การแพทย์

นายกฯ หารือทวิภาคี ปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน

นายกฯ หารือทวิภาคี ปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน

การพบปะกันระหว่างผู้นำระดับสูงถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศ ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือทวิภาคีกับนายคาซีม-โยมาร์ต โตคาเยฟ ประธานาธิบดีแห่งคาซัคสถาน โดยเน้นย้ำว่า นายกฯ หารือทวิภาคี ปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน เพื่อสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาว

ศักยภาพทางเศรษฐกิจและการเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค

ในการหารือครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไทยได้ชูบทบาทของไทยในการเป็นจุดเชื่อมต่อธุรกิจที่สำคัญ โดยเชื่อมั่นว่าการที่ นายกฯ หารือทวิภาคี ปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากเอเชียกลางสู่ภูมิภาคอาเซียนได้อย่างมหาศาล โดยมีประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน ได้แก่:

  • การส่งเสริมอุตสาหกรรมในกลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
  • การร่วมมือด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรม
  • การรักษาความมั่นคงทางอาหารและทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ
  • การพัฒนาแร่หายากเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังมุ่งเน้นการขยายเส้นทางบินเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวและการติดต่อธุรกิจระหว่างประชาชนของทั้งสองชาติมีความสะดวกคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ถือเป็นการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและพรมแดนใหม่ๆ สู่โลกกว้าง

ก้าวต่อไปของความสัมพันธ์และการค้าเสรี

เรามองว่าท่าทีที่ชัดเจนของประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐบาลชุดนี้ ในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่บทสรุปของ นายกฯ หารือทวิภาคี ปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังขยับตัวเข้าหาตลาดใหม่ๆ ที่มีกำลังซื้อสูงและมีศักยภาพในการผลิตมหาศาล อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากคาซัคสถานในเรื่องการพัฒนาเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศข้ามทะเลแคสเปียน (TITR) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มช่องทางเข้าสู่ตลาดโซนยุโรปได้อีกด้วย

ในฐานะประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการทูตเชิงรุกในครั้งนี้จะก่อให้เกิดรูปธรรมที่จับต้องได้ ทั้งในเรื่องราคาค่าครองชีพจากการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่สะดวกขึ้น ตลอดจนการเปิดโอกาสให้คนไทยได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับพี่น้องชาวคาซัคสถานได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม นับเป็นจังหวะก้าวสำคัญที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งสำหรับการต่างประเทศของไทยในปีนี้

ที่มา – นายกฯ หารือทวิภาคี ปธน.คาซัคสถาน ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน

ครม. เคาะเพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่วางแผนภาษีในช่วงใกล้สิ้นปีคงต้องถูกใจข่าวนี้แน่นอนครับ! ล่าสุด ครม. เคาะเพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า เพื่อสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลทั้งด้านการแพทย์ การศึกษา และการช่วยเหลือผู้เปราะบาง ซึ่งถือเป็นโอกาสดีสำหรับสายบุญที่อยากทำดีแถมยังได้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีไปพร้อมๆ กันครับ

เหตุผลที่ ครม. เคาะเพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

การขยายฐานรายชื่อมูลนิธิในครั้งนี้ รัฐบาลมุ่งเน้นให้การสนับสนุนครอบคลุมทั้งด้านการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้พิการ ผู้ป่วยฉุกเฉิน และการศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและให้สังคมไทยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งปัน ซึ่งการบริจาคผ่านระบบ e-Donation จะทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และกรมสรรพากรได้รับข้อมูลทันที ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องเก็บเอกสารกระดาษให้ยุ่งยากอีกต่อไปครับ

รายชื่อ 9 มูลนิธิใหม่ที่เพิ่งผ่านการอนุมัติ

สำหรับมูลนิธิที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในครั้งนี้ มีครบถ้วนทั้งด้านสาธารณสุขและวิชาการ ได้แก่:

  • มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  • มูลนิธิการแพทย์สยามบรมราชกุมารี
  • มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์
  • มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา
  • มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
  • มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา
  • มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลตัดสินใจอนุมัติมาตรการ ครม. เคาะเพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้งานระบบดิจิทัลของกรมสรรพากรมากขึ้น ซึ่งถือว่าได้ประโยชน์สองต่อครับ

ในส่วนของเงื่อนไขการลดหย่อนภาษี สำหรับบุคคลธรรมดา คุณสามารถนำเงินไปลดหย่อนได้ 2 เท่าจากยอดบริจาคจริง แต่เมื่อรวมกับรายการลดหย่อนอื่นแล้วจะต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้ ส่วนบริษัทหรือนิติบุคคลก็จะสามารถหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าเช่นกัน โดยเงื่อนไขนี้จะมีผลไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ ผมมองว่ามาตรการนี้ไม่ใช่แค่การเลี่ยงภาษีเท่านั้น แต่คือการแสดงพลังของคนไทยในการช่วยเหลือสังคม หากใครมีกำลังทรัพย์เพียงพอ การร่วมบริจาคผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายและได้รับสิทธิประโยชน์คืนกลับมาก็ถือเป็นการลงทุนเพื่อสังคมที่คุ้มค่ามากจริงๆ ครับ ลองตรวจสอบมูลนิธิที่สนใจและเริ่มทำบุญผ่านระบบ e-Donation กันตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ

