมย์” ไปเลยดีกว่า และย้ายทำเนียบรัฐบาลไปตั้งที่เขากระโดง เพื่อให้ชัดเจนว่าอำนาจอยู่ที่ไหน

คำสรุปสุดท้ายของนายก่อแก้วคือ การที่นายอนุทินปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลอย่างนายอนุวิน ชิดชอบ ครอบงำการตัดสินใจ จะทำให้สังคมมองว่านายกรัฐมนตรีตัวจริงไม่ใช่ “อนุทิน” แต่คือ “อนุวิน” ที่กินรวบประเทศทั้งหมด คำพูดนี้กลายเป็นวลีฮิตที่ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในโซเชียลมีเดีย สะท้อนถึงความกังวลของประชาชนต่อการเมืองไทยที่ยังคงวนเวียนอยู่กับอิทธิพลท้องถิ่นและพวกพ้อง

จากมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การอภิปรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการโจมตีส่วนตัว แต่ยังเป็นการเตือนใจให้รัฐบาลใหม่ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการปฏิบัติที่โปร่งใส หากไม่ทำเช่นนั้น ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอาจถูกตั้งคำถามตั้งแต่แรกเริ่ม ในยุคที่ประชาชนตื่นตัวกับการต่อต้านคอร์รัปชันมากขึ้น รัฐบาลควรฟังเสียงสะท้อนเหล่านี้และปรับปรุงเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

  • การแต่งตั้งครม.ที่ขาดสมดุล: เน้นพวกพ้องมากกว่าความสามารถ
  • ตัวอย่างคดีเก่าๆ ที่ถูกหยิบยก: สะท้อนปัญหาความโปร่งใส
  • คำแนะนำประชด: ตั้งกระทรวงบุรีรัมย์ เพื่อความชัดเจน

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนเห็นว่าการเมืองไทยยังคงต้องพัฒนาเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด หากคุณสนใจประเด็นการเมือง ลองติดตามและแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ที่มา – “ก่อแก้ว” ชี้ “อนุทิน” ไม่ใช่นายกฯ ตัวจริง เพราะนายกฯตัวจริงชื่อ “อนุวิน”

แพทองธารย้ำ! รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าเพื่อประชาชน

วันที่ 8 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางออกจากพรรคโดยปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับโผคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่กำลังจะมีการแต่งตั้งโดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า แล้วแต่ท่านนายกฯ เขาจัดเลย ไม่มีคอมเมนท์อะไร

เมื่อถามว่า รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถแก้ไขวิกฤตของประเทศได้ทันภายใน 4 เดือนหรือไม่ นางสาวแพทองธารกล่าวว่า รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าอยู่แล้วจะนานเท่าไหร่ก็ตามก็ขอให้ทำเพื่อพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรจะฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่เป็นพิเศษนอกเหนือจากคำว่าทำงานเต็มที่เท่านั้น

แพทองธารย้ำ รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าเพื่อประชาชน

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การเข้ามาของรัฐบาลใหม่จึงเป็นที่จับตามองของประชาชนว่าจะสามารถนำพาประเทศชาติให้ก้าวข้ามพ้นวิกฤตเหล่านี้ไปได้อย่างไร นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะผู้นำทางการเมืองคนสำคัญ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่า และขอให้มุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ

ความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลใหม่

ประชาชนชาวไทยต่างมีความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่เป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาปากท้อง การกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างความปรองดองในสังคม หรือการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ รัฐบาลจึงมีภารกิจที่ท้าทายในการตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด

การบริหารประเทศให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รัฐบาลใหม่จึงควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และนำมาปรับใช้ในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ

นอกจากนี้ การสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการบริหารงานก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะตอบคำถามและข้อสงสัยต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจและดำเนินงานต่างๆ ของรัฐบาล ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการวางแผนพัฒนาประเทศ

รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าจริงๆ เพราะทุกวินาทีมีความหมายต่อการพัฒนาประเทศและการแก้ปัญหาให้ประชาชน รัฐบาลจึงควรใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้มค่า และมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง

แม้ว่านางสาวแพทองธารจะไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลใหม่ แต่การที่เธอเน้นย้ำว่า รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่า และขอให้ทำงานเพื่อประชาชนนั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เธอคาดหวังให้รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก และมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาของประเทศนั้น ไม่สามารถทำได้โดยรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม การที่ประชาชนทุกคนร่วมมือกันและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล จะช่วยให้ประเทศชาติสามารถก้าวข้ามพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างมั่นคง

ในท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลและประชาชนร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

การผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และการสร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งในเวทีโลก

ที่มา – ‘แพทองธาร’ บอกรัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าขอให้ทำเพื่อประชาชน

Scroll to top