ที่มา – ครม. เคาะเพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

นายกฯ ถึงสิงคโปร์ เตรียมลงนาม MOU ค้าข้าวและการแพทย์

นายกรัฐมนตรีและภริยาเดินทางถึงสิงคโปร์แล้ว เตรียมหารือกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อลงนาม MOU 2 ฉบับสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือด้านการค้าข้าวและเรื่องการแพทย์ นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีสิงคโปร์ และพบปะพี่น้องคนไทยในสิงคโปร์อีกด้วย

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมภริยา และคณะรัฐมนตรี อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติชางงี สาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ โดยมี ดร. ตัน ซี เหล่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสิงคโปร์ และนางสาวหว่อง เสี่ยว ผิง แคเทอริน เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ

กำหนดการของนายกรัฐมนตรีในวันนี้เต็มไปด้วยภารกิจสำคัญ เริ่มต้นด้วยการเข้าเยี่ยมคารวะนายทาร์มัน ซันมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ จากนั้นจะมีการหารือเต็มคณะกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นอกจากนี้ นายกฯ จะเข้าร่วมงาน SET Government Roadshow 2025 และพบปะกับชุมชนไทย แรงงานไทย และกลุ่มนักศึกษาไทยในสิงคโปร์ เพื่อรับฟังปัญหาและให้กำลังใจ

สำหรับไฮไลท์ของวันนี้คือพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะประกอบด้วยพิธี VIP Orchid Naming Ceremony ณ Singapore Botanic Gardens และพิธีต้อนรับ ณ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ พร้อมด้วยการหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และพิธีแลกเปลี่ยนความตกลง โดยมีนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมทั้งการแถลงข่าวร่วม

ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะประธานาธิบดีสิงคโปร์อีกครั้ง และเข้าร่วมงาน SET Government Roadshow 2025 เพื่อกล่าวปาฐกถาพิเศษและพบปะนักลงทุนชั้นนำ ก่อนที่จะพบปะกับชุมชนไทย แรงงานไทย และนักศึกษาไทยในสิงคโปร์ และเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงค่ำของวันเดียวกัน

สิ่งที่น่าจับตามองคือการลงนามเอกสารความร่วมมือ 2 ฉบับ ที่จะช่วยขยายความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์ในด้านเศรษฐกิจและสาธารณสุข ได้แก่

  • บันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ (MOC on Rice Trade) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของทั้งสองประเทศ
  • บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมการแพทย์และ Singapore Health Services (MOU on Healthcare Leadership in Urban Ageing Care) ที่มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และยกระดับการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน นายกฯ ถึงสิงคโปร์ เตรียมลงนาม MOU ค้าข้าวและการแพทย์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและสิงคโปร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การเดินทางกลับของนายกฯ มีกำหนดถึง บน.6 ในเวลา 21.50 น.

นายกฯ ถึงสิงคโปร์ เตรียมลงนาม MOU ค้าข้าวและการแพทย์

การเดินทางเยือนสิงคโปร์ของท่านนายกฯ ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ รวมถึงผลักดันความร่วมมือในด้านต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจและการสาธารณสุข ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ความสำคัญของ MOU ค้าข้าวและการแพทย์

การลงนามใน MOU ทั้งสองฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายกฯ ถึงสิงคโปร์ เตรียมลงนาม MOU ค้าข้าวและการแพทย์ จะส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารและสุขภาพมากยิ่งขึ้นสำหรับประชาชนทั้งสองประเทศ

  • ด้านการค้าข้าว: MOU นี้จะช่วยส่งเสริมการค้าข้าวระหว่างไทยและสิงคโปร์ ทำให้สิงคโปร์มีความมั่นใจในแหล่งอาหารที่มั่นคง และช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีรายได้ที่ยั่งยืน
  • ด้านการแพทย์: MOU นี้จะช่วยให้ไทยและสิงคโปร์ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญในสังคมปัจจุบัน

การที่ นายกฯ ถึงสิงคโปร์ เตรียมลงนาม MOU ค้าข้าวและการแพทย์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การสาธารณสุข หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การลงนาม MOU 2 ฉบับนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งสองประเทศ และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสิงคโปร์ มาร่วมกันติดตามและให้กำลังใจรัฐบาลในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาประเทศของเราให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

ที่มา – นายกฯ ถึงสิงคโปร์แล้ว เตรียมลงนาม MOU 2 ฉบับ ค้าข้าวและเรื่องการแพทย์

Scroll to top